Home Blog Page 380

OR หนุนโครงการต้องรอด มอบก๊าซหุงต้ม ใช้ทำอาหารให้ผู้เดือดร้อนจากโควิด-19

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายรชา อุทัยจันทร์ ผู้จัดการฝ่ายตลาดก๊าซหุงต้ม บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ส่งมอบถังก๊าซหุงต้ม ปตท. และผ้ากันเปื้อน ให้แก่หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ตัวแทนโครงการ “ต้องรอด” โดย UP FOR THAI ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของกลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ประชาชนจากความเดือดร้อนในภาวะการระบาดของ ไวรัส COVID-19 ณ โรงครัวต้องรอด วัดเทวสุนทร 

โดย OR ร่วมกับ ผู้แทนจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ปตท. ร้านสังข์ทองแก๊ส สนับสนุนถังก๊าซหุงต้ม ปตท. ขนาด 48 กิโลกรัม จำนวน 20 ใบต่อเดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม 2564 พร้อมผ้ากันเปื้อนดีต่อใจ จำนวน 100 ชิ้น มูลค่ารวมทั้งสิ้น 55,150 บาท เพื่อใช้ในการประกอบอาหารสำหรับแจกจ่ายให้แก่ ชุมชน ผู้กักตัว ผู้ป่วย บุคลากรด่านหน้า และบุคลาการทางการแพทย์ ที่ต้องการความช่วยเหลือในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  การสนับสนุนครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน” #ORStayStrongTogether

ทั้งนี้ ก๊าซหุงต้ม ปตท. ยังคงมุ่งเน้นการรักษามาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าก่อนส่งต่อถึงมือผู้บริโภค ด้วยมาตรฐาน 6 ขั้นตอนการควบคุมคุณภาพความปลอดภัยจาก โออาร์ ตั้งแต่การเช็คสภาพถัง การล้างและทำความสะอาดถัง การบรรจุก๊าซให้ตรงตามขนาดถัง การชั่งน้ำหนัก การเช็กรอยรั่ว และการซีลวาล์วให้แน่นหนาด้วยซีลสีทอง โดย โออาร์ จะยังคงดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลชุมชนสังคม พร้อมพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างความปลอดภัย ความอุ่นใจให้กับลูกค้า ก๊าซหุงต้ม ปตท. ทุกครัวเรือน และขอร่วมส่งกำลังใจให้บุคลากรผู้เสียสละทุกภาคส่วนร่วมก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

AIS ดัน “ย่านนวัตกรรมอารีย์” เป็นเมืองฉลาดรู้

0

เอไอเอส ร่วมมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ริเริ่มสร้าง “ย่านนวัตกรรมอารีย์” ก้าวสู่ “เมืองฉลาดรู้” เตรียมเชิญพาร์ทเนอร์ย่านอารีย์ ร่วมยกระดับวิถีความเป็นอยู่ สู่ชุมชนคลาสสิคร่วมสมัย สอดรับโลกวิถีใหม่ ผ่านแพล็ตฟอร์มดิจิทัล และ 5G

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัทเอไอเอสและอินทัช

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัทเอไอเอสและอินทัช เปิดเผยว่า  การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานของระบบนิเวศน์ด้านการอยู่อาศัยด้วยนวัตกรรม เพื่อให้มีความพร้อมที่จะส่งเสริมวิถีการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่กลายเป็นเรื่องหลักที่ผู้อยู่อาศัยในชุมชน ต่างต้องให้ความสำคัญและร่วมแรงร่วมใจกันวางรากฐาน เพื่อรองรับชีวิตวิถีใหม่ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์รอบตัวที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็น โรคระบาด, สังคม, การเมือง, ฯลฯ จึงเป็นที่มาซึ่งทำให้ เอไอเอส ในฐานะสมาชิกของย่านอารีย์ และ ถนนพหลโยธิน มองเห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของสมาชิกในย่านนี้ ที่ผ่านมากว่า 2 ปี จึงได้ชักชวนพันธมิตร องค์กรต่างๆ ร่วมเป็นภาคีเครือข่าย โดยเริ่มที่การดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ กรีนพหลโยธิน ซึ่งเป็นเสมือนต้นแบบของความร่วมมือที่จะปลูกจิตสำนึกการจัดเก็บขยะ Electronics หรือ E-Waste พร้อมส่งต่อองค์ความรู้เพื่อทำให้ย่านอารีย์และพหลโยธินกลายเป็นพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน

เอไอเอสขออาสาทำหน้าที่เป็นแกนกลางพร้อมนำจุดแข็งของบริษัทในฐานะ Digital Life Service Provider มาร่วมเป็นหนึ่งในดิจิทัล แพล็ตฟอร์ม โดยร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA   ริเริ่มโครงการ “ย่านนวัตกรรมอารีย์ – Ari Innovation District” พร้อมเชิญพันธมิตรในย่านอารีย์-พหลโยธิน-สะพานควายอีกกว่า 20 รายร่วมในโครงการ เพื่อพัฒนาพื้นที่ย่านอารีย์ให้เป็น ดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เอื้อให้เกิดระบบนิเวศน์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ อารีย์ 2025  ก้าวสู่เมืองฉลาดรู้ที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตยุคใหม่”

