Home Blog Page 360

อจลวิชญ์-สุริฏฐ์ปรียา แชมป์ สิงห์ ไทยแลนด์ จูเนียร์ แมตช์เพลย์ คลาส ซี-ดี ที่กบินทร์บุรี

0

อจลวิชญ์ อนันตะเศรษฐกูล เอาชนะ ณัฎฐ์ อินทร ด้วยสกอร์ 5 และ 4 รับแชมป์ประเภทชาย ศึกกอล์ฟเยาวชน “สิงห์-ไทยแลนด์ จูเนียร์ แมตช์เพลย์ แชมเปี้ยนชิพ” คลาส ซี-ดี ในการแข่งขันที่สนามกบินทร์บุรี สปอร์ตส คลับ จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่แชมป์ประเภทหญิงเป็น สุริฏฐ์ปรียา พฤกษานุบาล เอาชนะ สุชานันท์ บุญโรจน์เสรี ด้วยสกอร์ 1 อัพ

รายการนี้สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด จัดการแข่งขันขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ธ.ค. 2564 ณ สนามกบินทร์บุรี สปอร์ตส คลับ จ.ปราจีนบุรี เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์แข่งขันในรูปแบบแมตช์เพลย์ให้กับนักกอล์ฟเยาวชน ชิงถ้วยเกียรติยศจาก คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ นายกสมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทยฯ พร้อมใบประกาศนียบัตร อันดับ 2-4 รับโล่รางวัล และใบประกาศนียบัตร ขณะที่อันดับ 5-8 รับใบประกาศนียบัตร โดยเปิดให้นักกอล์ฟชาย-หญิง คลาสซี อายุ 11-12 ปี และ คลาส ดี อายุ 9-10 ปี ลงแข่งขันในระบบแมตช์เพลย์ โดยในวันที่ 4 ธ.ค.จะเป็นการแข่งในรอบคัดเลือก แข่งขันตามแท่นทีของแต่ละคลาสอายุ เพื่อเลือกนักกอล์ฟที่มีกรอสส์สกอร์ดีที่สุด ชาย 8 คน หญิง 8 คน ขณะที่ผู้ไม่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกจะชิงแชมป์แบบสโตรคเพลย์ต่อไป วันที่ 5-6 ธ.ค. จะเป็นการแข่งในรอบชิงชนะเลิศแบบแมตช์เพลย์

จบการแข่งขันในวันสุดท้าย ผลปรากฏว่า ในประเภทชาย ในรอบชิงชนะเลิศ อจลวิชญ์ อนันตะเศรษฐกูล ต้องเข้าไปดวลกับ ณัฎฐ์ อินทร ก่อนเกมมาจบที่หลุม 14 หลัง อจลวิชญ์ ทำสกอร์นำหน้า 5 อัพ ทำให้จบไปด้วยสกอร์ 5และ4 ขณะที่คู่ชิงอันดับ 3 สิปปวิชญ์ เขื่อนเพชร จะเอาชนะ อุทัย รัตนเวชวงศ์ ไปด้วยสกอร์ 3และ2

ขณะที่ประเภทหญิง สุริฏฐ์ปรียา พฤกษานุบาล สวิงจากคลาส ดี เข้าไปพบกับ สุชานันท์ บุญโรจน์เสรี สวิงรุ่นพี่จากคลาส ซี ก่อนเกมจะดวลมาถึงหลุมสุดท้ายและเป็น สุริฏฐ์ปรียา พฤกษานุบาล เบียดเอาชนะไปด้วยสกอร์ 1อัพ คว้าแชมป์ไปครอง ขณะที่คู่ชิงอันดับ 3 ธนัชพร อินทร์แสง ต้องมาพบกับ เอริสา บัณฑจิตต์ และเป็น ธนัชพร ที่เอาชนะไปด้วยคะแนน 1อัพ รับอันดับ 3 ขณะที่ เอริสา คว้าอันดับ 4

ด้านการแข่งขันแบบสโตรคเพลย์ ประเภทชายแชมป์ต้องมาดวลเพลย์ออฟตัดสินแชมป์หลัง ศุภณัฐชัย อมรอนันตภัสร์ และ ธกฤต ศุภกรชูวงศ์ ทำแต้มมาเสมอกันที่ 9 โอเวอร์พาร์ 153 ก่อนเป็น ศุภณัฐชัย เบียดคว้าแชมป์ไปได้ ด้านประเภทหญิง มาริษา โตใจ ทำสกอร์รวม 11 โอเวอร์พาร์ 155 คว้าแชมป์ไปครอง

สรุปผลการแข่งขัน สิงห์-ไทยแลนด์ จูเนียร์ แมตช์เพลย์ คลาส ซี-ดี
> แมตช์เพลย์
> ชาย
> อันดับ 1 อจลวิชญ์ อนันตะเศรษฐกูล
> อันดับ 2 ณัฎฐ์ อินทร
> อันดับ 3 สิปปวิชญ์ เขื่อนเพชร
> อันดับ 4 อุทัย รัตนเวชวงศ์
>
> หญิง
> อันดับ 1 สุริฏฐ์ปรียา พฤกษานุบาล
> อันดับ 2 สุชานันท์ บุญโรจน์เสรี
> อันดับ 3 ธนัชพร อินทร์แสง
> อันดับ 4 เอริสา บัณฑจิตต์

สโตรคเพลย์
> ชาย
> 153 (+9) ศุภณัฐชัย อมรอนันตภัสร์ 79-74 (เพลย์ออฟ)
>  ธกฤต ศุภกรชูวงศ์ 78-75
> 154 (+10) อชิตะ อานันทนสกุล 78-76
> 155 (+11) ฐณาณัฐ การูญ 75-80
>
> หญิง
> 155 (+11) มาริษา โตใจ 77-78
> 158 (+14) ญานิศา สิทธิสุทธิ์ 82-76
> 159 (+15) เอมาอร มณีฤทธิ์ 76-83
> 160 (+16) วิรดา ถวิลสังข์ 81-79

