Home Blog Page 379

เอไอเอส ผนึกสมาคมฟุตบอลฯ ยิงสดเชียร์บอลหญิงทีมชาติไทย ลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย 2022

0

AIS  ผนึกความร่วมมือกับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  ตอกย้ำการเป็น “แพลตฟอร์มฟุตบอลไทย” อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมถ่ายทอดสดบน AIS PLAY กับ “ศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย” 2022 รอบคัดเลือก ระหว่างวันที่ 13-25 กันยายน 2564 ที่ประเทศปาเลสไตน์ โดยทัพชบาแก้ว นักฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย อยู่ร่วมในกลุ่มเอช มีโปรแกรมเตรียมฟาดแข้งในรายการดังกล่าวถึง 2 แมตช์ ตั้งเป้าคว้าแชมป์กลุ่มเพื่อชิงตั๋วเข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันปีหน้าที่ประเทศอินเดีย งานนี้ AIS PLAY เอาใจแฟนบอลชาวไทย เตรียมจัดเต็มถ่ายทอดสดครบทุกแมตช์แข่งขัน ที่เดียวเท่านั้น ลูกค้า AIS ดูฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องสมัครแพ็กเพิ่มเติม ประเดิมนัดแรกพบ ทีมชาติมาเลเซีย วันที่ 19 กันยายน

พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดผยว่า สมาคมฯ ตั้งใจจะปักธงฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ให้ไปสู่ฟุตบอลโลกหญิงเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันให้ได้ และถือว่าการแข่งขันครั้งนี้ จะได้ติดตามทีมชาติหญิงไทยเริ่มต้นเส้นทางสู่ฟุตบอลโลกออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 2023 ไปพร้อมๆ กันผ่านทุกช่องทางของ AIS เพราะที่ผ่านมาทีมฟุตบอลหญิงได้สร้างความสุขให้กับแฟนบอลในการแข่งขันระดับโลกมาแล้วมากมาย ผ่านเวทีฟุตบอลโลกถึง 2 สมัย ในปี 2015 ที่ประเทศแคนาดา และ ปี 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยครั้งนี้ทีมฟุตบอลหญิงไทยกำลังจะมีโปรแกรมสำคัญในการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2022 รอบคัดเลือก ซึ่งสมาคมฯ ได้ผนึกกำลังกับ AIS เตรียมการถ่ายทอดสดรายการแข่งขันทั้งหมดให้แฟนบอลชาวไทยได้รับชมอย่างจัดเต็มบน AIS PLAY

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า หลังจาก AIS PLAY ได้ถ่ายทอดสดไทยลีกตั้งแต่ช่วงการเปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้เห็นปรากฏการณ์ของแฟนบอลชาวไทยมากมายที่รอคอยการกลับมาของศึกการแข่งขันฟุตบอลไทยในการายการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรูปแบบการรับชมที่เปลี่ยนมาอยู่บนช่องทางออนไลน์เกือบ 100% ที่ได้เสียงตอบรับจากแฟนบอลเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก

ทั้งนี้ เอไอเอสได้ร่วมมือกับสมาคมฯ เพื่อตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มฟุตบอลไทยในฐานะศูนย์กลางการรับชมบน AIS PLAY ของแฟนบอล โดยนำรายการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2022 รอบคัดเลือก มาให้แฟนบอลได้รับชมกันแบบจัดเต็มครบทั้ง 3 แมตช์การแข่งขัน ที่เดียวบน AIS PLAY เท่านั้น โดยทัพชบาแก้ว นักฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย มีโปรแกรมเตรียมฟาดแข้งในรายการดังกล่าวถึง 2 แมตช์ ด้วยผลงานที่การันตีด้วยการผ่านเข้าเล่นในบอลโลกมาแล้วกว่า 2 สมัย เชื่อว่าการแข่งขันในครั้งนี้จะนำความสนุก และความสุขมาให้ชาวไทยได้รับอย่างแน่นอน สุดท้ายผมขอเป็นตัวแทนชาว AIS ส่งแรงเชียร์ให้ทัพชบาแก้วคว้าแชมป์กลุ่มเพื่อคว้าตั๋วเข้าสู่การแข่งขันในรอบถัดไปให้ได้

ศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2022 รอบคัดเลือก ที่ประเทศปาเลสไตน์ ในครั้งนี้ทัพชบาแก้ว ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยอยู่ร่วมในกลุ่มเอช มีทีมชาติมาเลเซีย และทีมชาติปาเลสไตน์ อยู่ในสายเดียวกัน แข่งขันแบบพบกันหมด เพื่อหาแชมป์กลุ่มคว้าตั๋วเข้ารอบสุดท้ายที่จะปีแข่งขันในปี 2022 ที่ประเทศอินเดีย ส่วนโปรแกรมถ่ายทอดสดบน AIS PLAY มีดังนี้

·      19 กันยายน 2564 ทีมชาติมาเลเซีย พบ ทีมชาติไทย ที่สนามไฟซาล อัล-ฮุสเซนี เวลา 19.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

·      22 กันยายน 2564 ทีมชาติปาเลสไตน์ พบ ทีมชาติมาเลเซีย ที่สนามไฟซาล อัล-ฮุสเซนี เวลา 19.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

·      และ 25 กันยายน 2564 ทีมชาติปาเลสไตน์ พบ ทีมชาติไทย ที่สนามไฟซาล อัล-ฮุสเซนี เวลา 19.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

สำหรับลูกค้า AIS รับชมฟรี ได้กว่า 600 แมตช์ ส่วนลูกค้าต่างค่ายสามารถรับชมเต็มอิ่มจุใจฟรีมากกว่า 200 แมตช์ ผ่าน AIS PLAY ทุกช่องทาง ทั้งบนมือถือผ่านแอปพลิเคชัน, กล่อง AIS PLAYBOX, SAMSUNG Smart TV, Apple TV และบนเว็บไซต์ สามารถเช็คตารางการแข่งขันและการถ่ายทอดสด รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ ais.th/aisplayfootball และ FB : AIS PLAY Football

AIS Fibre ตอกย้ำเบอร์หนึ่ง ดูแลลูกค้าแก้ปัญหาใน 24 ชม.