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า  NIA ได้ริเริ่มและพัฒนาย่านนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้เป็นแพลตฟอร์มที่เอื้อให้เกิดการรวมตัวของนโยบาย กระบวนการ บุคคล และเทคโนโลยี และกลายมาเป็น “ระบบนิเวศนวัตกรรม” เพื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมบนฐานการพัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่ ซึ่งได้ขยายการดำเนินงานในการพัฒนาย่านนวัตกรรมตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ย่านนวัตกรรมไซเบอร์เทค (ปุณณวิถี) ย่านนวัตกรรมการแพทย์สวนดอก (จังหวัดเชียงใหม่) ย่านนวัตกรรมอู่ตะเภา-บ้านฉาง (จังหวัดระยอง) เป็นต้น

NIA เล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ย่านอารีย์ (พญาไท) ซึ่งนอกจากจะเป็นเสมือนศูนย์รวมของการดำเนินชีวิตที่ครบถ้วน เช่น แหล่งที่อยู่อาศัย ร้านอาหาร การค้า โรงพยาบาล และ Co working Space แล้วยังมีการกระจุกตัวของบริษัทชั้นนำ ผู้ประกอบการ และทรัพยากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาเครื่องจักรกลขั้นสูง (Robotics) เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Immersive) และการเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลด้วยระบบอินเทอร์เน็ต (IoTs) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Technology) ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำพาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ รวมถึงเป็นที่ตั้งของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาหลายแห่ง จึงมีแนวคิดในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในระบบนิเวศนวัตกรรม และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่เชิงนวัตกรรม สำหรับความร่วมมือในการพัฒนา “ย่านนวัตกรรมอารีย์” แห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งย่านที่ขับเคลื่อนจากความต้องการของภาคเอกชนที่เห็นความสำคัญของนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีต่อระบบนวัตกรรมไทยในอนาคต

ย่านนวัตกรรมอารีย์ มีเป้าหมายในระยะเวลา 5 ปี โดยมี วัตถุประสงค์หลัก คือ

1.   เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ของนวัตกรรมในย่านอารีย์ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ และชุมชน

2. เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรต่าง ๆ ที่พันธมิตรในภาคีเครือข่ายมี เช่น พื้นที่ในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยี กระบวนการทำงาน ระบบงาน บุคลากร รวมถึงองค์ความรู้ที่สามารถแบ่งปันได้

3. เพื่อพัฒนาย่านอารีย์ให้เป็นพื้นที่ทดสอบทดลองโซลูชั่นใหม่ ๆ ( Sandbox ) ด้านการพัฒนาเมือง ด้วยเทคโนโลยี AI, Robotic และ Immersive & IoT สำหรับเตรียมความพร้อมก่อนนำไปให้บริการในเชิงพานิชย์

4. เพื่อร่วมจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมเป้าหมายด้านนวัตกรรมของพันธมิตรในภาคีเครือข่ายพร้อมเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวได้

5. เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองโดยการเชื่อมโยง 3 ระดับ คือ Local Link การเชื่อมโยงบุคคล-สิ่งของ เข้ากับระบบ, International Link ร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกในการร่วมถ่ายทอดข้อมูลต่าง ๆ เพื่อพัฒนาโซลูชั่น, Future Link ย่านนวัตกรรมอารีย์ จะส่งเสริมนวัตกรรมเมืองอนาคต เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แสดงความคิดเห็นร่วมกันออกแบบ วิจัย และพัฒนา ต้นแบบเมืองแห่งอนาคต

นอกจากนี้ เอไอเอสยังได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรหลัก กับ NIA ในโครงการ Innovation Thailand Alliance ใน concept ”พลิกฟื้นประเทศไทย ด้วยนวัตกรรม” อีกด้วย

  

AWC ปลื้มยอดจองโรงแรมฟื้น อัดโปรฯ แรงรับนักท่องเที่ยว ขานรับคลายล็อกดาวน์

0

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า หลังจากมีการคลายล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 AWC มีความพร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ด้วยมาตรการทางสาธารณสุขที่เข้มข้น พร้อมสนับสนุนให้พนักงานของบริษัททยอยฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าที่กลับมาใช้บริการ

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC

ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา โรงแรมในเครือได้กลับมาเปิดให้บริการ โดย AWC ได้เตรียมแพ็กเกจการท่องเที่ยวที่หลากหลายในทุกโรงแรม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจ Work from Hotel, Staycation การเปิดให้บริการร้านอาหารภายในโรงแรม โดยสามารถนั่งรับประทานอาหารภายในร้านได้ 50% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด โดยมีบริการสั่งอาหารด้วยเมนูระดับโรงแรม รวมถึงเมนูซิกเนเจอร์สุดพรีเมียมส่งตรงถึงบ้านลูกค้า นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการสปาเฉพาะส่วนการนวดเท้าพร้อมโปรโมชั่น รวมทั้งสระว่ายน้ำภายในโรงแรม โดยหวังว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์การพักผ่อนที่น่าประทับใจกลับไป

“บริษัทและโรงแรมในเครือต่างตื่นเต้นที่จะได้ต้อนรับลูกค้าอีกครั้ง หลังประกาศคลายล็อกดาวน์ เราเริ่มเห็นยอดจองโรงแรมและร้านอาหารในเครือ AWC กลับมาในทันที โดยเฉพาะโรงแรมในกรุงเทพฯ และหัวหิน อย่างโรงแรม แมริออท หัวหิน ขณะนี้ทางโรงแรมในกลุ่มได้จัดเตรียมโปรโมชั่นต่างๆ ไว้รองรับ เพื่อกระตุ้นให้เกิดจับจ่ายใช้สอย และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไปด้วยกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะส่งผลให้อัตราการเข้าพักในโรงแรม (Occupancy Rate) และรายได้ของบริษัทในไตรมาส 4 เป็นไปในทิศทางบวก”

