Home Blog Page 365

ออมสิน ปล่อย “สินเชื่ออิ่มใจ” กู้สูงสุด 1 แสนบ. ช่วยธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม เช็คเงื่อนไขด่วน

0

ธนาคารออมสิน ออกมาตรการเยียวยา สินเชื่ออิ่มใจ ตามนโยบายภาครัฐ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจร้านอาหาร และ เครื่องดื่ม ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายพยุงผู้ประกอบธุรกิจให้มีเงินทุนหมุนเวียน สามารถดำเนินธุรกิจต่อไป โดยประชาชนที่กำลังประสบปัญหาด้านการเงินสามารถ ลงทะเบียน www.gsb.or.th หรือยื่นกู้ผ่านแอปพลิเคชัน MyMo โดยสามารถกู้สินเชื่ออิ่มใจได้สูงสุด 100,000 บาท ไม่ต้องมีหลักประกันเงินกู้

รายละเอียดสินเชื่อ

วงเงินกู้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท ไม่นับรวมกับวงเงินสินเชื่อธุรกิจห้องแถว โดยแยกตามรูปแบบของร้านค้า ดังนี้

  • รูปแบบที่ 1 ประกอบไปด้วย ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรูปแบบเป็น Booth / Food court / POP UP Store / Food Truck หรือร้านค้าที่มีลักษณะเดียวกัน
  • รูปแบบที่ 2 ประกอบไปด้วย ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรูปแบบเป็นภัตตาคาร / ร้านในห้างสรรพสินค้า / ร้านค้าที่อยู่ในห้องแถว หรือ อาคารพาณิชย์

อัตราดอกเบี้ย

  • อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3.99 ต่อปี (Effective Rate)
  • อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามสัญญาบวก ร้อยละ 3.00 ต่อปี ของเงินต้นที่ถึงกาหนดชำระ (Effective Rate)

คุณสมบัติ

  • เป็นผู้ประกอบการร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่เป็นร้านจาหน่ายแบบถาวร เช่น ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า / ร้านอาหารที่เปิดในห้องแถวหรืออาคารพาณิชย์ / ภัตตาคาร / ร้านที่มีลักษณะเป็นบูธ / ผู้ประกอบการรถ Food Truck ซึ่งไม่ใช่ร้านแบบหาบเร่ / แผงลอย / รถเข็น
  • เป็นบุคคลธรรมดา สัญชาติไทย อายุไม่ต่ากว่า 20 ปีบริบูรณ์
  • ต้องแนบไฟล์ภาพถ่ายที่มีผู้กู้พร้อมสถานประกอบการ และยืนยันการไม่เลิกจ้างแรงงานในระบบลงทะเบียน
  • มีถิ่นที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการแน่นอน
  • ไม่เป็นลูกจ้าง พนักงาน ผู้บริหาร หรือกรรมการของธนาคารออมสิน
  • เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19
  • มีบัญชีเงินฝากของธนาคารออมสิน

ช่องทางให้บริการสินเชื่อ

สามารถกดยื่นกู้สินเชื่ออิ่มใจ ผ่านแอป MyMo ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.2564 เป็นต้นไป สำหรับผู้ไม่มีแอป MyMo ให้ติดต่อที่สาขา เพื่อเปิดใช้บริการแอป MyMo

  • ลูกค้าลงทะเบียนขอสินเชื่อผ่าน www.gsb.or.th ด้วยตนเอง หรือ ติดต่อที่ธนาคารออมสินสาขา เพื่ออานวยความสะดวกในการลงทะเบียนให้กับลูกค้า
  • ลูกค้าที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติตามที่ธนาคารกาหนด ให้ยื่นขอสินเชื่อผ่าน Mobile Application MyMo เป็นหลัก

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการลงทะเบียนคลิกที่นี่ https://bit.ly/3qA30af

AIS ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนระดับโลก DJSI ต่อเนื่อง​ปีที่ 3

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS​ เปิดเผยว่า​ การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS นับว่าเป็นภารกิจสำคัญในระดับนโยบายที่มีการวางแนวทางอย่างชัดเจน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความครอบคลุมทั้งในส่วนของการดำเนินธุรกิจที่เป็นธรรม โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล การพัฒนานวัตกรรมและยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ รวมถึงสนับสนุนให้ชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและใช้งานได้อย่างเหมาะสมเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดี

นอกจากนั้น AIS ยังให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานให้มีศักยภาพพร้อมรับมือต่อการขยายตัวของธุรกิจอยู่ตลอดเวลา และใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมด ได้ถูกผลักดันจากพลังของชาวเอไอเอสตามกรอบด้านการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร ที่ทำให้ AIS ได้รับการจัดอันดับในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ทั้งในกลุ่มดัชนีโลกและดัชนีตลาดเกิดใหม่ (DJSI World and Emerging Markets Indices) ในปีนี้ 

“AIS มีความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจดิจิทัลให้เกิดการพัฒนาและเติบโตร่วมกัน ซึ่งเราได้ดำเนินธุรกิจตามกรอบแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในเรื่องของ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กรอย่างรอบด้าน ผ่านการสร้างสินค้าบริการด้านดิจิทัลที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมศักยภาพของธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมสามารถนำไปใช้ได้จนเกิดผลลัพธ์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง”

โดยแนวทางดำเนินธุรกิจตามกรอบแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม มีกลยุทธ์การทำงานที่สอดคล้องกับบริบทของสังคม ทำให้ AIS สามารถดำเนินแนวทางต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

ด้านเศรษฐกิจ ที่มีเป้าหมายใน 2 ด้านหลักที่ทำงานร่วมกับพันธมิตรกว่า 80 รายในปี 2020 ที่ผ่านมา คือ 

