Home Blog Page 369

“ปิติ-เอิร์ล แบมเบอร์” ควบปอร์เช ประเดิมสองโพเดี้ยมติด เปิดไทยแลนด์ ซูเปอร์ซีรีส์ 2021

0

ปิติ ภิรมย์ภักดี เปิดตัวรถแข่งคันใหม่พร้อมเพื่อนร่วมทีมคนใหม่ เอิร์ล แบมเบอร์ นักขับระดับแพลทตินัมจากนิวซีแลนด์ พาทีมสิงห์ มอเตอร์สปอร์ต ทีม ไทยแลนด์ ประเดิมโพเดียมสองสนามซ้อน ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับอาเชียน “ไทยแลนด์ ซูเปอร์ซีรีส์ 2021” เรซแรกของฤดูกาล ที่ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา

ไทยแลนด์ ซูเปอร์ซีรีส์ นับเป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการใหญ่สุดของอาเชียน โดยประเดิมสนามแรกของฤดูกาลกันที่ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สนามความยาว 4.554 กม.ที่จังหวัดบุรีรัมย์  ไฮไลท์ของรายการอยู่ที่ไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ จีที 3 แข่งขันกัน 60 นาทีด้วยรถในพิกัด เอฟไอเอ จีที3 จากโรงงานผู้ผลิตเต็มรูปแบบ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ชิงชัยในเรซที่สอง ปิติ ภิรมย์ภักดี และ เอิร์ล แบมเบอร์ ออกสตาร์ตในอันดับที่สองและสามารถขึ้นมานำการแข่งขันในตั้งแต่รอบที่เก้าของการแข่งขัน ทว่าจากเกรดนักขับระดับแพลตินัมทำให้เสียเวลาในพิตสต็อปมากกว่าคนอื่นจนเสียตำแหน่งในพิต อย่างไรก็ตาม ปิติ ยังควบปอร์เช่ 991 จีที3 อาร์ เข้าเส้นชัยเป็นอันดับสองด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 2 นาที 34.617 วินาที ขึ้นโพเดี้ยมเป็นสนามที่สองติดต่อกัน หลังจากในเรซที่ 1 เมื่อ 30 ต.ค.64 ออกสตาร์ตในอันดับที่หกแต่ไล่กลับมาได้อย่างยอดเยี่ยมในเฉพาะในช่วงเชคชั่นที่สองของการแข่งขันก่อนจบการแข่งขันในอันดับสองด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 2 นาที 38.727 วินาที

ด้านแชมป์ของเรซที่สองเป็น มาร์ติน รัมพ์ และ แดเนียล บิลสกี สองนักขับของทีมบี-ควิก/แอบโซลูท ในรถออดี้ อาร์ 8 อีโว หมายเลข 26 ซึ่งออกสตาร์ตในตำแหน่งโพลโพซิชั่นที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 2 นาที 23.248 วินาที และอันดับสาม ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม และ พิษณุ ศิริมงคลเกษม สองนักขับของทีมวัฒนา มอเตอร์สปอร์ต ในรถลัมโบกินี ฮูราคาน จีที 3 หมายเลข 28 แชมป์สนามแรกเข้าเส้นชัยด้วยสถิติ 1 ชั่วโมง 3 นาที 01.903 วินาที

สดมภ์ คว้าถ้วยพระราชทาน ร.9 แชมป์กอล์ฟ​ ไทยแลนด์ โอเพ่น พร้อมรับเงิน 1.5 ล้านบาท

0

ผู้สื่อข่าว​ รายงานว่า​ สดมภ์ แก้วกาญจนา นักกอล์ฟจากนราธิวาส วัย 23 ปี ทำสกอร์รวมสี่วัน 23 อันเดอร์พาร์ 261 คว้าแชมป์กอล์ฟ “ไทยแลนด์ โอเพ่น ครั้งที่ 49” ครองถ้วยพระราชทาน รัชกาลที่ 9 พร้อมรับเงินรางวัล 1.5 ล้านบาท ที่สนามริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ (พาร์ 71) จ.ปทุมธานี ระยะ 6,988 หลา เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2564 โดยมี พรหม มีสวัสดิ์ คว้ารองแชมป์ด้วยสกอร์รวม 19 อันเดอร์พาร์ 265 ขณะที่ รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คว้ารางวัลนักกอล์ฟสมัครเล่นผลงานดีที่สุดสกอร์รวม 9 อันเดอร์พาร์ 275

สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย​ ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย, สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, สนามริเวอร์เดล, แพลนบี จัดการแข่งขันกอล์ฟอาชีพสะสมคะแนนอันดับโลก ออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์ 2021 รายการ ไทยแลนด์ โอเพ่น ครั้งที่ 49 ชิงถ้วยพระราชทาน รัชกาลที่ 9 พร้อมชิงเงินรางวัลรวม 10 ล้านบาท เป็นแมตซ์กอล์ฟอาชีพระดับโลคอลทัวร์ ที่มีเงินรางวัลมากที่สุด ระหว่างวันที่ 28-31 ต.ค.64 ที่สนามริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ จ.ปทุมธานี ผู้ชนะจะรับเงินรางวัลไปครอง 1.5 ล้านบาท และอันดับโลก 5 คะแนน

นายรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ นายกสมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทยฯ และ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เผยถึงการแข่งขันในครั้งที่ 49 ว่า “ถือว่าประสบความสำเร็จกับการแข่งขันครั้งนี้ที่นักกอล์ฟไทยได้คว้าแชมป์เป็นคนที่ 6 ทำให้เชื่อว่าเราอาจจะได้เห็นแชมป์ที่เป็นนักกอล์ฟไทยอีกแน่ๆ เพราะมีนักกอล์ฟดาวรุ่งกันหลายคนที่ทำผลงานได้ดีในรายการนี้ เราก็ยังคงที่จะจัดการแข่งขันรายการนี้ต่อไป ไม่ว่ารายการนี้จะอยู่ในโปรแกรมของ เอเชียน ทัวร์ หรือ ออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์ และน่าจะยังจัดกันที่ ริเวอร์เดล ต่อไปด้วย”

