Home Blog Page 368

AIS ผนึกกำลัง LINE MAN หนุนคนละครึ่งเฟส 3 ให้ส่วนลดลูกค้าสูงสุด 60 บาท

0

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ AIS เปิดเผยว่า  AIS และ LINE MAN ร่วมสนับสนุนโครงการคนละครึ่ง ด้วยการมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า AIS และ AIS Fibre ให้ได้รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดอีก 60 บาท เพียงใช้ AIS Points แลกรับสิทธิ์ผ่าน myAIS

ที่ผ่านมา  myAIS พัฒนาขึ้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย รวมทั้งจับมือกับพาร์ทเนอร์เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าให้กับลูกค้า AIS และ AIS Fibre ซึ่งการจับมือกับ LINE MAN ในครั้งนี้ ถือเป็นการขานรับนโยบายของภาครัฐในการกระตุ้นการจับจ่ายภายในประเทศ รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนและร้านค้ารายย่อยด้วยสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าผ่านการใช้ AIS Points แลกเป็นส่วนลด ที่สำคัญความร่วมมือนี้ยังเป็นครั้งแรกของวงการโทรคมนาคมที่มอบส่วนลดค่าอาหารเพิ่มเติมสูงสุด 60 บาท เมื่อสั่งอาหารในร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งผ่านทาง LINE MAN ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นที่ 1 ตัวจริงด้านการดูแลลูกค้า ที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลง

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า การจับมือกับ AIS ช่วยให้ LINE MAN ขยายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่มีสิทธิ์คนละครึ่ง 28 ล้านคนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เพราะลูกค้า AIS จะสามารถสั่งอาหารจากร้านคนละครึ่งทั่วไทยที่มีจำนวนมากที่สุดกว่า 52,000 ร้านบน LINE MAN ได้ในราคาครึ่งเดียว และได้รับส่วนลดค่าอาหารเพิ่มเติมจาก AIS ส่วน LINE MAN จะช่วยออกค่าส่งสำหรับออร์เดอร์คนละครึ่งจากร้านระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตร ถือเป็นการช่วยลดค่าครองชีพในช่วงเวลานี้

โดยลูกค้า AIS และ และ AIS Fibre สามารถสั่งอาหารกับร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งผ่านทาง LINE MAN และสามารถใช้สิทธิพิเศษผ่านทางแอป myAIS ควบคู่กันไปด้วยได้โดยใช้ AIS Points แลกส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมได้สูงสุดถึง 60 บาท ใช้ได้ตั้งแต่ 1 พ.ย. 64 – 31 ธ.ค. 64 ทั้งนี้สามารถดูข้อมูลสิทธิพิเศษด้านอื่นๆ ได้ผ่านทางแอปพลิเคชั่น myAIS

CPF คว้า 2 รางวัล SET Awards 2021 “นวัตกรรมหมูชีวา” และ รางวัลดีเด่นด้านความยั่งยืน

0

ผู้สื่ิอข่าว​ รายงานว่า​ รางวัล SET Awards 2021 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่  18 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับวารสารการเงินธนาคาร  โดยปีนี้  ซีพีเอฟได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับรางวัล SET Awards ในกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence  ประเภท Highly Commended in Sustainability Awards และในกลุ่มรางวัล  Business  Excellence ได้รับรางวัลบริษัทด้านนวัตกรรมดีเด่น  (Outstanding Innovative Company Awards) จากผลิตภัณฑ์หมูชีวา ซึ่งเป็นนวัตกรรมเนื้อสัตว์ที่เริ่มพัฒนาหมูตั้งแต่สายพันธุ์ อาหาร ตลอดจนวิธีการเลี้ยงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้มาซึ่งเนื้อหมูมีโอเมก้า-3 สูง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดย นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ เป็นผู้แทน เข้ารับรางวัล

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ในฐานะบริษัทผู้ผลิตอาหารที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมทั้งนำนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ได้ร่วมมือกับ ดูปองท์ บริษัทวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก พัฒนานวัตกรรมด้านอาหารเพื่อความยั่งยืน ศึกษาและทดลองจนได้เป็นหมูสายพันธุ์ที่ดี เลี้ยงในฟาร์มระบบปิดที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทันสมัย มีการจัดการที่ดี  เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานฟาร์มสีเขียว (Green Farm) ตลอดจนปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะ และปลอดสารเร่งเนื้อแดง 100% ตลอดการเลี้ยงดู สอดคล้องกับหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) โดยได้การรับรองมาตรฐานระดับโลกจาก NSF ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำในด้านการรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ หมูชีวายังได้รับรางวัลชนะเลิศสุดยอดสินค้านวัตกรรมระดับโลก จากงานแสดงสินค้าอาหาร Thaifex-Anuga Asia 2020

“หมูชีวา เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่ค่อนข้างเติบโตมากขึ้นในปัจจุบัน นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจการกินอาหารเป็นยามากขึ้นในอนาคต เป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันในตลาดเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพ กระตุ้นให้กลุ่มผู้ผลิตหันมาผลิตเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงโอกาสที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ” นายประสิทธิ์ กล่าว    