  1. การสร้างสินค้าและบริการผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัล และโครงข่าย AIS 5G เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย 
  2. เสริมศักยภาพของภาคธุรกิจไปพร้อมกัน รวมถึงการพัฒนาระบบการป้องกันภัยไซเบอร์และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้มีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ 

ด้านสังคม ที่ AIS ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างให้พนักงานมีความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงรองรับการขยายตัวของธุรกิจในบริบทของ Digital Disruption ด้วยแนวคิด “FIT FUN FAIR” ที่เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างให้เกิดความหลากหลายทางความคิด สนับสนุุนให้พนักงานพัฒนาศักยภาพเพื่่อตอบรับความท้าทายทางธุุรกิจและสร้างเป้าหมายการทำงานร่วมกัน อีกทั้งยังมุ่งสร้างคุณภาพความเป็นอยู่ให้กับสังคมไทยด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัยและเหมาะสมให้แก่คนไทย 

ด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้การดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการหลัก 3 ด้าน ประกอบไปด้วย 

  • การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ติดตั้งอุปกรณ์วิทยุสถานีฐานที่สามารถใช้งานร่วมกันได้หลายเทคโนโลยี และปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้า ขยายระบบ Virtual Machine Sever ที่ช่วยประหยัดพลังงาน การดำเนินการด้านนี้ทำให้ปี 2020 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 75,590 ตันคาร์บอน
  • การใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกมาอย่างต่อเนื่อง โดยยอดรวม ณ ปี 2020 สามารถติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บริเวณสถานีฐาน ไปแล้วกว่า 2,747 สถานีฐาน และติดตั้งที่ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ และชุมสายรวม 4 แห่ง ทำให้ผลลัพธ์ของการใช้พลังงานทางเลือกสามารถลดประมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3,503 ตันคาร์บอน ในปี 2020
  • การลดปริมาณขยะ ชวนลูกค้าให้มีส่วนร่วมกับการช่วยสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดใช้กระดาษเปลี่ยนมาใช้ e-bill แทน ซึ่งวันนี้เรามีผู้ใช้งานแบบ e-bill แล้วกว่า 6.7 ล้านราย รวมถึงสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste ที่วันนี้สามารถรวบรวม E-Waste ได้กว่า 234,463 ชิ้น ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์สร้างจุดทิ้งกว่า 2,400 จุดทั่วประเทศ

“สำหรับการได้รับเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ทั้งในกลุ่มดัชนีโลกและดัชนีตลาดเกิดใหม่ หรือ DJSI World Index และ DJSI Emerging Markets Index ในปีนี้ ก็นับว่าเป็นกำลังใจและอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจในการทำงานของชาว AIS ที่ร่วมกันสร้างการเติบโตและความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อคนไทยอย่างยั่งยืน โดย AIS ได้นำหลักเกณฑ์การประเมินองค์กรของ DJSI มาเป็นอีกส่วนหนึ่งในการวางแผนการดำเนินงานขององค์กรในด้านต่างๆ เพื่อให้พร้อมที่จะบริหารจัดการองค์กรอย่างยั่งยืน สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งในท้ายที่สุดจะเท่ากับสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศในภาพรวมด้วยเช่นกัน”

ผลสำรวจชี้คนไทย 7 ใน 10 พร้อมเที่ยวตปท. ญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่งคนอยากไปเที่ยว

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า YouTrip ผู้ให้บริการดิจิทัลวอลเล็ตรองรับหลายสกุล (Multi-currency wallet) ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย เผยผลสำรวจแผนการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศจากผู้ใช้งาน พบคนไทย 7 ใน 10 คนพร้อมออกเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้งใน 6 เดือนข้างหน้า โดยจุดหมายหลัก 3 อันดับแรก คือ ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ ผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นในโอกาสครบรอบ 2 ปีการให้บริการ YouTrip ในประเทศไทยเพื่อสำรวจความต้องการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศอีกครั้งภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกเริ่มคลี่คลายลง
นักท่องเที่ยวชาวไทยพร้อมออกเดินทางอีกครั้ง

ผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยพร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าไม่เพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติอยากเดินทางมาประเทศไทย แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยก็พร้อมออกเดินทางไปต่างประเทศเช่นกัน โดยร้อยละ 70 ของผู้ตอบแบบสอบถามมีช่วงอายุระหว่าง 25 – 45 ปี และพร้อมที่จะเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้งภายใน 6 เดือนข้างหน้า

ข้อสรุปอื่นจากผลสำรวจที่น่าสนใจ
• นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยากออกเดินทางไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดยผลสำรวจเผยถึงเหตุผล 3 อันดับที่คนไทยอยากเดินทางไปต่างประเทศ โดยอันดับแรกคือเหตุผลเรื่องอยากไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อพักผ่อน เปลี่ยนบรรยากาศ และหาประสบการณ์ใหม่ๆ ร้อยละ 83 ตามมาด้วยอันดับ 2 คือการเดินทางเพื่อไปเยี่ยมครอบครัวและเพื่อนๆ ในต่างประเทศ ร้อยละ 7 และอันดับ 3 คือการไปต่างประเทศเพื่อเรียนต่อ ร้อยละ 5 นอกจากนี้การเดินทางไปต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะมีระยะเวลาที่ยาวนานมากขึ้น โดยร้อยละ 40 ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าระยะเวลาที่เหมาะสมในการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งต่อไปอยู่ที่ 1 – 2 สัปดาห์
• ทวีปเอเชียยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลัก โดยประเทศที่อยากไปเที่ยวมากที่สุด 10 อันดับแรก มีประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 1 เกาหลีใต้เป็นอันดับที่ 3 และสิงคโปร์เป็นอันดับที่ 5 ในขณะที่สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรอยู่ในอันดับที่ 2 และ 4 ตามลำดับ
• นักท่องเที่ยวพร้อมช้อปมากขึ้นและหลีกเลี่ยงการพกเงินสด โดยผลสำรวจพบว่าคนไทยร้อยละ 20 พร้อมที่จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 50% หากได้ไปเที่ยวต่างประเทศ นอกจากนี้กว่าร้อยละ 90 เลือกการใช้จ่ายแบบไร้สัมผัส (เช่น การใช้จ่ายผ่าน Multi-currency wallet บัตรเดินทาง และบัตรเครดิต) และหลีกเลี่ยงที่จะพกเงินสดในการไปเที่ยวต่างประเทศ โดยนอกเหนือจากเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยแล้ว การใช้จ่ายผ่าน Multi-currency wallet ยังให้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่า และสามารถเติมเงินหรือแลกเงินเพื่อใช้จ่ายได้ตลอดเวลาขณะเดินทาง หมดห่วงเรื่องเงินหมดระหว่างทริป

นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย

นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย กล่าวว่า การเริ่มเปิดประเทศเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เดินทางมาเกือบ 2 ปี เราเชื่อว่าผู้ใช้งาน YouTrip จะเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่เดินทางไปต่างประเทศอีกครั้ง ซึ่งนอกเหนือจากการให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยที่ประเทศปลายทางแล้ว การค้นหาโปรโมชั่นน่าสนใจจากสายการบินหรือโรงแรมต่างๆ รวมถึงการแลกเงินเก็บไว้เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ล้วนเป็นวิธีที่จะช่วยประหยัดเงินเมื่อวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศได้ทั้งสิ้น

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นการกระตุ้นให้สังคมไร้เงินสดมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในบางประเทศอย่างเช่น อังกฤษ ที่ร้านอาหาร โรงแรมและร้านค้าส่วนใหญ่ปฏิเสธการรับเงินสด เนื่องจากความกังวลเรื่องความสะอาดและปลอดภัย อย่างไรก็ตาม YouTrip ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแลกเงินภายในแอปและการใช้จ่ายแบบคอนแทคเลส (Contactless) ตามร้านค้าต่างๆ ทั่วโลก ที่รองรับ Mastercard ช่วยให้นักเดินทางมั่นใจกับการใช้จ่ายอย่างไร้กังวลตลอดทริป

“ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการให้บริการในประเทศไทย YouTrip ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ใช้งานที่ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ในการใช้จ่ายและการใช้งานด้วยเรทที่ดีกว่าแก่นักเดินทางชาวไทย และเราหวังว่า YouTrip จะเป็นเพื่อนคู่ใจนักเดินทางเมื่อการท่องเที่ยวระหว่างประเทศเริ่มกลับมา หากมีปัญหาในการใช้งาน YouTrip พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วผ่านแอปพลิเคชัน โทรศัพท์และช่องทางต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง”

YouTrip ยังเป็นตัวเลือกหลักในการใช้จ่ายออนไลน์เป็นสกุลเงินต่างประเทศอีกด้วย โดยในปีที่ผ่านมา YouTrip มียอดใช้จ่ายออนไลน์เป็นสกุลเงินต่างประเทศเติบโตขึ้นเกือบ 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นการใช้จ่าย เช่น การเติมเกมออนไลน์ การซื้อของออนไลน์จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ชื่อดังของต่างประเทศ และการจ่ายค่าเรียนและค่าที่พักในต่างประเทศ

และจัดฉลองครบรอบ 2 ปีด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษ #BirthdayTrippin รับเงินคืนและของรางวัลทั้งเดือนรวม 400,000 บาท โดยมีกิจกรรมที่สามารถร่วมสนุกได้ทุกสัปดาห์ เพียงลงทะเบียนร่วมโปรโมชั่นที่ https://go.you.co/birthdaytrippin-2/ ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2564 นอกจากนี้ยังสามารถชวนเพื่อนสมัคร YouTrip ผ่านลิงก์ที่แนะนำภายในแอปฯ YouTrip โดยเมื่อเพื่อนสมัครสำเร็จและใช้จ่ายครั้งแรก จะได้รับเงินโบนัสคนละ 100 บาททันที สูงสุด 1,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

บริษัทจดทะเบียนไทย ครองแชมป์ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ สูงสุดในอาเซียน 8 ปีต่อเนื่อง

0

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2564 นี้ มีบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) 24 แห่ง ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ได้แก่ ADVANC, AOT, BANPU, BDMS, BJC, BTS, CPALL, CPF, CPN, DELTA, EGCO, HMPRO, IRPC, IVL, KBANK, MINT, PTT, PTTEP, PTTGC, SCB, SCC, TOP, TRUE และ TU ในจำนวนนี้ บจ. ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าใหม่ในปีนี้คือ BDMS, BJC, DELTA และมี 12 บจ. อยู่ในดัชนีกลุ่ม DJSI World ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีศักยภาพทั้งในด้านขนาดและผลการประเมินความยั่งยืน ได้แก่ ADVANC, AOT, CPALL, CPN, DELTA, IVL, KBANK, PTT, PTTEP, PTTGC, SCB และ SCC

ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศที่มี บจ. ได้รับคัดเลือกสูงสุดในอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 แสดงถึง บจ. ไทยมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างสมดุลทั้งธุรกิจและสังคม สร้างความเชื่อมั่นในสายตาผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยการประกาศรายชื่อสมาชิกในกลุ่ม DJSI ในครั้งนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 โดยมีการทบทวนและประกาศรายชื่อสมาชิกในกลุ่ม DJSI ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมตลาดทุนไทยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และ บรรษัทภิบาล (Environmental, Social, Governance: ESG) เพื่อการเติบโตอย่างสมดุล สอดคล้องวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาตลาดทุนเพื่อทุกภาคส่วน “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone” ซึ่ง บจ. ไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมประเมินความยั่งยืนในระดับสากลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561

“การดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักความยั่งยืนนอกจากส่งผลดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นกลไกการบริหารความเสี่ยงช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจให้แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบัน บจ. ไทยนำกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนมาบริหารจัดการธุรกิจเพื่อนำองค์กรก้าวผ่านวิกฤตต่าง ๆ การที่ บจ. ไทยได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืน DJSI โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจให้ความสำคัญทั้งการสร้างผลประกอบการที่ดีควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้าน ESG โดยให้ความสำคัญในการระบุความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ที่รอบด้านมากขึ้นทั้งความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) และความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Risk) ในองค์กรและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทั่วโลกได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นซึ่งสอดคล้องกับการประเมินความยั่งยืนของ DJSI ที่ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทและเป็นไปตามกระแสความต้องการข้อมูลด้านความยั่งยืนเพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุน อีกทั้งกระแสการลงทุนอย่างยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเข้าสู่ดัชนี DJSI จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทยและความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันกองทุนรวมไทยมีความสนใจการลงทุนในหุ้นที่เติบโตยั่งยืน โดยในปีนี้มีกองทุน ESG Fund ถึง 60 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมกว่า 57,021 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% จากต้นปี 2564 นอกจากนี้รายงานจาก UN Principles for Responsible Investment: PRI ยังพบว่า 82% ของผู้ลงทุนสถาบันนำปัจจัยด้าน ESG เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกและติดตามหุ้นที่ลงทุนอีกด้วย” นายภากรกล่าว

‘มอร์แกน สแตนลีย์’ เลือกหุ้น TIPH เข้าดัชนี MSCI Global Small Cap

0

ดร. สมพร  สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH เปิดเผยว่า บริษัท Morgan Stanley Capital International (MSCI) ได้ประกาศนำหุ้น TIPH  เข้าสู่การคำนวณดัชนี MSCI Global Small Cap โดยมีผลหลังปิดตลาดฯ วันที่ 30 พ.ย. 2564

“ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่หุ้น TIPH ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่การคำนวณ ดัชนี MSCI Global Small Cap จาก MSCI ในฐานะบริษัทผู้จัดทำดัชนีราคาหุ้นชั้นนำระดับโลก และเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนในระดับสากล สะท้อนให้เห็นถึงสภาพคล่องในการซื้อขาย (Liquidity)  การกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) และมูลค่าตลาด (Market Capitalization)  ของหุ้น TIPH ที่ขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับมาตรฐานการลงทุนสากล เมื่อบวกกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งอยู่แล้วของบริษัทฯ เชื่อว่าจะทำให้หุ้น TIPH เข้าไปอยู่ในความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน ทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของกองทุนที่อ้างอิงดัชนีหรือ Index Fund ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในภาพรวม”

ทั้งนี้ในแต่ละปี MSCI จะมีการคัดเลือกหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ของประเทศต่างๆ ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เข้าสู่การคำนวณในแต่ละดัชนี ที่ MSCI จัดทำขึ้น เพื่อใช้เป็นดัชนีอ้างอิงหรือ Benchmark ที่เป็นที่ยอมรับและเป็นไปตามมาตรฐานของนักลงทุนในระดับสากล ซึ่งจะมีการประกาศปรับปรุงรายชื่อหุ้นที่อยู่ในการคำนวณของแต่ละดัชนีปีละ 2 ครั้ง (Semi-Annual Index Review)โดยจะมีผล ณ สิ้นเดือน พ.ค. และ พ.ย. ของทุกปี

‘สดมภ์’ เฉือนหนึ่งแต้ม ซิวแชมป์สวิง สิงห์ คลาสสิก ที่นครนายก

0

สดมภ์ แก้วกาญจนา นักกอล์ฟวัย 23 ปี จากนราธิวาส ผงาดแชมป์รายการที่สี่จากการลงเล่นห้ารายการหลังสุด หลังจบสกอร์รอบสุดท้าย 4 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสี่วัน 9 อันเดอร์พาร์ 275 ในการแข่งขันกอล์ฟอาชีพออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์รายการสิงห์ คลาสสิก 2021 ชิงเงินรางวัลรวม 3 ล้านบาท โดยมี นิติธร ทิพย์พงษ์ คว้าที่สอง พ่ายสโตรกเดียว ที่สนามรอยัลฮิลส์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา ระยะ 7,450 หลา พาร์ 71 จ.นครนายก เมื่อ 14 พ.ย.64

การแข่งขันกอล์ฟอาชีพสะสมคะแนนอันดับโลก ออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์ 2021 จัดแข่งขันภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จากการสนับสนุนโดย บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย รวมถึงสปอนเซอร์ของออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ ร่วมกันจัดแข่งขันรายการ “สิงห์ คลาสสิก 2021” ชิงเงินรางวัลรวม 3 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 11-14 พฤศจิกายน 2564 ณ สนามรอยัลฮิลส์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา ระยะ 7,450 หลา พาร์ 71 จ.นครนายก  ผู้ชนะจะรับเงินรางวัลไปครอง 450,000 บาท และอันดับโลก 5 คะแนน 