สำหรับแพ็กเกจ โปรโมชั่นต่างๆ จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและนักท่องเที่ยวในทุกกลุ่ม ได้สัมผัสโรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่ ในราคาสุดพิเศษ โดยโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ได้จัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าเปิดประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟแบบส่วนตัว ทั้งการพักผ่อนในห้องพักหรู พร้อมบริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ นั่งรับประทานอาหารแบบส่วนตัว โดยมีเมนูจากห้องอาหารของโรงแรม รวมถึงห้องทำงานสำหรับผู้บริหาร และห้องครัวสำหรับการปรุงอาหารเองแบบส่วนตัว ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับ Workation หรือ Staycation ตอบโจทย์คนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานจากที่บ้าน มาทำงานในห้องพักโรงแรม อาทิ โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ กับแคมเปญ Stay for 7 Pay for 5 ในราคาสุดคุ้ม 1,682 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน กรณีพัก 2 คนเหลือเพียง 841 บาทต่อคนต่อคืนเท่านั้น! จองและเข้าพักถึงวันที่ 30 กันยายน 2564

และ ยังมุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่คิดถึงการเดินทางท่องเที่ยว หรือการรับประทานทานอาหารแสนอร่อยในต่างประเทศ ขณะที่การเดินทางยังไม่สามารถทำได้ ก็สามารถมาสัมผัสกลิ่นอายและบรรยากาศได้ในหลายโรงแรม อาทิ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ญี่ปุ่น โดยจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ 9.9 Flash sales กับ ‘แพ็คเกจ Gastronomic Indulgence’ บนเว็บไซต์ Megatix ในราคาเพียง 5,900 บาทสุทธิต่อคืน สำหรับห้องดีลักซ์ ไม่รวมอาหารเช้า พร้อมรับเครดิตมูลค่า 5,900 บาทต่อคืน เพื่อใช้แทนเงินสดในการใช้จ่ายสำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ โดยจำหน่ายบัตรกำนัลตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 11 กันยายน 2564 และสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 หรือจะเป็นโรงแรมมีเลีย เชียงใหม่ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ประเทศสเปน ซึ่งวางแผนจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2564 เตรียมจัดโปรโมชั่นพิเศษ MELIÁ ROOM 1 คืน ฟรี 1 คืน ราคาโปรโมชั่นราคา 4,999 บาท รวมอาหารเช้า รถรับส่งสนามบิน เครื่องดื่มค็อกเทลและอาหารว่างแบบสเปน (Tapas) 1 ครั้ง และส่วนลด 20% สำหรับร้านอาหาร เป็นต้น

นางวัลลภา กล่าวว่า AWC ยังมีการจัดทำแผนแม่บท The Core 5 for Safety and Clean เพื่อดูแลพนักงาน ผู้เช่า และลูกค้า สร้างความมั่นใจในการเข้าใช้บริการ ประกอบด้วย 1. Secure Screening การคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิทุกคนที่เข้ามาพื้นที่และสแกนแอปพลิเคชันไทยชนะก่อนเข้าใช้บริการทุกครั้ง 2. Social Distancing การเว้นระยะห่างและบริหารจัดการปริมาณการรวมกลุ่มของคน 3. Super Hygienic Cleaning การให้ความสำคัญกับสุขอนามัย ทำความสะอาดอุปกรณ์พื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยทุกชั่วโมง และพื้นที่สาธารณะทุก 2 ชั่วโมง 4. Support Care Service การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องด้านสุขอนามัยแก่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และ 5. Safety Trace การจัดเก็บฐานข้อมูล นอกจากการคัดกรองผู้ใช้บริการผ่านแอปไทยชนะยังพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมาโดยเฉพาะอีกด้วย

ปัจจุบันโรงแรมในเครือ AWC ทั้ง 18 แห่งได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ Amazing Thailand Safety & Health Administration หรือ SHA แสดงให้เห็นถึงคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าและบริการที่ใส่ใจความปลอดภัยตามการท่องเที่ยวแบบ New Normal นอกจากนี้ ยังได้มาตรฐานของเชนบริหารระดับโลก ซึ่งให้ความสำคัญและเข้มงวดในเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และความปลอดภัยของแขกผู้มาใช้บริการ

แม็คกรุ๊ป จับมือม.มหิดล ขายออนไลน์ “แคปซูลสารสกัดกระชายขาว” ช่วยคนไทยเข้าถึงยา

0

นางสาวกิตติมา วัชโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจและการขาย บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน MC จึงได้นำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคปซูลสารสกัดกระชายขาว แบรนด์ “พีเอ็มเอช” เข้ามา จัดจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ของบริษัท ผ่านเว็บไซต์ www.mcshop.com เพื่อตอบสนองความต้องการกระชายขาวที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาด พิเศษในช่วงการเปิดตัว สั่งซื้อตั้งแต่ 2 ขวดขึ้นไป ส่งให้ฟรี

กิตติมา วัชโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจและการขาย MC

จากความแข็งแกร่งของช่องทางขายออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ ของบริษัท มั่นใจว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงกระชายขาวได้ง่ายขึ้น และยังช่วยอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้า รวมทั้งสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาภาวะวิกฤตจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน

โดยบริษัทเริ่มจัดจำหน่ายแคปซูลสารสกัดกระชายขาว พีเอ็มเอช ในราคาขวดละ 580 บาท ขนาดบรรจุ 30 แคปซูลต่อขวด โดยถือเป็นสารสกัดกระชายขาวแบรนด์เดียวในตลาดที่เป็นผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัยของ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้นหาตัวยา” (Excellent Center for Drug Discovery: ECDD) มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์” (TCELS) โดยผ่านกระบวนการสกัดพิเศษจากห้องแล็บมาตรฐานสูงของประเทศ ทำให้ได้ปริมาณสารออกฤทธิ์เข้มข้นสูงกว่ากระชายบด และสารสกัดทั่วไปในท้องตลาด โดยได้สารสกัด PINOSA ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของ PMH มีประสิทธิภาพสูงในการต้านและยับยั้งเชื้อไวรัส

สำหรับกระชายขาวที่นำมาใช้ คัดมาจากไร่มาตรฐาน GAP คัดกรองไม่ให้มีโลหะหนักและสารเคมีตกค้างปนเปื้อน ด้วยกระบวนการผลิตตามมาตรฐาน GMP ซึ่งผ่านการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

“แคปซูลสารสกัดกระชายขาว พีเอ็มเอช เป็นความร่วมมือของ ม.มหิดล กับ TCELS โดยอีคอมเมิร์ซของแม็คกรุ๊ป เป็นหนึ่งในช่องทางขายของสินค้าตัวนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าด้วยความแข็งแกร่งของช่องทางขายออนไลน์ที่เรามี รวมถึงพนักงานขายของเราที่มีศักยภาพสามารถให้ข้อมูลที่ครบถ้วน จะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงกระชายขาว เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ให้คนไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”

ทั้งนี้ ลูกค้าแม็คยีนส์สามารถสั่งซื้อ แคปซูลสารสกัดกระชายขาว พีเอ็มเอช ได้แล้ววันนี้ผ่านระบบออนไลน์ เว็บไซต์ https://www.mcshop.com/page/สารสกัด-กระชายขาว-แคปซูล และ Line OA : @mcjeans_official

TIPH เข้าซื้อขายวันแรก ชูจุดแข็งโครงสร้างธุรกิจ และผู้ถือหุ้นสุดแกร่ง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ TIPH เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันนี้ (7 ก.ย. 2564) เป็นวันแรก แทนหุ้น บมจ. ทิพยประกันภัย หรือ “TIP” ซึ่งปรับไปเป็นบริษัทลูกที่เป็นแกนกลางของกลุ่มธุรกิจประกันภัยภายใต้ TIPH ด้าน “สมพร สืบถวิลกุล” ระบุโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ และแผนการดำเนินธุรกิจของ TIPH ถูกกำหนดขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของธุรกิจประกันภัย หลังการเกิดขึ้นของวิกฤตโควิด-19 จากนี้เตรียมเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกมิติ พร้อมยืนยันโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แข็งแกร่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถทางการแข่งขัน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจของทิพย กรุ๊ปได้

ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH ยืนยันว่าภายใต้โครงสร้างกลุ่มธุรกิจของ TIPH ธุรกิจหลักยังคงเป็นธุรกิจประกันภัย ที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญ และประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 75% ของทรัพย์สินรวมของกลุ่มบริษัท โดยมีบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP เป็นบริษัทที่เป็นแกนกลางของกลุ่มภายใต้ TIPH โดยที่โครงสร้างธุรกิจประกันภัยของTIPH จะมีการแบ่งแยกและจำกัดความเสี่ยงของแต่ละสายธุรกิจอย่างชัดเจน ประกอบด้วย ธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย (Non-Life Insurance) ธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย (Life Assurance) ธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศ(International Insurance) และธุรกิจที่สนับสนุนธุรกิจประกันภัย (Insurance Supporting) ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือกลุ่มประกันภัย อาจจะขยายการลงทุนไปในอนาคตในสัดส่วนไม่เกิน 25% ของทรัพย์สินรวมของกลุ่มบริษัท แต่ต้องเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจหลัก และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจของ TIPH ด้วย

“บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าการจัดโครงสร้างกลุ่มธุรกิจดังกล่าว นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการจัดการองค์กรให้เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจในแต่ละประเภทธุรกิจแล้ว จะช่วยให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ที่เกิดจากการพัฒนากลุ่มธุรกิจให้มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน (Specialization) อย่างแท้จริง รวมทั้งจะส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) จากการจัดตั้งหน่วยธุรกิจที่ให้การสนับสนุนกับบริษัทในเครือ (Shared Services) ขึ้นมา โดยเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจที่ถือว่าเป็นจุดแข็งที่เป็นข้อได้เปรียบ (Unique Competencies) ของ TIP อยู่แล้ว เช่น การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการให้บริการสรรหาและพัฒนาบุคลากร หน่วยงานวิจัยและพัฒนา เป็นต้น” ดร.สมพร กล่าว

โดยที่กลยุทธ์หลักในการขยายธุรกิจของ TIPH จะอยู่บนเป้าหมายของการสร้างนวัตกรรมใหม่ (Innovation) ในแต่ละกลุ่มธุรกิจประกันภัยของบริษัทฯ เพื่อทำเกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) และการเติบโตที่ยั่งยืน (Sustainable Growth) ควบคู่กันไป โดยมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในธุรกิจประกันภัยและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) การจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) และการควบรวมและการเข้าซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions) รวมทั้งผ่านการแยกหน่วยธุรกิจของบริษัทในกลุ่มที่มีศักยภาพออกเป็นบริษัทใหม่ (Spin-Off) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจของ TIPH