โดยเมื่อ 31 ต.ค.64 จบการแข่งขันรอบสุดท้าย สดมภ์ แก้วกาญจนา โปรหนุ่ม วัย 23 ปี จากนราธิวาส ผู้นำจากรอบที่สาม มาเก็บสกอร์เพิ่มอีก 5 อันเดอร์พาร์ 66 จากผลงาน 5 เบอร์ดี้ ไม่มีเสียโบกี้ ทำสกอร์รวมสี่วันรวม 23 อันเดอร์พาร์ 261 เป็นผลงานดีที่สุด คว้าแชมป์รายการนี้ไปครอง รับถ้วยพระราชทาน รัชกาลที่ 9 พร้อมเงินรางวัล 1.5 ล้านบาท จากแชมป์นี้ทำให้ สดมภ์ เป็นนักกอล์ฟไทยคนที่ 6 ที่คว้าถ้วยใบนี้ไปครอง ต่อจาก สุเทพ มีสวัสดิ์ (1991), บุญชู เรืองกิจ (1992 และ 2004), ประหยัด มากแสง (2013), รฐนน วรรณศรีจันทร์ (2017) และ ภาณุพล พิทยารัฐ (2018) พร้อมกันนั้นทางสนามยังมอบรางวัลพิเศษให้กับแชมป์ด้วยสมาชิกตลอดชีพของสนามกอล์ฟในเครือของ เอ็มบีเค ทั้งสนาม ล็อคปาล์ม กอล์ฟ คลับ ภูเก็ต, เรด เมาน์เทน กอล์ฟ คลับ ภูเก็ต, บางกอก กอล์ฟ คลับ และ ริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ อีกด้วย

สดมภ์ แชมป์คนล่าสุด​ กล่าวหลังจบการแข่งขันว่า “ดีใจ และเป็นเกียรติที่คว้าแชมป์รายการนี้ เพราะเป็นแชมป์ที่โปรกอล์ฟทุกคนในเมืองไทยอยากจะได้มาครอง มาเล่นสนามนี้คิดในใจแค่พยายามตีเสียให้น้อยที่สุด พอดีสัปดาห์นี้ทำได้ดีเสียไปแค่โบกี้เดียว แผนรวมก็พยายามตีลูกให้อยู่แฟร์เวย์ เพื่อโอกาสลุ้นขึ้นกรีน แค่เล่นไปตามเกมของตัวเอง แบบไม่มีความกดดันอะไร เป้าหมายต่อไปก็เป็นแมตช์ เอเชียน ทัวร์ ปลายเดือนนี้ที่ภูเก็ต อยากขอขอบคุณ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น และสปอนเซอร์ทุกๆรายที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด”

ด้าน อันดับ 2 เป็นของ พรหม มีสวัสดิ์ นักกอล์ฟจากหัวหิน สกอร์รวม 4 วัน 19 อันเดอร์พาร์ 265 ที่เก็บคะแนนวันสุดท้ายเข้ามาอีก 3 อันเดอร์พาร์ 68 รับเงินรางวัล 950,000 บาท โดยมี พชร คงวัดใหม่ และ สุรดิษ ยงค์เจริญชัย รั้งอันดับ 3 ร่วม ที่สกอร์รวม 15 อันเดอร์พาร์ 269 รับเงินรางวัลคนละ 481,750 บาท ขณะที่ วิชยานนท์ โชติหิรัญรุ่งเรือง คว้าอันดับ 5 ที่สกอร์รวม 14 อันเดอร์พาร์ 270 รับเงินรางวัล 318,000 บาท ขณะที่ แชมป์เก่าอย่าง ภาณุพล พิทยารัฐ คว้าอันดับ 13 ร่วมจากผลงานรวม 10 อันเดอร์พาร์ 274 ด้าน รฐนน วรรณศรีจันทร์ ทำสกอร์รวม 1 อันเดอร์พาร์ 283 คว้าอันดับ 50 ร่วม

สำหรับรายการต่อไปของศึก ออลไทยแลนด์กอล์ฟ ทัวร์ จะเป็นการแข่งขัน “สิงห์ อีสาน โอเพ่น 2021” ชิงเงินรางวัล 3 ล้านบาท แข่งขัน 4-7 พ.ย.นี้ ณ สนามกอล์ฟ สิงห์ปาร์ค ขอนแก่น กอล์ฟ คลับ จ.ขอนแก่น ต่อไป

สรุปผลการแข่งขัน

  • (-23) 261 สดมภ์ แก้วกาญจนา 65-66-64-66 (เงินรางวัล 1,500,000 บาท)
  • (-19) 265 พรหม มีสวัสดิ์ 66-62-69-68 (เงินรางวัล 950,000 บาท)
  • (-15) 269 พชร คงวัดใหม่ 66-68-68-67 (เงินรางวัล 481,750 บาท
  •  สุรดิษ ยงค์เจริญชัย 66-69-65-69 (เงินรางวัล 481,750 บาท
  • (-14) 270 วิชยานนท์ โชติหิรัญรุ่งเรือง 69-70-65-66 (เงินรางวัล 318,000 บาท)
  • (-13) 271 ชนะโชค เดชภิรัตนมงคล 70-69-64-68 (เงินรางวัล 268,000 บาท)
  • (-12) 272 โคสุเก ฮามาโมโต้ 69-69-69-65 (เงินรางวัล 198,500 บาท)
  • สาริศ สุวรรณรัตน์ 66-66-73-67 (เงินรางวัล 198,500 บาท)
  •  แดนไท บุญมา 69-70-66-67 (เงินรางวัล 198,500 บาท)
  • ธนภัทร พิชัยกุล 73-67-64-68 (เงินรางวัล 198,500 บาท)
  •  ชัพชัย นิราช 69-64-70-69 (เงินรางวัล 198,500 บาท)
  • วิชญภัทร สินสร้าง 69-67-67-69 (เงินรางวัล 198,500 บาท)