0

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ AIS เปิดเผยว่า เอไอเอสเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมเน็ตบ้านไทย ยกระดับ “งานบริการ” ชูกลยุทธ์ “Service Innovation” ผนึกพลังทั้งองค์กรและพาร์ทเนอร์ ย้ำพันธสัญญาร่วมกันในการมอบบริการคุณภาพทุกขั้นตอนภายใน 24 ชั่วโมง

“ตลาดเน็ตบ้านมีความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากการต้องกลับมาทำงานและเรียนที่บ้าน กลายเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของคนในยุค NOW Normal ทำให้เราเห็นรูปแบบและพฤติกรรมการใช้งานที่น่าสนใจหลายอย่าง ทั้งปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นกว่า 40 % ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้ง 3 รอบ การใช้งานแอพพลิเคชั่นการประชุมต่างๆ รวมถึงการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ เติบโตกว่า เท่าตัวจากปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่จำนวน Device ที่ใช้งานในแต่ละบ้านเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเช่นกัน ทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้อินเตอร์เน็ตของผู้บริโภคต่อเรื่องต่างๆ นี่จึงเป็นภารกิจที่ชาว AIS Fibre ทุกคนถือเป็นเป้าหมายและพันธสัญญาเดียวกันว่า เราจะทำทุกวิถีทางที่จะส่งมอบประสบการณ์ และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าของเราได้เชื่อมต่ออย่างราบรื่นที่สุด เพื่อนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกสถานการณ์”

 AIS Fibre จะเพิ่มความเข้มข้นของการทำงานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพสัญญาณโครงข่าย การขยายพื้นที่การให้บริการให้ครอบคลุมมากขึ้น และที่สำคัญคือ การยกระดับคุณภาพงานบริการที่แตกต่างและเหนือกว่าด้วยกลยุทธ์ Service Innovation ที่ต้องใช้พลังของทุกส่วนงานทั้ง พนักงาน, ทีมงานขาย, พนักงาน Call Center, พนักงานหน้าร้าน, ทีมงานติดตั้ง, ทีมงาน support รวมทั้ง พันธมิตรทางธุรกิจ ที่ผสานการทำงานด้วยเทคโนโลยี และ Automatic Process ที่เชื่อมต่อกันทั้งระบบ ตั้งแต่ระบบหน้าบ้านที่ติดต่อกับลูกค้า จนถึงระบบหลังบ้านที่จัดการทั้งหมด รวมถึงการทำ Dashboard & Monitoring Tools ที่ช่วยติดตามผล อัพเดทสถานการณ์การดูแลลูกค้าแต่ละบ้านให้เป็นไปตามเงื่อนไข และสามารถแก้ไขทันทีหากเกิดปัญหา

ตอกย้ำเจตนารมณ์ของ AIS Fibre ที่เป็นผู้เล่นรายแรกและรายเดียวในการนำงานบริการขึ้นมาเป็นแกนสำคัญในการแข่งขันจนสามารถสร้างพันธสัญญากับลูกค้าที่สามารถทำได้จริง กับความพร้อมในการดูแลลูกค้า พร้อมแก้ปัญหา 24 ชั่วโมงได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ ไม่ให้การเชื่อมต่อสะดุด โดยเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน รองรับความต้องการตั้งแต่การขายไปจนถึงการติดตั้ง ภายใต้ 3 มาตรฐานที่จะเปลี่ยนภาพธุรกิจเน็ตบ้านให้ก้าวไปอีกขั้น ทั้ง  “มาตรฐาน การแก้ปัญหาภายใน 24 ชม.” ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด  “มาตรฐาน การติดตั้งเร็ว” พร้อมเข้าติดตั้งเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างเร็วที่สุด “มาตรฐาน ช่างนัดตรงต่อเวลา” ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง การให้บริการ หรือการเข้าไปดูแลเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้งานในทุกกรณี

CPF เดินหน้ายกระดับเกษตรกรคอนแทรคฟาร์ม สู่ฟาร์มอัจฉริยะ

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าผลักดันเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกร หรือคอนเทรคฟาร์ม สู่การเป็นฟาร์มอัจฉริยะ หรือ Smart Farm สนับสนุนการนำเทคโนโลยีทันสมัย และระบบออนไลน์ มาใช้ในกระบวนการเลี้ยงสัตว์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมการผลิตเนื้อสัตว์คุณภาพ ปลอดภัย ปลอดโรค

นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นยกระดับระบบการบริหารฟาร์มเลี้ยงสัตว์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรคอนแทรคฟาร์ม ให้นำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ ก้าวสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ ช่วยให้ทำงานได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ด้วยระบบ Smart Farm สามารถบริหารจัดการฟาร์มได้ทุกที่ทุกเวลา โดยผนึกกำลังกับ TRUE ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) 3 จุดในฟาร์มของเกษตรกร ได้แก่ ประตูทางเข้าออกฟาร์ม หน้าห้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนเข้าฟาร์ม และในโรงเรือน เพื่อช่วยป้องกันโรค และสามารถตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายในฟาร์มเบื้องต้นได้

“ปัจจุบัน ได้ติดตั้ง CCTV ในฟาร์มเกษตรกรแล้ว 90% คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2564 นี้ ส่วนระบบออโต้ฟีด (Auto Feeding Systems) ติดตั้งในฟาร์มสุกรขุนของเกษตรกร 100% ทั่วประเทศแล้ว ช่วยลดแรงงาน และไม่จำเป็นต้องใช้คนเข้าไปให้อาหารในโรงเรือน เพื่อให้คนเข้าสัมผัสตัวสัตว์น้อยที่สุด ลดความเสี่ยงการนำโรคต่างๆสู่สุกรตามมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และยังเริ่มใช้ระบบ Sound talk ซึ่งเป็นอุปกรณ์ IOT ที่ติดตั้งในโรงเรือนเลี้ยงสุกรขุน เพื่อตรวจวัดเสียงไอ ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยติดตามสุขภาพสุกร เพื่อให้ได้เนื้อสัตว์คุณภาพ ปลอดภัย ปลอดโรค” นายสมพร กล่าว

