Home Blog Page 364

สามเทพลูกนิ่มไทยซิวทอง​ ตีตั๋วชิงแชมป์บอคเซียโลก

0

“เจ้าต่อ” วัชรพล วงษา,“เจมส์” วรวุฒิ แสงอำภา และ จิตรา เพ็ญสูตร สามเทพลูกนิ่มพิการไทย ประกาศศักดาเอาชนะโสมขาว 7-3 คว้าเหรียญทองมาครองอย่างยิ่งใหญ่พร้อมตั๋วไปชิงแชมป์โลกที่บราซิลปลายปีหน้า

การแข่งขันบอคเซียชิงแชมป์ภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย รายการ “ฟาซซ่า ดูไบ 2021 เวิลด์ บอคเซีย โอเชีย-โอเชียเนีย แชมเปี้ยนชิพส์” โดยรายการนี้มีนักกีฬารวม 70 คน จาก 9 ประเทศร่วมชิงชัย ประกอบด้วย ไทย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, อินเดีย, เขตปกครองพิเศษฮ่องกง, คูเวต, อิรัก และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เจ้าภาพ แข่งขันระหว่างวันที่ 13-19 พ.ย.64 ที่ศูนย์กีฬาชาบับ อัล อาห์ลี คลับ นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ย.64 หรือ ช่วงดึกวันที่ 19 พ.ย.64 ตามเวลาไทย ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ ทีมบีซี1/2 โดยรอบรองชนะเลิศในช่วงเช้า ทีมชาติไทย ที่ประกอบด้วย “ต่อ” วัชรพล วงษา, “เจมส์” วรวุฒิ แสงอำภา และ จิตรา เพ็ญสูตร โคจรมาพบกับ ทีมฮ่องกง ผลปรากฏว่า พลพรรคลูกนิ่มไทยยังรักษามาตราฐานเอาชนะไปได้ 7-4 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับ ทีมเกาหลีใต้ ที่เอาชนะ ญี่ปุ่นมา 6-2 และในรอบชิงชนะเลิศทั้งไทยและโสมขาว เล่นกันอย่างรัดกุม ก่อนที่สามเทพลูกนิ่มทีมชาติไทยจะผนึกกำลังเอาชนะเกาหลีใต้ไปแบบสุดมัน 7-3 หยิบเหรียญทองกลับบ้านอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมการันตีสิทธิ์ไปแข่งขัน เวิลด์ บอคเซีย แชมเปี้ยนชิพ ที่ เมือง ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ในปลายปี 2022 ส่วนเหรียญทองแดงเป็นของ ฮ่องกง ที่เอาชนะ ญี่ปุ่น ไป 6-4

ด้านคู่ผสม บีซี3 มี 5 ชาติได้แก่ ญี่ปุ่น , เกาหลีใต้, ฮ่องกง, สิงคโปร์, และ ไทย ซึ่งแข่งขันแบบพบกันหมด ทีมทีมีคะแนนมากที่สุดก็จะคว้าเหรียญทองทันที ซึ่งทีมชาติไทย ที่มี อรรคเดช ชูชื่นกลิ่น และ ลดามณี กล้าหาญ ลงสนามแข่งขันวันสุดท้าย ช่วงเช้าเอาชนะสิงคโปร์  ไปขาดลอย 5-0 แต่ในช่วงค่ำ ต้านความแข็งแกร่งฮ่องกงไม่ไหว พ่ายไป 0-7 ส่งผลให้ ประเภทคู่ บีซี3 ไทยจบที่อันดับ 3 คว้าเหรียญทองแดงมาครองด้วยผลงาน ชนะ 2 แพ้ 2  ส่วน เหรียญทอง เป็นของ ฮ่องกง ที่ชนะรวด 4 นัด และ เกาหลีใต้ ที่ชนะ 3 แพ้ 1 คว้าเหรียญเงิน

ขณะที่คู่ผสม บีซี4 ช่วงเช้ารอบรองชนะเลิศ ทีมคู่ไทย ที่มี “เปเล่” พรโชค ลาภเย็น และ นวลจันทร์ พลศิลา พบกับ ฮ่องกง  ผลปรากฏว่า ไทยสู้สุดใจแต่ต้านไม่ไหวพ่าย ฮ่องกงไป 1-5  ต้องไปชิงอันดับ 3 กับญี่ปุ่น ที่แพ้ฮ่องกงมา  และ พรโชค และ นวลจันทร์ ก็จะคืนฟอร์มเก่ง ช่วยกันพิชิต ญี่ปุ่น ไป 7-0 คว้าเหรียญทองแดงมาปลอบใจ ส่วนเหรียญทองเป็นของ ฮ่องกง ที่เอาชนะ เกาหลีใต้ ไปขาดลอย 10-0