“โปรฟลุ๊ค” ชัยพร คว้าแชมป์ สิงห์-เอสเอที ทีดีที เชียงราย 2021

0

“โปรฟลุ๊ค” ชัยพร อุ๋ยตระกูล นักกอล์ฟหนุ่มจากเพชรบุรี คว้าโทรฟี่อาชีพใบที่ 2 สำเร็จ หลังขึ้นนำตั้งแต่รอบแรก ปิดเกมรอบสุดท้ายอีก 6  อันเดอร์ พาร 67 รวมสองวันมีสกอร์ 10 อันเดอร์พาร์ 132 รับแชมป์กอล์ฟ ไทยแลนด์ ดีเวลลอปเมนท์ ทัวร์ รายการ “สิงห์-เอสเอที ทีดีที เชียงราย 2021” สำเร็จ พร้อมเงินรางวัล 1 แสนบาท ในการแข่งขัน ณ สนามวอเตอร์ฟอร์ด วัลเลย์ เชียงราย แบบพาร์ 71 ระยะ 7,000 หลา โดยมี  พิจิตร เพ็ชรเกษม สวิงวัย 34 ปีจาก กทม. คว้าอันดับ 2 สกอร์รวม 8 อันเดอร์พาร์ 134 รับเงินรางวัลไป 65,000 บาท

สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย, กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ และ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด จัดการแข่งขันรายการนี้ โดยเป็นสนามที่ 7 ของการสะสมเงินรางวัล ออร์เดอร์ ออฟ เมอริต แข่งแบบสโตรคเพลย์ 2 วัน 54 หลุม ระหว่างวันที่ 7-8 ธ.ค.2564 ณ สนามวอเตอร์ฟอร์ด วัลเลย์ เชียงราย แบบพาร์ 71 ระยะ 7,000 หลา ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท แชมป์รับ 1 แสนบาท โดยได้รับเกียรติจาก คุณพนัส หิรัญสิริสมบัติ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน และ คุณประเสริฐ เกษมโกเมศ ประธานกรรมการสนามกอล์ฟวอเตอร์ฟอร์ด วัลเลย์ เชียงราย ร่วมในพิธีมอบรางวัล

จบการแข่งขันวันสุดท้าย (วันที่ 8 ธ.ค. 2564) “โปรฟลุ๊ค” ชัยพร อุ๋ยตระกูล นักกอล์ฟวัย 19 ปีจาก เพชรบุรี ผู้นำจากรอบแรกสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำไว้จนจบการแข่งขัน หลังรอบนี้ทำสกอร์เพิ่มเข้ามาอีก 4 อันเดอร์พาร์ 67 จากผลงาน 5 เบอร์ดี้ 1 โบกี้ โดยช่วง 9 หลุมแรกเก็บเข้ามา 2 เบอร์ดี้จากหลุม 1 และ 6 จากระยะ 14 ฟุต และ 7 ฟุต และเสียโบกี้จากหลุม 3 พาร์ 4 ที่ทำ 3 ออนพัตต์เซฟจากระยะ 10 ฟุตไม่ลง แต่ทว่า 9 หลุมหลัง ชัยพร มาเก็บเพิ่มอีก 3 เบอร์ดี้ จากหลุม 11 พาร์ 5 ที่ทำ 3 ออน เข้าไปพัตต์ระยะ 3 ฟุต หลุม 12 พาร์ 3 ที่ทีชอตเข้าไปจ่อระยะ 3 ฟุต และหลุม 16 ที่พัตต์เบอร์ดี้จากระยะ 3 ฟุตลง

แชมป์นี้นับเป็นถ้วยใบที่ 2 ในระดับอาชีพของ ชัยพร หลังเพิ่งคว้าแชมป์ วันเดย์ทัวร์ ที่สนามบลูแคนยอนฯ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

พิจิตร เพ็ชรเกษม นักกอล์ฟวัย 34 ปีจาก กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 2 จากสกอร์รวม 8 อันเดอร์พาร์ 134 หลังหวดเข้ามาเพิ่มอีก 3 อันเดอร์พาร์ 68 รับเงินรางวัลไป 65,000 บาท โดยมี วรุณ เอี่ยมแก้ว นักกอล์ฟวัย 27 ปีจากพิษณุโลก ทำสกอร์รวมเข้ามาที่ 6 อันเดอร์พาร์ 136 รับเงินรางวัล 40,000 บาท ด้าน ธนัท อุยสกุล, เทพบดินทร์ อัมรนันทน์ และ เจษฎา เสวีวัลลพ ทำสกอร์รวมมาเท่ากันที่ 5 อันเดอร์พาร์ 137 คว้าอันดับ 4 ร่วม แบ่งเงินรางวัลไปคนละ 24,800 บาท

รายการต่อไปของสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพฯ จะเป็นการแข่งขันในศึก ไทยแลนด์ พีจีเอ ทัวร์ รายการ สิงห์-เอสเอที เชียงราย แชมเปี้ยนชิพ 2021 ซึ่งเป็นแมตช์สะสมคะแนน ออร์เดอร์ ออฟ เมอริต รายการที่ 7 ของปี 2021 ชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านบาท แชมป์รับ 240,000 บาท โดยแข่งขัน ณ สนามวอเตอร์ฟอร์ด วัลเลย์ เชียงราย แบบพาร์ 71 ระยะ 7,000 หลา

