Home Blog Page 366

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ : ข้อดีข้อเสียของการเวนคืนกรมธรรม์

0

นักวางแผนการเงิน สาธิต บวรสันติสุทธิ์ พูดถึงเรื่องการเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งก่อนตัดสินใจต้องพิจารณาให้ดี

ข้อดี 1. ประกันเดิมที่ซื้อมาไม่เหมาะกับตัวเอง 2. ประกันใหม่มีประโยชน์มากกว่ากรมธรรม์เดิม เช่น ผลตอบแทน, เงื่อนไข และ 3. บริหารรายรับรายจ่าย เมื่อรายได้ลดลง ต้องบริหารรายจ่าย อาจจำเป็นต้องเวนคืนกรมธรรม์ประกันบางตัว

ข้อเสีย 1. สิ้นสุดความคุ้มครอง 2. ซื้อเพิ่มหรือใหม่ เบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้นตามอายุ และ3. ถูกทบทวนความเสี่ยงใหม่ ทำให้ต้องจ่ายเบี้ยเพิ่ม หรือยกเว้นการคุ้มครองบางอย่างบางโรค

จึงต้องมาพิจารณาให้ดีว่า คุ้มค่ากับการเวนคืนกรมธรรม์หรือไม่

AIS 5G ขับเคลื่อนฟื้นฟูประเทศ พร้อมติดปีกภาคผลิต-อุตสาหกรรม

0

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS เปิดเผยว่า  AIS พร้อมที่จะติดปีกภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะจาก AIS 5G ทั้งด้าน Platforms และ Solutions โดยการนำศักยภาพของ 5G มาสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ จากการเดินหน้าลงทุนพัฒนาขีดความสามารถของเทคโนโลยีโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้วันนี้โครงสร้างพื้นฐานหรือ Digital Infrastructure มีความสมบูรณ์ พร้อมให้บริการกับภาคอุตสาหกรรม โดยยึดแนวทางการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายเพื่อสร้างความสมบูรณ์ของ Digital Ecosystem 

ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS

ทั้งนี้ ความพร้อมในระดับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศ  AIS ได้ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa พัฒนา 5G Innovation Center บนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ภายในพื้นที่ตั้งของ Thailand Digital Valley อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่จะเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาค โดยได้นำเอาศักยภาพ 5G ที่ครอบคลุมแล้ว 100% ในพื้นที่ EEC ที่มีการใช้งานมาเปิดโอกาสให้กลุ่ม Digital Tech ซึ่งมีความต้องการจะทดสอบบริการบนเครือข่าย AIS 5G  อันจะทำให้เกิดการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลควบคู่กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลเชิงพาณิชย์ โดยพร้อมที่จะเปิดตัวในปี 2022

AIS ยังได้ร่วมกับภาครัฐอย่าง ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีแผนงานสนับสนุน 5G infrastructure สำหรับเป็นสนามทดสอบ 5G (5G testbeds) เพื่อเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิต รับการมาถึงของเทคโนโลยี 5G ณ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ Sustainable Manufacturing Center: SMC อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางนัวัติกรรมของภาคอุตสาหกรรมการผลิต Smart Manufacturing แห่งใหม่ในพื้นที่ EEC  อีกทั้ง AIS ยังได้ทำงานร่วมกับนิคมอุตสาหกรรม และสมาคมต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์ในการร่วมพัฒนาธุรกิจดิจิทัลของประเทศ อาทิ สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) และ สมาคมไทยไอโอที (TIoT) เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมองเห็นประโยชน์จากการลงทุนด้านเทคโนโลยี สร้างธุรกิจดิจิทัลให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้

นอกจากนี้ AIS ยังได้จับมือร่วมกับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งในด้านของ Platforms และ Solutions ชั้นนำระดับโลกมากมาย และยังเข้าร่วมมือกับหน่วยงานระดับภูมิภาคอย่างเช่น GSMA ในการร่วมก่อตั้ง APAC 5G Industry Community และร่วมมือกับอีกหลายองค์กร อาทิเช่น 5GEC (5G Enterprise solution Consortium) เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อการทำงานและนำเสนอบริการที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง และยังประกาศความพร้อมในการให้บริการต่างๆ ดังนี้

MEC (Multi-access Edge Computing) เป็นบริการที่นำเอาศักยภาพในการประมวลผล และการจัดการกับข้อมูลมาอยู่ใกล้กับผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์มากขึ้น เพื่อช่วยลดปริมาณการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ และ Cloud อีกทั้งยังช่วยลดความหน่วง (latency) เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยทาง AIS พร้อมให้บริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกที่มาร่วมกันมากมายทั้ง Huawei, HPE, Microsoft และ ZTE  ซึ่งให้บริการได้แล้วใน 2 โมเดล คือ Shared MEC และ Dedicated MEC ที่จะช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวของข้อมูลหรือ Data Privacy

5G Private Network เป็นบริการเครือข่าย 5G ส่วนตัวสำหรับการใช้งานเฉพาะของแต่ละธุรกิจ และสามารถทำ Network Slicing  ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะของ 5G ทำให้สามารถสร้างโครงข่ายส่วนบุคคลเสมือนถึงระดับคลื่นความถี่ จึงเชื่อมต่อภายในองค์กรได้อย่างเป็นส่วนตัวแม้จะใช้เครือข่ายแบบไร้สาย นอกจากนี้ยังรองรับ use cases ที่หลากหลายในสถานที่เดียวกัน โดย 5G Private Network จะบริการใน 3 รูปแบบ ได้แก่

1. Virtual private network จะเป็นใช้อุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ แชร์กัน สามารถให้บริการที่ทุกพื้นที่ที่มีเครือข่าย 5G ทั่วประเทศ โดยสามารถทำ Network Slicing เพื่อรองรับ use cases ที่หลากหลายในสถานที่เดียวกันได้