สรุปผลงานของทัพบอคเซียไทยในการแข่งขัน “ฟาซซ่า ดูไบ 2021 เวิลด์ บอคเซีย โอเชีย-โอเชียเนีย แชมเปี้ยนชิพส์” ไทยคว้ามาได้ 3 เหรียญทอง จาก วัชรพล วงษา บุคคลชาย บีซี2, ลดามณี กล้าหาญ บุคคลหญิง บีซี3 และจากประเภททีม  บีซี1/2 (วัชรพล วงษา, วรวุฒิ แสงอำภา และ จิตรา เพ็ญสูตร), ทำได้ 2 เหรียญเงิน จาก พรโชค ลาภเย็น บุคคลชาย บีซี4, นวลจันทร์ พลศิลา บุคคลหญิง บีซี4 และ 3 เหรียญทองแดง จาก คู่ผสม บีซี3 (อรรคเดช ชูชื่นกลิ่น และ ลดามณี กล้าหาญ), คู่ผสม บีซี4 (พรโชค ลาภเย็น และ นวลจันทร์ พลศิลา) และ วรวุฒิ แสงอำภา ประเภทบุคคลชาย บีซี2

รู้เก็บรู้ออม : Set In The City 2021

0

สัปดาห์นี้ ต้องพูดถึง งานมหกรรมการลงทุน SET in the City ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุ่มเทใจจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ถือเป็นอีเวนต์สำคัญส่งท้ายปีที่ทุกคนเฝ้ารอ ทั้งนักลงทุนหน้าเก่าหน้าใหม่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ที่เริ่มสนใจเรื่องการลงทุน ห้ามพลาดเด็ดขาด!!

ถึงเวลาแล้วที่เงินออมเงินเก็บที่มีอยู่จะผลิดอกออกผล ผ่านการลงทุนรูปแบบต่างๆที่นักลงทุนจะได้รับความรู้และโอกาสจากงานนี้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย!! ถือ เป็นอีกภารกิจสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้างความรู้ความเข้าใจ ด้านการลงทุนให้กับคนไทย โดยผ่านกิจกรรมครั้งสำคัญนี้

โดยรูปแบบงานปีนี้ จะเป็นแบบออนไลน์ Virtual Conference อยู่ที่ไหนก็เข้าถึงได้ พร้อมข้อมูลความรู้เนื้อหาและประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับเต็มๆ เหมือนทุกครั้งการันตีได้

ปีนี้ SET in the City 2021 จัดในคอนเซปต์ “เทรนด์ชีวิต เทรนด์ลงทุน” ชวนมาเปิดมุมมอง พร้อมรับโลกใหม่ของการลงทุน งานจะมีขึ้นวันที่ 20 และ 21 พ.ย.นี้ พบกับกูรู นักวิเคราะห์ ผู้จัดการกองทุนที่มากด้วยประสบการณ์ ระดับแถวหน้าของวงการกว่า 30 ชีวิตมาถ่ายทอดความรู้และมุมมองผ่านหัวข้อสัมมนาที่จัดเต็มตลอดทั้ง 2 วัน!!

ประเดิมวันแรกกับ “เทรนด์ลงทุน” ฉายให้เห็นภาพทิศทางปีหน้า กับหัวข้อ “เศรษฐกิจ การลงทุน ความท้าทาย ในปี 2022” ในภาคเช้า และภาคบ่ายต่อด้วยหัวข้อ “เทรนด์ลงทุน เมื่อตลาดหุ้นไร้พรมแดน” แล้วมาเจาะลึกกับ “ลงทุนทันเทรนด์” โดยนักวิเคราะห์จะมา แนะนำ 3 ธีมลงทุนที่น่าจับตา ได้แก่ New S-Curve, ESG &พลังงานสะอาด และ Reopening รวมทั้งแนะนำกองทุนเด่นที่น่าสนใจ เน้นผลตอบแทน โดยผู้จัดการกองทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนทดแทนเงินฝากได้/ ให้ปันผลต่อเนื่อง, กองทุนมั่งคั่ง ยั่งยืน กับธุรกิจยั่งยืน และกองทุนเกาะติดเทรนด์โลกต้องมีติดพอร์ต

นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อที่น่าสนใจกับ “เทรนด์ชีวิต” ในวันที่ 2 ของงาน อย่าง “โลกเปลี่ยน ต้องปรับ รับโลกลงทุนใหม่ ใน New Normal”, “เมื่อชีวิต… ต้องคิดลงทุน” ปิดท้ายแนะนำให้รู้จัก กับ “Smart to Invest” “ เครื่องมือลงทุนหุ้น กองทุน” ที่จะช่วยให้เราเลือกได้.. ใช้เป็น เจาะเครื่องมือสแกนกองทุน และ “DIY สแกนหุ้นอินเทรนด์ ด้วยเครื่องมือเทรด”

ลงทะเบียน และชมสด ดูฟรี กันที่ช่องทาง www.set.or.th/setinthecity คุณนายพารวย กล้าการันตีว่า จะได้ทั้งข้อมูล ความรู้ ทิศทางและแนวคิดเด็ดๆนำไปใช้วางแผนการเงินการลงทุน โดยปรับให้เหมาะสมกับตัวเองได้แน่นอน ขอแค่อย่าปิดโอกาสตัวเอง งานเริ่มพรุ่งนี้แล้วนะคะ ขอย้ำอย่าพลาดโอกาสดีๆมีปีละหนค่า