สรุปผลการแข่งขัน

  • 132 (-10) ชัยพร อุ๋ยตระกูล 65-67 (เงินรางวัล 1 แสนบาท)
  • 134 (-8) พิจิตร เพ็ชรเกษม 66-68 (เงินรางวัล 60,000 บาท)
  • 136 (-6) วรุณ เอี่ยมแก้ว 66-70 (เงินรางวัล 40,000 บาท)
  • 137 (-5) ธนัท อุยสกุล 71-66 (เงินรางวัล 24,800 บาท)
  • เทพบดินทร์ อัมรนันทน์ 73-64 (เงินรางวัล 24,800 บาท)
  • เจษฎา เสวีวัลลพ 68-69 (เงินรางวัล 24,800 บาท)
  • 138 (-4) อภิสิทธิ์ นิ่มนวล 71-67 (เงินรางวัล 21,100 บาท)
  • กันตปวิชญ์ พันธรักษ์ 708-68 (เงินรางวัล 21,100 บาท)
  • จาตุรนต์ ดวงไพชุม 70-68 (เงินรางวัล 21,100 บาท)
  • ภีสะภัสสร์ ดวงทิพย์บุลากร 70-68 (เงินรางวัล 21,100 บาท)
  • เสฐียรพงศ์ ตันตะราวงศา 68-70 (เงินรางวัล 21,100 บาท)

ซีพีเอฟ ติดอันดับบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ “ESG 100” เป็นปีที่ 5

0

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร​ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า​ บริษัทได้รับคัดเลือกเป็นบริษัทจดทะเบียนกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 ประจำปี 2564 จากสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนการบริหารจัดการธุรกิจด้วยความโปร่งใสโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment Social and Governance : ESG) เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน

การได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริษัทฯ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเข้มแข็งและรอบด้าน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนระดับสากล สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) เพื่อสร้างสมดุลการดำเนินธุรกิจในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงและการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าธุรกิจ นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนจากวิกฤตโควิต-19 ภายใต้ปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน คือ ประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และบริษัทเป็นลำดับสุดท้าย

“การได้รับคัดเลือกจัดอันดับครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงจุดยืนของซีพีเอฟ ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งมอบอาหารปลอดภัย มีโภชนาการที่ดี ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในอนาคต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความมั่นใจให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย จากการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ซึ่งความสำเร็จในวันนี้ นอกจากจะมาจากนโยบายที่ดีแล้ว พนักงานและบุคลากรยังเป็นกลไลขับเคลื่อนสำคัญ ในการทำกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม การทุ่มเทของบุคคลในการสร้างสรรค์สังคมที่ดี”

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาของการแพร่ระบาดของโควิด-19 นับเป็นความท้าทายของการบริหารธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก ด้วยการดูแลพนักงานในประเทศไทย 70,000 คน และครอบครัวของพนักงานให้มีสุขภาพดีและปลอดภัย และส่งต่อนโยบายดังกล่าวไปยังกิจการในต่างประเทศเพื่อความปลอดภัยของทุกคน ควบคู่ไปกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะ “พลเมืองที่ดี” (Good Corporate Citizen) จากการส่งมอบอาหารให้กับคนไทยทุกกลุ่มตลอดระยะเวลา 2 ปี รวมถึงใส่ใจสมดุลสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานหมุนเวียนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

นอกจากนี้ บริษัทฯดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบความปลอดภัยทางอาหาร ตามแนวทางการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน และนโยบายการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในเกิดประโยชน์สูงสุดด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ และขยะอาหารตามเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนความชัดเจนและต่อเนื่องของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจตามวิถียั่งยืน

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า การที่ซีพีเอฟ จัดอันดับอยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่นโดยคำนึงถึงประเด็นด้านด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่การผลิต ตลอดจนผลตอบแทนต่อนักลงทุน

“ซีพีเอฟ มีความสำเร็จหลายด้าน โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อม การเข้าไปดูแล supply chain ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ บริษัทฯมีการดำเนินงานด้าน ESG อย่างครบถ้วน และเป็นแนวโน้มที่บริษัทจดทะเบียนหันมาดำเนินการมากขึ้น” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ การจัดอันดับ ESG 100 พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน โดยในปี 2564 มีการคัดเลือกจาก 824 หลักทรัพย์จดทะเบียน โดย ซีพีเอฟ เป็นบริษัทที่เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG 100 ในปี 2558 เป็นปีแรก และในปีนี้ บริษัทฯได้รับการจัดอันดับเป็นปีที่ 5

เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ปลื้ม คว้ารางวัลสุดยอดสินค้าแห่งปี 2564 ตอกย้ำเบอร์หนึ่งธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วน

0

นายวราวุธ นาถประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทได้รับรางวัล สุดยอดสินค้าแห่งปี 2564 “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2021” ในประเภทสินค้าและบริการกลุ่มการขนส่ง จากการดำเนินการวิจัยตลาดเพื่อคัดเลือกสินค้าและบริการที่อยู่ในใจผู้บริโภคทั่วประเทศเทศในแต่ละประเภทสินค้า

รางวัลดังกล่าว ตอกย้ำถึงความสำเร็จทั้งในด้านคุณภาพและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ “เคอรี่ เอ็กซ์เพรส” ในการให้บริการในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพในการให้บริการ และความรวดเร็วในการจัดส่ง อย่างในช่วงสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา เราได้มีการเพิ่มความสามารถในการรองรับการจัดส่งพัสดุขึ้นเพื่อรองรับยอดพัสดุที่เพิ่มขึ้นสูงสุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพในการให้บริการของเรา เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นผู้นำธุรกิจด้านการจัดส่งพัสดุด่วนในประเทศไทย อีกทั้งพร้อมเป็นตัวกลางสำคัญในการส่งต่อความสุขผ่านกล่องพัสดุไปยังผู้รับปลายทางทั่วประเทศอีกด้วย

ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมด้านบริการและสินค้า ทั้งเรื่องกลไกการทำงาน เทคโนโลยี การประสานกับลูกค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการให้ลูกค้าให้ได้รับประสบการณ์การส่งพัสดุที่ดีที่สุด ตลอดจนการขยายบริการใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้าน เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วน และครองความเป็นเบอร์ 1 ในใจผู้บริโภคได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน

ทั้งนี้รางวัล PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2021 จัดขึ้นโดย นิตยสาร Business+ โดยบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินการสำรวจสินค้าและบริการที่มีความโดดเด่น เพื่อค้นหาสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัลในงาน ณ ห้องบอลรูม โรงแรมสวิส เลอคองคอร์ด กรุงเทพฯ

แม็คยีนส์ จับมือ โออาร์ ลุยเปิด MC OUTLET ครบ 70 แห่งปีหน้า หลังยอดขายพุ่งเท่าตัว

0

นายเจมส์ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Mc  เปิดเผยในงาน Opportunity Day ว่า ได้วางกลยุทธ์การทำธุรกิจในช่วง  12 – 18  เดือนนับจากนี้ ในหลายด้านๆ ทั้งการสร้างการเติบโตของรายได้ การรักษาระดับมาร์จิ้นให้อยู่ในระดับเท่าเดิม หรือดีขึ้น ตลอดจนการลดการจัดโปรโมชั่นเพื่อสร้างแบรนด์ให้ชัดเจน  การอัพเกรดช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ รวมถึงการบริหารส่วนอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีเป้าหมายลดต้นทุนชนิด  360 องศา เพื่อให้ผลดำเนินงานของบริษัทเติบโต สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กลยุทธ์และเป็นคีย์ที่สำคัญ คือการทยอยเปิด “แม็ค เอาท์เล็ท” (MC OUTLET)  ซึ่งอยู่ในสถานีบริการพีทีที สเตชั่น ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพิ่มให้ครบ 70 แห่งในปี  2565 นี้ หลังจากได้เริ่มเปิดสาขาแรกที่วังน้อย เมื่อเดือนตุลาคม และเปิดเพิ่มที่สระบุรี  ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก โดยยอดขายต่อสาขาเพิ่มขึ้นมา 2 เท่าตัว  เนื่องจากสอดรับกับพฤติกรรมของคนไทยที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นหลัก อีกทั้งการที่ยอดขายและรายได้ของแม็คยีนส์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเปิดประเทศ  กำลังซื้อและเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาก็สนับสนุนธุรกิจของบริษัทด้วย

“ข้อดีของการเปิด MC OUTLET ในสถานีบริการพีทีที สเตชั่น ของ OR ถึงแม้ว่า ประเทศจะมีการล็อกดาวน์ แต่ช้อปในสถานีบริการน้ำมันไม่ถูกปิด และพฤติกรรมคนไทยก็มีการใช้เวลาในสถานีบริการน้ำมันนานขึ้น เพราะสถานีบริการน้ำมันได้มีการพัฒนาเป็นไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้มอลล์สำหรับคนในชุมชน ทำให้คนในชุมชนไม่เดินทางไปห้างสรรพสินค้า แต่จะเลือกมาที่สถานีบริการน้ำมันแทนเพราะมีบริการที่ครบครันและ MC OUTLET ก็เป็นช้อปที่ได้รับความสนใจ”

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานงวดปี 64/65 (ก.ค. 64 -มิ.ย. 65) จะดีกว่างวดปีงวดปี 63/64  เนื่องจากยอดขายฟื้นตัว หลังคลายล็อกดาวน์ โดยยอดขายเติบโตได้ดีจากทุกช่องทาง ขณะที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งมีเงินสดในมือกว่า 1,800 ล้านบาท และไม่มีหนี้สินก็เป็นโอกาสให้บริษัทมองหาดีลเพื่อควบรวมกิจการที่จะสนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัทได้  ปัจจุบันมีการเจรจา และพิจารณาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจที่เข้ามาเสริมด้านซัพพลายเชนให้ดีขึ้น หรืออาจเป็นธุรกิจใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม ซึ่งบริษัทมีการเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ในสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด   สำหรับปัญหาราคาวัตถุดิบฝ้าย ที่ปรับตัวสูงขึ้นจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของบริษัทในช่วงนี้เพราะได้มีการซื้อล่วงหน้าไว้แล้วถึงเดือนมิถุนายน 2565  ขณะที่โควิดสายพันธุ์ใหม่ “ โอไมครอน” ก็ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดด้วย

ส่อง 5 เทรนด์ศัลยกรรมความงาม ปี 2022 เน้นสวยงามตามธรรมชาติและปลอดภัย

0

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงาม โรงพยาบาลบางมด ให้แนวคิดถึงความนิยมค่านิยมของคนไทยที่มีต่อการทำศัลยกรรมปัจจุบันไว้ว่า “การทำศัลยกรรมความงามในปัจจุบัน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากเดิมในทุกปี โดยประเภทศัลยกรรมที่นิยม ได้แก่ การทำศัลยกรรมดึงหน้า “Modern Facelift”, ศัลยกรรมตา “Temporal Lift” (Foxy Eyes), ศัลยกรรมเสริมสะโพก “Hybrid Gluteal Augmentation” (HGA) และศัลยกรรมเสริมหน้าอก “Modern Breast” 

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล  ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงาม โรงพยาบาลบางมด

ทั้งนี้ พบว่าเทรนด์ศัลยกรรมความงามปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยสามารถสรุปออกมาได้ 5 เทรนด์ดังนี้

1.      ศัลยกรรมเพื่อเสริมจุดเด่น มากกว่าการแก้ไขจุดบกพร่อง

อดีตค่านิยมของการทำศัลยกรรม อาจทำเพื่อต้องการแก้ไขจุดบกพร่อง อาทิ เสริมจมูกให้โด่งขึ้น เพราะเคยถูกล้อเลียนจากการไม่มีดั้ง หรือการทำตาสองชั้น เพื่อแก้ไขให้ดวงตาดูโตขึ้น จากการที่มีตาตี่เล็กเกินไป  แต่ในปัจจุบันนี้การทำศัลยกรรม กลายเป็นการทำเพื่อเสริมให้สวยโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องรูปร่างหน้าตาเท่านั้น แต่กลับเป็นผู้ที่หน้าตาหล่อสวยอยู่แล้วต้องการทำศัลยกรรมให้ดูดียิ่งขึ้น เพื่อเสริมจุดเด่นของตนเองให้ยิ่งสมบูรณ์แบบ