OR จับมือ ปตท. และ กฟผ. เปิดพื้นที่จุดจอดรถโมบายสโตรคยูนิต เพิ่มโอกาสรักษาผู้ป่วย

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดหน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (NIT Mobile Stroke Unit) และการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมการแพทย์ โดย สถาบันประสาทวิทยา กับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยมี นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และ ผศ.(พิเศษ) นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับและนำคณะเยี่ยมชมรถ NIT Mobile Stroke Unit

ดร.สาธิต กล่าวว่า การรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่ให้ผลดีและมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากการพัฒนาระบบการรักษาในโรงพยาบาลตามมาตรฐานแล้ว จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบการบริการแบบเชิงรุกร่วมด้วย  โดยจัดให้มีหน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ป่วยในการลดระยะเวลาการรอคอยการรักษาในระหว่างการเดินทางไปโรงพยาบาล ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น สามารถลดภาวะทุพพลภาพ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้  และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ของผู้ป่วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อเกิดอาการแล้วต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนฉุกเฉิน ต้องแข่งกับเวลา เพราะทุกนาทีคือโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วย  กระทรวงสาธารณสุขจะให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่ รวมถึงช่วยผลักดันนโยบายในการเพิ่มหน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ให้คนไทยเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐาน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน”

ด้านผศ.(พิเศษ) นพ.ธนินทร์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนฉุกเฉิน โดยเฉพาะการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยด้วยการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) และได้รับการรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ  สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคสมองและระบบประสาทไขสันหลัง มีบทบาทในการศึกษา วิจัย พัฒนา เพื่อสร้างผลงานวิชาการ องค์ความรู้ และนวัตกรรมทางการแพทย์โรคระบบประสาท ได้ดำเนินการพัฒนาหน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (NIT Mobile Stroke Unit) ในการบริการผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งเหนือ ได้แก่ เขตจตุจักร บางซื่อ ลาดพร้าว หลักสี่ ดอนเมือง สายไหม บางเขน และพื้นที่ใกล้เคียง  เพื่อให้บริการคัดกรองโรคระบบประสาทเชิงรุก และให้การรักษาผู้ป่วยตามมาตรฐานอย่างรวดเร็ว รวมถึงการบริการเชิงรุกสำหรับงานออกหน่วยแพทย์นอกสถานพยาบาล และงานกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการรอคอย ลดอัตราการเสียชีวิต และความพิการในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  โดยการบริหารจัดการหน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งเหนือนั้น ได้รับความร่วมมือจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ซึ่งหน่วยงานทั้ง 3 แห่ง ได้ให้การสนับสนุนสถานที่ในการติดตั้งรถ NIT Mobile Stroke Unit รวมถึงการอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ระหว่างให้บริการประชาชน

นายนพดล ปิ่นสุภา  ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการผนึกพลังกับภาครัฐและเอกชนในการมีส่วนร่วมบรรเทาปัญหานี้ จึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย ด้วยการสนับสนุนพื้นที่บริเวณศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถนนวิภาวดีรังสิต สำหรับให้บริการรถ NIT Mobile Stroke Unit  พร้อมการจ่ายกระแสไฟฟ้าสำหรับติดตั้งระบบในการให้บริการประชาชน รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของหน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่  ซึ่ง ปตท. เชื่อมั่นว่า โครงการนี้จะเป็นอีกส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในด้านสาธารณสุข ที่เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของ กลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เรายังต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่ง ที่ กลุ่ม ปตท. ได้นำประสบการณ์และองค์ความรู้ ร่วมกับพันธมิตรทางการแพทย์ในการเสริมศักยภาพให้ระบบสาธารณสุข พร้อมสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อแบ่งเบาภาระของภาครัฐ และร่วมดูแลประชาชน เพื่อให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายบุญมา พนธนกรกุล   รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โออาร์ กล่าวว่า โออาร์ ตระหนักถึงความจำเป็นของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว และได้ร่วมสนับสนุนโครงการโมบายสโตรคยูนิต ร่วมกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันเข้าถึงการรักษาตามมาตรฐานได้อย่างทันท่วงที เพิ่มโอกาสในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิตหรือพิการของผู้ป่วย โดยในวันนี้ โออาร์ ได้ร่วมกับสถาบันประสาทวิทยา ดำเนินโครงการ NIT Mobile Stroke Unit เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการไปยังพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งเหนือและ จ.นนทบุรีเพิ่มเติม โดยจัดพื้นที่ใน พีทีที สเตชั่น เพื่อเป็นจุดจอดรถโมบายสโตรคยูนิตเพิ่มอีก 2 แห่ง ได้แก่ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สาขาโรงพยาบาลศรีธัญญา และสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สาขาราชพฤกษ์ 3 จากที่ก่อนหน้านี้ โออาร์ ได้เปิดพื้นที่ในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ให้เป็นจุดจอดรถโมบายสโตรคยูนิตแล้ว 18 แห่ง สำหรับให้บริการผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก การร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าวเปรียบเสมือนการนำโรงพยาบาลเข้าสู่ชุมชน สร้างความอุ่นใจให้กับสังคม ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนในการดำเนินธุรกิจของ พีทีที สเตชั่น ที่มุ่งสร้างคุณค่าให้กับชุมชน และพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางที่จะร่วมเติมเต็มทุกความสุขกับทุกชุมชน (Living Community) อีกทั้งยังเป็นไปตามแนวทางในการทำธุรกิจของ โออาร์ ที่ให้ความสำคัญกับการเกื้อกูลสังคมเพื่อสร้างความเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายชฎิล ศุขะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการพัฒนาองค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. พร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างยั่งยืน สำหรับโรคเลือดสมองนับเป็นอีกหนึ่งวิกฤตของโรคภัยที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐาน ทั้งนี้ กฟผ. ยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการให้บริการคัดกรองโรคระบบประสาทและการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเชิงรุก โดย กฟผ. จะจัดเตรียมพื้นที่ในบริเวณสำนักงานกลาง กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี สำหรับการติดตั้งระบบและรถ NIT Mobile Stroke Unit รวมถึงอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่และประชาชนที่เดินทางเข้ามารับการรักษา และเตรียมพร้อมสนับสนุนกิจกรรมอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการให้บริการดังกล่าวด้วย