ปิดท้ายวันนี้ “คุณนายพารวย” ขอกำลังใจจากผู้อ่านช่วยแนะนำติชมคอลัมน์นี้ เพื่อคุณนายจะนำข้อแนะนำความคิดเห็นไปพัฒนาปรับปรุงเนื้อหา และนำข้อมูลความรู้มาถ่ายทอด ให้ได้ตรงใจตรงความต้องการของผู้อ่านให้มากยิ่งขึ้น คุณนายจะมี ATK ชุดตรวจโควิดด้วยตัวเอง เป็นของรางวัลเล็กน้อยส่งไปให้ สำหรับ 100 ท่านแรก เพียงกดLink นี้…( https:// bit.ly/3FqTLx9) หรือสแกน QR code ตอบแบบสอบถามนี้ให้ด้วยนะคะ

กราบขอบพระคุณล่วงหน้า ขอให้ทุกท่านเฮงเฮง รวยรวย ปังปัง รอดพ้นจากโควิดด้วยค่า.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สสว.-กสอ. ผนึก เซเว่น อีเลฟเว่น มอบรางวัล “เซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอียั่งยืน 2021”

0

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เปิดเผยว่า เซเว่น อีเลฟเว่นร่วมกับ 2 หน่วยงานพันธมิตรสำคัญได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จัดงานมอบรางวัล“เซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอียั่งยืน 2021” โดยปีนี้เป็นปีที่ 5 เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกกลุ่มสินค้า ในการเดินหน้าพัฒนาธุรกิจและยกระดับคุณภาพสินค้าของตนเองสู่มาตรฐานสากล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งในปีนี้มีการแบ่งประเภทรางวัลทั้งสิ้น 9 ประเภท รวมจำนวนเอสเอ็มอีที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและได้รับรางวัลจำนวน 16 ราย 

ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

“แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่อการประกอบธุรกิจ แต่ก็มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวนไม่น้อยที่สามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างน่าชื่นชม เซเว่น อีเลฟเว่น และหน่วยงานพันธมิตรทั้ง 2 ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีมาตลอด จึงอยากขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเชิดชูเกียรติเอสเอ็มอีที่สามารถยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าสู่สากล ด้วยเชื่อมั่นว่ารางวัลเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์และต่อยอดโอกาสให้แก่ผู้ที่ได้รับรางวัลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสินค้าชุมชน กลุ่มสินค้าเกษตร กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกันผู้ได้รับรางวัลจะเป็นเอสเอ็มอีต้นแบบให้แก่เอสเอ็มอีรายอื่นๆ และคนรุ่นใหม่ในการพัฒนาสินค้าและธุรกิจของตนเองให้เข้มแข็งและมีศักยภาพที่ยอดเยี่ยมในอนาคต”

สำหรับความพิเศษของการจัดงานในปีนี้คือ เป็นการจัดในรูปแบบไฮบริด (HYBRID) เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และเพื่อความปลอดภัยของผู้ร่วมงาน โดยกิจกรรมภายในงานมีการจัดแสดงสินค้าของผู้ที่ได้รับรางวัล พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “สร้างแบรนด์ SME ในยุค Next Normal โดย คุณโอลิเวอร์-กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับเอสเอ็มอีนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจ สอดรับกับปณิธานที่ว่า “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” ผ่านภารกิจ ให้ SME ได้แก่ 1.ให้ช่องทางขาย 2.ให้ความรู้ และ 3.ให้การสนับสนุน 

นายวีระพงศ์  มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานกลางที่ประสานความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในทุกรูปแบบ อาทิ  การให้ความช่วยเหลือในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การให้ความรู้ เพื่อผลักดันให้เอสเอ็มอีสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล และยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา สสว. ยิ่งต้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือ การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านโครงต่างๆ ของ สสว. และงานมอบรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะได้เรียนรู้กลยุทธ์และแนวคิดการทำธุรกิจในยุค Next Normal รวมทั้งการขยายตลาดสู่ ASEAN และสากลด้วย ซึ่งสสว.จะเป็นคลังข้อมูลธุรกิจประตูสู่อาเซียนและสากล (Your business information gateway to ASEAN and beyond) 

นางสาวอริยาพร อำนรรฆสรเดช ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กสอ. กล่าวว่า กสอ. ตระหนักว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแนวคิดการส่งเสริมและสนับสนุน SME ตามนโยบาย “ STI ” โดย S คือ Skill (ทักษะเร่งด่วน) T คือ Tools (เครื่องมือเร่งด่วน) และ I คือ Industry (อุตสาหกรรมเร่งด่วน) เพื่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน สำหรับความร่วมมือในการมอบรางวัลเซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอียั่งยืน 2021 ในครั้งนี้ จะเป็นทั้งการร่วมเชิดชูและเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เอสเอ็มอีในทุกอุตสาหกรรมในการพัฒนาตัวเองต่อไป 

สำหรับรายชื่อเอสเอ็มอีที่ได้รับรางวัล 9 ประเภท รวมจำนวน 16 รางวัล ประกอบด้วย 

1SME ยั่งยืน ได้แก่ 

  • อาหารทานเล่น “แน็คเก็ต” จาก บริษัท ทันน่า ฟู๊ดส์ จำกัด 

2. SME ยอดเยี่ยม ได้แก่ 

  • ยาดมสมุนไพร “หงส์ไทย” จาก บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด 
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โมริกามิ และเดอะเนเจอร์ จาก บริษัท ป่าล้านไร่ จำกัด 