นอกจากนี้  ในงานมอบรางวัล SET Awards 2021 ซีพีเอฟ ยังได้รับรางวัล Sustainability Excellence ประเภท Highly Commended in Sustainability Awards ซึ่งมอบให้กับบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดดเด่น โดยมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้านเพื่อให้ธุรกิจมีการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 

ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟยังได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน” หรือ Thailand Sustainability Investment 2021 (THSI) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบริษัทจดทะเบียนที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ภายใต้หลักบรรษัทภิบาลอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 7 โดยที่ผ่านมา ซีพีเอฟเป็นภาคเอกชนรายแรกๆ ที่ส่งความช่วยเหลือสู่สังคมไทยในวิกฤติโควิด-19 ผ่านโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” มาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” โดยมอบอาหารพร้อมรับประทานเพื่อบุคลากรทางการแพทย์และพี่น้องคนไทยแล้วหลายล้านแพ็ค รวมถึงน้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรส แก่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม กลุ่มเปราะบาง ศูนย์ฉีดวัคซีน จุดตรวจโควิดเชิงรุก ศูนย์พักคอย และหน่วยงานต่างๆ มากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ร่วมเคียงข้างคนไทยไปด้วยกัน

“100 ร้าน 10,000 ความห่วงใย” ซีพี-เมจิ ส่งต่อกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วไทย

0

“ซีพี-เมจิ” ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ต และโยเกิร์ตพร้อมดื่ม สนับสนุนลูกค้าร้านกาแฟ 100 ร้าน เพื่อส่งกำลังใจผ่านเครื่องดื่มกว่า 10,000 แก้ว ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดทั่วประเทศ

นางสาวชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า ซีพี-เมจิ ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมและชุมชนมาโดยตลอด นับตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2563 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลูกค้าธุรกิจกาแฟที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซีพี-เมจิ จึงริเริ่มโครงการ “ทุกแก้วเพื่อก้าวต่อไป” ภายใต้โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” เพื่อมอบนมสดพาสเจอร์ไรซ์เมจิ ขนาด 2 ลิตร ให้กับร้านกาแฟที่เข้าร่วมโครงการฟรี โดยในปีที่ผ่านมาได้มอบให้กับร้านกาแฟไปแล้ว 1,000 ร้าน ซึ่งได้รับการตอบรับจากร้านกาแฟต่างๆ เป็นอย่างดี

“จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจกาแฟยังคงเผชิญความท้าทายและความยากลำบากในการประคับประคองธุรกิจ ซีพี-เมจิ ได้เห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้ จึงสานต่อโครงการ “ทุกแก้วเพื่อก้าวต่อไป” ต่อเนื่องปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “100 ร้าน 10,000 ความห่วงใย” ด้วยการอุดหนุนเครื่องดื่มจากร้านกาแฟ 100 ร้าน และส่งต่อเครื่องดื่มจำนวนกว่า 15,000 แก้ว ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และจุดฉีดวัคซีนต่างๆ ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อแทนคำขอบคุณสำหรับความเสียสละและการทำงานอย่างหนักในช่วงเวลานี้” นางสาวชาลินี กล่าว

ซีพี-เมจิ มุ่งมั่นสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจกาแฟของไทยให้เติบโตแข็งแรง ซึ่งนอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมและโยเกิร์ตให้มีคุณภาพดีแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนทุกภาคส่วนในธุรกิจกาแฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลัก บริษัทฯ มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถของวิชาชีพบาริสต้า ภายใต้โครงการ “CP-Meiji for Barista” มามากกว่า 5 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้ก้าวต่อไป ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fan Page: CP-Meiji for Barista

AIS Academy จับมือ Shopee ต่อยอดโครงการ “อุ่นใจอาสาพัฒนาอาชีพ”

0

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS และกลุ่มอินทัช เปิดเผยว่า AIS ต่อยอดความสำเร็จของโครงการ “อุ่นใจอาสา พัฒนาอาชีพ” โดยผสานความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยภาคเอกชนที่สำคัญอย่าง ช้อปปี้ ร่วมกันสร้างช่องทางขายบน Market Place ชั้นนำอย่าง ช้อปปี้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปสู่การสร้างหน้าร้านและสามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นได้จริง

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS และกลุ่มอินทัช

“ที่ผ่านมาทาง AIS ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างช้อปปี้มาอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของการตลาด การส่งเสริมการขาย และในครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือผ่านโครงการของ AIS ACADEMY for Thais อุ่นใจอาสา พัฒนาอาชีพ ที่เราจะร่วมกันสร้างโอกาสนำพาคนไทยเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ในการต่อยอดการสร้างทักษะอาชีพที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง สู่การสร้างหน้าร้าน Marketplace บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้ทั้งการพัฒนาอาชีพใหม่ๆ ไปจนถึงการขายบนช่องทางออนไลน์ที่สามารถนำไปปรับใช้และสร้างรายได้ได้จริง สอดคล้องกับเป้าหมายการทำงานของเราที่ต้องการเชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย ให้ผ่านสถานการณ์ความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกัน”