การแข่งขันรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา สดมภ์ แก้วกาญจนา ที่ลงเล่นออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2 รายการหลังสุดสามารถคว้าแชมป์ไปครองได้ทั้งสองรายการยังโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเก็บเพิ่มอีก 5 เบอร์ดี้ก่อนจะมาพลาดออกโบกี้ที่หลุมสุดท้ายก่อนจบวัน 4 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสี่วัน 9 อันเดอร์พาร์ 275 คว้าแชมป์ออลไทยแลนด์เป็นรายการที่สามติดต่อกัน และเป็นการคว้าแชมป์เป็นรายการที่สี่จากการลงเล่นห้ารายการหลังสุด รับเงินรางวัลไปครอง 450,000 บาท และคะแนนสะสมอันดับโลก 5 คะแนน

ชัยชนะรายการนี้นับเป็นคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์รายการที่ห้าในชีวิตและเป็นแชมป์ระดับอาชีพรายการที่เจ็ดซึ่ง สดมภ์ เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจและภูมิใจที่สามารถทำไ้ด้อีกครั้ง จริงๆก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้แชมป์ ต้องถือว่าเกินความคาดหมายครับ สำหรับสัปดาห์นี้ลูกสั้นและลูกพัตต์ช่วยได้มากครับ จริงๆก็พัตต์ดีอยู่แล้ว พอได้ลูกสั้นมาเสริมก็ทำให้เรามีโอกาสได้พัตต์ใกล้ขึ้น กล้าตีเข้าธงมากขึ้น ไม่กลัวที่จะผิด ส่วนในรอบสุดท้ายก็ถือว่าตีได้ตามมาตรฐาน ตีเหล็กเข้าไปใกล้ๆสี่หลุมที่ทำให้ได้เบอร์ดี้ ก็รู้สึกดีใจที่ช็อตเราดีครับ”

การแข่งขันฤดูกาลนี้ สดมภ์ คว้าแชมป์ไปแล้ว 4 รายการ เริ่มต้นด้วยการคว้าแชมป์ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์ ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่บลูแคนยอน คันทรี่คลับ เลกส์คอร์ส จ.ภูเก็ต ตามด้วยการคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 3 รายการติดต่อกันในศึกลากูนากอล์ฟ ภูเก็ต ที่สนามสนามลากูน่า กอล์ฟ ภูเก็ต ตามด้วยแชมป์ไทยแลนด์ โอเพ่น ที่สนามริเวอร์เดล กอล์ฟคลับ จ.ปทุมธานี และชัยชนะรายการนี้ที่นามรอยัลฮิลส์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.นครนายก>> ทางด้าน นิติธร ทิพย์พงษ์ เจ้าของแชมป์รายการระดับอาชีพ 2 รายการและกำลังตามล่าแชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์รายการแรกในชีวิตออกสตาร์ทรอบสุดท้ายในฐานะผู้นำร่วม ซึ่งนักกอล์ฟวัย 25 ปีจากปทุมธานีที่เปิดฉากรอบสุดท้ายด้วยการเก็บสองเบอร์ดี้ในการเล่นสามหลุมแรกแทบจะดวลกันตัวต่อตัวกับ สดมภ์ ก่อนจบสกอร์รอบสุดท้าย 3 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสี่วัน 8 อันเดอร์พาร์ 276 พ่ายไปเพียงสโตรกเดียว รับเงินรางวัลปลอบใจไป 285,000 บาท

ส่วน ฉ่างไท้ สุดโสม นักกอลฟวัย 27 ปีจากชลบุรี เข้ารอบสุดท้ายเก็บเข้ามาอีก 6 เบอร์ดี้ก่อนจบรอบ 5 อันเดอร์พาร์ 66 นับเป็นสกอร์ดีที่สุดของวัน รวมสี่วัน 6 อันเดอร์พาร์ 278 ขยับขึ้นมาจบอันดับสามร่วมกับ เศรษฐี ประคองเวช แชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2 รายการวัย 27 ปีจากชลบุรีที่ทำสกอร์รอบสุดท้ายเข้ามา 3 อันเดอร์พาร์ 68 แบ่งเงินรางวัลไปคนละ 145,125 บาท

สำหรับ ชนาดล ดนตรี นักกอล์ฟสมัครเล่นที่ผ่านเข้ามาเล่นในสองวันสุดท้าย เข้ารอบสุดท้ายตีเกินไป 7 โอเวอร์พาร์ 78 รวมสี่วัน 15 โอเวอร์พาร์ 299 หล่นไปจบอันดับห้าสิบสองร่วม แต่ยังดีพอที่จะคว้ารางวัลศุภพร มาพึ่งพงศ์ ไปครองในฐานะนักกอล์ฟสมัครเล่นที่ทำผลงานดีที่สุด

สรุปผลสิงห์ คลาสสิก รอบสุดท้าย (สนามพาร์ 71)>

  • 275 สดมภ์ แก้วกาญจนา 69-69-70-67 (เงินรางวัล 450,000 บาท)
  • 276 นิติธร ทิพย์พงษ์ 67-71-70-68 (เงินรางวัล 285,000 บาท)
  • 278 ฉ่างไท้ สุดโสม 68-72-72-66, เศรษฐี ประคองเวช 69-66-75-68 (เงินรางวัลคนละ 145,125 บาท)
  • 281 วาณิช เพ็ชรฤทธิ์ 71-67-73-70 (เงินรางวัล 96,750 บาท)
  • 282 เนติพงศ์ ศรีทอง 73-70-69-70, รัฐธีร์ ศิริธนากุลศักดิ์ 70-67-71-74 (เงินรางวัลคนละ 78,000 บาท)
  • 283 ถิรวัฒน์ แก้วศิริบัณฑิต 68-72-74-69, ปวิธ ตั้งกมลประเสริฐ 69-69-75-70 (เงินรางวัลคนละ 65,250 บาท)
  • 284 ธนกร ทิพยจันทร์ 74-73-69-68 (เงินรางวัล 59,250 บาท)
  • 286 วันชัย หลวงนิติกุล 68-74-75-69, อมรินทร์ กรัยวิเชียร 71-70-75-70 (เงินรางวัลคนละ 54,450 บาท)
  • 287  วิชญภัทร สินสร้าง 70-74-74-69, ณัฐดนัย เนื่องจากนิล 72-72-73-71, อิทธิพัทธ์ บูรณธัญรัตน์ 72-71-73-71 (เงินรางวัลคนละ 48,650 บาท)
  • 288  เด่นวิทย์ เดวิด บริบูรณ์ทรัพย์ 71-73-74-70, ชัยพัชร์ คูณมาก 73-71-71-73, ภวินท์ อิงคะประดิษฐ์ 77-70-67-74 (เงินรางวัลคนละ 43,250 บาท