OR​ สยายปีกรุกธุรกิจอาหาร​ เข้าถือหุ้นร้านอาหารญี่ปุ่นโคเอ็น-โอโนะ ซูชิ

0

รายงานข่าว​เปิดเผยว่า​ นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ได้เป็นประธานลงนามสัญญาจองซื้อหุ้นและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น ระหว่าง บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ โออาร์ และ บริษัท อิ่มทรัพย์ โกลบอล คูซีน จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์ที่อยู่ภายใต้การบริหารจำนวน 5 แบรนด์ ได้แก่ ร้านโคเอ็น พรีเมี่ยม บุฟเฟ่ต์ (Kouen Premium Buffet) ร้านยุ้งข้าวหอม ร้านหมูตั่วเฮีย ร้านต้า คูซีน และร้านโอโนะ ซูชิ โดยเข้าลงทุนในสัดส่วน ร้อยละ 25 ที่วงเงินประมาณ 192 ล้านบาท โดยมี นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการโครงการ ORion โออาร์ ในฐานะกรรมการ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด และ นายธีรพัฒน์ เลิศสิริประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิ่มทรัพย์ โกลบอล คูซีน จำกัด ร่วมลงนาม ณ ร้านโคเอ็น พรีเมี่ยม บุฟเฟ่ต์ สาขา I’m Park

นางสาวราชสุดา เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่าง โออาร์ กับ บริษัท อิ่มทรัพย์ โกลบอล คูซีน จำกัด ซึ่งอยู่ในวงการอาหารมามากกว่า 7 ปี และเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริหารแบรนด์ร้านอาหารรวม 5 แบรนด์ ประกอบด้วย อาหารญี่ปุ่น 2 แบรนด์ อาหารไทย 2 แบรนด์ และอาหารจีน 1 แบรนด์ ถือเป็นการขับเคลื่อนเป้าหมายทางธุรกิจที่มุ่งเน้นในด้าน Mobility & Lifestyle โดยจะเป็นเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์ร้านอาหาร และเสริมสร้างศักยภาพในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของ โออาร์ อีกทั้งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจโดยสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกันกับผู้ประกอบการ SME สัญชาติไทย ที่จะเติบโตต่อไปทั้งในและต่างประเทศ 

แผนการดำเนินงานในระยะแรก มุ่งเน้นการขยายสาขา ร้านโอโนะ ซูชิ (ONO Sushi) ซึ่งเป็นร้านซูชิ มีเมนูที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นด้วยราคา 10 บาท และมีข้าวหน้าด้ง (Donburi) เหมาะกับกลุ่มผู้เดินทางที่เข้ามาใช้บริการในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ร้านโอโนะ ซูชิ ที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สาขาบางนา ขาเข้า เป็นสาขาแรก ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเร็ว ๆ นี้ และตั้งเป้าขยายสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดย โออาร์ เชื่อมั่นว่า ความเชี่ยวชาญของผู้บริหาร อิ่มทรัพย์ โกลบอล คูชีน ในการบริหารงานร้าน โคเอ็น พรีเมี่ยม บุฟเฟ่ต์ มาตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีจะเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดแบรนด์โอโนะ ซูชิ ให้ประสบความสำเร็จ และมีโอกาสที่จะขยายแบรนด์ร้านอาหารอื่น ๆ ของบริษัทฯ ใน พีทีที สเตชั่น หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์อื่น ๆ ของ โออาร์ ได้อีกเช่นกัน

พิเศษ! สำหรับสมาชิก Blue Card รับสิทธิพิเศษส่วนลด 5% เมื่อทานบุฟเฟ่ต์ ตั้งแต่ราคา 599++ ขึ้นไป ที่ Kouen Premium Buffet ทุกสาขา โดยกดรับสิทธิ์ผ่านทาง Blue Card Mobile App ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน 2564  เฉพาะวันจันทร์ – วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.1365 Contact Center

                                                            

สิงห์อาสา ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมชาวบ้านลุ่มแม่น้ำท่าจีน

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมด้วย บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัด บริษัทในเครือฯ และเครือข่ายสิงห์อาสา ประกอบด้วย ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร ทีมตอบโต้ภัยพิบัติ จ.นครปฐม และเครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาและมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ จ.ชัยนาท จ.สุพรรณบุรี และจ.นครปฐม เนื่องจากสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนและน้ำจากหลายเส้นทางที่สูงขึ้นทำให้มวลน้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำ โดยสิงห์อาสาได้นำน้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และอาหารกล่องปรุงสุก ให้กับชาวบ้านเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ล่าสุดเมื่อ 27 ต.ค.64 คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมด้วย คุณสุชิน อิงคะประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัด ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ ต.บัวปากท่า ต.หินมูล ต.ไทรงาม อ.บางเลน จ.นครปฐม เนื่องจากมีน้ำล้นตลิ่งจากแม่น้ำนครชัยศรี (ท่าจีน) เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนพื้นที่ลุ่มต่ำนอกแนวคันกั้นน้ำ ทำให้น้ำได้เอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายร้อยหลังคาเรือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ช่วยเหลือในหลายจังหวัดลุ่มน้ำท่าจีน อาทิ ชัยนาท, สุพรรณบุรี

นายพีรทัศน์ ทรงเพียรทรัพย์ กำนัน ต.บัวปากท่า อ.บางเลน จ.นครปฐม เผยว่า “ตำบลบัวปากท่ามีประชากรประมาณ 1,700 หลังคาเรือน ตอนนี้มีผู้ประสบภัยน้ำท่วมกว่า 200 หลังคาเรือน และยังคงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำอีกหลายครัวเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ทำให้ได้รับความเดือดร้อนพื้นที่ไร่นาเสียหาย โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการผันน้ำมาจากจังหวัดใกล้เคียง และแม่น้ำนครชัยศรี (ท่าจีน) ที่เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนร่วม 1 เมตร มาหลายสัปดาห์แล้ว “