2.      ศัลยกรรมที่เน้นเรื่องความปลอดภัย และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน

จากข่าวที่มีมากมายเรื่องพิษศัลยกรรม ทำแล้วไม่ได้ดั่งใจ เกิดการอักเสบ จนต้องแก้ไขซ้ำ ๆ ส่งผลให้ผู้ทำศัลยกรรมจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น โดยจะเลือกและตัดสินใจทำศัลยกรรมในสถานพยาบาลที่มีความน่าเชื่อถือ มีแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางตามสาขาทั้ง ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาล โดยจะต้องมีการตรวจวิเคราะห์จากแพทย์ก่อนเข้ารับการศัลยกรรม มีอุปกรณ์เครื่องมือ ห้องผ่าตัด ที่สะอาดและได้มาตรฐานระดับสากล อีกทั้งมีเครื่องมือให้ความช่วยเหลือ หากเกิดกรณีฉุกเฉิน รวมไปถึงการได้รับการดูแล และติดตามอาการหลังการผ่าตัดอย่างใกล้ชิด

3.      เชื่อ Influencer น้อยลง แต่เชื่อ Customer Review และหลักการแพทย์มากขึ้น

เมื่อการแข่งขันในตลาดศัลยกรรมความงามมีสูง การทำการตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคเชื่อและตัดสินใจทำศัลยกรรมก็เพิ่มมากขึ้น การใช้ Influencer หรือผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ เพื่อชี้ชวนให้คนทำศัลยกรรม จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องของการทำการตลาดมากกว่า และผู้ที่สนใจทำศัลยกรรมหันมาค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง ให้ความเชื่อถือในข้อมูลทางการแพทย์ เชื่อมั่นในประสบการณ์ ฝีมือของศัลยแพทย์ และจากประสบการณ์จริงของคนไข้ที่เคยทำ (Customer Review) พร้อมเข้าปรึกษาศัลยแพทย์ก่อนทำการตัดสินใจ ซึ่งหากได้รับคำแนะนำที่ดีจากศัลยแพทย์จะยิ่งทำให้การตัดสินง่ายขึ้น เพิ่มความมั่นใจว่า “ปลอดภัย” อย่างแน่นอน

4.      เทรนด์ต้องการความเป็นธรรมชาติ มากกว่าทรงเด่น

อดีตการทำศัลยกรรมเสริมความงามคนไข้อาจจะนึกภาพของรูปทรงจมูก ดวงตา หน้าอก หรือการทำศัลยกรรมแบบที่ต้องการไว้ในใจก่อนเข้าพบแพทย์ ซึ่งอาจจะนึกภาพไว้ในแบบที่สวยโดดเด่นเกินความเป็นจริง เช่น การเสริมหน้าอกขนาดใหญ่เกินโครงสร้างรูปร่าง หรือการเสริมจมูกให้มีความโด่งสูง แต่ปัจจุบันเทรนด์ความสวยงามแบบธรรมชาติกำลังเป็นที่นิยม ด้วยเหตุผลที่ต้องการมีภาพลักษณ์ที่สวยดูดีในแบบของตัวเองและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ประกอบกับการให้ผลลัพธ์ที่ดีคงทนถาวร ดังนั้น เทรนด์การทำศัลยกรรมปี 2022 จะเป็นการทำศัลยกรรมอย่างตรงจุด ทำเพียงเล็กน้อยหรือบางส่วน เพื่อความสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าทรงที่เด่นเกินไป

5.   เทรนด์ทำศัลยกรรมในประเทศ มากกว่า ไปต่างประเทศ
ที่ผ่านมาภาพการทำศัลยกรรมจากบุคคลที่มีชื่อเสียง ดารา หรือ Beauty Blogger อาจจะเห็นได้ว่า มีความนิยมไปทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลี แต่จากสถานการณ์โควิด ทำให้การเดินทางออกนอกประเทศเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ผู้คนพบว่าการทำศัลยกรรมในประเทศไทย โดยคุณหมอคนไทยมีผลลัพธ์ที่ดี และมีความเก่งไม่แพ้ต่างประเทศ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือความน่าเชื่อถือของศัลยแพทย์ไทย ความชำนาญและประสบการณ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มีคนไข้ต่างชาติ ที่พักอาศัยในประเทศไทย เข้ามาทำศัลยกรรมจนเกิดการบอกต่อ  และเมื่อเปิดประเทศก็มีคนไข้ต่างชาติ จองคิวเพื่อมาทำศัลยกรรมกันอย่างล้นหลาม อีกทั้งราคาที่ได้มาตรฐาน สมควรกับฝีมือของศัลยแพทย์และผลลัพธ์ได้น่าประทับใจ

จากเทรนด์ศัลยกรรมที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าเทรนด์การทำศัลยกรรมความงามเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มุ่งเน้นและมองหาการทำศัลยกรรมเพื่อความปลอดภัยและความเป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ความสวยงามที่พอดีและเหมาะสม สวยงามในแบบของตัวเอง พร้อมผลลัพธ์ในการศัลยกรรมความงามที่มีความยั่งยืนและคงทน

ที่มา ศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ปรึกษาศัลยกรรมความงาม โทร. 0-2867-0606 ต่อ 1200-1204

AIS จับมือ SET เดินหน้าเสริมแกร่งเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพไทย

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เตรียมเปิด LiVE Exchange ให้เป็นแหล่งระดมทุนของ SMEs และ Startups และได้พัฒนา Platform ที่จะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการในการเข้าสู่ตลาดทุน โดยผ่านความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ที่แข็งแกร่ง โดยมีบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สนับสนุนและส่งเสริมความพร้อมให้แก่ SMEs และ Startups ส่งมอบองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการผ่าน LiVE Platform

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกลไกตลาดทุนของผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะ SMEs และ Startups ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้พัฒนา LiVE Platform ขึ้นซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและยกระดับศักยภาพ SMEs และ Startups ไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานพันธมิตร โดย AIS จะเข้ามาเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมมอบองค์ความรู้ใน LiVE Platform เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจ ซึ่ง AIS นับเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยปลดล็อคและขยายโอกาสของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา LiVE Exchange ซึ่งเป็นตลาดรองสำหรับ SMEs และ Startups โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 1 ปี 2565”

สำหรับความร่วมมือกับ เอไอเอส ใน LiVE Platform ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) การพัฒนาสื่อเรียนรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และ Startups ในองค์ความรู้ที่เหมาะกับการแข่งขันทางธุรกิจ อาทิ โอกาสของธุรกิจในยุค 5G , ความสำคัญของภัยไซเบอร์, Cloud , การสร้าง Brand / การพัฒนาสินค้าและบริการในยุค Digital, Leadership ในโลกยุค Digital, การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล 2) การสร้างโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการผ่านการเจรจาธุรกิจ ที่จะมีการจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ หรือ Business Matching พร้อมความรู้เกี่ยวกับระบบงานที่สำคัญ หรือ Enterprise system ตลอดปี 2565 โดยผู้ประกอบการ SMs และ Startups สามารถเข้าร่วมเรียนรู้ใน LiVE Platform ได้แล้วทาง https://www.live-platforms.com/

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า ในฐานะ Digital Life Service Provider นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งของทุกอุตสาหกรรมและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของทุกภาคส่วนแล้ว เรายังเชื่อมั่นในเรื่องของ Digital Partnership ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เอไอเอส จึงเป็น Telecom Operator รายแรกของไทยที่มีวิสัยทัศน์ในการสนับสนุน สร้างเวทีให้แก่ Startups จนถึงวันนี้ เป็นบทพิสูจน์แล้วในระดับหนึ่งว่า ไอเดียจาก Startups เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญของการสร้างนวัตกรรมรูปแบบบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในสังคมอย่างชัดเจน

“จุดยืนในการทำงานกับ Startups มาโดยตลอดคือ การร่วมกันทำงานภายใต้พลังจากคู่คิด (Digital Partnership) ที่จะอยู่เคียงข้าง สนับสนุนไม่ให้ SMEs และ Startups ต้องทำงานเพียงลำพัง หากแต่ใช้ศักยภาพทั้งจากภายใน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม องค์ความรู้ ทั้งของ AIS และในกลุ่ม Singtel รวมถึงการเชื่อมต่อกับกลุ่มพันธมิตรภายนอก และกลุ่มนักลงทุน เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน เสริมขีดความสามารถรอบด้านของกลุ่ม Startups อย่างรอบด้าน เพื่อให้พร้อมที่จะแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการเข้าไปทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการเป็นหนึ่งในพันธมิตรของ LiVE Platform ในส่วนของ Scaling Up Platform ที่มุ่งเน้นสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจและการเตรียมความพร้อมในการระดมทุนของ SMEs และ Startups ด้วยการจัดให้มีหลักสูตรการอบรมเชิงลึก การจัดให้มีระบบงานที่สำคัญ การจัดให้มีการจับคู่ทางธุรกิจและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ซึ่ง AIS ได้ระดมทีมผู้บริหารมาร่วมกันส่งมอบองค์ความรู้อย่างเต็มที่เพื่อให้ SMEs และ Startups สร้างความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดทุน”

ยาฟ้าทะลายโจร ของเจ้าสัวธนินท์ ในโครงการ ‘ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี’ ถึงมือชาวสงขลา

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รับนโยบาย ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ร่วม “ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี” ส่งมอบสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ในโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” แก่ประชาชนคนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าวสุดส่งมอบให้ชาวสงขลา ผ่านโรงพยาบาลรัตภูมิ และเร่งแจกจ่ายแก่คนไทยในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

นายแพทย์สุวิทย์ คงชูช่วย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัตภูมิ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือเครือซีพี เพื่อส่งต่อแก่พี่น้องประชาชนชาวสงขลา ที่ยังต้องให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพ ควบคุมโรคช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อ ช่วยแบ่งเบาภารกิจด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยมี นายวิฑูรย์ เจริญทิพย์ปัญญา ผู้แทนซีพีเอฟ นำชาวจิตอาสาร่วมมอบ ณ โรงพยาบาลรัตภูมิ

“ขอบคุณบริษัทซีพีที่ได้มามอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ตามโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” เพื่อมอบให้กับ ชาวสงขลา ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยใช้ดูแลผู้ป่วยหวัดและผู้ป่วยโควิด-19 การที่ซีพีนำยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมอบให้ในครั้งนี้ ทางโรงพยาบาลจะได้นำมอบให้กับผู้ป่วยต่อไป และขอขอบคุณทางซีพีมาในโอกาสนี้” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัตภูมิ กล่าว

ด้าน นางสาวฟารีดา หมัดศิริ ชาวตำบลกำแพงเพชร กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก เพราะประชาชนได้เข้าถึงสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมากขึ้น ขอขอบคุณบริษัทซีพีที่ช่วยชาวสงขลา ได้เข้าถึงยาที่มีประโยชน์และมีสรรพคุณในการรักษาไข้หวัด เช่นเดียวกับ นางกานดา ทองขวัญ ที่รู้สึกดีใจมากที่บริษัทซีพีมามอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรให้กับชาวบ้าน ยามีสรรพคุณมากมาย ขอขอบคุณซีพีที่เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพของพี่น้องคนไทย