ความร่วมมือกับทาง ช้อปปี้ ประเทศไทย ถือเป็นการเสริมแกร่งและตอกย้ำการขับเคลื่อน AIS ACADEMY for Thais ในด้าน JUMP OVER THE CHALLENGE หรือ การพัฒนาทักษะอาชีพได้อย่างมั่นคง ที่ไม่ใช่แค่การสอนอาชีพแต่เป็นการสร้างโอกาสการเข้าถึงแพลตฟอร์มการซื้อขายใหม่ๆ เพื่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน ก้าวเดินต่อจากนี้ AIS ก็ยังคงเป็นภาคเอกชนที่อยู่คู่คนไทยและเคียงข้างคนไทยในทุกๆ ความท้าทาย เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกาย สร้างความร่วมมือ สร้างศักยภาพของคนไทย ไปพร้อม ๆ กับการสร้างสังคมที่แบ่งปัน และเชื่อว่าทุกคน ทุกองค์กรจะเปลี่ยนตัวเองเป็นไม้ขีดไฟและร่วมกันจุดประกายให้ประเทศเดินหน้าต่อไป

นางสาวสุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ ประเทศไทย เผยว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาหลังจาก COVID-19 แพร่ระบาด ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ ส่งผลต่อรายได้และอัตราการจ้างงานที่ลดลง ทางช้อปปี้ ประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเพิ่มทักษะทางอาชีพ จึงได้จับมือกับทางเอไอเอส เพื่อเข้าไปเติมเต็มในโครงการอุ่นใจอาสา พัฒนาอาชีพ โดยได้นำเอาได้จุดแข็งและความเพียบพร้อมในด้านต่าง ๆ มาตกผลึกสู่รูปแบบการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่

1.ลดความยุ่งยากในการเริ่มธุรกิจบนโลกอีคอมเมิร์ซ ให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยการเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นได้อย่างครบวงจรบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ ทั้งระบบการชำระเงินที่หลากหลาย พันธมิตรด้านการขนส่งที่ครอบคลุม

2.จัดแคมเปญทางการตลาดด้วยการบูรณาการสื่อต่าง ๆ ทั้งในและนอกแอปพลิเคชัน เพื่อเป็น ‘สะพานเชื่อม’ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเข้าถึงโอกาสที่มีอยู่อย่างมหาศาลบนโลกอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปีกับมหกรรม Shopee 11.11 Big Sale ที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

3.ติดอาวุธทางความรู้ ให้กับผู้ประกอบการ ผ่าน ‘Shopee University’ โดยจะเริ่มจัดคลาสการเรียนการสอนถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงอุ่นใจอาสาเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2564 นี้เป็นต้นไป

ซีพีเอฟ จับมือคู่ค้าธุรกิจ ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน เติบโตอย่างยั่งยืน

0

นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา รองกรรมการผู้จัดการ ด้านจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัท ร่วมกับคู่ค้าธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานอาหารต่อเนื่อง เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการทำงานและแนวปฏิบัติสู่ระดับสากล สร้างการเติบโตไปด้วยกัน สร้างความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ คู่ค้าธุรกิจ เป็นหัวใจที่สำคัญของห่วงโซ่อุปทานของซีพีเอฟ ในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยสนับสนุนให้ซีพีเอฟสามารถดำเนินงานส่งมอบอาหารปลอดภัย ให้กับผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับตัวรับภาวะวิกฤตได้ รวมทั้งการจัดกิจกรรม Capacity Building For Partnership Conference ซึ่งจัดขึ้นประจำทุกปี เพื่อแบ่งปันและถ่ายทอดนโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืน และแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้า เพื่อให้ความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์อาหารซีพีเอฟ มาจากห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ปลอดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการบุกรุกหรือตัดไม้ทำลายป่า

ธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา รองกรรมการผู้จัดการ ด้านจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ ซีพีเอฟ

“ปีนี้ ซีพีเอฟเดินหน้าแบ่งปันและทำความเข้าใจในกลยุทธ์ความยั่งยืนใหม่ CPF 2030 Sustainability in Action รวมถึงเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าธุรกิจ เพื่อให้คู่ค้าธุรกิจสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลง บริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผลิตภัณฑ์และบริษัท การได้มาซึ่งการยอมรับ ไว้วางใจจากสังคมและลูกค้า”

นายศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธนะกุล กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ (Flexibles) บจก.ที.เอ.เค. แพ็คเกจจิ้ง ผู้จัดหาและพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกให้กับซีพีเอฟมานานกว่า 10 ปี กล่าวว่า ที.เอ.เค. คำนึงถึงการเติบโตธุรกิจในระยะยาว และสร้างสมดุลสภาพสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมสนับสนุนพัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบ mono material ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถนำบรรจุภัณฑ์หลังใช้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อตอบโจทย์ซีพีเอฟที่มีโนยบายใช้บรรจุภัณฑ์อาหารตามแนวทาง Circular Economy มากขึ้น

ด้าน นางสาวอัจฉรา งานทวี Domestic sales and Marketing Director บริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม กล่าวว่า กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง เป็นคู่ค้ากับซีพีเอฟมายาวนานกว่า 10 ปี บริษัทฯ มีแนวทางการดำเนินธุรกิจเติบโตด้วยหลักธรรมาภิบาล คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมส่งมอบวัตถุดิบที่มาจากกระบวนการผลิตยั่งยืนให้กับกระบวนการผลิตอาหารของซีพีเอฟอย่างต่อเนื่อง โดยดูแลกระบวนการผลิตน้ำตาลที่ได้มาตรฐานการปลูกอ้อยยั่งยืน (Bonsucro) ครอบคลุมการปลูกอ้อยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ซีพีเอฟ มุ่งมั่นบริหารความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานตาม นโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้าธุรกิจ เริ่มตั้งแต่กระบวนสรรหาและคัดเลือกคู่ค้าที่มีศักยภาพ สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ รวมทั้งพิจารณาความสามารถในการผลิตคุณภาพความปลอดภัยของสินค้า ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าในกระบวนการจัดหาและการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพในการดำเนินงานของคู่ค้าให้เติบโตไปด้วยกัน โดยเชื่อมโยงแนวทางความยั่งยืนทั้งด้านการกำกับดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมเข้ามาในกระบวนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับสร้างความผูกพัน และ รักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับคู่ค้าตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

“รู้ทันปากท้อง”กับตลาดหลักทรัพย์ฯ : เจอของลดราคา อยากได้อยากมี ห้ามใจอย่างไรดี

0

พระเมธีวชิรโสภณ เจ้าอาวาสวัดจากแดง ให้ข้อคิด ขาช้อปทั้งหลาย เวลาเจอของลดราคา แล้วอยากได้อยากมี จะห้ามใจอย่างไรดี

ให้คิดเสียว่า ส่ิ่งแรกคือ เราจะเอามาทำอะไร มองหาประโยชน์ สิ่งที่สอง มันรกบ้าน ส่ิ่งที่สาม เงินทองหายาก

เมื่อเงินทองนั้นหายาก แต่สิ่งของนั้นหาง่าย

เราก็ควรจะเลือกเก็บในสิ่งที่หายากกว่า นั่นคือ เงินทอง

เจริญพร!

ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เอไอเอส แถลงผลประกอบการไตรมาส 3 กำไร 6,374 ล้านบาท

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยถึงผลประกอบการในไตรมาส 3 ของปี 2564 ว่า บริษัทมีรายได้รวม อยู่ที่ 42,377 ล้านบาท เติบโต 1.6% เทียบกับปีก่อน ในส่วนกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3 ของปีนี้ อยู่ที่ 6,374 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 เอไอเอสมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 3.3% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 130,995 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 20,059 ล้านบาท ลดลง 1.0% เทียบกับปีก่อน โดยผลการดำเนินงานแยกตามรายธุรกิจดังนี้

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีรายได้รอบ 9 เดือนลดลง 1.6% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 87,653  ล้านบาท เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลงในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดรอบใหม่ ประกอบกับการแข่งขันที่ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง สำหรับการเติบโตของผู้ใช้บริการ 5G หลังจากที่ได้ขยายเครือข่ายครบ 77 จังหวัด และมีความครอบคลุมกว่า 42% ของจำนวนประชากร ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ 5G แล้วกว่า 1.5 ล้านราย และคงเป้าหมายฐานลูกค้าสู่ 2 ล้านรายภายในปีนี้

ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีรายได้รอบ 9 เดือนเติบโตสูงที่ 20% เทียบกับปีก่อน ซึ่งในไตรมาส 3 ปี 2564 มีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 133,000 ราย สูงที่สุดในรอบ 5 ไตรมาส โดยปัจจุบัน AIS Fibre มีลูกค้ารวม 1,668,900 ราย และทะลุเป้าหมาย 1.6 ล้านครัวเรือน ณ สิ้นปีนี้ ได้รับปัจจัยบวกจากการทำงานที่บ้าน (Work from Home) และเรียนที่บ้าน (Learn from Home)

ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร ยังคงแข็งแกร่งและมีรายได้รอบ 9 เดือนเติบโตได้ดีที่ 16% เทียบกับปีก่อน จากความต้องการใช้บริการโซลูชันต่างๆ ทั้ง Cloud, Cybersecurity และ ICT solution เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัวบริการที่ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การทำงานร่วมกับ OMRON เปิดตัวโซลูชันใหม่ Industry 4.0 ภาคการผลิตอัจฉริยะ Smart Manufacturing เต็มรูปแบบ หรือแม้แต่การผนึกกำลังกับ AIS 5G ผนึกกำลัง Mitsubishi Electric และ ทีเคเค ส่งเทคโนโลยี Total Industrial Solution ด้วย e-F@ctory บนศักยภาพ 5G ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและโรงงานการผลิตในประเทศ และล่าสุดกับบริการด้าน Cyber Security ระดับโลกแบบครบวงจรสำหรับการใช้งานภายในองค์กรเพื่อตรวจจับและป้องกันภัยไซเบอร์ทุกรูปแบบ ผ่านการทำงานร่วมกับ Palo Alto Network

นายสมชัย กล่าวว่า AIS พยายามสร้างการเชื่อมต่อกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยในทุกมิติ โดยในไตรมาสที่ผ่านมาเราได้บรรลุข้อตกลงและลงนามในสัญญาร่วมทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ ในการจัดตั้งบริษัทในชื่อ “เอไอเอสซีบี” (AISCB) เพื่อให้บริการด้านการเงินดิจิทัล เช่น บริการด้านสินเชื่อ และบริการทางการเงิน ที่ยังมีโอกาสและศักยภาพการเติบโตอีกมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านบริการดิจิทัลที่หลากหลายไร้ขีดจำกัด

“การทำงานของ AIS ตลอดทั้ง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการนำศักยภาพขององค์กรทั้งโครงข่ายเทคโนโลยีและบริการด้านดิจิทัลในการวางโครงสร้างพื้นฐานให้มีความครอบคลุมและพร้อมให้บริการมากที่สุด เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อกับภาคส่วนต่างๆ ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและใช้งานได้จริง ทำให้วันนี้ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต หรือแม้แต่ภาคธุรกิจ สามารถใช้เครื่องมือด้านดิจิทัลมาเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น จนเกิดการขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับฐานรากไปจนถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ”

AIS เชื่อว่าโครงข่าย 5G ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้อีกมหาศาล สิ่งที่ AIS ตั้งใจทำมาโดยตลอดหลังจากที่เราได้เปิดตัวการให้บริการ AIS 5G คือการนำประสบการณ์ใช้งานที่เหนือกว่ามาให้คนไทยได้สัมผัสภายใต้เป้าหมายการเป็นผู้นำด้าน Digital Life Service Provider จนถึงวันนี้เรายังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของ 5G ให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยีที่แข็งแรง กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมดิจิทัลที่พร้อมแข่งขันในเวทีโลก สามารถใช้เป็นจุดแข็งของประเทศในการดึงดูดนักลงทุนสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน พร้อมรับโอกาสใหม่ๆ หลังเปิดประเทศ

AIS เปิดตัว MRT 3D Routing ผ่าน Google Lens รับเปิดเมือง

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดผยว่า AIS  ร่วมกับ Google และ MRT สร้างประสบการณ์ดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยี Immersive ครั้งแรกของไทย ต้อนรับการกลับมาใช้ชีวิตวิถีใหม่ให้คนเมืองได้สัมผัสนวัตกรรมอีกขั้นบนเครือข่าย AIS 5G ผ่านบัตรโดยสาร MRT ประกอบกับเทคโนโลยีของ Google Lens สร้างเส้นทางของรถไฟฟ้าใต้ดินในรูปแบบ 3D เปิดประสบการณ์สุดล้ำของการเดินทาง พร้อมสร้างสีสันการส่งเสริมการขายช่วยผู้ประกอบการด้วยเทคโนโลยีในยุค New Normal เพียงสแกนบัตรโดยสาร ผ่าน Google Lens จะได้รับประสบการณ์ใหม่ พร้อมเข้าถึงสิทธิพิเศษมากมายจาก AIS ได้ที่ร้านค้าในเมโทร มอลล์ ที่ร่วมรายการ โดยลูกค้า AIS สามารถรับบัตรโดยสาร MRT รุ่น limited ได้ฟรี ที่บูธแจกบัตรภายในสถานี MRT ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ สถานีสุขุมวิท สถานีจตุจักร สถานีเพชรบุรี และสถานีพระราม 9 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“AIS นำศักยภาพของโครงข่ายเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดโดยเฉพาะ AIS  5G ที่เรามุ่งเน้นการทำงานเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับประสบการณ์การใช้งานด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในมิติต่างๆ  ซึ่งความร่วมมือระหว่าง AIS Google และ MRT ในครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำเป้าหมายการเป็น Digital Life Service Provider อย่างแท้จริง ด้วยการนำศักยภาพของเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยมาสร้างประสบการณ์ที่เหนือชั้นให้คนไทยได้สัมผัส กับ Immersive Experience บนเครือข่าย AIS 5G ครั้งแรกในประเทศไทย โดยการนำเทคโนโลยี Immersive ที่ทำงานร่วมกับ Google Lens เกิดเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชีวิตคนเมืองที่ช่วงนี้จะเริ่มทยอยกลับมาใช้ชีวิตทำงาน เรียนหนังสือตามปกติ ได้รับความสะดวก สนุก ตื่นเต้นตลอดการเดินทางด้วย MRT  พร้อมรับสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้า AIS จากร้านค้าใน Metro Mall ของ MRT ได้อีกด้วย ที่สำคัญยังเท่ากับเป็นการช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการที่กลับมาเปิดร้านค้าให้เกิดการกระตุ้นยอดขายจากการทำ Promotion แบบ Real Time ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย”