จากสถานการณ์อุทกภัยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายในหลายจังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศไทย ประชาชนมากกว่าสามแสนครัวเรือน ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปีนี้ โดยสิงห์อาสาได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ใน 20 จังหวัดต่อเนื่อง ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ขอนแก่น มหาสารคาม จันทบุรี สระบุรี สมุทรปราการ กาญจนบุรี ปราจีนบุรี และนครปฐม และจะคอยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำท่วมต่อไป พร้อมเร่งประสานผ่านเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ เพื่อเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

TIPH ตั้ง Flagship Company ลุยลงทุนธุรกิจสนับสนุนประกันภัย

0

ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติจัดตั้งบริษัท ทิพย ไอเอสบี จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจลงทุนในธุรกิจที่สนับสนุนธุรกิจประกันภัย ด้วยทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 1 ล้านบาท โดยมีบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ซึ่งแหล่งเงินทุนที่จะใช้สำหรับการลงทุนของ TIP ISB ในอนาคต จะมาจากเงินเพิ่มทุนจาก TIPH โดยหลังจากนี้จะดำเนินการจัดตั้ง TIP ISB ภายใน 45 วัน นับจากวันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจัดตั้ง

ทั้งนี้ TIPH มุ่งหวังที่จะเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ในกลุ่มธุรกิจประกันภัยชั้นนำในภูมิภาค บริษัทจึงได้ดำเนินการตามแผนการขยายธุรกิจใน 12 เดือนข้างหน้า ด้วยการจัดตั้งหรือเข้าซื้อกิจการที่ประกอบธุรกิจสนับสนุนธุรกิจประกันภัย 2-3 ธุรกิจ ได้แก่ธุรกิจนายหน้าประกันภัย ธุรกิจสำรวจภัย และธุรกิจให้บริการฝึกอบรมตัวแทน/นายหน้าประกันภัย รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทประกันภัยใหม่ หรือการเข้าซื้อกิจการที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อรองรับการแยกหน่วยธุรกิจที่มีศักยภาพของบริษัทในกลุ่มออกเป็นบริษัทใหม่ (Spin-Off) อีกอย่างน้อย 1 ธุรกิจ ซึ่งการจัดตั้ง TIP ISB เป็นบริษัทย่อยใหม่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามแผนการที่วางไว้ ในการรองรับการลงทุนในธุรกิจสนับสนุนธุรกิจประกันภัย เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) และสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในธุรกิจประกันภัยให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกมิติ

“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดตั้ง TIP ISB จะทำให้ TIPH สามารถจัดโครงสร้างกลุ่มธุรกิจให้มีความชัดเจน รวมทั้งจะช่วยให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) จากการที่กลุ่มธุรกิจสนับสนุนธุรกิจประกันภัยจะอยู่ภายใต้การบริหารงานของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละประเภทธุรกิจ (Specialization) อย่างแท้จริง รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการลงทุนใหม่ ๆ ภายใต้ TIP ISB ซึ่งจะมีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนธุรกิจต่าง ๆ ภายในกลุ่มธุรกิจ (Shared Services) อีกทั้ง TIPH ยังคาดหวังว่าการลงทุนต่าง ๆ ในอนาคตภายใต้ TIP ISB จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นของ TIPH ในระยะยาว อันเนื่องมาจากการขยายการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพอีกด้วย” ดร.สมพร กล่าว

OR​ พร้อมขายน้ำมันดีเซลสูตรพิเศษ กำมะถันต่ำเทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5

0

นายบุญมา พลธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR​ เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่จะกลับมาสูงเกินค่ามาตรฐานอีกครั้งในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล OR เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และในฐานะผู้บริหารแบรนด์สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น (PTT Station) OR พร้อมจำหน่ายน้ำมันอัลตร้าฟอร์ซ ดีเซล (UltraForce Diesel) สูตรพิเศษที่มีกำมะถันต่ำเทียบเท่ากับน้ำมันยูโร 5 โดยมีค่ากำมะถันต่ำเฉลี่ยประมาณ 10 PPM ซึ่งต่ำกว่าค่าที่กฎหมายกำหนด (50 PPM) ถึงประมาณ 5 เท่า โดยร่วมมือกับโรงกลั่นน้ำมันของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ในการกลั่นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วกำมะถันต่ำและนำมาผลิตเป็นน้ำมันอัลตร้าฟอร์ซ ดีเซล สูตรพิเศษที่คลังน้ำมันพระโขนงเพื่อจ่ายให้กับสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมกว่า 400 สถานี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564  – 31 มีนาคม 2565 รวมทั้งจ่ายให้กลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรม และหน่วยงานราชการ ซึ่งเมื่อเทียบในสัดส่วนไบโอดีเซลที่เท่ากันการเปลี่ยนจากน้ำมันดีเซลพื้นฐานยูโร 4 มาเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วกำมะถันต่ำนี้ จะช่วยทำให้ปริมาณกำมะถันในน้ำมันลดลง และส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละลองขนาดเล็ก (PM2.5) ลดลง 19-21% และควันดำลดลง 19-40% (จากผลการทดสอบของสถาบันนวัตกรรม ปตท. ในรถกระบะรุ่นเก่าอายุรถ 8 ปี และรถกระบะรุ่นใหม่ อายุรถ 3 ปี) โดยรถยนต์เก่าสามารถเติมน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำสูตรพิเศษได้โดยไม่มีผลกระทบกับเครื่องยนต์ และขอเชิญชวนผู้ใช้รถนำรถเข้าตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ฟรี 35 รายการ พร้อมรับบริการเติมลมไนโตรเจนและเช็ดฆ่าเชื้อโควิด-19 บริเวณ 4 จุดสัมผัส โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ศูนย์บริการยานยนต์ฟิต ออโต้ 68 สาขาทั่วประเทศ