2. Zoning virtual private network จะเป็นการให้บริการในพื้นที่ zone ซึ่งเฉพาะเจาะจง เช่น ในพื้นที่ EEC เพื่อให้การรับส่งข้อมูลมีความคล่องตัวและมีความหน่วงในการทำงานต่ำ (Low latency) เนื่องจากอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกัน

3. Dedicated private network จะเป็นการให้บริการโดยการติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายเฉพาะสำหรับแต่ละหน่วยงาน ซึ่งโดดเด่นทั้งในเรื่องความเป็นส่วนตัวสูง หรือ High Privacy, สามารถบริหารจัดการได้คล่องตัว, และทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบและข้อมูลที่เก็บอยู่ได้อย่างรวดเร็ว

Smart Manufacturing Solutions ที่พร้อมส่งมอบบริการที่หลากหลายมากที่สุดในไทย อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการผลิต การทำงานระยะไกลสำหรับภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ผ่านการทำงานร่วมกับ Mitsubishi, Omron, TKK และล่าสุดร่วมกับ Schneider ผู้นำด้านโซลูชันการผลิตอัจฉริยะที่จะมาเสริมการทำงานภายใต้แพลตฟอร์ม EcoStruxture ซึ่งประกอบไปด้วย 3 แอปพลิเคชั่นได้แก่ Machine Advisor ซึ่งสามารถตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆได้ว่าทำงานอย่างไร สำหรับ Augmented Operator Advisor ใช้ AR เทคโนโลยีในการดูข้อมูลต่างๆ และ Secure Connect Advisor ให้คำแนะนำผู้ที่ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

5G IoT solutions กับ TCS โดย AIS เข้าไปให้บริการโซลูชั่นส์ด้าน IoT ที่ช่วยตอบโจทย์ในการเสริมประสิทธิภาพด้านการผลิตการปรับปรุงและตรวจสอบความปลอดภัยในสถานที่ทำงานและพนักงาน การจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงควบคุมต้นทุนในการผลิตที่ครอบคลุมในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพ

5G Security Platform กับ Palo Alto Network และ Cisco โดยทาง AIS เข้าไปให้บริการ AIS Managed Secure Access Service Edge (SASE), AIS SD-WAN และบริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์อื่นๆ รวมทั้ง AIS CSOC ซึ่งเป็นระบบควบคุมแบบรวมศูนย์บนคลาวด์เพื่อตรวจจับและป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่สามารถทำงานร่วมกับโซลูชันส์ด้านความปลอดภัยจากพันธมิตรชั้นนำเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์

นายธนพงษ์  กล่าวอีกว่า 5G ยังสามารถผสานการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ AR, VR, AI ทำให้เกิดการใช้งานจริงในธุรกิจมากมาย เช่น การประยุกต์ใช้ 5G เพื่อสร้างความยั่งยืนและความปลอดภัยในการเป็น Smart Green Mining ของ  SCG และการสร้าง use cases ในเครือข่ายภาคี Thailand A.I. University Consortium intelligent connectivity ในภาคการศึกษา เป็นต้น

“ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับการดำเนินธุรกิจให้เติบโตคือคู่ขนานสำคัญ ที่ AIS พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ที่เราพร้อมเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองของประเทศในการฟื้นฟูและสร้างการเติบโตร่วมกัน จากโครงข่ายอัจฉริยะ AIS 5G ที่มีขุมพลังความสามารถในการหนุนโลกธุรกิจให้ขับเคลื่อนไปสู่การเติบโตท่ามกลางการแข่งขันจากโลกใหม่ในปัจจุบันได้อย่างดีที่สุด” 

สำหรับผู่้ที่ต้องการข้อมูลจาก AIS Business เพิ่มเติม สามารถติดต่อทีมขายที่ดูแลองค์กรของท่าน หรือเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์  https://business.ais.co.th/5g/

AWC โชว์กำไรไตรมาสสาม 687 ล้านบาท ฟื้นตัวเร็วหลังคลายล็อกดาวน์

0

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2564 ว่า มีรายได้รวมตามงบการเงิน 2,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99.9 กำไรสุทธิ 687 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 246.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้บริษัทได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการล็อกดาวน์ขั้นสูงสุด ทั้งการจำกัดการเดินทางข้ามพื้นที่ มาตรการสั่งปิดห้างและศูนย์การค้าที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นไตรมาสเป็นต้นมา แต่หลังจากคลายล็อกดาวน์ในเดือนกันยายน บริษัทสามารถตอบสนองการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นได้จากความต้องการจองห้องพักที่เติบโตเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศบางประเทศ โดยถือเป็นผลประกอบการที่ดีกว่าไตรมาส 2/2563 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 รุนเเรงที่สุด ทั้งนี้ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 5,194 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.3  โดยขาดทุนตามงบการเงิน 105 ล้านบาท ถือเป็นการขาดทุนลดลงร้อยละ 88.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึงแม้ว่าบริษัทได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ในช่วง เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564 แต่หลังจากที่คลายล็อกดาวน์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา  บริษัทสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและได้รับกำไรจากการรวมมูลค่ายุติธรรมทางด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ทั้งนี้หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ในไตรมาส3/2564 กำไรสุทธิของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 446.1 สะท้อนถึงการรับรู้ผลตอบแทนจากการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำไรจากการดำเนินงานและผลตอบแทนจากมูลค่าเพิ่มของทรัพย์สิน