นอกจากนี้ เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มทั้ง 100% ใช้แชทบอท (Chatbots) ผ่านแอปพลิเคชัน LINE Official เพื่อพูดคุยและปรึกษากับทีมงานของบริษัทได้ตลอดเวลา รวมถึงใช้บันทึกข้อมูลด้านบัญชีและการผลิต อาทิ จำนวนสุกร การใช้อาหาร สต๊อกวัคซีน เข้าระบบเป็นประจำทุกวัน เพื่อเชื่อมข้อมูลกับระบบ Pig Pro ที่ใช้บริหารจัดการกระบวนการผลิต ทำให้สามารถติดตามการผลิตได้ตลอดเวลา และได้ร่วมกับ CPF IT Center ในการพัฒนาแพลตฟอร์มของซีพีเอฟ เรียกว่า “สมาร์ท พิก” (Smart Pig) จะเริ่มใช้ประมาณไตรมาส 4/2564 เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่ และสนับสนุนเกษตรกรในด้านการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิต วางแผนการผลิตและการจัดการให้เหมาะสมสำหรับเกษตรกรแต่ละราย

สำหรับฟาร์มเลี้ยงสุกรทั้ง 98 แห่งของซีพีเอฟ ใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ระบบการให้อาหารออโต้ฟีด การควบคุมสภาพแวดล้อมการเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนอีแวปด้วยระบบอัตโนมัติ ในการสั่งเปิดปิดน้ำหล่อเลี้ยงแผงความเย็น พัดลม และไฟฟ้า การให้อาหาร โดยขณะนี้ได้พัฒนาเพิ่มเติม ด้วยการนำระบบออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่นในมือถือ มาใช้สั่งการระบบควบคุมดังกล่าว ซึ่งจะทำงานร่วมกับกล้อง CCTV ที่ติดตั้งไว้ในโรงเรือน และใช้ระบบ Sound talk เพื่อลดความเสี่ยงจากคนที่อาจนำโรคเข้าสู่สุกร ในด้านของสัตวแพทย์ ผู้จัดการฟาร์ม และสัตวบาล สามารถติดตามความเป็นอยู่ของสัตว์ ผ่านการมอนิเตอร์ภาพรวมภายในโรงเรือน และการทำงานของอุปกรณ์ได้ตลอดเวลา (Real Time) หากสภาพแวดล้อมไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนด ก็สามารถปรับแก้ไขได้ทันท่วงที ด้วยการสั่งงานผ่านกล้องและแอพพลิเคชั่นมือถือ ช่วยให้สื่อสารกับบุคลากรที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว

ซื้อชุดตรวจโควิด หักรายจ่ายบริษัทได้ 1.5 เท่า

0

​นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำรายจ่ายค่าซื้อชุดตรวจ โควิด – 19 แบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit) สำหรับพนักงานหรือลูกจ้าง มาหักเป็นรายจ่ายได้เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนร้อยละ ๕๐ ของรายจ่ายที่จ่ายไป (หักได้ 1.5 เท่า) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการจัดหาชุดตรวจโควิด – 19 แบบเร่งด่วน ที่ได้มาตรฐานเรื่องความปลอดภัยตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด สำหรับตรวจพนักงานหรือลูกจ้างเป็นประจำ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ครม.มีมติเห็นชอบจนถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565

“ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนรายจ่ายค่าชื้อชุดตรวจโควิด – 19 แบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit)) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๔ จะช่วยส่งเสริมและบรรเทาภาระให้กับผู้ประกอบการ ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจและกล้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น เมื่อธุรกิจต่างๆ สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ย่อมส่งผลดีต่อภาะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่จะมีโอกาสฟื้นตัว ได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

ออมสิน ปล่อยสินเชื่อบ้าน “กู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า” ดอกเบี้ย 0% นาน 9 เดือน

0

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างและรุนแรง หลายคนตกอยู่ในสภาวะขาดรายได้ ในขณะที่ภาระที่แบกรับอยู่ยังไม่หมดไป เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการผ่อนบ้านและหนี้สินต่าง ๆ ที่อัตราดอกเบี้ยสูง และช่วยเหลือคนไทยให้ก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ธนาคารออมสินธนาคารเพื่อสังคม จึงออกแคมเปญสินเชื่อบ้าน “กู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า” ด้วยเงื่อนไขพิเศษที่ยังไม่ต้องผ่อนปีนี้ ให้เริ่มผ่อนปีหน้าและผ่อนต่อเดือนที่ต่ำมาก ทำให้มีเงินสดไว้ใช้จ่ายที่จำเป็น หรือนำไปปิดบัญชีเงินกู้เพื่อปลดล็อกหนี้ต่าง ๆ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารออมสิน