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ : เทคนิคบริหารเงินฉบับคนมีคู่

0

ฟังนักวางแผนการเงิน สาธิต บวรสันติสุทธิ์ แนะเทคนิคบริหารเงินฉบับคนมีคู่

ชีวิตสมรสของหลายคู่ มักเผชิญอุปสรรค และมีอันต้องจบลงด้วยการหย่าร้าง เลิกรากัน จากสถิติแล้ว หนีไม่พ้นเรื่องปัญหาเงินๆทองๆ กับเรื่องการเงินของครอบครัว

ดังนั้นก่อนตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกัน อยากแนะนำให้

1.ศึกษานิสัยก่อนแต่ง ความรักสำคัญก็จริง แต่เรื่องนิสัยการใช้จ่ายเงินก็สำคัญไม่แพ้กัน

2.ตกลงเรื่องทรัพย์สิน/หนี้สิน อะไรส่วนตัว อะไรสมรส ถ้าเจอคนมีภาระหนี้สินอยู่ ตัดสินใจให้ดี

3.ตกลงวิธีบริหารเงิน การเปิดบัญชีร่วม ตัดสินใจร่วมกัน ผ่านการวิเคราะห์ โอกาสที่จะเป็นหนี้ ก็จะน้อย

4.การตัดสินใจด้านการเงิน การตัดสินใจเรื่องเงินร่วมกัน จะทำให้การวางแผน และใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างรอบคอบ และระมัดระวังมากขึ้น

ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้ง โชว์แกร่ง กำไรพุ่ง 1.6 พันล้าน โตสวนโควิด

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำงวด 9 เดือน สิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2564 ว่า TIPH มีผลการดำเนินงานขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยสามารถทำกำไรสุทธิรวม 1,624.72 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 2.71 บาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 1,609.99 ล้านบาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น 2.68 บาท

ในส่วนของรายได้ บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 19,397.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 17% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับในทุกประเภทผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีกำไรจากการลงทุนรวม 722.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.72% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้กำไรเติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ดร. สมพร กล่าวว่า บริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขยายฐานการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น

ด้วยประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ล่าสุด TIP ได้รับรางวัล “ประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับหนึ่งประจำปี 2563” ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และรางวัล “บริษัทประกันวินาศภัยที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีประกันภัยดีเด่น ประจำปี 2563” จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)  ที่คัดเลือกบริษัทประกันภัย ที่มีการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ฐานะทางการเงินที่มั่นคง ธรรมาภิบาลเป็นเลิศ และบริษัทที่มีทิศทางและกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจสู่การเป็นผู้นำประกันภัยด้านดิจิทัล ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ประกันภัยและการให้บริการที่ตอบสนองประชาชนโดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคตของ TIPH นอกจากการผลักดันให้ มีการขยายตัวของเบี้ยประกันภัยรับอย่างต่อเนื่องแล้ว บริษัทยังมีแผนการขยายธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2564 จนถึงปี 2565 ในการศึกษาแนวทางในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทที่ประกอบธุรกิจสนับสนุนธุรกิจประกันภัย 2-3 ธุรกิจ โดยตั้งเป้าไปที่บริษัทที่ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัย และบริษัทที่ประกอบธุรกิจสำรวจภัยและจัดการสินไหม รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทประกันภัยใหม่ หรือการเข้าซื้อกิจการที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อรองรับการขยายธุรกิจประกันภัยที่มีศักยภาพ เช่น Digital Insurance รวมถึงการ Spin Off หน่วยธุรกิจออกเป็นบริษัทใหม่

ทั้งนี้สำหรับการลงทุนในธุรกิจสนับสนุนประกันภัย ล่าสุดคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้จัดตั้งบริษัท ทิพย ไอเอสบี จำกัด (TIP ISB) เพื่อเป็นบริษัทเรือธง หรือ Flagship Company สำหรับลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนธุรกิจประกันภัย (Insurance Supported Business)

“บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ยังคงยืนยันเป้าหมายในการเดินหน้าขึ้นสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงธุรกิจประกันภัยไปสู่มิติใหม่ ขยายขอบข่ายการดำเนินธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลาย ควบคู่ไปกับการมอบสิ่งดี ๆ คืนสู่สังคม รวมถึงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต” ดร.สมพร กล่าว

myAIS แอปฯ มือถือค่ายเดียว ติด Top 10 คนไทยใช้มากที่สุด

0

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ AIS เปิดเผยว่า แอปฯ myAIS ก้าวสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แอปไทยจากผู้ให้บริการมือถือเพียง 1 เดียว ที่ We Are Social รายงานสถิติ Thailand Digital Stat 2021 ได้จัดอันดับให้อยู่ใน Top10 ของแอปที่คนไทยใช้มากที่สุด (รวมแอป social ยอดนิยมต่างประเทศ) ล่าสุด ชูแนวคิด myAIS รู้ใจไม่รู้จบ ทำได้มากกว่าที่คิด เพิ่มฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หลัก สุขภาพ ช้อป กิน/ดื่ม ครบจบในแอปเดียว  

บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ AIS

“จากการติดตามพฤติกรรมการใช้บริการผ่านช่องทางต่างๆ ของลูกค้าและคนไทย ทำให้พบว่า ช่องทาง Online อย่าง myAIS ที่เป็นเหมือนการรวมฟังก์ชั่นทั้ง AIS Shop และ AIS Call Center เข้าด้วยกัน ได้เติบโตอย่างรวดเร็วจนวันนี้เป็นช่องทางอันดับ 1 ที่ลูกค้าและคนไทยเลือกใช้มากที่สุด ถึงกว่า 30 ล้าน Transaction/เดือน จาก 8 ล้านเลขหมายต่อเดือน และมียอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น 50% เทียบจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครบถ้วน Real Time  จึงเป็นที่มาของการที่เรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ myAIS  ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา พร้อมประสบการณ์ความสะดวกสบายที่มากยิ่งกว่า  ดังนั้น จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่เราพัฒนาฟีเจอร์ล่าสุด เพื่อรวมบริการและสิทธิพิเศษด้านสุขภาพ, ช้อปปิ้ง และกิน/ดื่ม เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานในยุค New Normal ไปอีกขั้นนั่นเอง” 

โดยครั้งนี้ myAIS ได้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าครอบคลุม 3 ไลฟ์สไตล์หลัก ดังนี้

•         สายสุขภาพ มัดรวมบริการและสิทธิพิเศษในหมวด Well Being ครบทั้งเรื่องสุขภาพไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดบริการ Telemedicine, ประกันแพ้วัคซีนโควิด-19 และส่วนลด ณ ร้านขายยาชั้นนำกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ ประกอบกับเทรนด์ที่คนให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพและความงามเพิ่มมากขึ้น AIS จึงขยายการดูแลสุขภาพด้วยบริการ “หมอผิวหนังออนไลน์” ที่จับมือกับ Skin X แอปพลิเคชันเจ้าแรกที่ให้บริการหลากหลายในด้านผิวพรรณผ่านออนไลน์แบบครบวงจร โดยลูกค้า AIS และ AIS Fibre รับส่วนลด 100 บาท พิเศษ! ลูกค้า AIS Serenade ใช้บริการฟรี 1 ครั้ง! (มูลค่า 250 บาท) 

•         สายช้อป นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา พบว่ายอดการใช้สิทธิพิเศษด้านออนไลน์ช้อปปิ้งเติบโตขึ้น 2 เท่า เราจึงร่วมมือกับ The Mall ยกห้างมาไว้บนมือถือ ภายใต้แคมเปญ “myAIS Mobile Life Store Powered by M Online” ช้อปง่ายบน myAIS ตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบการช้อปปิ้งออนไลน์ พร้อมนำเสนอสินค้าที่โดนใจแบบ Personalized ด้วยสินค้าไฮไลท์จำนวนกว่า 250 รายการ พร้อมสิทธิพิเศษจัดเต็มส่วนลดสูงสุดถึง 400 บาท เมื่อซื้อครบ 2,000 บาทขึ้นไป

•         สายกิน AIS จัดเต็มส่วนลดฟู้ดเดลิเวอรี่ โดยในช่วง Lockdown ที่ผ่านมา ยอดการใช้สิทธิพิเศษเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สูงกว่าช่วงปกติถึง 6 เท่า โดยล่าสุดตามที่ภาครัฐได้ให้แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 3 AIS จับมือกับ LINE MAN ให้ลูกค้าอิ่มฟิน ลดมากกว่าครึ่ง! เพียงใช้
AIS Points แลกรับส่วนลดค่าอาหารสูงสุด 60 บาท เมื่อสั่งคนละครึ่งผ่าน LINE MAN

myAIS ยังได้เตรียมสิทธิพิเศษอีกมากมายสำหรับการแลกพอยท์ช่วงปลายปี ทั้งของพรีเมี่ยม ที่เป็นการพบกันครั้งแรกของน้องอุ่นใจ กับ ReenP และ Jay The Rabbit / แลกไลน์สติ๊กเกอร์ คอลเล็กชั่นใหม่ / ลุ้นของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีพ ไม่ว่าจะเป็น PlayStation5, Samsung Galaxy Z Fold 3 5G (512 GB) และทองคำ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

เอไอเอสภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนร้านค้าที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา โดย myAIS  เป็นอีกหนึ่งช่องทางหลักที่ช่วยให้ลูกค้าเอไอเอส สามารถตรวจสอบและใช้ AIS Points เป็นส่วนลดแทนเงินสด เพื่อเป็นการอุดหนุนร้านค้ารายเล็กในโครงการ เอไอเอส พารวย โดยปัจจุบันมีร้านค้าพารวยเข้าร่วมโครงการแล้วถึง 10,000 ร้านค้า รวมถึงร้านค้าถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการพอยท์เพย์ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย โดยสามารถใช้ AIS Points ได้เต็มจำนวน หรือจะเป็นส่วนลดจ่ายคู่กับเงินสดก็ได้เช่นกัน ซึ่งในขณะนี้มีร้านที่เข้าร่วมกว่า 45,000 ร้านค้า โดยภายในปีนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 200,000 ร้านค้า และภายในปีหน้า ร้านค้าถุงเงินจะเข้าร่วมรายการ 700,000 ร้านทั่วประเทศ

“ในทุกช่วงเวลาที่ผ่านไป เราต่างรับรู้กันว่า พฤติกรรมผู้บริโภคจะมีความซับซ้อนมากขึ้น การจะตอบโจทย์ความต้องการเพื่อส่งมอบบริการและประสบการณ์ที่ตรงจุดได้ คือต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ นับเป็นความท้าทายในการสร้างสรรค์งานบริการทั้งในส่วนของ Functional และ Emotional โดยมีเป้าหมายให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเรา เพราะสินค้าหรือบริการ 1 อย่าง ย่อมไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มได้  ดังนั้น จึงหมดยุคของการคิดแบบ One Size Fits All อีกต่อไป myAIS จึงยืนยันว่า เราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถ มุ่งสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อการใช้งานแบบไร้รอยต่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมก้าวสู่ความเป็น Personalized Super App ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน”