3. SME ดาวรุ่ง ได้แก่ 

  • ขนมเปี๊ยะ “เอพริล เบเกอรี่” จาก บริษัท สิงหา ฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด 
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว “เคลียร์โนส” จาก บริษัท เอ็นอาร์พีแอล เอเชีย จำกัด 

4. SME สินค้าเกษตร ได้แก่                 

  • ผลไม้สด จาก บริษัท ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง จำกัด 
  • ผลไม้สด จาก บริษัท เอส. พี. เอส. ฟรุ๊ตส์ จำกัด 

5. SME ผู้ประกอบการชุมชน ได้แก่ 

  • ผลิตภัณฑ์ “แคบหมึก รุ่งธนา” จาก บริษัท รุ่งธนาอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด        
  • ผลิตภัณฑ์ชาชงสมุนไพรและสมุนไพรแห้ง “ด็อกเตอร์กรีน” จาก บริษัท ดาริชกรีน จำกัด 

6. SME ความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ 

  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “โอเมส” จาก บริษัท โอเมส ไบโอเทค จำกัด          

7. SME ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ได้แก่ 

  • ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว “อะกรีไลฟ์” จาก บริษัท อะกรีไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด 
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “เรียลอิลิคเซอร์” จาก บริษัท นูทริชั่น โปรเฟส จำกัด            

8. SME ผู้รับเหมายอดเยี่ยม ได้แก่ 

  • บริษัท เก่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 
  • บริษัท แอ๊ดวานซ์ อิเลคทริค เซอร์วิส จำกัด 

9. SME ผู้รับเหมาท้องถิ่นดาวรุ่ง ได้แก่ 

  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.วัฒนพงศ์ 
  • บริษัท ภูเก็ต เอส.ซี.ที. คอนสตรัคชั่น จำกัด 

เชสเตอร์ จัดให้ รีฟิล เฟรนช์ฟรายส์ ไม่อั้น

0

ครั้งแรก!! ‘รีฟิล เฟรนช์ฟรายส์ ไม่อั้น’ จาก Chester’s ประเดิม 10 สาขา จัดเต็มความอร่อยแบบจุใจ 2 ชั่วโมงเต็ม

บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ภายใต้แบรนด์ เชสเตอร์ (Chester’s) ต้อนรับลูกค้าสายบุฟเฟ่ต์ ด้วยโปรโมชั่นพิเศษ “รีฟิล เฟรนช์ฟรายส์ ไม่อั้น” ด้วยความอร่อยแบบจุใจ ให้ลูกค้าฟินได้ไม่ขาดตอนตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม ที่นั่งทานในร้านเชสเตอร์ ประเดิมกับ 10 สาขา ที่ร่วมรายการ ได้แก่ สยามสแควร์, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, เดอะมอลล์ บางแค, ซีคอน บางแค, แฟชั่น ไอส์แลนด์, ซี.พี. ทาวเวอร์ 1 สีลม, อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง, บิ๊กซี พระราม 2, บิ๊กซี บางพลี และเดอะมอลล์โคราช  

‘เชสเตอร์’ จัดเซ็ตพิเศษด้วยเมนูขึ้นชื่อของร้าน รับประทานคู่กับ “เฟรนช์ฟรายส์” ที่ลูกค้าสามารถรีฟิลได้ไม่อั้น! เพื่อให้ลูกค้าได้เต็มอิ่มกับเมนูชุดพิเศษที่ร้าน ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้ม เพียงชุดละ 149 บาท เริ่มที่ ชุดรีฟิลจัดหนัก ประกอบด้วย ไก่ย่างสูตรเผ็ด หรือ ไก่ทอดซอสน้ำปลา 2 ชิ้น, เฟรนช์ฟรายส์ รีฟิล, และเป๊ปซี่ 22 ออนซ์ 1 แก้ว (จากปกติชุดละ 162 บาท) และชุดรีฟิลจัดเต็ม มาพร้อมข้าวไก่เผ็ดเชสเตอร์,เฟรนช์ฟรายส์ รีฟิล และเป๊ปซี่ 22 ออนซ์ 1 แก้ว (จากปกติชุดละ 175 บาท) ตั้งแต่วันนี้ – 6 ธ.ค. 64 โปรโมชั่นนี้เฉพาะทานที่ร้านเท่านั้น  สำหรับเงื่อนไขการรับประทาน สามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/106489596087215/posts/4565371143532349/ นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถรับสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นดีๆ ก่อนใคร เพียงแค่แอดไลน์เป็นเพื่อนกับเชสเตอร์ได้ที่ @chestersthai  

ร้านเชสเตอร์ ยังคงเข้มงวดในมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข สำหรับการให้บริการในร้าน โดยขอความร่วมมือจากลูกค้าสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าร้าน ตลอดจนการเว้นระยะห่างทางสังคมในระหว่างเข้าแถวชำระค่าสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจในสินค้าและบริการ สะอาด ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

OR คว้ารางวัลไทยแลนด์ ท๊อป คอมปานี 2021 เป็นปีที่สอง

0

โออาร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีก คว้ารางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2021 ประเภทอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่ง 2 ปีซ้อน ตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย บริการครบวงจร เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี มอบรางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2021 ประเภทอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่งให้กับ นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ณ ห้องบอลรูม ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์

งานมอบรางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2021จัดขึ้นโดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยซึ่งในปี 2564 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สู่ชัยชนะบนสภาวะแห่งความไม่แน่นอน” โดยคัดเลือกจากองค์กรที่มีผลการดำเนินงาน การประกอบธุรกิจที่มีความโดดเด่น มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ รับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ในสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2021 ประเภทอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่ง ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในความสำเร็จของ โออาร์ ที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีก รวมถึงสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุนยุค New Normal!!