แคมเปญ “กู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า” ประกอบด้วย สินเชื่อบ้าน เพื่อไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น หรือ รีไฟแนนซ์ มีให้เลือกทั้งแบบปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นาน 9 เดือน โดยในเดือนที่ 10-12 ผ่อนล้านละ 2,000 บาท และแบบปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน โดยในเดือนที่ 7-12 ผ่อนล้านละ 1,500 บาท ซึ่งทั้ง 2 แบบ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.50% ต่อปี โดยลูกค้าที่รีไฟแนนซ์จะได้สิทธิในการกู้เพิ่มเติม เพื่ออุปโภคบริโภคในโอกาสนี้ด้วย ให้กู้สูงสุด 5 ล้านบาท มีทั้งเงินกู้ระยะยาว (LT) ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนแรก จากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นที่ 3.90% ต่อปี และวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี (OD) อัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.75% หลังจากนั้นคิด MOR+1.00% ต่อปี (MOR ธนาคารออมสินปัจจุบัน = 5.995%) สินเชื่อบ้าน เพื่อซื้อ สร้าง หรือต่อเติมซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% 6 เดือนเช่นกัน ซึ่งในเดือนที่ 7-12 ผ่อนล้านละ 1,500 บาทเท่านั้น โดยธนาคารไม่คิดค่าจัดทำนิติกรรมสัญญาและค่าบริการสินเชื่อแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ลูกค้าที่กู้สินเชื่อบ้านและรีไฟแนนซ์ดังกล่าว จะต้องได้รับอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2564 ยกเว้นโปรแกรมรีไฟแนนซ์ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 9 เดือน ต้องได้รับอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2564 โดยสามารถติดต่อยื่นกู้ที่สาขาธนาคารออมสินทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่บัดนี้ หรือศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th, facebook : GSB Society หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ GSB Contact Center โทร.1115

แพทย์ชี้โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง รุนแรงกว่าที่คิด แนะภาครัฐให้สิทธิผู้ป่วยเท่าเทียมกัน

0

ทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือที่เรียกว่า Atopic Dermatitis มากกว่า 230 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งพบได้ในทุกช่วงอายุ ในประเทศไทยพบบ่อยที่สุดในเด็กทารกจนถึง 3 ขวบปีแรก และพบว่ามีเด็กไทยอายุ 6-12 ปี ป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ร้อยละ 16.51 และพบน้อยลงในอายุ 13-17 ปี อยู่ที่ร้อยละ 12.79 ซึ่งหากไม่รีบทำการรักษาและดูแลให้ถูกวิธีตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจมีอาการรุนแรงมากขึ้นหรือเป็นเรื้อรังจนถึงตอนโตได้ ฉะนั้นการพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการบรรเทาลง กลับมามีความมั่นใจในการใช้ชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

นพ. กันย์ พงษ์สามารถ

นพ. กันย์ พงษ์สามารถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า “ทุกวันที่ 14 กันยายนของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันผื่นภูมิแพ้ผิวหนังโลก’ หรือ ‘World Atopic Dermatitis Day’ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เพราะถือเป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการว่ามีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่า 230 ล้านคนทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ โรคนี้กลับถูกมองข้าม โดยทั่วไปมักมองว่าเป็นแค่ความผิดปกติของผิวหนังภายนอก แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การรณรงค์สร้างการรับรู้ในวงกว้างอย่างต่อเนื่องจึงเสมือนพลังขับเคลื่อนเพื่อให้วงการแพทย์ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชนได้เริ่มหันมาใส่ใจและดูแลผู้ป่วยโรคนี้มากยิ่งขึ้น”

โดยในความเป็นจริงแล้ว โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นมากกว่าอาการคันที่ผิวหนัง โรคนี้มีกระบวนการของการดำเนินโรคอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้แบ่งชั้นของความรุนแรงของโรคเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ รุนแรงน้อย รุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก ซึ่งมีปัจจัยหรือตัวแปรที่เข้ามากระตุ้นความรุนแรงของโรคได้ในหลายมิติ ที่สำคัญโรคนี้ยังส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเองทั้งในด้านสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ นับรวมถึงความมั่นใจในการใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิต ไม่เพียงเท่านั้นโรคนี้ยังส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ครอบครัวผู้ป่วยอีกด้วย

นพ. กันย์ พงษ์สามารถ กล่าวแนะนำให้ผู้ปกครองควรสังเกตลูกว่ามีอาการของผิวหนังอักเสบ ได้แก่ แห้ง แดง คัน โดยอาการคันจะเด่น ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีอาการคันยุบ ๆ ยิบ ๆ จนไม่สามารถนั่งอยู่นิ่ง ๆ ได้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้บริเวณผิวหน้า แขน ขา ข้อพับ ซอกคอ มือ เท้า รอบใบหู หรือศรีษะ ในรายที่มีอาการรุนแรงก็จะมีผื่นขึ้นได้ทั้งตัว มีน้ำเหลืองเยิ้มตามผิวหนัง และผู้ป่วยบางรายอาจมีโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจร่วมด้วย โดยผู้ปกครองควรพาบุตรหลานมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้วางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลให้มีอาการรุนแรงขึ้นในระยะยาว

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของการเกิดโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิ

· ปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของผู้ป่วยที่เกิดความผิดปกติของผิวหนังร่วมกับการมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในกรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งมีประวัติเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง บุตรก็มีโอกาสเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า แต่หากบิดาและมารดาเป็นผู้ป่วยโรคนี้ทั้งคู่ บุตรก็มีโอกาสเป็นสูงกว่าคนปกติ ถึง 3-5 เท่า

· ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการกำเริบ โดยผู้ป่วยแต่ละรายจะมีปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันไป ปัจจัยกระตุ้นที่พบได้บ่อย เช่น ภาวะอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด การติดเชื้อที่ผิวหนัง การแพ้สารเคมีบางชนิด การใส่เสื้อผ้าที่ระคายเคือง หรือสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังให้หายขาดได้ โดยแนวทางการรักษาที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงการรักษาผิวหนังที่อักเสบให้กลับมาเป็นผิวหนังที่ปกติ และป้องกันการกำเริบซ้ำของผื่น โดยแพทย์จะใช้วิธีบรรเทาโรคตามอาการที่เกิดขึ้น อาทิ ใช้ครีมมอยเจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอาการคัน หรือในกลุ่มที่มีอาการมากขึ้น ก็ต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง หรือบางรายที่มีบริเวณผื่นคันหลายตำแหน่งเป็นวงกว้างก็อาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันร่วมด้วย ซึ่งในกลุ่มยาทาสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน ก็จะมีข้อจำกัดเพราะหากมีการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลข้างเคียง อาจกระทบต่อภาวะการเจริญเติบโตของเด็ก