บุญมา พลธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR

นอกจากนี้ ปัจจุบันสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ยังจำหน่ายน้ำมันเกรดพรีเมียม อัลตร้าฟอร์ซ ดีเซล พรีเมียม (UltraForce Premium Diesel) ที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น กว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งเป็นน้ำมันที่ได้มาตรฐานยูโร 5 (Euro 5) จึงเป็นน้ำมันที่มีกำมะถันต่ำ และยังมีคุณสมบัติที่แรงกว่า และสะอาดกว่าน้ำมันดีเซลสูตรปกติอีกด้วย ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 1365 Contact Center 

“สวนป่าชุมชน” CPF หนุนชุมชนบริหารจัดการพื้นที่ป่า ยึดหลักเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

0

“ป่าชุมชน” พื้นที่ป่าไม้ที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้และต้นไม้ บนหลักการสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาพื้นที่ป่าและความสมบูรณ์ของนิเวศป่าไม้ สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ด้วยการวางแผน พัฒนา การบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์จากป่าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชนทั้งในเชิงเศรษฐกิจ คือ การสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ด้านสังคม เกิดการพัฒนาอาชีพตามศักยภาพของชุมชน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ และด้านสิ่งแวดล้อม รักษาระบบนิเวศ ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจโดยบูรณาการแนวคิดการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ริเริ่ม “โครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ” เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2557 ทั้งในรูปแบบของการปลูกต้นไม้ สร้างสวนป่าเชิงนิเวศ ขยายผลสู่การสร้างเครือข่ายป่าชุมชน

“ศูนย์เรียนรู้สวนป่ารักษ์นิเวศ โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร” ต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เป็นสวนป่านิเวศในฟาร์มสุกรแห่งแรกของไทย ที่มาจากแนวคิดพลิกพื้นที่ว่างเปล่าในฟาร์มเลี้ยงสุกรเป็นป่านิเวศในชุมชน เมื่อปี 2557 จากความมุ่งมั่นของซีพีเอฟ ที่จะสร้างธุรกิจฟาร์มสุกรรูปแบบใหม่ มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ ที่เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมพัฒนาพื้นที่ของโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ด้วยการสร้างป่านิเวศที่สมบูรณ์ เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ มีการอนุรักษ์พันธุ์ไม้หายากในท้องถิ่น เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับชุมชน สถานศึกษาและผู้ที่สนใจ

ศูนย์เรียนรู้สวนป่ารักษ์นิเวศ ที่นี่ เป็นแหล่งรวบรวมป่า 6 ประเภท ได้แก่ ป่าพันธุ์ไม้หายาก ป่าชายน้ำ ป่านิเวศแนวป้องกัน ป่าเต็งรัง ป่าเศรษฐกิจ และป่าเบญจพรรณ มีต้นไม้มากกว่า 24,000 ต้น เป็นพันธุ์พืชกว่า 200 ชนิด พันธุ์ไม้หายากกว่า 140 ชนิด สามารถเก็บต้นกล้าที่งอกจากเมล็ดตามธรรมชาตินำมาอนุบาลเพื่อขยายพันธุ์ อาทิ ต้นกระทิง หว้า ชัยพฤกษ์ และภู่นายพล นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์สัตว์ที่อาศัยในผืนป่าอีกกว่า 70 ชนิด ซึ่งปัจจุบัน มีฐานการเรียนรู้ 3 ฐาน คือ ศาลาชากังราว ศาลากล้วยไข่ และศาลาวนเกษตร เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้มาเยี่ยมชม โดยมีวิทยากรประจำศูนย์เรียนรู้ฯ ที่เป็นเยาวชน เกษตรกรในโครงการฯ และตัวแทนของซีพีเอฟ ทำหน้าที่ให้ข้อมูลในแต่ละฐาน พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชมสวนป่าฯ โดยนำ QR Code มาใชเพื่อการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และพัฒนาโปรแกรมการศึกษาดูงาน (Integrated Learning Center) ที่เหมาะสมกับกลุ่มที่เข้าเยี่ยมชม

พิเชษฐ์ ใหญ่แก่นทราย ประธานหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร กล่าวว่า สวนป่ารักษ์นิเวศฯ สร้างประโยชน์ให้กับชาวชุมชนอย่างมาก ทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศพืชและสัตว์ เป็นที่อยู่และขยายพันธุ์ของสัตว์ท้องถิ่น เป็นแหล่งเรียนรู้วิธีการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ที่ช่วยสร้างจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและสามารถนำไปต่อยอดปลูกในพื้นที่อื่นๆได้ ป่าที่สมบูรณ์กลายเป็นแหล่งอาหาร เปรียบเหมือนตลาดสดของชุมชน เพราะในป่ามีทั้งพืช ผัก สมุนไพร เห็ด และปลา เป็นแหล่งเพาะกล้าไม้ป่าเพื่อจำหน่ายหรือแจกให้กับผู้ที่สนใจ พื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นแหล่งพักผ่อน ออกกำลังกาย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน

ปี 2559 ซีพีเอฟต่อยอดส่งเสริมป่าชุมชนแห่งที่ 2 ใน “โครงการปลูกป่านิเวศ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา บนพื้นที่ 14 ไร่ ส่งเสริมชุมชนหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เรียนรู้เทคโนโลยีการเลี้ยงสุกรที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรวบรวมพันธุ์ไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจ ไม้หายาก และพืชสมุนไพรกว่า 109 ชนิด รวมพันธุ์ไม้มากกว่า 50,000 ต้น ประยุกต์หลัก “การปลูกป่านิเวศ” ตามทฤษฎีการปลูกป่าของ ‘ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ’ ด้วยการปลูกพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่เหมาะกับสภาะแวดล้อมในพื้นที่ ใช้เทคนิคการปลูกต้นไม้แบบถี่ 3 ต้นต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร แบบสุ่มคละชนิดพันธุ์ไม้ ให้เหมือนป่าธรรมชาติ ซึ่งช่วยร่นระยะเวลาการเจริญเติบโตของป่าธรรมชาติ จาก 100 ปี เหลือ 10 ปี ก่อเกิดเป็นรูปแบบป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง สร้างระบบนิเวศที่ดี ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการในพื้นที่ ซีพีเอฟ เกษตรกร ชุมชนใกล้เคียง รวมทั้งปลูกจิตสำนึกคนรุ่นใหม่นักเรียนของสถานศึกษาในพื้นที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมปลูกต้นไม้