ทั้งนี้ ปี 2564 เป็นปีที่เกิดการเเพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2 ระลอกที่ 3 และระลอกที่ 4 ต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการภาพรวมของบริษัท จึงต้องปรับกลยุทธ์ให้เท่าทันสถานการณ์อยู่ตลอด โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างองค์กร ควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด การกำหนดกลยุทธ์ตอบโจทย์การสร้างคุณค่าในระยะยาว โมเดลธุรกิจที่แตกต่างสร้างความแข็งแกร่ง ด้วยการปรับปรุงหรือรีแบรนด์ทรัพย์สิน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจมุ่งเน้นศักยภาพการเติบโตของกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนต่อศักยภาพและมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท (Real Value) โดยในไตรมาส 3/2564 บริษัทเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนควบคู่การขยายเครือข่ายที่สามารถสร้างคุณค่า สร้างพันธมิตรระดับโลกเพิ่มช่องทางการขายและการเข้าถึงฐานลูกค้า สร้างแผนการตลาดเข้าถึงกลุ่มลุกค้า ตอบโจทย์การใช้ชีวิตด้วยโครงการคุณภาพที่หลากหลาย พร้อมกลยุทธ์ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกนำมาตรฐานระดับโลกมาพัฒนาการดำเนินงานสร้างประสิทธิภาพและดูแลสุขอนามัยและการบริการแบบองค์รวมเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตลูกค้าให้ราบรื่นน่าประทับใจเพื่อตอบโจทย์แผนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยโครงการที่หลากหลาย ดึงดูดลูกค้ากลับมาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้บริษัทยังวางแผนเปิดโครงการคุณภาพตอบสนองความต้องการในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว พร้อมการเสริมศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ อาทิ การเปิดโรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ในไตรมาส 4/2564

 “บริษัทได้สร้างรากฐานธุรกิจให้มีความพร้อมมากที่สุด เพื่อรับการท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นตั้งเเต่ไตรมาส 4/2564 เป็นต้นไป หลังได้รับสัญญาณที่ดีทั้งจากแผนการรับวัคซีนที่ทั่วถึงมากขึ้น เเคมเปญเราเที่ยวด้วยกัน เฟส3 รวมทั้งนโยบายเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยจะสามารถกลับมาเข้มแข็งและเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ตามศักยภาพของประเทศไทยที่เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกจากนักเดินทาง ” นางวัลลภา กล่าว

ทิพยประกันภัย​ โชว์ล้ำ​ เปิดตัวน้อง “วันนี้” Virtual Influencer คนแรกของวงการประกันภัยไทย

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Digital Insurance จับเทรนด์ Metaverse Human เปิดตัว TIP Next Generation น้อง “วันนี้” (WUNNI) Virtual Influencer สาวสวยอายุ 22 ปี คนแรกของวงการประกันภัยไทย ที่มาพร้อมความสดใสและล้ำสมัย มาสร้างประสบการณ์ Virtual Community ก้าวเข้าสู่ Metaverse โลกเสมือนเหนือจินตนาการไร้ขีดจำกัดไปด้วยกัน สะท้อนความเป็นผู้นำด้าน Digital Insurance สร้างสรรค์นวัตกรรมประกันภัย เพื่อตอบสนองความต้องการในยุคปัจจุบันที่โลกเสมือนใกล้เคียงกับโลกของความเป็นจริงเข้าไปทุกทีหรือแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยน้องวันนี้จะเข้ามาทำหน้าที่ Virtual Influencer ตัวแทนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ 

น้องวันนี้ บอกถึงความรู้สึกว่า “วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติมากๆที่ได้ร่วมงานกับทิพยประกันภัย ตอนพี่ๆทีมงานติดต่อเข้ามาดีใจมากๆ พอตกลงและได้คุยงานกัน เห็นแพลนแล้ว รู้สึกตื่นเต้นมากๆๆ วันนี้ดีใจมากๆที่พี่ๆทุกคนเปิดรับ Meta Human และให้วันนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางสู่อนาคตด้วยกันค่ะ”

สามารถติดตามผลงานของน้องวันนี้ (WUNNI) Virtual Influencer คนแรกของทิพยประกันภัยและวงการประกันภัย ได้ทางทุกช่องทาง Digital ของทิพยประกันภัย และInstagram @callmewunni และ @dhipaya_insurance

AIS เตือนลูกค้า ระวังร้านขายซิมเถื่อน เบอร์สวย เลขมงคล เสี่ยงโดนขโมยข้อมูลส่วนตัว

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ออกมาเตือนลูกค้าจากกรณีที่มีผู้โดนมิจฉาชีพหลอกนำเสนอขายเบอร์สวย เบอร์มงคล บนช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายเบอร์ที่ไม่ได้อยู่ในระบบตามกฎหมาย โดยมิจฉาชีพจะมีการขอข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเพื่อเปิดเบอร์ใหม่ ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพสามารถนำเบอร์ที่ถูกลงทะเบียนแล้วไปกระทำการที่ผิดกฎหมายโดยที่ลูกค้าไม่รู้ตัว อาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับเจ้าของเบอร์ได้

AIS โดย AIS อุ่นใจCyber มีความห่วงใยคนไทยและลูกค้า ในฐานะเพื่อนคู่คิดดิจิทัลของคนไทย ออกโรงเตือนประชาชนอย่าหลงซื้อเบอร์สวย เลขมงคล จากร้านค้าทางออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมถึงขอให้มีความระมัดระวังในการส่งข้อมูลและเอกสารส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน บัตรเครดิต ให้ทำการขีดคร่อมหรือใส่ข้อความลายน้ำพร้อมระบุข้อความให้ชัดเจนว่าใช้เพื่อจุดประสงค์อะไร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

หากลูกค้าท่านไหนเกิดความกังวลใจว่าเบอร์อาจถูกลงทะเบียนซ้ำซ้อนหรือไม่ สามารถตรวจสอบกับ AIS ได้ทาง Call Center 1175 ตลอด 24 ชั่วโมง