นพ. กันย์ พงษ์สามารถ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ด้วยเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้ปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาแบบใหม่ อาทิ การใช้ยากลุ่มชีวภาพ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ที่นับว่ามีประสิทธิภาพมาก โดยนวัตกรรมรูปแบบใหม่นี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้รักษาโรคในกลุ่มภูมิแพ้ชนิดเดียวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือวิธีนี้สามารถยังช่วยลดการใช้สเตียรอยด์รวมถึงลดการใช้ยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมโรคไม่ได้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับมามีอาการที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง”

แต่ด้วยทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงการรักษาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านระบบสาธารณสุขที่ไม่มีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนสถานพยาบาล รวมถึงยังมีสิทธิการรักษาต่าง ๆ หลายประเภท อาทิ สวัสดิการของรัฐ บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัตรประกันสังคม เป็นต้น ซึ่งก็ยังไม่สามารถครอบคลุมการเข้าถึงการรักษาโรคได้อย่างที่ควรจะเป็นทั้งหมด ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาบางรายการเกิดภาระค่าใช้จ่าย ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาบัตรสุขภาพในแต่ละประเภทยังมีมาตรฐานการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหาเวลาที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องเปลี่ยนสิทธิ เช่น หากบุตรมีพ่อหรือแม่รับราชการหรือทำงานรัฐวิสาหกิจก็จะได้รับสวัสดิการของรัฐไปด้วยจนถึงอายุ 20 ปี แต่หลังจากนั้นจะถือว่าพ้นสิทธิการรักษาของสวัสดิการของรัฐ ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายต่อไปได้ โดยตามระบบก็จะถูกเปลี่ยนไปให้ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเด็กเหล่านี้สำเร็จการศึกษา หลายๆ คนก็จะถูกเปลี่ยนสิทธิเป็นประกันสังคม และมักจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานพยาบาล และเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาอีกครั้ง เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาไม่เพียงเฉพาะกับผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังอักเสบชนิดนี้ แต่ยังเกิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ มากมายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากจำต้องยุติการรักษา เนื่องจากภาระค่าใช้จ่าย เป็นต้น ซึ่งในแง่ของสิทธิมนุษยชนในหมวดสุขภาพของสหประชาชาติแล้ว สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน ควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงและดูแลรักษาด้านสุขภาพในมาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนนี้ยังถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขของไทยอย่างมาก จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาในระดับนโยบายด้านสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างถ้วนหน้า

OR ชวนบริจาคขวดพลาสติก PET เพื่อผลิตชุด PPE ให้บุคลากรแพทย์

0

นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่า พีทีที สเตชั่น ร่วมสนับสนุน “โครงการ แยกขวด ช่วยหมอ” เชิญชวนให้ผู้บริโภคนำขวดพลาสติก PET หรือขวดพลาสติกใสใช้แล้วมาส่งที่ ตู้พลาสติก (คืน)สุข (Plastic Drop Point) ที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมโครงการ เพื่อนำไปผลิตเป็นชุด PPE เพิ่มความปลอดภัยให้บุคลากรทางการแพทย์

ปัจจุบันได้เปิดพื้นที่ตั้ง ตู้พลาสติก (คืน) สุข ในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ทั้งสิ้น 19 สาขา ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ “YOUเทิร์น PLATFORM by GC” แพลตฟอร์มบริหารจัดการขยะพลาสติกครบวงจรของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และพันธมิตร เพื่อรวบรวมขวดพลาสติกใสใช้แล้ว มาล้างทำความสะอาดและแปรรูปเป็นเส้นใยรีไซเคิล ก่อนเข้าสู่กระบวนการทอเป็นผืนผ้าพร้อมเคลือบสารสะท้อนน้ำ แล้วนำมาตัดเย็บเป็นชุด PPE Level 2 ซึ่งสามารถนำไปซักและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 20 ครั้ง (Reusable PPE) โดยโครงการฯ มีเป้าหมายส่งมอบชุด PPE จำนวนขั้นต่ำ 5,000 ชุดให้แก่มูลนิธิคณะทันตแพทยศาสตร์มหิดล และวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ จุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนำไปบริจาคในพื้นที่ขาดแคลน และภายในเดือนธันวาคม 2564 จะมีตู้พลาสติก(คืน)สุข ใน พีทีที สเตชั่น เพิ่มขึ้นอีก 8 สาขา เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ที่สนใจ

สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่มี ตู้พลาสติก (คืน)สุข ทั้ง 19 สาขา ได้แก่ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สาขาแยกประชาอุทิศ-ลาดพร้าว, สาขาวิภาวดีรังสิต, สาขาวิภาวดี 11, สาขารามอินทรา กม. 6.5, สาขามีนบุรี, สาขายานนาวา, สาขาจอมทอง, สาขาพระราม 2 ขาออก, สาขาพัฒนาการ ขาออก, สาขาศรีนครินทร์, สาขาศรีนครินทร์ บางเมือง, สาขาบางนา-ตราด กม.14, สาขาเทพารักษ์, สาขากิ่งแก้ว, สาขาแยกเมืองปทุมธานี, สาขาคลองหลวง กม.6, สาขาวังน้อย, สาขาโรงแยกก๊าซ และสาขา บจ.ที.เค.ที คอมเมอร์เชียล ผู้สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ตั้งของ พีทีที สเตชั่น แต่ละสาขาได้ที่ www.pttstation.com หรือ โทร 1365 Contact Center

ทั้งนี้ การร่วมมือกับโครงการ “แยกขวด ช่วยหมอ” ถือเป็นการสานต่อโครงการพลาสติก(คืน)สุขที่ โออาร์ ได้ร่วมกับ GC ในการสนับสนุนพื้นที่ใน พีทีที สเตชั่น สำหรับตั้งจุดรับพลาสติกใช้แล้ว เพื่อนำกลับสู่ระบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอีกครั้ง โดยใช้จุดแข็งในเรื่องเครือข่ายที่ครอบคลุม และอยู่ในทำเลที่ตั้งที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้สะดวก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเป็น Living Community โดยการพัฒนาพื้นที่สถานีบริการฯ พีทีที สเตชั่น ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสถานีบริการฯ คู่ค้า และคนในชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สินค้าและบริการใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและคนในชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเติมเต็มทุกความสุข และยังพร้อมเติบโตร่วมกันกับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน

เอไอเอส-กรุงไทย ให้แลกพอยท์เป็นส่วนลดเงินสด ผ่านแอปถุงเงิน

0

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดตัวโครงการ “พอยท์เพย์” เพื่อช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศ ให้สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น โดยเปิดให้ลูกค้าเอไอเอสที่มีอยู่กว่า 43.2 ล้านราย สามารถใช้คะแนนสะสม ใช้จ่ายแทนเงินสดในร้านค้าถุงเงินได้ โดยปัจจุบันมีร้านค้าถุงเงินอยู่จำนวน 1.5 ล้านร้านค้า

ระยะแรกจะนำร่องกับร้านค้าประเภทอาหาร และเครื่องดื่ม จำนวน 45,000 ร้านค้าใน 15 จังหวัด ก่อนขยายใช้กับร้านค้าอื่นๆ มากขึ้น โดยตั้งเป้าร้านค้าถุงเงินเข้าร่วมรายการกว่า 700,000 ร้านค้าทั่วประเทศ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้ารายย่อยในชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง ช่วยให้ร้านค้าสามารถประคองกิจการให้อยู่รอดและเติบโตในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวได้ 

ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส เปิดเผยว่า โครงการ”พอยท์เพย์” คือการกระตุ้นพลังการใช้จ่ายจากลูกค้า AIS กว่า 43.2 ล้านราย ให้หันมาช่วยกันซื้อสินค้าจากร้านค้าถุงเงินรายย่อยทุกรูปแบบทั่วไทย ที่สมัครเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินในการเป็นช่องทางรับชำระค่าสินค้าและบริการจากลูกค้า AIS ที่ใช้ AIS Points เป็นส่วนลดแทนเงินสด (มูลค่า 2 พอยท์ = 1 บาท) โดยสามารถเลือกชำระด้วยพอยท์ได้เต็มจำนวนที่ใช้จ่าย แบบไม่ต้องใช้เงินสด หรือ ใช้ AIS Points คู่กับเงินสด พร้อมทั้งยังสามารถใช้จ่ายได้ตามพอยท์ที่ลูกค้ามีอยู่ได้อีกด้วย  ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันลูกค้าที่อยู่ในโปรแกรม AIS Points มีถึงกว่า 17 ล้านคน

และ เปรียบเสมือนการใช้ เอไอเอส พอยท์เข้ามาช่วยชาติ กระตุ้นการจับจ่ายให้เกิดรายได้กับบรรดาร้านค้าถุงเงินทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ พร้อมช่วยลดภาระและบรรเทาค่าใช้จ่ายของลูกค้า AIS ผ่านการใช้พอยท์เป็นส่วนลดแทนเงินสด

ร้านค้าที่สมัครแอปพลิเคชันถุงเงินอยู่แล้ว จะได้รับการอัพเดทเมนูใหม่ “พอยท์เพย์” หลังจากกดยืนยัน ก็จะสามารถรับชำระโครงการ “พอยท์เพย์” ได้ทันที โดยเอไอเอส และ ธนาคารกรุงไทย ได้เริ่มเปิดบริการเฟสแรก แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เริ่มต้นกับร้านถุงเงินในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 45,000 ร้านค้า ในจังหวัดหลัก 15 จังหวัดโดยตั้งเป้าร้านค้าถุงเงินเข้าร่วมรายการกว่า 700,000 ร้านค้าทั่วประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.th/พอยท์ช่วยจ่าย  และ krungthai.com/link/pointpay

‘ธนกร’ คว้าแชมป์สวิง วันเดย์ ทัวร์ สนาม 1 เปิดเกมส์ แซนด์บ็อกซ์ สวิง จ.ภูเก็ต

0

ธนกร ตอสี รุคกี้จาก กทม. คว้าแชมป์กอล์ฟอาชีพ “เอสเอที ไทยแลนด์ พีจีเอ วันเดย์ ทัวร์ 2021” สนามที่ 1 หลังต้องดวลเพลย์ออฟเดือดถึง 4 รอบกับ กิตติคุณ ปูติสานนท์ และ สัจจวัฒน์ ศรีประสิทธิ์ รับแชมป์แรกในอาชีพ ในการแข่งขัน ณ สนาม บลูแคนยอน คันทรี คลับ สนามแรกของ “แซนด์บ็อกซ์ สวิง” ณ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา รอบนี้คัดนักกอล์ฟ 30 คนเข้าสู่รอบทัวร์นาเม้นท์ของศึก ทีดีที ทัวร์ วันที่ 14-15 ก.ย.นี้อีกด้วย

สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จัดการแข่งขัน  “เอสเอที ไทยแลนด์ พีจีเอ วันเดย์ ทัวร์ 2021” สนามที่ 1 เป็นแมตช์แรกของศึก “แซนด์บ็อกซ์ สวิง” ณ สนามกอล์ฟ บลูแคนยอน คันทรี คลับ (เลคส์ คอร์ส) แบบพาร์ 71 ระยะ 7,061 หลา ชิงเงินรางวัล 250,000 บาท แชมป์รับ 25,000 บาท และผู้เล่นท๊อป 50 หรือเสมอจะได้รับเงินรางวัล