นายวิฑูรย์ เจริญทิพย์ปัญญา ผู้แทนซีพีเอฟ กล่วว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะมีแนวโน้มที่ลดลง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างเข้มงวดตลอดเวลา เครือซีพียึดมั่นในหลักปรัชญาสามประโยชน์ มุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ และประชาชนมาเป็นลำดับแรก ก่อนจะเป็นของบริษัท ในยามที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเช่นนี้ ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ มีนโยบายที่ต้องการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงยาสมุนไพรไทย เพื่อใช้เสริมภูมิคุ้มกันป้องกันโรค จึงจัดตั้งโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” ขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ให้กลุ่มธุรกิจในเครือซีพี ปลูกต้นสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 100 ไร่ เพื่อสกัดเป็นยาสมุนไพรแคปซูล 30 ล้านเม็ด โดยมุ่งแจกจ่ายไปที่ประชาชนกลุ่มเปราะบางและมอบให้หน่วยงาน องค์กรพันธมิตร และกลุ่มจิตอาสาต่างๆ ร่วมแจกจ่ายไปยังภูมิภาคต่างๆ

“ซีพีเอฟมีสาขาและโรงงานในจังหวัดต่างๆ รวมทั้งพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ที่ยังมีความเสี่ยงต่อโควิด-19 เราจึงร่วมผนึกกำลังลงพื้นที่กระจายยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เร่งแจกจ่ายให้ประชาชน เพื่อใช้เสริมภูมิคุ้มกันป้องกันโรคในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อส่งต่อความห่วงใยของท่านประธานอาวุโส และเครือซีพี ที่มุ่งนำศักยภาพจากทุกกลุ่มธุรกิจ ช่วยประเทศ โดยเฉพาะ การส่งเสริมให้คนไทยมีการสร้างภูมิคุ้มกันทางร่างกายตลอดเวลาและเตรียมตัวต่อทุกสถานการณ์ ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟได้ร่วมแจกจ่ายให้ชาวโคราชไปแล้ว” นายวิฑูรย์ กล่าว

สำหรับยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร โครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” มาจากแปลงปลูกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งการบรรจุแคปซูลได้รับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา และดำเนินการผลิตตามพ.ร.บ.ยาสมุนไพร ผ่านการรับรองการขึ้นทะเบียนยาสมุนไพร กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาที่มีข้อกำหนดด้านปริมาณสารสำคัญ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) ในวัตถุดิบอย่างเคร่งครัด เพื่อผลิตสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล เร่งแจกจ่ายให้ประชาชนคนไทยทั่วทุกภูมิภาค ได้สร้างภูมิคุ้มกัน มีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้เครือซีพีจะมีการส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนอีกด้วย

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุนตามวัย!!

0

ย่างเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี พ.ศ.2564 เตรียมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่สำหรับเรื่องการลงทุนแล้ว ไม่มีคำว่าส่งท้าย เพราะไม่ว่าคุณจะวัยไหน อายุเท่าไร ก็สามารถต้อนรับประตูสู่การลงทุนได้ทุกเมื่อ

โดยมี “กองทุนรวม” เป็นเครื่องมือการลงทุน จะลงทุนสินทรัพย์ในประเทศ หรือต่างประเทศ ก็สามารถลงทุนได้ง่ายๆ ไม่เกี่ยงจำนวน เงินลงทุน และยังมีมืออาชีพอย่าง “ผู้จัดการกองทุน” ทำงานให้เราเต็มเวลา ช่วยดูแลผลประโยชน์ของเราให้อีกด้วย

เพียงแต่ว่าเราต้องยอมรับสภาพและความจริงที่ว่า วัยที่แตกต่างและเวลาที่มีไม่เท่ากัน ย่อมมีผลต่อพฤติกรรมและลักษณะการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น วัย 50 อัป หรือใกล้เกษียณ จะให้ลงทุนแบบกล้าได้กล้าเสีย เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน เหมือนคนอายุยี่สิบสามสิบนั้น มันอิมพอสซิเบิล!!

คนในกลุ่มเจเนอเรชันหลักของสังคม คือ Gen X-Y และ Z ต่างมีเป้าหมายของชีวิตเงื่อนไขข้อจำกัดที่แตกต่างกันไปตามวัยและช่วงอายุ ซึ่งก็เป็นปัจจัยในการกำหนดเป้าหมายและทางเลือกในการลงทุน

คน Gen–X เป็นกลุ่มคนเกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2508–2522 หรืออายุตั้งแต่ 42–56 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก อาบน้ำร้อนมาจนลวกตัวแทบเปื่อย รอวันเกษียณ ความกล้าเสี่ยงและความท้าทายก็ถดถอยน้อยลง เพราะมีเวลาใน การออมและลงทุนเหลือน้อยลง คนกลุ่มนี้จะวางเป้าหมายการลงทุนเพื่อมีเงินเอาไว้ใช้ช่วงปลายชีวิต ลักษณะการลงทุนจึง เน้นเรื่องของ ‘ความมั่นคง’ ของเงินต้นที่ต้องไม่หาย และสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ยิ่งดี เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนประหยัดภาษี

กลุ่ม Gen–Y กลุ่มคนที่เกิดในช่วง พ.ศ.2523–2540 หรือมีอายุตั้งแต่ 24–41 ปี เป็นคนวัยทำงาน หรือกำลังเริ่มต้นธุรกิจ เริ่มสร้างครอบครัว เป็นช่วงที่มีรายได้และภาระค่าใช้จ่ายสูง ต้องอาศัย การจัดพอร์ตลงทุน เพื่อสร้างความมั่นคง ในระยะยาว เน้นลงทุนใน ‘กองทุนประหยัดภาษี’ คือ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF)” ให้ได้ทั้งผลตอบแทนและประโยชน์ทางภาษีควบคู่กันไป