สำหรับแผนการขยายธุรกิจใน 12 เดือนข้างหน้า บริษัทฯ มีแผนการดำเนินการชัดเจนแล้วตามที่ได้แจ้งกับผู้ถือหุ้นไประหว่างช่วงเวลาการทำ Tender Offer ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการจัดตั้งหรือเข้าซื้อกิจการที่ประกอบธุรกิจสนับสนุนธุรกิจประกันภัย 2-3 ธุรกิจ รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทประกันภัยใหม่ หรือการเข้าซื้อกิจการที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อรองรับการแยกหน่วยธุรกิจที่มีศักยภาพของบริษัทในกลุ่มออกเป็นบริษัทใหม่ (Spin-Off) อีกอย่างน้อย 1 ธุรกิจด้วย

“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าภายใต้โครงสร้างกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ดี บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจประกันภัย และโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แข็งแกร่ง โดยที่ปัจจุบัน บมจ.ปตท. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ จะทำให้ TIPH สามารถเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจประกันภัยไปสู่มิติใหม่ ที่สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดของประชาชนในฐานะผู้เอาประกันภัยและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในอนาคตได้” 

เซเว่นอีเลฟเว่น ผนึก 4 พันธมิตร จัดสัมมนาออนไลน์ติดอาวุธ SME

0

ชวนฟังสัมมนาออนไลน์ ต่อยอดกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติจาก SME ตัวท็อป   “Think for Growth : SME ยุควิกฤติโควิด-19…ทำอย่างไรให้รอด” 

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) SME D Bank และสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย จัดสัมมนาออนไลน์ผ่าน Zoom ในหัวข้อ “Think for Growth : SME ยุควิกฤติโควิด-19…ทำอย่างไรให้รอด” เพื่อช่วยต่อยอดแนวคิดให้ SME ไทยสามารถปรับตัวและพัฒนาธุรกิจในยุคโควิดผ่านองค์ความรู้จากกูรูด้านต่างๆ ในวันพุธที่  22 กันยายน 2564 เวลา 10.00-12.00 น.  

ภายในงาน พบกับ SME นักบริหารอย่าง ต่อ – ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี แห่ง Penguin Eat Shabu แบรนด์ชาบูชื่อดังที่สามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส กับบรรยายพิเศษในหัวข้อ “How to รอดของ SME ยุคใหม่” จะบริหารสภาพคล่องอย่างไรในยุคนี้ ต่อด้วยช่วงเสวนากับกลยุทธ์การสร้างยอดขายยังไงให้ปัง ในหัวข้อ “SME รู้แล้วรอด…ยอดขายปัง” จากพันธมิตรและ 2 SME ตัวท็อป กิตติพงษ์ สุขเคหา เจ้าของธุรกิจ “บะหมี่ถ้วยร้อน” และธวัชชัย สหัสสพาศน์ เจ้าของธุรกิจสิ่งพิมพ์ของขวัญ ที่มียอดขายเติบโตในช่วงโควิด ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://www.sme-sustainable.com/a1/ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พิเศษสำหรับผู้ร่วมสัมมนาสามารถลงทะเบียนจับคู่ธุรกิจกับซีพี ออลล์ได้ในงาน 

เปิดขาย ‘สลากออมสินแบบใบสลาก’ รอบใหม่ จองได้แล้ววันนี้

0

ธนาคารออมสิน เปิดขาย “สลากออมสินแบบใบสลาก” รอบใหม่ สลากออมสินพิเศษ 2 ปี ไม่จำกัดวงเงินฝาก เปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนจองคิวฝากเงินได้แล้ว ที่เว็บไซต์ออมสิน และ LINE : GSB Society

วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากการที่ธนาคารออมสินได้เปิดให้ประชาชนฝากเงินในรูปแบบ “สลากออมสินพิเศษ 2 ปี (มีใบสลาก)” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าจำนวนมาก และมีเสียงเรียกร้องให้ธนาคารเปิดรับฝากเงินรูปแบบนี้อีกครั้ง โดยสลากออมสินพิเศษ 2 ปี (มีใบสลาก) ที่เปิดรับฝากในครั้งนี้ ราคาหน่วยละ 100 บาท กำหนดระยะเวลาการฝาก 2 ปี หากฝากครบกำหนด จะได้รับดอกเบี้ย 0.10 บาทต่อหน่วย พร้อมรับสิทธิลุ้นถูกรางวัลเลขสลากรวม 24 ครั้ง ตามกำหนดการออกรางวัลทุกวันที่ 1 ของเดือน เงินรางวัลสูงสุด รางวัลที่ 1 เป็นเงิน 5,000,000 บาท รางวัลที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท และรางวัลอื่น ๆ รวมถึงรางวัลเลขท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนจองคิวนัดหมายเพื่อฝากเงินที่สาขา ผ่าน 2 ช่องทาง คือ เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th และที่ LINE Official : GSB Society ได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 หรือจนกว่าธนาคารจะแจ้งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อเป็นการรักษาระยะห่างตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข ป้องกันไม่ให้ลูกค้าไปติดต่อที่สาขาพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19

ธนาคารออมสินมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการออมภาคประชาชน โดยผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบ “สลากออมสิน” ให้สิทธิประโยชน์แก่ลูกค้าที่ฝากเงินครบระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ เงินฝากลูกค้าธนาคารออมสินได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวนโดยมีรัฐบาลเป็นประกัน ทั้งส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยเงินฝาก ตาม พ.ร.บ. ธนาคารออมสิน พ.ศ. 2489 ปัจจุบัน ธนาคารมีลูกค้าเงินฝากสลากออมสิน จำนวน 2.6 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นแบบใบสลากกว่า 9 แสนล้านบาท นับเป็นฐานเงินฝากขนาดใหญ่ที่สุดของสถาบันการเงินของรัฐ.