“โปรแฟร้งค์” ธนกร ตอสี

จบการแข่งขัน ธนกร ตอสี และ กิตติคุณ ปูติสานนท์ ทำ 4 เบอร์ดี้ 1 โบกี้ ทำสกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 68 เท่ากับ สัจจวัฒน์ ศรีประสิทธิ์ ที่หวดเข้ามา 5 เบอร์ดี้ 2 โบกี้ ต้องมาตัดสินแชมป์ด้วยการดวลเพลย์ออฟ โฮล-บาย-โฮล ที่หลุม 18 พาร์ 4 ระยะ 475 หลา เพื่อหาแชมป์ เริ่มเพลย์ออฟหลุมแรก ทั้ง 3 คนเก็บพาร์เสมอกันไป มาเพลย์ออฟรอบที่สอง สัจจวัฒน์ เสียโบกี้ ขณะที่อีก 2 คนเก็บพาร์ได้ ต้องออกจากการแข่งไปก่อน

มาเพลย์ออฟรอบที่ 3 ใช้หลุม 17 พาร์ 3 ระยะ 199 หลา มาถึงตรงนี้มีสภาพฝนตกลงมา ก่อนยันเสมอกันไปอีกหลุม ต้องกลับไปหวดเพลย์ออฟรอบที่ 4 ที่หลุม 18 พาร์ 4 ชอตแรก ธนกร หวดเข้ามาแฟร์เวย์สวย ขณะที่ กิตติคุณ หลุดแฟร์เวย์ไปด้านขวาต้องเคาะออกมาเล่นชอตที่ 3 ชิพเข้ามาออนระยะคันธง แต่เซฟพาร์ไม่ลง ขณะที่ ธนกร หวดชอตสองเข้าไปออนทางด้านซ้ายห่างจากธงราวๆ 35 ฟุตเซฟพาร์ คว้าแชมป์แรกในระดับอาชีพสำเร็จ พร้อมรับเงินรางวัล 25,000 บาท

หลังจบการแข่งขัน ธนกร ที่เพิ่งเทิร์นโปรเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และลงแข่งขันในระดับอาชีพหนนี้เป็นครั้งที่ 3 โดย 2 ครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ โดยสวิงหนุ่มวัย 23 ปี กล่าวว่า “ตื่นเต้นมากๆ เพราะนี่เป็นการลงสนามเล่นระดับอาชีพแค่รายการที่ 3 ของตัวเอง อีกทั้งยังต้องมาลุ้นกันจนถึงรอบเพลย์ออฟด้วย เรียกว่าไม่เคยมีประสบการณ์เลย เพราะที่ผ่านมาเคยแต่เพลย์ออฟในระดับเยาวชนเท่านั้น ดีใจมากๆกับแชมป์นี้ เพราะเป็นรายการแรกของตัวเอง”

สำหรับการแข่งขันรายการนี้ ถือเป็นแมตช์พิเศษที่ทาง สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพฯ จัดขึ้นมาเพื่อกระจายรายได้สู่ผู้เล่นหน้าใหม่ และดาวรุ่งที่กำลังจะก้าวขึ้นมาสู่ทัวร์ใหญ่ โดยจะคัดผู้เล่น 30 คนเข้าสู่รอบทัวร์นาเม้นท์ของศึก ทีดีที ทัวร์ ในรายการ “สิงห์-เอสเอที บลู แคนยอน 2021” ระหว่างวันที่ 14-15 ก.ย. ที่สนามเดียวกันนี้ต่อไป

ฃนอกจากนั้นแล้วการแข่งขันภายใต้โครงการ “แซนด์บ็อกซ์ สวิง” ที่ จ.ภูเก็ต ทางภาครัฐ และทางจังหวัดขอความร่วมมือนักกอล์ฟ, แคดดี้ส่วนตัว รวมถึง โค้ช และผู้ติดตาม ทำแบบสอบถามประจำวันเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 อีกด้วย

สรุปผลการแข่งขัน (-3) 68 ธนกร ตอสี (33-35) (เพลย์ออฟ), กิตติคุณ ปูติสานนท์ (35-33), สัจจวัฒน์ ศรีประสิทธิ์ (33-35), (-2) 69 สุประวีณ์ ผาธรรม (35-34)
, (-1) 70 เดชาวัต เพชรประยูร (33-37), วรสรณ์ สุวรรณพนัง (35-35)

SME-PO การระดมทุนทางเลือกใหม่ สร้างโอกาสทางธุรกิจให้ SME ไทย เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

0

ฝ่ายส่งเสริมความรู้ตลาดทุนและศูนย์ประสานงานต่างจังหวัด
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

เป็นที่ทราบกันดีว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) วิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) เป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3 ล้านราย สร้างการจ้างงานทั่วประเทศมากกว่า 12 ล้านคน ทำให้เกิดการไหลเวียนของเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อทุกภาคส่วนของประเทศ ขณะเดียวกันอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโต นั่นก็คือ “ตลาดทุน” ซึ่งเป็นทั้งแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบกิจการ และเป็นทางเลือกในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนอีกด้วย

แม้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดทุนจะเป็นแหล่งเงินระดมทุนให้แก่ผู้ประกอบกิจการขนาดใหญ่ที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด แต่ในช่วงกลางปี 2562 เป็นต้นมา ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและพัฒนาตลาดทุน ได้ริเริ่มนโยบายที่จะทำให้ตลาดทุนเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม (Capital Market for All) ไม่ว่าจะเป็น “บริษัทจำกัด” หรือ “บริษัทมหาชนจำกัด” ตลอดจน “SME/Startup” และ “วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)” ตลาดทุนจึงเปิดกว้างให้ผู้ประกอบกิจการทุกขนาดสามารถเข้ามาระดมเงินทุนเพื่อใช้สำหรับกิจการของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นผลต่อเนื่องถึงข้อจำกัดในการขยายธุรกิจของกิจการ SME/Startup ในไทยให้อยู่รอดและเติบโตได้ โดยในปี 2563 ก.ล.ต. ได้มีการออกหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการระดมทุน ทั้งการระดมทุน* ผ่านระบบออนไลน์ในรูปแบบของ 1) หุ้นคราวด์ฟันดิง (Equity Crowdfunding) หรือ หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง (Debt Crowdfunding) หรือ 2) ด้วยการออกหุ้นหรือหุ้นกู้แปลงสภาพ เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนในวงจำกัด (Private Placement)