Mr.Mahir Sahin, Google’s Director for Platforms & Ecosystems Partnerships in Southeast Asia กล่าวว่า “การเสนอเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อคนไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเรา โดยเทคโนโลยี Google Lens เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ความสนุกและน่าสนใจบนสมาร์ทโฟน และเป็นครั้งแรกในไทย ที่ Google ได้ร่วมกับ AIS และ MRT สร้าง 3D Routing ของรถไฟฟ้า MRT จากบัตรโดยสาร MRT  ลูกค้า AIS สามารถเปิดใช้งาน Google Lens และนำไปสแกนบนบัตรโดยสาร MRT รุ่น limited จากนั้นจะแสดงเส้นทางของรถไฟฟ้า MRT ในรูปแบบ 3D  ซึ่งจะทำให้ลูกค้าของ AIS ที่เดินทางด้วยระบบขนส่งของ MRT มีความสนุกและน่าตื่นเต้นมากขึ้น”

นายวิทสุวัฒน์ อำคาเพท กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) เผยว่า ปัจจุบัน BMN มีพื้นที่ในการดูแลประกอบไปด้วยการบริหาร สื่อรถไฟฟ้า และ ป้ายโฆษณาในระบบรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินทั้ง 38 สถานี และในขบวนรถไฟฟ้า MRT ทั้งหมดจำนวน 54 ขบวน นอกจากนี้เรายังบริหาร พื้นที่ร้านค้าในเมโทรมอลล์ ทั้งหมด 9 สถานี สถานีกำแพงเพชร, สถานีสวนจตุจักร, สถานีพหลโยธิน, สถานีลาดพร้าว (อาคารจอดแล้วจร), สถานีศูนย์วัฒนธรรม, สถานีพระราม 9, สถานีเพชรบุรี, สถานีสุขุมวิท, สถานีคลองเตย และพื้นที่จัดอีเว้นท์ในระบบรถไฟฟ้า MRT ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลเกือบทั้งหมด ทำให้การเดินทางของประชาชนมีความสะดวกสบาย ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับแบรนด์สินค้าและบริการต่างๆ กันง่ายขึ้น ซึ่งครั้งนี้เรานำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้โดยสาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราพัฒนาอยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง โดยความร่วมมือในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ กับ AIS และ Google นอกจาก ผู้โดยสารจะได้สัมผัสประสบการณ์ Immersive ในการเดินทางกับรถไฟฟ้า MRT แล้ว ยังสามารถช่วยในการวางแผนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางง่ายขึ้นด้วยแผนที่ แบบ 3 มิติ และการรายงานผลแบบ Real-time ซึ่งในอนาคตที่ MRT จะเปิดเส้นทางใหม่ๆ เราก็จะอัพเดทเส้นทางใหม่ในรูปแบบ 3 มิติเช่นกัน เพื่อให้ผู้โดยสาร ได้รับประสบการณ์ที่เต็มรูปแบบ นอกจากนี้ตัวบัตรยังสามารถสแกนด้วย Google Lens เพื่อรับโปรโมชั่นสุดพิเศษจากร้านค้าในเมโทร มอลล์ แหล่งรวมร้านช้อป ชิม ชิล ในสถานี MRT ได้จากความร่วมมือครั้งนี้อีกด้วย โดยทั้งหมดนี้มาจากคอนเซ็ปต์ The Happy Commercial Hub Of MRT ที่เราตั้งใจทำเพื่อผู้โดยสาร MRT โดยเฉพาะ

สำหรับลูกค้า AIS สามารถสัมผัสประสบการณ์ Immersive ได้แล้ว เพียงแค่โชว์หน้าจอสมาร์ทโฟนที่แสดงสัญลักษณ์เครือข่าย AIS 5G ณ บูธแจกบัตรบนสถานีรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ สถานีสุขุมวิท สถานีจตุจักร สถานีเพชรบุรี และสถานีพระราม 9 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. เป็นต้นไป

ซีพีเอฟ เดินหน้าขยายสาขาร้าน FIVE STAR-STAR coffee ทั่วไทย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ ในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ภายใต้แบรนด์ FIVE STAR, STAR coffee, ข้าวมันไก่ห้าดาว, เป็ดเจ้าสัว, กระทะเหล็ก และ Hi Pork  เปิดตัวร้านใหม่ทุกภาคทั่วประเทศไทย อาทิ กรุงเทพฯ, ลำพูน, ชัยภูมิ, ราชบุรี และนครศรีธรรมราช ในรูปแบบที่ทันสมัย โล่งโปร่ง สะอาดสบายตา สามารถนั่งรับประทานที่ร้านได้อย่างเพลิดเพลินกับเมนูที่มีให้เลือกครบครัน อาทิ ไก่ย่าง ไก่ทอด และเมนูทานเล่นอีกมากมาย พร้อมทั้งเป็นการสร้างอาชีพ สร้างผู้ประกอบการใหม่ในท้องถิ่น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ 