สมชาย พงษ์พันธ์ เกษตรกรในหมู่บ้านฯ กล่าวว่า จากผืนดินว่างเปล่าเมื่อ 5 ปีก่อน วันนี้ต้นไม้เติบใหญ่กลายเป็นผืนป่าที่สมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต สร้างแหล่งอาหารของชุมชน ชาวชุมชนได้รับประโยชน์จากป่านิเวศฯ ที่ทุกคนร่วมกันสร้าง เพราะให้ทั้งพื้นที่สีเขียว ความร่มรื่น เป็นคลังอาหารของคนในชุมชน ซึ่งในพื้นที่ป่ามีทั้งไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร เห็ด ซึ่งคนในชุมชนสามารถเข้าไปเก็บมาปรุงอาหาร เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบของชุมชน สำหรับผู้ที่สนใจ

ซีพีเอฟ ยังให้การสนับสนุนกิจกรรมปลูกต้นไม้ ใน “โครงการปลูกป่าชุมชน” บนพื้นที่อื่นๆ อาทิ ฟาร์มสุกรพ่อแม่พันธุ์หนองคาย ต.หนองปลาปาก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ร่วมกับ บริษัท เอซีวายซี จำกัด ซึ่งเป็นคู่ค้าของซีพีเอฟ ปลูกฝังชุมชนทำโครงการป่าชุมชน บนพื้นที่ 178 ไร่ ติดฟาร์ม ปลูกต้นไม้ในพื้นที่กว่า 24,000 ต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้นและไม้เศรษฐกิจ อาทิ ต้นประดู่ป่า สัก แดง ยางนา มะค่าโมง และพะยูง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนการปลูกไม้เศรษฐกิจ และสนับสนุนชุมชนอนุรักษ์ป่าและปลูกป่าเพิ่มเติม โดยในอนาคตที่นี่ จะเป็นศูนย์เพาะชำกล้าไม้ จำหน่ายกล้าไม้และเมล็ดพันธุ์ เป็นรายได้เข้ากองทุนเพื่อใช้ในการอนุรักษ์ป่าของชุมชนต่อไป

ต้นกล้าเล็กๆที่ค่อยๆเติบโตสู่ต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงในพื้นที่โครงการสวนป่าชุมชน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการกักเก็บคาร์บอน สนับสนุนเป้าหมายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ มุ่งสู่องค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 และสนันสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change ) ภายใต้แผนกลยุทธ์ CPF 2030 Sustainability in Action ที่มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศไทย 20,000 ไร่ ภายในปี 2573 โดยส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการทั่วประเทศ 5,000 ไร่ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมให้ฟาร์มและโรงงานของบริษัทปลูกต้นไม้ ที่สำคัญ คือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือโดยชุมชน สนับสนุนการดำเนินโครงการป่าชุมชนให้อำนวยประโยชน์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ชุมชนพร้อมทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าอย่างยั่งยืน

ทิพยประกันภัย จัดเต็มโปรแรงในงาน Thailand InsurTech Fair

0

ทิพยประกันภัย จัดเต็มโปรโมชันครบที่สุด ดีที่สุด เบี้ยประกันถูกที่สุดในรอบปี เพื่อลูกค้า พร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์ประกันภัยมากมาย ในงาน Thailand InsurTech Fair (TIF) 2021    ซึ่งงานดังกล่าวจะจัดในรูปแบบ Digital Virtual Event  ตอบสนอง Lifestyle เพื่อความสะดวกสบาย เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยในงาน ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้ว   โดยทิพยประกันภัยจัดให้คุณ…..ได้ถึง 4 ต่อ

• ต่อที่ 1 ส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยสูงสุด 30%  เพียงกรอก Code ส่วนลด: TIF2021 ซื้อประกันภัยที่ www.tipinsure.com

• ต่อที่ 2 รับบัตรโลตัสสูงสุด 1,000 บาท

• ต่อที่ 3 ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน (ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ)

• ต่อที่ 4 ลุ้นรางวัลภายในงานมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท (เมื่อชำระเบี้ย 500 บาทขึ้นไป)

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าซื้อประกันภัยในงานได้ที่ www.tif2021.com  หรือ www.tipinsure.com   ตั้งแต่ วันที่ 26 – 30 ตุลาคม 2564

“พชร” นำม้วนเดียว คว้าแชมป์ที่แปด ศึกสิงห์ พัทยา โอเพ่น 2021

0

พชร คงวัดใหม่ นักกอล์ฟวัย 22 ปีจากสงขลานำม้วนเดียวจบผงาดแชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์รายการที่หกในชีวิตหลังจบสกอร์รอบสุดท้ายอีก 2 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสี่วัน 20 อันเดอร์พาร์ 260 ทิ้งอันดับสองถึงห้าสโตรก ในรายการสิงห์ พัทยา โอเพ่น 2021 ชิงเงินรางวัลรวม 3 ล้านบาท ณ สนามบูรพา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท จ.ชลบุรี ระยะ 7,212 หลา พาร์ 70 จ.ชลบุรี

การแข่งขันกอล์ฟอาชีพสะสมคะแนนอันดับโลก ออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์ 2021 จัดแข่งขันภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จากการสนับสนุนโดย บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย รวมถึงสปอนเซอร์ของออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ ร่วมกันจัดแข่งขันรายการ “สิงห์ พัทยา โอเพ่น 2021” ชิงเงินรางวัลรวม 3 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 21-24 ตุลาคม 2564 ณ สนามบูรพา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท จ.ชลบุรี ระยะ 7,212 หลา พาร์ 70 ผู้ชนะจะรับเงินรางวัลไปครอง 450,000 บาท และอันดับโลก 5 คะแนน