เพื่อให้การดำเนินการสนับสนุนเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และตลาดทุนเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับกิจการทุกประเภทและทุกขนาด โดย ก.ล.ต. ทราบว่า เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ยังมีอุปสรรคโดยไม่สามารถระดมทุนจากผู้ลงทุนเป็นวงกว้างและไม่สามารถนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดรองได้ ซึ่ง ก.ล.ต. เล็งเห็นความจำเป็นของการระดมทุนในวงกว้างว่าเปรียบเสมือนบันไดก้าวต่อไปในการพัฒนากิจการของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ดังนั้น ตั้งแต่ปลายปี 2562 ก.ล.ต. จึงเร่งดำเนินการศึกษาช่องทางการระดมทุนเป็นวงกว้างสำหรับ เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ (SME-PO) ไปพร้อมกัน ซึ่งต่อมา ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้มีข้อสรุปร่วมกันในเรื่องหลักการการออกหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการระดมทุนจากผู้ลงทุนเป็นวงกว้างและนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดรองหรือ LiVE Exchange ได้เป็นครั้งแรก (SME-PO) ซึ่งคณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 และต่อมา ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป และปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ซึ่งภาคเอกชนเห็นด้วยกับแนวทางตามที่ ก.ล.ต. เสนอ

SME ขนาดกลางขึ้นไปที่มีผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 15 คน และเป็น “บริษัทมหาชนจำกัด” ซึ่งมีทิศทางการประกอบธุรกิจที่ชัดเจน มีความต้องการหาเงินทุนเพื่อขยายกิจการให้เติบโตไปอีกลำดับหนึ่ง แต่ผลการดำเนินงานยังมีความไม่แน่นอน จะสามารถระดมทุนในวงกว้าง หรือ “Public Offering” (SME-PO) โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก ก.ล.ต. แต่จะต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ เป็นการระดมทุนจากผู้ลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุน มีฐานะทางการเงินและมีประสบการณ์การลงทุนในระดับหนึ่ง หรือคนที่มีความคุ้นเคยกับกิจการ เมื่อระดมทุนสำเร็จแล้ว สามารถนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดรอง หรือ SME Board ที่เรียกว่า “LiVE Exchange” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดเข้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) หรือ mai ในอนาคต

หัวใจสำคัญของการระดมทุนในรูปแบบ SME-PO และ SME Board เป็นการเพิ่มทางเลือกในการเสริมสภาพคล่องและการเติบโตของกิจการ SME ขนาดกลาง จึงผ่อนปรนการกำกับดูแลเพื่อไม่สร้างภาระและต้นทุนต่อกิจการมากจนเกินไป เช่น ให้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเท่าที่จำเป็น ใช้ผู้สอบบัญชีในสำนักงานสอบบัญชีที่ผ่านการตรวจคุณภาพจาก ก.ล.ต. (ผู้สอบบัญชี SME) ไม่กำหนดให้มีที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ในการจัดทำข้อมูล รวมถึงการผ่อนปรนในด้านการเปิดเผยข้อมูลอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับลักษณะและขนาดของกิจการ SME/Startup และเนื่องจากความเสี่ยงของ SME ที่สูงกว่ากิจการขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นที่มาของคุณสมบัติของผู้ลงทุนตามที่กล่าวข้างต้น ในขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ยังคงไว้ซึ่งในหลักการในการความคุ้มครอง
ผู้ลงทุนกรณีที่จะมาลงทุนใน SME/Startup เช่นกัน ทั้งนี้ คาดว่า เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ จะสามารถระดมทุนเป็นวงกว้างต่อผู้ลงทุนที่มีลักษณะตามที่กำหนดได้ภายในปี 2564 หรืออย่างช้าไม่เกินต้นปี 2565 และระหว่างนี้ ก.ล.ต. จะดำเนินการสื่อสารกับเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ และผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องหลักเกณฑ์และเตรียมความพร้อมสำหรับการระดมทุนรูปแบบใหม่ต่อไป

ก.ล.ต. ตระหนักถึงความสำคัญของ SME/Startup ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาของประเทศ จึงได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมสนับสนุน SME/Startup ให้เข้าสู่ตลาดทุนเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกและเป็นเรื่องเร่งด่วนในแผนพัฒนาตลาดทุน ดังจะเห็นได้ว่า ในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี ก.ล.ต. ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนและส่งเสริม SME/Startup ในหลายด้านและผลักดันเรื่องนี้ให้ความคืบหน้ามาโดยตลอด เพื่อให้ SME/Startup สามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลสำเร็จดังกล่าวก็เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่าทำให้มี SME/Startup เข้าถึงแหล่งทุนในตลาดทุนเพิ่มมาขึ้น และหวังว่าการระดมทุนในตลาดทุนของ SME/Startup จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีสอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายของภาครัฐ

ประตูสู่ตลาดทุนในปัจจุบันนี้ได้เปิดกว้างมากขึ้น และเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบกิจการทุกขนาดสามารถเข้าหาแหล่งเงินทุนจากตลาดทุนได้ ด้วยตัวเลือกและช่องทางที่เหมาะสมกับกิจการของตนเอง และต่อยอดเป้าหมายในการประกอบธุรกิจให้พัฒนาไปในแบบที่คาดหวังไว้ได้ ซึ่งทุกย่างก้าวของการเติบโตของกิจการ SME/Startup หมายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยเช่นกัน ผู้ประกอบกิจการ SME/Startup ที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ไหนอย่างไร สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการระดมทุนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.sec.or.th/starttogrow หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการประชาชน ก.ล.ต. โทร. 1207

“เพราะตลาดทุนไทย เป็นตลาดทุนของคนทุกคน”

หมายเหตุ :       *มีกิจการ SME/Startup ที่ระดมทุนสำเร็จผ่านทั้ง 2 วิธี มากกว่า 80 ราย รวมมูลค่า
การระดมทุนมากกว่า 700 ล้านบาท ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564