เชฟแคร์ส เสิร์ฟเมนูใหม่ “เป็ดผัดพริกแกงใต้และข้าวมันขิง” ที่เซเว่นอีเลฟเว่น

0

เชฟแคร์ส เรดดี้มีล เปิดตัวเมนูใหม่ “เป็ดผัดพริกแกงใต้และข้าวมันขิง” โดยเชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต๊ปเป้ เชฟอาหารไทย จากภัตตาคารสุดหรู Blue Elephant ที่ครองใจคนทั่วโลกมาแล้วกว่า 40 ปี นำอาหารไทยมารังสรรค์ประยุกต์สู่อาหารกล่องพร้อมรับประทาน เอาใจคนรักสุขภาพ สายบุญ

เมนูใหม่ “เป็ดผัดพริกแกงใต้และข้าวมันขิง” เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต๊ปเป้ ได้เลือกใช้วัตถุดิบชั้นเลิศ รังสรรค์จากเนื้อเป็ดที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี เป็นแหล่งโปรตีนย่อยง่าย อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและกรดอะมิโนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ผสมผสานเข้ากับพริกแกงใต้ สูตรลับของร้าน Blue Elephant ให้รสจัดจ้านร้อนแรง หอมกลิ่นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ และคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน เสิร์ฟพร้อมข้าวมันขิง วางจำหน่ายให้ทุกคนได้ลิ้มลองแล้วที่ 7-Eleven และ Makro (บางสาขาในกรุงเทพฯ) ราคาเพียง 69.- บาท โดยรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย จะถูกนำไปใช้ประโยชน์เป็นสาธารณกุศลเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิเชฟแคร์สต่อไป

เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต๊ปเป้ เชฟอาหารไทยมากด้วยประสบการณ์ รังสรรค์อาหารไทยแท้ด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องถิ่นและชุมชนต่างๆในประเทศไทย นำอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทยและภูมิปัญญาไทย เผยแพร่ให้ชาวต่างชาติได้รู้จักและประทับใจภายใต้ชื่อ Blue Elephant ภัตตาคารอาหารไทยที่มีถึง 4 สาขาทั่วโลก ได้รับความนิยมจากชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างมากมานานกว่า 40 ปี

เชฟแคร์ส เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ “มาริษา เจียรวนนท์” ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 โดยเชิญชวนเชฟจิตอาสาซึ่งล้วนเป็นเชฟระดับมือรางวัล มาร่วมปรุงอาหารจากวัตถุดิบชั้นเลิศส่งมอบเป็นกำลังใจและแทนคำขอบคุณให้แก่ ทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ กระทั่งพัฒนาสู่ “มูลนิธิเชฟแคร์ส” เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคมผ่านเชฟและการปรุงอาหาร อาทิ โครงการสานฝันปั้นเชฟ ให้เด็กด้อยโอกาสจากสถานพินิจและพื้นที่ห่างไกลได้เรียนรู้การเป็นเชฟมืออาชีพ ซึ่งล่าสุด น้องๆในโครงการนี้ ได้จบการศึกษาแล้วและพร้อมที่จะเข้าทำงานจริงกับเชฟมืออาชีพ จากความตั้งใจนั้นกลายมาเป็น “เชฟแคร์ส เรดดี้มีล” ที่ส่งมอบความอร่อยจากเมนูเชฟ สู่อาหารพร้อมรับประทานเพื่อสุขภาพ ให้คนไทยทุกคนได้ลิ้มลองความอร่อยกันได้ง่ายๆ ใกล้ๆบ้าน และร่วมทำบุญไปพร้อมๆ กัน โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้ง 100% มอบให้มูลนิธิเชฟแคร์สดำเนินโครงการเพื่อสังคมต่อไป

เกษตรกรอุ่นใจ “น้ำปุ๋ย” ซีพีเอฟช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต สู้ภัยทุกวิกฤต

0

น้ำและปุ๋ย ปัจจัยสำคัญต่อผลผลิตของเกษตรกร แต่ขณะเดียวกันถือเป็นต้นทุนหลักของคนที่ทำการเกษตร หากสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงได้  ภาระของเกษตรกรก็จะลดลงได้ไม่น้อย “โครงการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน” จึงช่วยเกษตรกรได้จริงและเห็นผลชัดเจน  

ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  ปันน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรให้แก่เกษตรกรรอบข้าง   นำไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก ทั้งในภาวะแล้งและในยามปกติ 

“สัมฤทธิ์ แตงหวาน” เกษตรกรใน ต.สระกระโจม อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี  ที่รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรนพรัตน์ ของซีพีเอฟมานานกว่า 19 ปี ถือเป็นเกษตรกรรุ่นแรกที่รับน้ำปุ๋ยมาใช้กับแปลงฟักเขียว ในพื้นที่ 8 ไร่ เล่าว่า ตลอด  19 ปีที่ผ่านมา เป็นการพึ่งพาอาศัยกันอย่างยั่งยืนของฟาร์มและเกษตรกร  ซึ่งนอกจากผมแล้ว ยังมีเกษตรกรรอบข้างฟาร์มรายอื่นๆ ที่มาขอรับน้ำปุ๋ยไปใช้  ช่วยให้สามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี  ด้วยคุณสมบัติของน้ำปุ๋ย ซึ่งเป็นน้ำหลังการบำบัดในระบบไบโอแก๊สที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด และยังมีแร่ธาตุที่เหมาะสมกับการเติบโตของต้นไม้และพืช  ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีอีกเลย  ได้ผลผลิตที่ปลอดสารเคมี  ปลอดภัยต่อผู้บริโภค  ช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรในส่วนนี้ได้  100 % จากที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี 12-13 ลูก  ต้นทุนเกือบ 2 หมื่นบาทต่อปี  สัมฤทธิ์บอกว่าตอนนี้มีเกษตรกรรอบข้างมาขอน้ำปุ๋ยไปใช้ด้วย  โดยตนได้ทำเป็นคลองส่งน้ำมาบรรจบกับคลองที่ฟาร์มปล่อยน้ำมาให้  เพื่อกระจายไปยังเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรทุกรายจะมีข้อตกลงร่วมกันในการนำน้ำไปใช้ 