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจห้าดาว ซีพีเอฟ กล่าวว่า ปัจจุบัน ร้าน FIVE STAR และ STAR coffee มีสาขาในประเทศไทยถึง 5,000 สาขา และในต่างประเทศอีกกว่า 3,000 สาขา โดยล่าสุด ได้ขยายสาขาเพิ่มเติมในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ด้วยคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงเครื่องดื่มในราคาที่คุ้มค่า ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ร้าน FIVE STAR และ STAR coffee ยังเพิ่มเติมร้านสไตล์ Glasshouse เพื่อควบคุมคุณภาพความสด สะอาดในการจัดเสิร์ฟสินค้ามากขึ้น รวมทั้งการสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างชัดเจน และการทำ Delivery ภายใต้ชื่อ Star Delivery 

ร้านใหม่ทั่วทุกภาคของไทย อาทิ ร้าน FIVE STAR สาขาไทวัสดุ สุขาภิบาล 3 กรุงเทพฯ สาขาโลตัสตลาดหนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และสาขาโลตัสเขาช่องพราน จ.ราชบุรี ให้บริการอาหารพร้อมทานมากกว่า 30 เมนู เช่น ไก่ย่างห้าดาว ไก่ทอดห้าดาว ไก่จ๊อห้าดาว เมนูข้าว และอื่นๆ อีกมากมายในราคาที่เหมาะสม เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. ส่วนร้าน FIVE STAR & STAR coffee สาขาหน้าโรงพยาบาลลำพูน อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน และสาขาวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เปิดร่วมกับร้าน STAR coffee ภายในตกแต่งสวยงาม มีเมนูเครื่องดื่มร้อน เย็น และปั่น ในราคามิตรภาพ การันตีด้วยมาตรฐานจากซีพีเอฟ พร้อมชูนโยบาย “รักษ์โลก” ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยแก้วไบโอพลาสติกและหลอดไบโอพลาสติกที่ทำจากพืช ย่อยสลายในธรรมชาติได้ 100% ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ชื่นชอบกาแฟและใส่ใจสิ่งแวดล้อม 

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษ ได้แก่ เต้าหู้ปลา 2 ไม้ ในราคา 50 บาท แถมฟรี โค้ก 1 ขวด, ไก่กรอบ 2 ชิ้น ราคา 50 บาท (ปกติชิ้นละ 29 บาท) แถมฟรี โค้ก 1 ขวด, ไก่ย่างทรงเครื่องตัวละ 130 บาท แถมฟรี โค้ก 1 ขวด, เป็ดทอดเยอรมัน ครึ่งตัวละ 139 บาท (จากปกติ 175 บาท) ฟรี โค้กซีโร่ 1 ขวด, เป็ดพะโล้ ตัวละ 260 บาท (จากปกติ 300 บาท) และไก่ต้มน้ำปลา ตัวละ 139 บาท (จากราคาปกติ 150 บาท) ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2564 สามารถชำระผ่าน TrueMoney Wallet ลดสัมผัส แทนเงินสด ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย เพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 ตอบโจทย์วิถีปกติใหม่ได้อย่างลงตัว 

“ธุรกิจร้าน FIVE STAR และ STAR coffee นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนไทยรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจมั่นคงและยั่งยืน ด้วยราคาแฟรนไชส์ที่ไม่สูง วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานจากโรงงาน พร้อมมีทีมงานการตลาดที่คอยให้คำปรึกษาและดูแลตลอดกิจการ สนใจธุรกิจ FIVE STAR ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2800-8000 เว็บไซต์ https://fivestar.in.th/ และ LINE : @fivestarclass และธุรกิจ STAR coffee ติดต่อได้ที่ www.starcoffee.in.th” น

ร้าน FIVE STAR และ STAR coffee ยังคงเข้มงวดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ด้วยการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งขณะปฏิบัติงาน มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบริการ ตลอดจนเว้นระยะห่างทางสังคมระหว่างเข้าแถวชำระค่าสินค้า ส่วนพนักงานได้รับวัคซีนทั้งหมด 100% เพื่อสร้างความมั่นใจในสินค้าและบริการแก่ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารอร่อย ปลอดภัยในทุกเมนู

AIS ตอกย้ำเบอร์หนึ่ง จับมือ Xiaomi ส่งเทคโนโลยี “5G CA” บนความถี่ 700, 2600 ครั้งแรกของโลก