การแข่งขันรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา พชร คงวัดใหม่ ประเดิมด้วยการเก็บสองเบอร์ดี้ในการเล่นสองหลุมแรก ตามด้วยเบอร์ดี้ที่หลุม 7 ก่อนไปสะดุดออกดับเบิลโบกี้ที่หลุม 9 พาร์ 4 ระยะ 474 หลา แต่พอเข้าเก้าหลุมสุดท้ายไปเก็บเพิ่มอีกสองเบอร์ดี้ที่หลุม 12 และ 17 แม้จะพลาดเสียโบกี้ที่หลุม 14 แต่ยังจบรอบด้วยสกอร์ 2 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสี่วัน 20 อันเดอร์พาร์ 260 คว้าแชมป์โดยทิ้งอันดับสอง สดมภ์ แก้วกาญจนา ถึง 5 สโตรก โดยในรอบสุดท้าย สดมภ์ ซึ่งสตาร์ตด้วยการตามหลังผู้นำเพียง 3 สโตรกทำได้เพียง อีเวนพาร์ 70 รวมสี่วัน 15 อันเดอร์พาร์ 265

ผลงานในรายการนี้ พชร นักกอล์ฟวัย 22 ปี นับตั้งแต่เปิดฉากรอบแรกด้วยสกอร์ 59 จากนั้นไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีกเลยก่อนคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์รายการที่หกในชีวิต ต่อจากชัยชนะในศึกสิงห์ หัวหิน โอเพ่น เมื่อปี 2013 (สมัยยังเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่น), บุญชู เรืองกิจ แชมเปียนชิะ 2015, สิงห์ อีสาน โอเพ่น 2016, สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2018 และ สิงห์ อีสาน โอเพ่น 2020

นักกอล์ฟจากสงขลาซึ่งรับเงินรางวัล 450,000 บาทและคะแนนะสมแชมป์โลกอีก 5 คะแนนจากชัยชนะที่บูรพา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์รายการระดับอาชีพรายการที่แปดในชีวิต เพราะนอกจากชัยชนะในออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 6 รายการแล้ว พชร ยังเคยจับคู่กับ ธงชัย ใจดี คว้าแชมป์ยูโรเปียนทัวร์รายการกอล์ฟซิกซ์ที่โปรตุเกสเมื่อปี 2019  รวมถึงการคว้าแชมป์เอดีทีที่มาเลเซียเมื่อปี  2015 อีกหนึ่งรายการ

แชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์คนล่าสุดเปิดเผยว่า “ดีใจครับกับการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ ภาพรวมเล่นค่อนข้างดีครับ ก่อนมาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากขนาดนั้น เหมือนมาวอร์มทำสภาพร่างกายให้พร้อมสำหรับแมตช์ใหญ่อย่างไทยแลนด์ โอเพ่น แต่ปรากฏว่าผลงานคือเกินคาดหมายครับ ทำทั้งสถิติสนามและเป็นคอร์สเรคคอร์ดในการเล่นของตัวเองด้วย”

พชรยังยอมรับด้วยว่าการเล่นรอบสุดท้ายเป็นวันที่เหนื่อยที่สุด “จะค่อนข้างยากกว่าทุกวันครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมุดที่ถูกเลื่อนออกไปข้างหลังด้วย รวมทั้งอุปสรรคลมที่มาทำให้งานยากขึ้น และที่สำคัญคือ เพชร สดมภ์ ที่ตีค่อนข้างดีครับ แต่เกมมันไปพลิกหลุม 16 ที่เขาไปพลาดออกดับเบิล หลังจากนั้นเกมมันก็ดูง่ายขึ้น แต่ว่าโดยรวมทั้งวันก็เล่นได้ตามแผนครับ เพราะผมพยายามใช้หัวไม้ให้น้อยที่สุดเนื่องจากผมเป็นคนตีเหล็กคอนข้างดี ก็อยากจะมาอยู่แฟร์เวย์เพื่อจะขึ้นกรีนให้ได้

สรุปผลสิงห์ พัทยา โอเพ่น (สนามพาร์ 70)

  • 260  พชร คงวัดใหม่ 59-70-63-68 (เงินรางวัล 450,000 บาท)
  • 265  สดมภ์ แก้วกาญจนา 66-67-62-70 (เงินรางวัล 285,000 บาท)
  • 270  พรหม มีสวัสดิ์ 63-70-68-69 (เงินรางวัล 165,000 บาท)
  • 273  ชนะโชค เดชภิรัตนมงคล 67-72-67-67 (เงินรางวัล 123,750 บาท)
  • 274  ฉ่างไท้ สุดโสม 66-71-71-66 (เงินรางวัล 95,250 บาท)
  • 275  จณัตว์ สกุลพลไพศาล 69-66-71-69, ภาณุพล พิทยารัฐ 66-70-70-69, รัฐธีร์ ศิริธนากุลศักดิ์ 70-68-64-73 (เงินรางวัลคนละ 71,700 บาท)
  • 276  ฐิติพรรษ์ ช่วยประคอง 70-68-70-68, โคสุเก ฮามาโมโต้ 70-70-68-68, ธาวิท พลไทย 66-70-70-70 (เงินรางวัลคนละ 55,550 บาท)
  • 277  เด่นวิทย์ เดวิด บริบูรณ์ทรัพย์ 72-67-69-69, สาริศ สุวรรณรัตน์ 64-66-74-73, สุทธิเจตน์ คูห์รัตนพิศาล 67-68-69-73, วิชญภัทร สินสร้าง 67-68-67-75 (เงินรางวัลคนละ 47,212 บาท)
  • 278  ธนภัทร พิชัยกุล 69-68-71-70, นพรัฐ พานิชผล 69-72-67-70, วิชยานนท์ โชติหิรัญรุ่งเรือง 69-70-69-70, จักรพันธ์ุ เปรมสิริกรณ์ 68-71-70-69, เทพบดินทร์ อัมรนันทน์ 72-70-67-69