0

เผลอแป๊บๆ คนไทยอยู่กับเจ้าเชื้อร้าย โควิด-19 มาเกือบจะ 2 ปีแล้ว เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมาย และต่อจากนี้ไป ชีวิตของเราทุกคนจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป อะไรที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีผลดีเกิดขึ้น ก็จะกลายเป็นมาตรฐานการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่คนจะคุ้นชิน และถือปฏิบัติกันต่อไป ซึ่งหมายรวมถึงพฤติกรรมต่างๆของผู้บริโภคด้วย

บทความเรื่อง “เลือกลงทุนแบบไหน เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคหลัง COVID–19 ไม่เหมือนเดิม” โดยคุณฐิติเมธ โภคชัย ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พูดถึงประเด็นนี้อย่างน่าสนใจทีเดียวถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตาม

มีผลสำรวจว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน และเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่แบบเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็น การให้ความสำคัญกับมูลค่าและความจำเป็นมากขึ้น ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น, ให้ความสำคัญกับการซื้อของออนไลน์ เกิดความคุ้นเคยกับบริการส่งสินค้าถึงบ้าน รวมทั้งรู้สึกไว้วางใจในระบบดิจิทัล ที่ทำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสเพื่อลดภาวะการติดเชื้อ, ให้ความสำคัญกับแบรนด์สินค้าน้อยลง ให้ความสำคัญเรื่องมูลค่า ความสะดวกสบายในการเข้าถึงสินค้า และคุณภาพ และ การให้ความสำคัญกับสุขภาพและมาตรฐานสุขอนามัย

สิ่งต่างๆเหล่านี้ จะเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องนำมาพิจารณาว่า ถ้าอยากให้พอร์ตลงทุนของตัวเองเติบโต สร้างผลตอบแทนสูงขึ้น ก็ต้องมองหาสินทรัพย์ลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบทความนี้ ได้ชี้เป้าว่า ต่อจากนี้ไป สินทรัพย์ลงทุนที่มองข้ามไม่ได้เลย จะเป็น 3 กลุ่มนี้

1.กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์โควิด-19 อย่างชัดเจน เราได้เห็นหลายๆบริษัทหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้หุ่นยนต์ในการผลิต การจัดเก็บและบริหารข้อมูลบนคลาวด์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ออกแบบและบริหารระบบ Supply Chain และการใช้เทคโนโลยี 5G ด้านการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ก็มีมากขึ้นเช่นกัน

2. กลุ่มนวัตกรรมการแพทย์และไบโอเทคโนโลยี การคิดค้นนวัตกรรมและผลิตวัคซีน และยารักษาโรคร้าย ทั้งโควิด-19 ในปัจจุบัน หรือมะเร็งในอนาคต ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้ก็มีโอกาสเติบโตอีกมาก เห็นได้จากยอดขายยาที่ผลิตจากนวัตกรรมไบโอเทคโนโลยี แย่งส่วนแบ่งการตลาดยาโลกเพิ่มขึ้น คาดว่าในปี 2565 ยาจากนวัตกรรมไบโอเทคโนโลยีจะมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 32% เพิ่มขึ้น 90% จากปี 2555 ที่มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 20% และธุรกิจดิจิทัลเฮลธ์แคร์ ก็มีแนวโน้มที่ขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน อย่างเช่นการนัดแพทย์และวินิจฉัยโรคหรืออาการเจ็บป่วยทางออนไลน์ ก็มีการใช้บริการเพิ่มมากขึ้น

และ 3.กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ประเมินว่า ตลอด 5 ปีต่อจากนี้ ตลาดค้าปลีกออนไลน์ในไทยหลัง COVID-19 จะขยายตัวเฉลี่ย 20% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากระดับ 3 แสนล้านบาทในปัจจุบัน เป็น 7.5 แสนล้านบาทในปี 2568 โดยเฉพาะในปี 2563 ธุรกิจนี้ของไทยขยายตัวอย่างก้าวกระโดดถึง 80% สะท้อนการเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคไปสู่ช่องทางออนไลน์เพิ่มมาก

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองไปพิจารณาดูว่า หุ้นตัวที่เราสนใจ หรือมีอยู่ในพอร์ต ทำธุรกิจอยู่ในกลุ่มดังกล่าวนี้หรือเปล่า หากใช่ก็ถือว่ามีอนาคตสดใสทีเดียว หากพอร์ตเรายังไม่มีหุ้นพวกนี้อยู่ก็น่าจะเป็นตัวเลือกต่อไป ในการเติมหรือปรับหุ้นในพอร์ต แต่ทั้งนี้ ก็ต้องพิจารณาประกอบกับการศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนให้ดีด้วย

สนใจหาความรู้เรื่องการลงทุน สามารถไปค้นคว้าหาข้อมูลได้เลยที่ setinvestnow แหล่งความรู้ด้านการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ซีพีเอฟ ชู 4 หัวใจหลักความสำเร็จการเลี้ยงไก่เนื้อ