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่า AIS สร้างปรากฎการณ์ใหม่ในวงการเทคโนโลยีระดับโลกอีกครั้ง ด้วยการผนึกกำลังร่วมกับ Xiaomi เปิดตัวเทคโนโลยี “5G CA” ครั้งแรกของโลก ทำให้ลูกค้าสามารถสัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่เร็วและแรงระดับ 5G ได้ก่อนใครบน สมาร์ทโฟน Xiaomi  11T และเทคโนโลยี “5G CA” พร้อมเปิดสัมผัสการใช้งานบนสมาร์ทโฟนที่รองรับแล้ววันนี้ผ่านโครงข่ายอัจฉริยะ AIS 5G ที่ 1 ตัวจริงที่มีคลื่นความถี่มากที่สุดในไทย

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS

“วันนี้ศักยภาพของ 5G ยังสามารถสร้างประโยชน์ด้านการใช้งานให้กับคนไทยได้อีกมากมาย AIS ในฐานะผู้นำที่มีเป้าหมายในการพัฒนาประสิทธิภาพของโครงข่าย 5G ให้เกิดการเชื่อมต่อและสามารถทำให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ที่เหนือกว่าในรูปแบบต่างๆ โดยความตั้งใจของเราตลอดเวลาที่ผ่านมาคือ การนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมามอบให้แก่คนไทย ล่าสุดเราจึงได้ยกระดับโครงข่าย AIS 5G ที่มีคลื่นมากที่สุดให้ก้าวไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยี 5G CA ที่เปิดให้บริการครั้งแรกในโลก โดยเราได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Xiaomi เพื่อพัฒนาให้สมาร์ทโฟนรุ่น Xiaomi 11T รองรับการใช้งานผ่านเครือข่าย 5G SA บนย่านความถี่กลาง 2600 MHz และย่านความถี่ต่ำ 700 MHz ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะช่วยทำให้การใช้งาน 5G มีศักยภาพสูงขึ้น ทะลุทะลวงในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด ทำให้ประสบการณ์การใช้งาน Xiaomi 11T ของลูกค้าบนเครือข่าย AIS 5G มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในแง่ของการใช้งานดาต้า และความครอบคลุมของสัญญาณ”

นายปรัธนา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ AIS  คือการพัฒนาและมุ่งหานวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ในทุกกลุ่มตลาด มายกระดับประสบการณ์การใช้งานของคนไทยให้ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำของโลก ทำให้ทุกการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ และในทุกเทคโนโลยีที่นำเสนอจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงของการใช้งานที่ส่งเสริมให้ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของลูกค้าดีขึ้นในทุกครั้ง วันนี้ 5G CA ถือเป็นความภาคภูมิใจของเราที่ทำให้ประเทศไทยอยู่แนวหน้าของวงการเทคโนโลยีระดับโลกอีกครั้ง

มร. โจนาธาน คัง ผู้จัดการ เสียวหมี่ ประเทศไทย กล่าวว่า “เสียวหมี่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอันเยี่ยมยอด เพื่อหวังยกระดับคุณภาพชีวิตและประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้บริโภคในราคาที่จับต้องได้ อย่างเช่น สมาร์ทโฟน Xiaomi 11T สมาร์ทโฟน 5G ระดับแฟล็กชิปที่พร้อมให้ผู้ใช้งานเข้าถึงประสบการณ์การถ่ายภาพแบบ Cinemagic ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงประสิทธิภาพการใช้งาน 5G ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย”

เทคโนโลยี 5G CA หรือ New Radio Carrier Aggregation เป็นมาตรฐานระดับโลกเพื่อให้ 5G สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการร่วมกับ Xiaomi ทดสอบ ทดลองร่วมกันเป็นรายแรกในไทยและในโลก  โดยมีจุดเด่นที่สามารถทำให้คลื่นความถี่ทั้ง 2 ย่าน คือ ความถี่กลางอย่าง 2600MHz และย่านความถี่ต่ำ 700MHz  ผสมผสานส่งเสริมกันและกัน ขยายความสามารถในการรับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น 1.7 เท่า

เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ประสิทธิภาพการใช้งาน 5G บนสมาร์ทโฟนที่รองรับอย่าง Xiaomi 11T มีความสามารถที่ดียิ่งขึ้น ผ่านเครือข่าย AIS 5G อีกทั้งยังช่วยให้การใช้งานครอบคลุมมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเขตพื้นที่อับสัญญาณ โดยวันนี้คนไทยกลุ่มแรกที่ใช้งานสมาร์ทโฟน Xiaomi 11T สามารถสัมผัส 5G CA บนเครือข่าย AIS 5G ได้ก่อนใคร ซึ่งทาง Xiaomi จะทำการ Update Software ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ มากกว่านั้นวันนี้เครือข่าย AIS 5G ซึ่งมีเทคโนโลยี “5G CA” ยังมีความพร้อมในการเปิดประสบการณ์ให้ลูกค้าได้สัมผัสการใช้งานในบนดีไวซ์หรือสมาร์ทโฟนที่รองรับอีกด้วย