ทางด้านเกษตรกร ต.บ้านโข้ง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี  ป้าผู้ใหญ่  “คำภา คุ้ยสุขพันธ์”  เล่าว่า  เป็นเกษตรกรรายแรกที่รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรอู่ทอง เมื่อ 19 ปีที่แล้ว ตอนนั้นการใช้น้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรเป็นเรื่องใหม่มาก แต่ด้วยความที่ตนเองมีไร่อ้อยอยู่ติดฟาร์ม   จึงตัดสินใจทดลองนำน้ำปุ๋ยมาใช้เป็นตัวอย่างให้กับลูกบ้าน  ทางฟาร์มก็ช่วยอำนวยความสะดวกต่อท่อน้ำมาให้โดยตรง น้ำที่ส่งมาสามารถใช้ได้ทันทีและไม่มีกลิ่นใดๆ  หลังจากที่นำน้ำปุ๋ยมาใช้กับไร่อ้อยไปสักระยะ  สังเกตว่าผลผลิตอ้อยที่ได้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก  ลำใหญ่  สูงยาว แม้ยังต้องเสริมปุ๋ยเพื่อช่วยเรื่องน้ำหนักและความหวาน แต่ก็ไม่ต้องใช้ในปริมาณมากเหมือนเมื่อก่อน เกษตรกรรายอื่นๆที่เห็นป้านำน้ำปุ๋ยไปใช้แล้วได้ผลผลิตที่ดี  ก็มีความมั่นใจและมาขอใช้น้ำปุ๋ยจากฟาร์มตลอด   ขอบคุณซีพีเอฟที่มีโครงการดีๆ แบ่งปันให้พี่น้องเกษตรกร  ช่วยลดต้นทุน ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ  ขายได้ราคาดี รายได้ก็เพิ่มขึ้นด้วย   

เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหวาน “อินทัน สิงห์ทะ” รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรจอมทอง จ.เชียงใหม่  ตั้งแต่ปี 2559 บอกว่า เคยนำน้ำปุ๋ยของฟาร์มฯ มาทดสอบคุณสมบัติเทียบกับน้ำธรรมดา พบว่าน้ำปุ๋ยมีแร่ธาตุที่ส่งผลต่อการเติบโตของพืช  จึงใช้กับข้าวโพดหวานที่ปลุูกไว้ ใน 

พื้นที่ 2 ไร่ และผักสวนครัว ผลผลิตดีขึ้นจริง ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ถึง 50% จากที่เคยใช้ปุ๋ย 4 กระสอบ เหลือเพียง 2 กระสอบ โดยจะใช้น้ำปุ๋ยในช่วงที่ต้นข้าวโพดเล็กๆ จนถึงก่อนออกฝักระยะ 50 วันแรก จากนั้นเมื่อเริ่มออกฝักช่วง40 วันสุดท้าย จะใช้น้ำพลังงานไฟฟ้า 

ของอบต.ข่วงเปา ขอขอบคุณฟาร์มจอมทองที่ดูแลเกษตรกรรอบข้างเหมือนครอบครัวที่พึ่งพากัน เป็นโครงการดีๆที่ช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ของเกษตรกร   

ด้าน “วิโรจน์ ใจด้วง” เกษตรกรใน อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่รับน้ำปุ๋ยจากคอมเพล็กซ์ไก่ไข่เชียงใหม่ เพื่อใช้รดแปลงหญ้าเนเปีย 6 ไร่ เมื่อเดือนมีนาคม 2564 โดยเริ่มทดลองนำร่อง 2 แปลง พบว่าน้ำปุ๋ยเหมาะกับพืชใบแคบประเภทหญ้า ทำให้ต้นหญ้าโตเร็ว อวบแน่น ใบใหญ่ จึงใช้กับหญ้าทุกแปลง ซึ่งได้ผลผลิตดีมาก หญ้าโตเร็วกว่าที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี จากที่ใช้เวลาปลูก 60 กว่าวัน ปัจจุบันใช้เวลา40-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ จากเคยได้หญ้า 3-4 ตันต่อไร่  หลังใช้น้ำปุ๋ยแล้วได้ผลผลิตถึงไร่ละ 5-6 ตัน  “วิโรจน์” ยังได้ถ่ายทอดเทคนิคง่ายๆ ของการนำน้ำปุ๋ยมาใช้  โดยผสมน้ำปุ๋ยกับน้ำคลองอัตราส่วน 1:1 ใช้ตอนต้นหญ้าแทงยอดประมาณ 1 คืบ ให้น้ำปุ๋ยเดือนละครั้ง ตอนนี้เขาไม่มีภาระต้นทุนค่าปุ๋ยเลย   