OR แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 กำไร 9 พันล้านบาท

0

นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ผลงานการดำเนินงาน 9 เดือน ปี 2564 ที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิ จำนวน 9,121 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,253 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 55.4% ทั้งจากรายได้ขายและ EBITDA  ที่เพิ่มขึ้น 34,652 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11.0% และ 3,394 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.1% ตามลำดับ จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ในปีนี้ ทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานกลุ่มธุรกิจน้ำมันดีขึ้นจากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันจะปรับลดลง 8% และกลุ่มธุรกิจ Non-oil ปรับตัวลดลงเล็กน้อยก็ตาม

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว รายได้จากการขายและบริการปรับลดลงเล็กน้อยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในประเทศไทยระลอกใหม่ในสายพันธุ์เดลต้าที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจน้ำมันและกลุ่มธุรกิจ Non-Oil โดยปริมาณการขายของกลุ่มธุรกิจน้ำมันลดลง แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่วนกลุ่มธุรกิจ Non-Oil รายได้ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนตามอุปสงค์ที่ลดลง เป็นปัจจัยกดดันให้ปริมาณขายรวมลดลง แต่ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย การออกกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผ่านช่องทางอื่น ๆ อาทิ การนำกลับบ้าน (Take Away ) บริการจัดส่ง (Delivery Service) รวมถึง Drive-Thru ทำให้ยอดขายของกลุ่มธุรกิจ Non-Oil ลดลงไม่มากนัก ด้านกลุ่มธุรกิจต่างประเทศยังทรงตัว โดยไตรมาสที่ 3 OR มีรายได้ขายและบริการ 116,792 ล้านบาท ปรับลดลง 1.6% จากไตรมาสที่แล้ว

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่รุนแรงและต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลกระทบต่อประชาชน รวมไปถึงผู้ประกอบการที่เป็นคู่ค้าของ OR ด้วย OR จึงได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือคู่ค้า แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมันหรือ LPG รวมถึงลดการจัดเก็บค่า Royalty fee และ Marketing fee สำหรับผู้ประกอบการ franchisee ร้านคาเฟ่อเมซอน รวมไปถึงการลดอัตราค่าเช่าให้กับผู้ประกอบการร้านเช่า เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs รักษาการจ้างงาน และสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน นอกจากนี้ ยังคงส่งมอบความช่วยเหลือสังคมชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านโครงการ ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนบุคลากรด่านหน้าด้วยการบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร่วมสมทบกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ) ในการจัดสร้างห้องผู้ป่วย Semi ICU ให้กับโรงพยาบาล 5 แห่ง มอบอุปกรณ์รถวัคซีนเคลื่อนที่ BMV สนับสนุนการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มอบเครื่องช่วยหายใจชนิด High Flow สนับสนุนโรงพยาบาลในเครือบางปะกอก ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 และการดูแลชุมชนสังคมที่อยู่ในพื้นที่ที่มีสถานประกอบการของ OR ตั้งอยู่ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา OR ได้จัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อทดลองดำเนินธุรกิจการบริการยานยนต์ออนไลน์ (Online Automotive Service) เพื่อเป็น platform ขายสินค้าอะไหล่ยานยนต์ออนไลน์และเชื่อมต่อลูกค้า online กับร้านอู่ซ่อมรถ เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อตอบสนองผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งได้เปิดตัวสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น รูปแบบพิเศษ หรือ “Concept Station” ด้วยอัตลักษณ์ท้องของถิ่นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และเป็นความภาคภูมิใจของท้องถิ่น อีกทั้งยังได้ร่วมกับ Flash Express ในการเปิดตัวจุดบริการส่งพัสดุในร้านคาเฟ่ อเมซอน หรือ “Flash Express Drop Off” ที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน 71 สาขา เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้าในร้านคาเฟ่ อเมซอน รวมถึงผู้ที่มาใช้บริการสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการดำเนินชีวิตแบบครบวงจรสำหรับผู้บริโภค

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 4 OR ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อต่อยอดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Mobility & Lifestyle มุ่งตอบสนองผู้บริโภค อำนวยความสะดวกให้ทุกการเดินทางเพื่อตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยยังคงแสวงหาพันธมิตรธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึง Start-up ที่มีศักยภาพในการเติบโตและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ โออาร์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) การท่องเที่ยว (Travel) สุขภาพ (Health and Wellness) รวมไปถึง Digital Lifestyle ต่าง ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของ OR รวมทั้งผู้ประกอบการไทยให้มีโอกาสในการก้าวสู่ความสำเร็จและเติบโตร่วมกันต่อไป

คอนแทรคฟาร์มซีพีเอฟ ยกระดับเลี้ยงหมูสู่สมาร์ทฟาร์ม ผลิตอาหารปลอดภัย

0

เกษตรทันสมัยสู่ฟาร์มอัจฉริยะ หรือ  สมาร์ท ฟาร์ม  การนำนวัตกรรม เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์มาใช้ เป็นแนวทางใหม่ที่เกษตรกรให้ความสำคัญ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มผลผลิต  เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในกระบวนการเลี้ยงสัตว์  “สมาร์ท ฟาร์ม ” นอกจากเป็นการทำการเกษตรที่ทันสมัย  สามารถวางแผนการทำงานได้อย่างแม่นยำแล้ว ยังตอบโจทย์การผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อส่งมอบให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี 