0

นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านมาตรฐานอาหารสากล บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการผลิตเนื้อไก่มีคุณภาพและปลอดภัยได้มาตรฐานสากล และได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป โดยยึดหัวใจหลัก 4 ประการ ประกอบด้วย การป้องกันโรคที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพซึ่งซีพีเอฟร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ จัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ เพื่อป้องกันโรคเชิงรุกขั้นสูงสุดเชื่อมโยงทั้งห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ โรงงานอาหารสัตว์ สู่ฟาร์ม และโรงงานแปรรูป ส่งผลให้ซีพีเอฟได้รับการรับรองคอมพาร์ทเมนต์ฟาร์มสัตว์ปีกปลอดโรคไข้หวัดนกแห่งแรกของประเทศไทย

นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล

หัวใจที่สอง คือ ไก่ความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุข หรือที่เรียกว่า CP Happy Chicken เพื่อให้ไก่เติบโตได้ดี แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ไก่ได้รับการคัดเลือก พัฒนาด้านพันธุกรรมที่ดีตามธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์ แล้วนำไปเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ให้อาหารที่มีโภชนาการที่ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อการเจริญเติบโตที่ดีของไก่แต่ละช่วงวัยเช่นเดียวกับหลักโภชนาการของมนุษย์ ภายใต้การเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี หรือหลักอิสระ 5 ประการ ประกอบไปด้วย ปราศจากจากความหิวกระหาย ปราศจากความไม่สะดวกสบาย ปราศจากการบาดเจ็บและเจ็บป่วย ปราศจากความกลัว และมีอิสระแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ มีสุขภาพจิตที่ดี มีร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย “จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโต ตามความเชื่อที่ผิดมานาน”

สำหรับหัวใจที่สาม ซีพีเอฟ ยังคำนึงถึงนวัตกรรมการต่อยอด ประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยง เช่น การจัดการฟาร์มแบบเกษตรอัจฉริยะ ในการจัดการอุปกรณ์การเลี้ยงภายในโรงเรือนและการจัดการข้อมูล ประยุกต์เทคโนโลยี Internet of Things หรือ IOT และระบบ Big Data มาใช้จริง, .การติดตั้งกล้องอัจฉริยะตรวจวัดน้ำหนักไก่แบบเรียลไทม์และแม่นยำ โดยไม่ต้องสัมผัสตัวไก่ให้เกิดความเครียด, การติดตั้งอุปกรณ์กล้องตรวจสุขภาพ และพฤติกรรมไก่ (Smart Eye) ช่วยลดการรบกวนไก่ในโรงเรือน ลดการปนเปื้อนเชื้อ สนับสนุนหลักการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี   ซีพีเอฟยังได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ไก่เบญจา (Benja Chicken) ซึ่งมีจุดเด่นในการเลี้ยงด้วยข้าวกล้อง เนื้อไก่มีความหอม ไม่คาว เนื้อนุ่ม เด้ง เพราะเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เรียงตัวสวยงาม เนื้อมีความฉ่ำ และได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกจาก NSF International ว่าไม่เคยได้รับยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู ซึ่งมั่นใจได้ว่าเป็นธรรมชาติ 100% ปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งโต จนทำให้ซีพีเอฟได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนวัตกรรม Top Innovative Product ของงาน THAIFEX – World of Food Asia 2019 รายเดียวในกลุ่ม “วัตถุดิบสด”
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อ ซีพีเอฟ ได้รับมาตรฐาน QS เป็นมาตรฐานสูงสุดรับรองความปลอดภัยอาหารสำหรับผู้บริโภคชาวเยอรมันและสหภาพยุโรป สะท้อนถึงความใส่ใจให้คนไทยได้เข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัยมาตรฐานสากล

ส่วนสุดท้ายปัจจัยด้านที่ 4 คือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องการเลี้ยงซึ่งทุกคนเป็นรากฐานสำคัญ ต้องมีจิตสำนึก ตระหนักรู้ สร้างสรรค์สิ่งที่ดี ภายใต้ค่านิยมองค์กร CPF Way ในการส่งมอบอาหารปลอดภัย ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตไก่เนื้อ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

“ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญศึกษาและนำเทคโนโลยีต่างๆ และองค์ความรู้ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ได้มาตรฐานสากล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมถ่ายทอดให้เกษตรกรเพื่อสามารถนำไปต่อยอดองค์ความรู้ และ 4 หัวใจหลัก เพื่อการผลิตไก่เนื้อคุณภาพสูง ปลอดภัย ปลอดสารแก่ผู้บริโภค” นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สิงห์ฯ จับมือสวทช. จัดประกวด Food Innopolis Innovation Contest

0

นายปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด (Food Factors) ในเครือบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ เปิดเผยว่า ฟู้ด แฟคเตอร์ ร่วมกับ เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยผู้สนับสนุน บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สำนักพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการประกวด “Food Innopolis Innovation Contest 2021” ปีที่ 4 เปิดเวทีการแข่งขันและส่งเสริมนักเรียนระดับมัธยมศึกษา นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และบุคคลทั่วไป เพื่อเสริมสร้างกระบวนการคิดโดยประยุกต์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทางธุรกิจเพื่อสร้างนวัตกรรม ด้านอาหารตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคต

โครงการ “Food Innopolis Innovation Contest 2021” เป็นความร่วมมือของผู้คร่ำหวอดธุรกิจอาหาร เพื่อส่งเสริมบุคลากรทุกระดับ ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ ระหว่างสถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐ และเอกชน และสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารรวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ ในทุกมิติ ซึ่ง ฟู้ด แฟคเตอร์ ได้ให้การสนับสนุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยได้ร่วมเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมการแข่งขัน (Co-creator) และเป็นหนึ่งคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งการประกวดในปีนี้จัดขึ้นในหัวข้อนวัตกรรมจากมรดกภูมิปัญญาอาหาร (Food Heritage Innovation) และนวัตกรรมอาหารสำหรับการใช้ชีวิตแห่งอนาคต (Future Lifestyle Food Innovation)

นอกจากนี้ยังได้นำความเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารครบวงจรร่วมเป็น Mentor ให้กับผู้เข้าร่วมแข่งขัน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับบุคลากรคนรุ่นใหม่ เติมเต็มไอเดียสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ รวมทั้งการสร้างโมเดลธุรกิจนวัตกรรมอาหารต่อยอดในเชิงพาณิชย์จากทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในเครือบุญรอดฯ โดยรอบชิงชนะเลิศการจะจัดขึ้นในรูปแบบ Virtual online ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2564 ผ่าน website และ youtube ของเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis)

“เชื่อว่าความรู้ ความชำนาญของบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ ในด้านการเป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้านอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและการพัฒนาสู่กระบวนการผลิตเพื่อจัดจำหน่าย ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในเครือ จะสามารถเข้าไปช่วยเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของผู้เข้าแข่งขันได้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งสร้าง Ecosystem นวัตกรรมอาหารไทยสู่ความยั่งยืน”

นายปิติ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตอาหารเพื่อป้อนให้กับผู้บริโภคในตลาดโลกได้ในอนาคต ด้วยมีวัฒนธรรมอาหารที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และความพร้อมด้านการเกษตรซึ่งเป็นเแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญ แต่ในปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารของโลก มุ่งสู่การแข่งขันในการสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าแข่งขันในด้านปริมาณการผลิต ดังนั้นการเติมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆจึงเป็นสิ่งสำคัญ และจะทำให้สินค้าไทยมีความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้ที่สูงขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ ฟู้ด แฟคเตอร์ ได้นำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจอาหารคุณภาพที่ครบวงจร ร่วมส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ และนำนวัตกรรมร่วมพัฒนาอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยให้เป็นแหล่งผลิตอาหารชั้นนำของโลก และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักในการนำเงินเข้าประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยสู่การเติบโตยั่งยืน

TNITY โชว์ผลประกอบการ 9 เดือน ปี 64 กำไรพุ่ง 2,547 %

0

“TNITY” แจ้งกำไรงวด 9 เดือน ปี 64 กว่า 173.74 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 2,547 % รายได้เติบโตทุกช่องทาง ทั้งนายหน้าซื้อขายหุ้น ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาขายหุ้น “IPO” รายได้ดอกเบี้ยและกำไรพอร์ตลงทุน

นายชาญชัย กงทองลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) เปิดเผยว่า บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิงวด 9 เดือน ปี 2564 จำนวน  173.74  ล้านบาท มีกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.83 บาท เพิ่มขึ้น 2,547%  เมื่อเปรียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 7.10 ล้านบาท ขณะที่งวดไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 64.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,649.72% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3.7 ล้านบาท  

ทั้งนี้ งวด 9 เดือนปีนี้ บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 725.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 107% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2563 ที่มีรายได้รวม 350.56  ล้านบาท ซึ่งรายได้ของบริษัทเติบโตในทุกๆ ช่องทาง ประกอบด้วย รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ ที่เพิ่มขึ้น 48.28 % เป็น 448.65  ล้านบาท จาก 302.57 ล้านบาทในงวด 9 เดือนปี 2563 เนื่องจาก 1.รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 58.10% เป็น 263.53 ล้านบาท จาก 166.69 ล้านบาท          ในงวด 9 เดือนปี 2563 ตามปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 96,462 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.49% จากงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 64,526 ล้านบาท หลังจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นมาซื้อขายเหนือระดับ 1,600 จุด โดยสิ้นเดือน ก.ย.2564 ดัชนีปิดที่ 1,605.68 จุด  

2.รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 35.28 % เป็น 89.12 ล้านบาท จาก 65.88 ล้านบาท    ในงวดเดียวกันปี 2563  จากค่าธรรมเนียมจัดจําหน่ายหลักทรัพย์  เนื่องจากในงวด 9 เดือนแรกปีนี้บริษัทได้เป็นที่ปรึกษาในการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ ) จำนวน 3 บริษัท ประกอบด้วย บมจ.เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (AMR), บมจ.โคลเวอร์ เพาเวอร์ (CV) และบมจ.เบริล 8 พลัส (BE8) 

3.รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 91.41 ล้านบาท จาก 60.23 ล้านบาท ในงวดเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในระหว่างงวด จากการที่นักลงทุนรายบุคคลยังมีบทบาทสูงต่อการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย 