“ครูปัญญา นุชรุ่งเรือง” เกษตรกร อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ที่รับน้ำปุ๋ย จากคอมเพล็กซ์ไก่ไข่พิษณุโลก เล่าว่า ก่อนหน้านี้พื้นที่เป็นนาข้าว แต่ประสบปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตไม่ดีนัก  เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเป็นแปลงปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงวัว ขณะนั้นซีพีเอฟมีโครงการทำแปลงทดลองการใช้น้ำปุ๋ยจากระบบไบโอแก๊ส จึงขอรับน้ำปุ๋ยมาทดลองใช้ พบว่าหญ้าในแปลงโตดี ใบใหญ่สมบูรณ์  เพราะในน้ำปุ๋ยมีธาตุอาหาร  โดยเฉพาะไนโตรเจนที่พืชต้องการ ทุกวันนี้ปลูกหญ้าตามธรรมชาติไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเสริม และไม่เคยขาดน้ำ เพราะได้รับปันน้ำจากฟาร์มอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณบริษัทที่ช่วยลดรายจ่ายของเกษตรกร  ทั้งค่าปุ๋ย ค่าน้ำ นอกจากผลผลิตดี ตอนนี้สภาพของดินยังดีขึ้นด้วย       

ซีพีเอฟ ยังคงเดินหน้าสานต่อ “โครงการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน” ช่วยดูแลเกษตรกรรอบฟาร์มจำนวนมาก ลดต้นทุนการเพาะปลูก บรรเทาปัญหาภัยแล้ง  สร้างความมั่นคงของแหล่งน้ำให้กับชุมชน  ส่งเสริมการเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืน

AIS Play เปิดประสบการณ์รับชมสุดพรีเมี่ยมกับ 2 ช่องใหม่ของ BBC

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า BBC Studios ผู้ผลิตคอนเทนท์ระดับโลกหลากหลายประเภท ประกาศนำ 2 ช่องพรีเมียมทั้ง BBC Lifestyle และ BBC World News ผนึกกำลังร่วมกับ AIS 5G  ให้แฟนคลับชาวไทยได้รับชมกับแบบจุใจบน AIS PLAY โดยสามารถรับชมได้ในทุกช่องทาง สำหรับลูกค้า PLAY PREMIUM และ PLAY PREMIUM PLUS เท่านั้น

ฟิล ฮาร์ดแมน ผู้จัดการทั่วไป BBC Studios Asia กล่าวว่า ยินดีที่ได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ใหม่อย่าง AIS ที่จะทำให้ได้เผยแพร่คอนเทนท์ที่เข้มข้นและมีความสร้างสรรค์ในแบบอังกฤษให้กับผู้ชมมากขึ้นในประเทศไทยผ่านทาง AIS PLAY โดยที่ BBC Studios เป็นที่รู้จักในเรื่องคอนเทนท์และแบรนด์คุณภาพหลากหลายแนว และตั้งตารอที่จะเป็นช่องทีวีหลักสำหรับผู้ชมชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มองหาการท่องเที่ยวสร้างแรงบันดาลใจ อาหาร การออกแบบ และเรื่องราวดีๆ ใน BBC Lifestyle หรือ รายงานข่าวและวิเคราะห์ที่เป็นกลางใน BBC World News

BBC Lifestyle เนื้อหารายการที่มีชีวิตชีวา สดใหม่ และน่าตื่นตาตื่นใจ ที่จะสร้างเทรนด์และพาผู้ชมไปสู่การเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การซ่อมแซมบ้าน ไปสู่อัพสกิลด้านการทำอาหาร และช่วยให้มีความสุขมากขึ้นและได้ประโยชน์จากชีวิต โดยจะนำโปรแกรมเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่ดีที่สุดจาก BBC Studios และผู้ผลิตรายการอื่นๆ จากอังกฤษ อย่าง ซีรีย์ล่าสุดของ กอร์ดอน แรมซีย์ Gordon Ramsay’s 24 Hours to Hell and Back เช่นเดียวกับ Grand Designs, Masterchef, The Great British Bake Off และ The Graham Norton Show

BBC World News เป็นสำนักข่าวระดับนานาชาติ นำเสนอข่าวด่วน การวิเคราะห์ และการรายงานระดับโลกเกี่ยวกับธุรกิจ เทคโนโลยี สุขภาพ และอื่นๆ ด้วยนักข่าวภาคพื้นดินที่มากกว่าสำนักข่าวใดๆ  ช่องข่าวทีวีใหญ่ที่สุดของ BBC ให้บริการในกว่า 200 ดินแดนและประเทศ ช่องดังกล่าวมีให้บริการในกว่า 450 ล้านครัวเรือนและห้องพักในโรงแรมกว่า 3 ล้านห้อง

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสทำงานกับ BBC ในฐานะพาร์ทเนอร์ ที่จะเชื่อมต่อการรายงานข่าว พร้อมสุดยอดสารคดี ตลอดจนไลฟ์สไตล์คอนเทนท์ที่สร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่คนไทย จากทีมงานระดับโลกอย่าง BBC  ดังนั้นในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล ที่มีคลื่นความถี่มากที่สุด ทั้ง 5G, เน็ตบ้าน AIS Fibre และ AIS Wifi พร้อมอย่างยิ่งที่จะทำให้ AIS PLAY เป็นช่องทางหลัก ในการส่งมอบความสุขและกำลังใจในช่วงเวลาแห่งความท้าทาย และเติมเต็มการใช้ชีวิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง

ลูกค้าเอไอเอส สามารถรับชมความบันเทิงจาก BBC ได้เพียงสมัคร แพ็กเกจ PLAY PREMIUM และ PLAY PREMIUM PLUS โดยสามารถรับชมได้ในทุกช่องทาง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/play/package.html