ฟาร์มสุขสำราญ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี  ฟาร์มเลี้ยงสุกรในรูปแบบสมาร์ท ฟาร์ม เต็มรูปแบบ ซึ่งเจ้าของฟาร์มในวัย  46 ปี  “วุฒาฤทธิ์ สันติวิชัยกุล” หรือ วุฒ เจ้าของกิจการโรงสีข้าวและโรงงานไม้สัก ที่ตัดสินใจผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมู เริ่มต้นจากความสนใจทำฟาร์มเลี้ยงหมูเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับได้รับการชักชวนและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ  เข้ามาชักชวนว่ากำลังขยายโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกร (ฝากเลี้ยง) หรือคอนแทรคฟาร์ม ในพื้นที่ อ.สิรินธร จึงศึกษาระบบฯอย่างจริงจัง  ตระเวนดูงานในฟาร์มหมูของเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มรายอื่นๆ พบว่าเป็นระบบที่มีมาตรฐาน ทั้งเรื่องระบบการเลี้ยงและการให้ผลตอบแทน จึงตัดสินใจสร้างฟาร์มสุขสำราญ เมื่อปลายปี 2562 บนพื้นที่ 84 ไร่ มีโรงเรือนเลี้ยงหมูขุน 8 หลัง ความจุรวม 14,000 ตัว 

วุฒาฤทธิ์ ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดการทำสมาร์ทฟาร์มว่า เขานำเทคโนโลยีเต็มรูปแบบมาใช้  ทั้งระบบให้อาหารอัตโนมัติ ที่ช่วยลดแรงงาน ไม่ใช้คนเข้าไปให้อาหารในโรงเรือน เพื่อให้คนสัมผัสตัวสัตว์น้อยที่สุด  ลดความเสี่ยงการนำโรคต่างๆเข้าสู่ฝูงสัตว์ ตามมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity)  มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั้งภายในโรงเรือนเลี้ยงและภายนอก  ภาพทั้งหมดเชื่อมต่อเข้ามือถือ ทำให้สามารถติดตามความเป็นอยู่ของสัตว์ เห็นภาพรวมภายในโรงเรือน และเห็นการทำงานของอุปกรณ์รวมถึงคนเลี้ยงได้ตลอดเวลา หากสภาพแวดล้อมไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนด ก็สามารถปรับแก้ไขได้ทันท่วงที มีการสั่งงานผ่าน CCTV ช่วยให้สื่อสารกับคนเลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว  ระบบสามาร์ทฟาร์มยังทำให้มีข้อมูลขนาดใหญ่ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต ต้นทุนต่อตัว และวางแผนการเลี้ยงได้ 

วุฒ เล่าต่อว่า ฟาร์มสุขสำราญ  ลงทุนระบบป้องกันโรค หรือ Biosecurity ขั้นสูงสุด เพราะถือเป็นกุญแจสำคัญของการป้องกันโรคไม่ให้เข้าสู่ฝูงสัตว์ ด้วยการทำฟาร์มระบบปิด ทางเข้า-ทางออกของหมูแยกออกจากกัน แยกส่วนพักอาศัย ส่วนเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่ขายหมูอย่างชัดเจน ควบคู่กับการซีล (Seal) ให้บุคลากรที่ทำงานฟาร์มพักอาศัยอยู่ภายในฟาร์ม งดการออกนอกพื้นที่ และดูแลความเป็นอยู่อย่างดีที่สุด เพื่อการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงต่อการนำโรคจากภายนอกเข้ามาสู่ฟาร์ม ก่อนเข้าทำงานในฟาร์มทุกคนต้องอาบน้ำ-สระผม เปลี่ยนชุดและรองเท้าที่เตรียมไว้ให้เท่านั้น และห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟาร์มโดยไม่ได้รับอนุญาต 

“การลงทุนทั้งระบบป้องกันโรคที่เข้มงวดและระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะการป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าแก้ไขในภายหลัง  ขณะเดียวกัน  เราให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตที่ดี ทั้งมาตรฐานฟาร์มของกรมปศุสัตว์ และยึดหลักสวัสดิภาพสัต (Animal  Welfare) โดยไม่มีการกั้นคอกเลี้ยง หมูทุกตัวมีอิสระจะอยู่ในคอกไหนก็ได้  กิน นอน ขับถ่ายได้อิสระ มีอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ เมื่อหมูอยู่สบาย จึงไม่เครียด การเจริญเติบโตก็ดีตามไปด้วย ระบบทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง และส่งเสริมการผลิตเนื้อสัตว์คุณภาพ ปลอดภัย ปลอดโรค” วุฒาฤทธิ์ กล่าว 

ด้วยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน และมีสภาพแวดล้อมที่สวยงามน่าอยู่ ฟาร์มสุขสำราญ ยึดแนวกรีนฟาร์ม (Greenfarm) ของซีพีเอฟ  โดยเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนปิดแบบอีแวป  ช่วยให้สภาพอากาศภายในโรงเรือนเหมาะสมทำให้หมูอยู่สบาย และช่วยป้องกันเรื่องกลิ่นและสัตว์พาหะต่างๆ มีระบบส้วมน้ำ ที่ช่วยแบ่งแยกจุดขับถ่ายในคอกเลี้ยง ทำให้คอกสะอาดและช่วยลดการใช้น้ำในการล้างคอก  มีระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือน  ลดกลิ่นเหม็นและกลิ่นแก๊สแอมโมเนียได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มระบบพ่นน้ำยาปรับอากาศ และมีระบบไบโอแก๊ส ที่ทั้งลดกลิ่นและได้ก๊าซชีวภาพที่เป็นพลังงานสะอาด ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าได้มากกว่า 80% 

จากความสำเร็จของฟาร์มสุกรแห่งแรก ในเวลาอีกไม่ถึงปี วุฒาฤทธิ์ ตัดสินใจขยายฟาร์มเลี้ยงหมูขุนแห่งที่สอง ที่ อ.พิบูลมังสาหาร จำนวน 12 โรงเรือน บนพื้นที่ 128 ไร่ เริ่มเข้าเลี้ยงหมู  ในช่วงเดือนมกราคม 2565 นี้  เขาบอกว่า  “เมื่อก่อนเรามองเรื่องการเลี้ยงหมูอาจดูว่าไม่ค่อยมีมาตรฐาน หมูกินเศษอาหาร และมีกลิ่นเหม็น จนเมื่อได้เป็นเกษตรกรทำคอนแทรคฟาร์มกับซีพีเอฟ ถึงรู้ว่าที่เราคิดนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะการเลี้ยงมีมาตรฐาน หมูสะอาด กินอาหารที่ดี ไม่มีการใช้สารเคมี  ไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง และกว่าจะเข้าฟาร์มได้ต้องทำความสะอาด อาบน้ำ ฆ่าเชื้อ โรงเรือนไม่มีแมลงเข้า หมูอยู่เย็น สบาย มีความสุข ผลผลิตจึงมีคุณภาพ ปลอดสารปลอดภัย ปลอดโรค ในฐานะเกษตรกรรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภค” วุฒาฤทธิ์ กล่าว 