“โรงเรียนเกษตรพอเพียง” ของบุญรอดเอเซียเบเวอเรช คว้ารางวัล โครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง 2564

0

บริษัท​ บุญรอดเอเซียเบเวอเรช จำกัด จังหวัดสิงห์บุรี บริษัทในเครือ บุญรอดบริวเวอรี่ ได้รับรางวัลจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ให้เป็น “สถานประกอบกิจการต้นแบบ โครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2564” จากโครงการ “โรงเรียนเกษตรพอเพียง” โดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีเกณฑ์การคัดเลือกจากสถานประกอบการที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานตลอดจนชุมชนรอบๆ ด้วยแนวคิดทางทางการเกษตรและเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์

ทั้งนี้ โครงการ “โรงเรียนเกษตรพอเพียง” เป็นโครงการที่มีจุดเริ่มต้นมาจาก คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่ได้ทำโครงการนี้ร่วมกับโรงเรียนชาวนาจ.เชียงราย ด้วยเจตนารมณ์ที่อยากให้มีโครงการอาหารกลางวันที่ยั่งยืนแก่บรรดาเด็กนักเรียนในโรงเรียนต่างๆในทั่วประเทศ และโครงการนี้ได้เติบโตงอกงามผลิออกดอกออกผล จนขยายมาสู่การทำแปลงเกษตรในสถานประกอบการของบริษัทฯ ในเครือบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ฯ กว่า 10 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในโรงงานนำมาทำเป็นแปลงผักปลอดสารและสวนเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ที่ดินและเพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนท้องถิ่น บนพื้นฐานของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

โดย บริษัท บุญรอดเอเซียเบเวอเรช จำกัด ได้ใช้พื้นที่ในสถานประกอบการ จัดทำเป็นแปลงเกษตรแบบปลอดสารเคมี โดยได้ปลูกข้าวหอมมะลิ พืชสวนครัวและผักตามฤดูกาล ขุดบ่อเลี้ยงปลา แล้วนำผลผลิตที่ได้มาแจกจ่ายเป็นสวัสดิการให้กับพนักงานและนำไปแบ่งปันให้โรงเรียนต่างๆ ใช้เป็นวัตถุดิบทำอาหารกลางวันให้นักเรียน รวมทั้งมอบให้ชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงโรงงาน ได้นำไปบริโภคในครัวเรือน เป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพ นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำความรู้ด้านการเกษตร พร้อมแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวให้พนักงานและชาวบ้านในชุมชน นำไปขยายพันธุ์เพาะปลูกในแปลงเกษตรของตัวเองที่บ้าน เป็นการส่งเสริมวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในครัวเรือน และยังสามารถทำเป็นอาชีพรองช่วยสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวได้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 บริษัท บุญรอดเอเซียเบเวอเรช ได้นำผลผลิตที่่ได้ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ​ ช่วยดูแลชาวบ้านและชุมชนในด้านความเป็นอยู่ ผ่านโครงการสิงห์อาสาต่างๆ ด้วยการจัด “รถพุ่มพวง” นำผลผลิตจากแปลงเกษตรในโรงงาน ทั้งผักและผลไม้สดๆ ปลอดสาร ใส่รถออกตระเวนเดินทางไปมอบถึงมือชาวบ้านยังจุดต่างๆ เป็นการเติมกำลังใจ มอบความสุข บรรเทาความเดือดร้อนและช่วยคลายความทุกข์ในวิกฤตที่เกิดขึ้น ผลผลิตพืชผักต่างๆ จากแปลงเกษตรเหล่านี้ จึงประหนึ่งเป็นเสมือนสายใยเชื่อมใจ ช่วยสร้างความรัก ความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับชาวบ้านในชุมชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นอกจากนี้ บริษัท บุญรอดเอเซียเบเวอเรช จำกัด ยังได้นำผลผลิตต่างๆ มาแปรรูปปรุงเป็นอาหาร ในโรงครัวของบริษัทฯ นำไปมอบให้กับชาวบ้านในชุมชนรอบๆโรงงานกว่า 1,300 ครัวเรือนที่ต.พระงาม อ.พรหมบุรี รวมทั้งยังได้นำอาหารที่ปรุงจากพืชผักจากแปลงเกษตรของโรงงานและน้ำดื่มสิงห์ ไปมอบให้กับบรรดาอาสาสมัครสาธารณสุข บุคคลากรการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกส่วน ในโรงพยาบาลสนามของจังหวัดสิงห์บุรี เป็นการสนับสนุนและให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลากรเหล่านี้ ที่ต้องทำงานหนักและเหน็ดเหนื่อยอย่างมากจากการดูแลผู้ป่วยโควิดที่มีจำนวนมากในแต่ะวันในช่วงภาวะวิกฤตโควิด

การดำเนินโครงการ “โรงเรียนเกษตรพอเพียง” ของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ บริษัทในเครือ ที่ได้มีส่วนช่วยเหลือดูแลสังคมและพนักงานในองค์กร รวมทั้งชุมชนตลอดมา ตอกย้ำแนวคิดของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้ แนวคิด “องค์กร ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ต้องอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน” ที่นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จึงทำให้บริษัท บุญรอดเอเซียเบเวอเรซ จำกัด ได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานประกอบการต้นแบบ” โครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงงาน ประจำปี 2564”