นอกจากนี้ บริษัทมีกําไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวมในงวด 9 เดือนจำนวน 113.89 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 300% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 56.89 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 ที่กดดัชนีหุ้นไทยลงแรงเกือบ 600 จุดในช่วงไตรมาสแรกปีก่อน และมีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 22.8 %เป็น 87.96 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 71.63 ล้านบาท จากเงินให้กู้ยืมอื่นที่เพิ่มขึ้นในงวด 9 เดือนปี 2564

ด้านฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 30  กันยายน  2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 6,249.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวมเมื่อสิ้นปี 2563 ที่มีจํานวน 5,043.36 ล้านบาท เกิดจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้นเป็น  3,258.95 ล้านบาท จาก 2,404.69 ล้านบาทและเงินให้กู้ยืมอื่นเพิ่มขึ้นเป็น  1,357.36 ล้านบาท จาก 1,081.51 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วน 52.14% และ 21.72% ของสินทรัพย์รวมของปี 2564 ตามลําดับ

AIS คว้ารางวัลสุดยอดองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย 3 ปีซ้อน

0

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS และกลุ่มอินทัช เปิดเผยว่า AIS ได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2021 หรือ รางวัลองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชียอีกครั้งต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งจัดโดยนิตยสารเอชอาร์ เอเชีย (HR Asia) ของบริษัท Business Media International (BMI) ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา  AIS ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะเท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาผ่านการใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์และตอบสนองความต้องการของพนักงาน ควบคู่ไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมของการทำงานให้เอื้อต่อวิถีชีวิตในยุคใหม่พร้อมกับการส่งมอบคุณค่า ด้วยแนวปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ส่งผลให้ 

“เรารู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Best Companies to Work for in Asia 2021 หรือ องค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพราะรางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรในทุกด้านเพื่อให้ AIS เป็นองค์กรที่น่าทำงานและตอบโจทย์ความหลากหลายของบุคลากรในทุกเจนเนอเรชัน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เราพยายามหล่อหลอมให้คน AIS เป็นคนที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะในด้านการเพิ่มทักษะใหม่ๆ ด้วยการใช้ศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลผ่านการเรียนรู้ด้วยตัวเองบนดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่าง LearnDi ของ AIS Academy ที่ได้บรรจุหลักสูตรการเรียนรู้ในด้านต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับการทำงานได้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวพนักงาน องค์กร และสังคมในอนาคต”

สำหรับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2021 ถือเป็นรางวัลที่ได้รับการยกย่ององค์กรชั้นนำทั่วโลกที่มีความสามารถด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลในแขนงต่างๆ อย่างโดดเด่น โดยมีนิตยสารเอชอาร์ เอเชีย (HR Asia) บริษัท Business Media International ประเทศมาเลเซีย เป็นผู้ดำเนินการซึ่งจัดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2013  ที่พิจารณาจากเกณฑ์การวัดระดับความมีส่วนร่วมของพนักงานและวัฒนธรรมองค์กรการทำงานในมิติต่างๆ  โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ระดับภาคพื้นเอเชีย เข้าร่วมการพิจารณาตัดสิน ภายใต้หัวข้อ Total Engagement Assessment (TEAM) แบ่งเป็น 3 เกณฑ์หลัก ประกอบด้วย

1.การบริหารจัดการภายในองค์กรที่ดีเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน (CORE ; Collective Organization for Real Engagement) ประกอบด้วย วัฒนธรรมและจริยธรรมขององค์กร ความมีศักยภาพขององค์กร และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการดำเนินงาน

2.การดูแลเอาใจใส่และสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมในการทำงาน (SELF ; Heart, Mind & Soul) ซึ่งประกอบด้วย การสร้างความผูกพันธ์ภายในองค์กร การสร้างแรงจูงใจในการทำงานและ พฤติกรรมและทัศนคติที่ดีต่อองค์กร

3.มีการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม (GROUP ; Think, Feel & Do) การตระหนักรู้ร่วมกัน การมีบรรยากาศที่เหมาะสมกับการทำงาน และการทำงานเป็นทีมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

นางสาวกานติมา กล่าวว่า หลักเกณฑ์การพิจารณารางวัลมีความสอดคล้องกับแนวทางการทำงานด้าน HR ของ AIS ในทุกด้าน มากไปกว่านั้นเรายังให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคลในการส่งมอบคุณค่าที่เข้าใจความแตกต่างที่มีความหลากหลายของทุกคนในองค์กร สร้างรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นทำให้ทุกคนสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีความสุขกับการทำงานที่สร้าง Work Life Integration ให้เกิดขึ้นได้ โดยยึดแนวคิด FIT FUN FAIR ที่ให้ความสำคัญกับการมีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน พร้อมๆ ไปกับการมีสุขภาพที่ดี สนุก มีความสุข คิดบวกกับทุกความท้าทาย และ มีความเท่าเทียม ยอมรับและเปิดใจ ทั้งหมด คือหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เรามุ่งมั่นสร้างให้องค์กรมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้พนักงานทุกคนมองเห็นเป้าหมายเดียวกันคือ สู่การเป็น The Most Admired Digital Life Service Provider