บุญเลิศ มาศผล หรือ เลิศ  เจ้าของ ฟาร์มมาศผล ต.กะเฉด อ.เมือง จ.ระยอง อายุ 54  ปี  เป็นเกษตรกรอีกรายที่ประสบความสำเร็จกับอาชีพเลี้ยงหมู  หลังจากตัดสินใจเปลี่ยนทุเรียนมาทำฟาร์มหมูขุนกับซีพีเอฟ ตั้งแต่ปี 2552 เลี้ยงหมูขุน 3,000 ตัว ด้วยระบบการเลี้ยงมาตรฐานของซีพีเอฟที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มจากกรมปศุสัตว์  นำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้ ภายใต้การเลี้ยงระบบปิด โรงเรือนอีแวปที่มีระบบส้วมน้ำเต็มรูปแบบ ใช้ไบโอแก๊สในการจัดการกับของเสียภายในฟาร์ม ได้ประโยชน์ทั้งในแง่สิ่งแวดล้อมและได้พลังงานไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 100% ติดตามสภาพแวดล้อมในฟาร์มด้วยกล้อง CCTV ส่วนระบบการให้อาหาร ระบบน้ำ พัดลมระบายอากาศ มีเซนเซอร์ควบคุม ขณะที่อุณหภูมิ ความชื้น และความเร็วลม จะควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์  ส่งคำสั่งผ่านสมาร์ทปลั๊กในโรงเรือน 

จากฟาร์มหมูขุนแห่งแรก ต่อยอดสู่มาศผลฟาร์ม 2 อ.เมือง จ.สระแก้ว เลี้ยงหมูขุน 6,000 ตัว เมื่อปี 2556 เป็นฟาร์มที่ติดตั้งระบบอัตโนมัติเช่นเดียวฟาร์มแรก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมทั้งนำระบบโซลาร์เซล  ขนาด 20 กิโลวัตต์ มาใช้ควบคู่กับไบโอแก๊ส ทำให้ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเลย บางช่วงเวลามีไฟฟ้าเหลือใช้ด้วยจากขุมพลังของทั้งโซลาร์เซล และไบโอแก๊ส  ทั้งฟาร์มและบ้านพักใช้พลังงานสะอาดทั้งหมด ตั้งแต่ระบบปั๊มน้ำ การใช้พัดลม และการจัดการน้ำเสียในกระบวนการผลิต 

“การนำระบบอัตโนมัติมาช่วยในกระบวนการเลี้ยงหมู  ทำให้สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันนี้ การเลี้ยงหมูทั้ง 2 ฟาร์ม มีการติดตามผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์  ด้วยระบบสมาร์ทฟาร์มที่ช่วยให้มองเห็นความเป็นอยู่ของหมู กิจกรรมในฟาร์ม การทำงานของบุคลากร ซึ่งที่ฟาร์มมีคนเลี้ยงเพียง 2 คน มีหน้าที่หลัก คือ ทำความสะอาด อาบน้ำหมู และดูสุขภาพหมู  หากไม่มีงานเร่งด่วนจะไม่เข้าไปในโรงเริอนเลย เพื่อลดการสัมผัสฝูงสัตว์  ลดการนำเชื้อโรคต่างๆเข้าสู่ตัวหมู  การลงทุนกับระบบสมาร์ทฟาร์มถือว่าคุ้มค่ามากกับผลตอบแทนการเลี้ยงที่ได้รับ ซึ่งดีขึ้นเป็นลำดับตลอด 12 ปีที่ยึดอาชีพนี้”  บุญเลิศ กล่าว 

ความสำเร็จทั้งหมดนี้ บุญเลิศบอกว่า มีซีพีเอฟเป็นเพื่อนที่ช่วยผลักดันมาตลอด ทำให้ชาวสวนที่ไม่เคยรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์สามารถทำอาชีพเลี้ยงหมูภายใต้ระบบมาตรฐาน ได้ผลผลิตหมูที่ปลอดภัย ปลอดสาร มีอาชีพที่มั่นคง ต่อยอดอาชีพ ขยายความสำเร็จได้อย่างเข้มแข็ง 

ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญ  ซีพีเอฟมุ่งมั่นยกระดับระบบการบริหารฟาร์มเลี้ยงสัตว์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรคอนแทรคฟาร์ม ก้าวสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพและปลอดภัย  นำไปสู่ความสำเร็จของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

รู้เก็บรู้ออม : เปิด 1 ได้ 2 บัญชีหุ้นคู่กองทุน

0

ย้อนหลังไปไม่กี่ปี การจะไปติดต่อเพื่อขอเปิดบัญชีเทรดหุ้น หรือบัญชีสำหรับซื้อขายกองทุนก็ดี ดูจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าการจัดเตรียมเอกสาร กรอกข้อมูล กรอกแบบฟอร์มใบสมัคร การเดินทางไปติดต่อกับบริษัทโบรกเกอร์ ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานี้ อยากจะบอกว่า เดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาแล้วนะ ทุกอย่างสะดวกรวดเร็ว อำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าอย่างเราๆท่านๆมากขึ้นโข

เพราะหากขั้นตอนการเปิดบัญชียังไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งมาเจอกับสถานการณ์โควิดในปัจจุบัน ที่เป็นตัวบีบบังคับให้พฤติกรรมต่างๆของผู้คนต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมได้อีก เห็นทีว่าการลงทุนให้เงินๆทองๆของเรางอกเงยขึ้น คงจะเป็นไปอย่างติดๆขัดๆ

เห็นอยู่ว่า ช่วงโควิดหนักๆนั้น การจะติดต่อเพื่อทำธุรกรรมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคาร หรือโบรกเกอร์ต่างๆเป็นไปได้ยากลำบากนัก ทั้งสาขาที่ต้องปิดชั่วคราว จำนวนพนักงานที่ลดน้อยลง เวลาทำการที่หดสั้นลง ทำให้เห็นภาพคนต่อคิวยาว และใช้เวลานานมากในการเข้าใช้บริการ

แต่สิ่งเหล่านี้ หาใช่สิ่งกีดกั้นหัวใจในการแสวงหาลู่ทางการลงทุนของคุณนายพารวย และนักลงทุนทั่วไป ที่มีการหาทางเลือกในการบริหารเงิน และกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนรูปแบบต่างๆ โดยตั้งแต่ต้นปี 64 มีจำนวนผู้สนใจลงทุนในหุ้น 2 ล้านราย เพิ่มมากขึ้นกว่า 5 แสนราย ขณะที่คนที่ลงทุนในกองทุนรวมเอง ก็เขยิบขึ้นมาเป็น 2 ล้านรายแล้ว

กลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ ส่วนใหญ่เป็น GenY ที่ยังอยู่ในวัยทำงาน เนื่องจากกลุ่มนี้มองหาการเพิ่มผลตอบแทนและกำไร ที่มากกว่าดอกเบี้ยจากการฝากธนาคาร, ยุคดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงการลงทุนผ่านออนไลน์ทำได้สะดวก และง่ายขึ้น รวมทั้งทางเลือกการลงทุนมีหลากหลายมากขึ้น เช่น หุ้น กองทุนรวม ที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน

เพื่อตอบโจทย์ความสนใจด้านการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น และอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน ล่าสุด SETINVESTNOW โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จับมือกับบริษัทโบรกเกอร์ชั้นนำ 11 แห่ง ได้แก่ บลจ.ฟิลลิป บลจ.เคทีบีเอสที บลจ.กสิกรไทยบล.ไทยพาณิชย์ บลจ.บียอนด์ บลจ.คิงส์ฟอร์ด บล.โกลเบล็ก บล.ทิสโก้ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส บลจ.เกียรตินาคินภัทร และ บลจ.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง

เปิดตัวบริการ “เปิดคู่สะดวกกว่า ซื้อขายได้ทั้งหุ้นและกองทุน” โดยเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์บัญชีเดียว สามารถซื้อ-ขายได้ทั้งหุ้นและกองทุน ที่โบรกเกอร์เป็นตัวแทนขาย เรียกได้ว่าลงทุนแบบครบวงจร ด้วยการเปิดบัญชีลงทุนเพียงครั้งเดียว

ส่วนที่ว่าเปิดแล้วจะลงทุนอะไรดี หุ้นหรือกองทุน อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบและความสนใจของนักลงทุนเลย มือใหม่อาจเริ่มต้นจากกองทุน เพราะมีผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์คอยดูแลบริหารเงินแทนเรา พอมีความรู้มีประสบการณ์และมีเวลามากขึ้น ก็อาจโยกมาลงทุนในหุ้น โดยทำผ่านบัญชีเดียวกันนี่แหละ

ผู้สนใจลงทุนที่ยังไม่มีบัญชีซื้อขายหุ้นและกองทุนรวม ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.setinvestnow.com แล้วไปที่เมนูเปิดบัญชี หรือติดต่อโบรกเกอร์ตามรายชื่อข้างต้นได้เลยค่าาาา!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เปิดเบอร์ใหม่เติมเงิน AIS พร้อมสมัครแพ็กเสริม รับคูปองส่วนลด Shopee

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่า  AIS ในฐานะพาร์ทเนอร์กับ ช้อปปี้ เดินหน้าตอบโจทย์อินไซต์กลุ่มนักช้อปปิ้งออนไลน์ นำบริการดิจิทัลเสิร์ฟถึงมือพร้อมมอบสิทธิพิเศษสุดเอ็กคลูซีพสำหรับลูกค้าเติมเงินที่เปิดเบอร์ใหม่ และรับคูปองส่วนลด 200 บาท ให้ได้ช้อปบน Shopee ในมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ที่นักช้อปตั้งตารอกับแคมเปญ Shopee 11.11 Big Sale นี้

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS

“จากสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้พฤติกรรมของคนไทยอยู่บน Online เกือบ 100% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม e-Commerce ที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยก็มีความคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้เราจึงให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในการเข้าใช้บริการสื่อสารต่างๆ ที่มาพร้อมความพิเศษแก่คนไทย จึงเป็นที่มาของการจับมือร่วมกับ Shopee ในการทำ Co-Promotion เพื่อขยายตลาดลูกค้าในระบบเติมเงินที่มีพฤติกรรมคุ้นเคยการช้อปออนไลน์ จากการศึกษาความต้องการของลูกค้าทำให้เราออกแบบสิทธิพิเศษแบบจัดเต็มให้กับลูกค้าที่เปิดเบอร์ใหม่ในระบบเติมเงินให้สามารถได้ใช้งานมือถือบนเครือข่ายที่ดีที่สุด และได้รับส่วนลดพิเศษสุดคุ้มในการช้อปปิ้งออนไลน์บน Shopee ไปพร้อมๆ กันอีกด้วย”

สุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ ประเทศไทย

นางสาวสุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ ประเทศไทย กล่าวว่า ในโอกาสพิเศษต้อนรับมหกรรม Shopee 11.11 Big Sale ซึ่งถือเป็นมหกรรมช้อปออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่ตั้งตารอจากนักช้อปทั่วประเทศ ช้อปปี้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายความร่วมมืออีกครั้งกับเอไอเอส ในการผนวกจุดแข็งของทั้ง 2 พันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่พิเศษและสมบูรณ์แบบยิ่งกว่า ผ่านแคมเปญการตลาดแบบเอ็กซ์คลูซีฟคอลาบอเรชัน ซึ่งช้อปปี้เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คนไทยอีกมากสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากโอกาสที่มีอยู่อย่างมหาศาลบนโลกอีคอมเมิร์ซได้อย่างง่าย สะดวกสบาย และเต็มศักยภาพ แต่ยังจะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศให้มีความพร้อมรับกับกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย

โดยครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของ AIS และ Shopee เพื่อส่งมอบสิทธิพิเศษที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าของทั้งสองฝ่าย ด้วยการมอบคูปองส่วนลด Shopee มูลค่า 200 บาท ให้กับลูกค้าที่มีการเปิดซิมใหม่ในระบบเติมเงิน โดยทำการสมัครแพ็กเสริม 200 บาทขึ้นไป และทำการสมัครสมาชิกใหม่ Shopee ทั้งนี้ลูกค้าสามารถหาซื้อซิมได้ที่ AIS Shop, Telewiz และตัวแทนจำหน่ายตัวประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่านทางร้านค้าออฟฟิเชียลสโตร์ AIS Official บน Shopee Mall หรือคลิก https://shopee.co.th/ais_official บน AIS Online Store, Become AIS หรือสั่งสื่อผ่านเว็บไซต์ one-2-call! ผ่าน Link : www.ais.th/one-2-call/ais-shopee/

แอกซ่า จับมือ TQM ส่งประกันภัยผ่านตู้บุญเติม เบี้ยเริ่มต้น 12 บาท

0

ดร.นภัสนันท์  พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  หรือ TQM เปิดเผยว่า TQM, บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) (AXA) และบริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (FSMART) เห็นโอกาสและความสำคัญร่วมกันในการส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้าถึงประกันภัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการรองรับความเสี่ยงภัยในชีวิตได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ผ่านช่องทางของตู้บุญเติมที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่นำเสนอขายนั้นจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าตู้บุญเติม สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องการสนับสนุนประกันภัยรายย่อย หรือ ไมโครอินชัวร์รันส์ ให้ประชาชนได้เข้าถึงและได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากการประกันภัยได้อย่างทั่วถึง

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากการคัดสรรกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองที่คุ้มค่า คุ้มราคาเหมาะกับกลุ่มลูกค้าแล้ว TQM ยังได้ร่วมกับ AXA และ FSMART เจ้าของตู้บุญเติม จัดแคมเปญ ‘เพื่อนชวนเพื่อน’ เพียงลูกค้าที่เข้ามาซื้อประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล เบี้ยราคา 123 บาทต่อปี โดยทำรายการผ่านหน้าตู้บุญเติม แล้วส่งต่อความห่วงใยโดยการแนะนำเพื่อนให้มาซื้อประกันด้วย จะได้รับฟรีเครดิตบุญเติม เริ่มวันนี้ – 31 มกราคม 2565

นางหทัยนันท์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสายงานบริหารช่องทางการขาย AXA กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายที่จะส่งเสริมการทำประกันภัย เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงประกันภัยได้ง่ายขึ้น ด้วยเบี้ยประกันและผลประโยชน์ที่เหมาะสม สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ บริษัทฯ เสนอขายประกันภัยอุบัติเหตุ ด้วยเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 12 บาท สำหรับการคุ้มครอง 1 เดือน (แผน 1) หรือเบี้ยประกัน 62 บาท สำหรับการคุ้มครอง 6 เดือน (แผน 2) และเบี้ยประกัน 123 บาท สำหรับคุ้มครอง 1 ปี (แผน 3) โดยจะได้รับเงินชดเชย 100,000 บาท กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือ 50,000 บาท กรณีเสียชีวิตขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ ซึ่งถือว่าเป็นแผนความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุราคาประหยัดและตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี โดยจะเริ่มจำหน่ายประกันอุบัติเหตุนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2564

นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ FSMART  กล่าวว่า ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้ง 2 แห่ง ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจด้านประกัน จะตอกย้ำความเป็นผู้นำของธุรกิจในด้านแพลตฟอร์มการเงินครบวงจรของ FSMART ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี

บริษัทเชื่อว่าด้วยศักยภาพและความสามารถของพันธมิตร จะทำให้การเสนอขายกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุครั้งนี้ เป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้บริการผ่านตู้บุญเติม ซึ่งมีลูกค้ามากกว่า 20 ล้านเบอร์ และบริการบนตู้บุญเติมมากกว่า 80 บริการ ด้วยจุดบริการมากถึง 130,000 จุดทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้ารายย่อยสามารถเข้าถึงและเข้าใจผลประโยชน์ของการทำประกันประเภทต่างๆ  รวมถึงสามารถซื้อประกันได้อย่างง่าย สะดวก รวดเร็ว ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าประกันรายใหม่ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกกลุ่ม ทุกชุมชน ทั่วประเทศ

สำหรับผู้ที่สนใจซื้อประกันภัยที่ตู้บุญเติม เลือกกดเมนู ซื้อประกัน และเลือกรายการกรมธรรม์ ที่ต้องการ และอ่านเงื่อนไขกรมธรรม์ที่แสดงไว้อย่างชัดเจน หลังจากนั้นกรอกข้อมูลผู้ซื้อประกันให้ถูกต้องครบถ้วน และชำระเงิน จะได้รับ SMS ยืนยันการซื้อประกันสำเร็จ