วัยเริ่มต้นทำงาน อย่างคนกลุ่ม Gen–Z หรือกลุ่มคนที่เกิด พ.ศ.2541–ปัจจุบัน หรือช่วงอายุต่ำกว่า 23 ปี ถือว่ายังมีโอกาสลองผิดลองถูกได้อีกเยอะ สามารถลงทุนในกลุ่มกองทุนที่มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็น “กองทุนหุ้น”, “กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ” หรือ “กองทุน Thematic” เช่น Technology, Health Care, ESG เป็นต้น ใครที่อยู่ในเจนนี้ อยากให้ใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบเรื่องเวลา ทักษะและประสบการณ์การลงทุนที่มีเหลือยาวนานกว่า Gen อื่นๆ ยิ่งเริ่มต้นได้เร็วก็จะยิ่งดีกับตัวเอง

จะเห็นได้ว่า ประตูสู่การลงทุนของคนเจเนอเรชันที่แตกต่างกัน สามารถมีประตูบานเดียวกันได้ นั่นคือ “กองทุนรวม” จะต่างวัย ต่างเป้าหมาย เงินลงทุนมากน้อยไม่เป็นอุปสรรค เพราะทุกคนสามารถเปิดประตูบานนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ของแต่ละคนได้

ปิดท้ายวันนี้ ขอกำลังใจจากผู้อ่านช่วยแนะนำติชมคอลัมน์นี้ เพื่อ “คุณนาย” จะนำข้อแนะนำความคิดเห็นไปพัฒนาปรับปรุงเนื้อหามาถ่ายทอดให้ได้ตรงใจตรงความต้องการผู้อ่านให้ดียิ่งขึ้น จะมี ATK ชุดตรวจโควิดด้วยน้ำลาย เป็นรางวัลเล็กน้อยให้สำหรับ 100 ท่านแรก เพียงกด Link นี้ https://bit.ly/3FqTLx9 เพื่อตอบแบบสอบถามเท่านั้น

ขอให้เฮงเฮง รวยรวย ปังปัง ปลอดภัยปลอดโควิดไปด้วยกันค่า!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

33 ปี มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน เกษตรกรและผู้สูงวัยพื้นที่ห่างไกล

0

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ซึ่งร่วมก่อตั้งโดยผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ ดำเนินงานครบรอบปีที่ 33 โดยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้น้อมนำแนวพระราชดำริและยึดมั่นตามรอยใต้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน สร้างโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมการเติบโตอย่างสมวัย ดูแลเกษตรกรและผู้สูงวัยในชนบทห่างไกล บนพื้นฐานของปรัชญา 3 ประโยชน์ที่ปฏิบัติกันมาโดยตลอด คือ คำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชน ก่อนประโยชน์ขององค์กร และยังได้บูรณาการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs)

มูลนิธิ ฯ สานต่อการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนและเกษตรกรที่อยู่ในชนบท โดยเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ใช้พื้นที่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นที่ตั้งของ “ศูนย์ฝึกอาชีพเยาวชนเกษตร” เพื่อให้เยาวชนในชนบทที่อยู่นอกการศึกษาภาคบังคับ มีโอกาสได้รับการฝึกอาชีพ ฝึกระเบียบวินัย เรียนรู้ทักษะชีวิต และเติบโตเป็น คนดี พลเมืองดี และมี อาชีพดี จากนั้นได้ริเริ่มดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับคนในชนบท ได้แก่ เด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสในชนบท เกษตรกรที่มีฐานะยากจน และผู้สูงวัยในชนบทที่ห่างไกล

สำหรับงานด้านเด็กและเยาวชน ได้ดำเนิน”โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” เป็นโครงการที่มูลนิธิฯร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการอาหารกลางวันในโครงการส่วนพระองค์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยการสนับสนุนการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อนำไข่ไก่มาประกอบเป็นอาหารกลางวันของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และขยายผลไปตามโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสังกัดอื่นทั่วประเทศ โดยมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพ และ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนงบประมาณ ปัจจุบัน มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ เกือบ 900 โรงเรียนทั่วประเทศ แต่ละโรงเรียนสามารถบูรณาการการเลี้ยงไก่ไข่สู่การเรียนการสอนและเป็นแหล่งเรียนรู้การจัดการอาชีพเกษตรเชิงธุรกิจสำหรับครู นักเรียน เกษตรกรรอบโรงเรียนรวมกว่า 1,900 ชุมชน เกิดการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเยาวชนจนถึงปัจจุบันรวมกว่า 180,000 คน

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนนักเรียนทุนในพระราชานุเคราะห์ ดูแลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่ร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ซึ่งมีความยากลำบาก และมีโอกาสน้อยในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิฯ จึงร่วมสนับสนุนโครงการนักเรียนทุนในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับเด็กที่มีความประพฤติดี ผลการเรียนดี มีความเป็นผู้นำจากโรงเรียน ตชด. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาพักค้างและเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์จังหวัดเลย และเด็กจากโรงเรียน ตชด. พื้นที่ภาคกลางและตะวันออก มาพักค้าง ณ ศูนย์ฝึกอาชีพเยาวชนเกษตร เพื่อเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านอาชีพเกษตร ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ รับเด็กเข้าโครงการรวม 203 คน จบการศึกษาแล้ว 97 คน อยู่ระหว่างการศึกษา 81 คน และกลับไปศึกษาหรือประกอบอาชีพใกล้บ้าน 25 คน และพบว่าร้อยละ 24 ของนักเรียนทุนได้กลับไปสร้างงาน สร้างอาชีพในครัวเรือน และร้อยละ 54 สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเอง ขยายผลในการสร้างวิสาหกิจชุมชน

โครงการครอบครัวอุปการะในชุมชนวัฒนธรรม เป็นโครงการดูแลเด็กกำพร้ามีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวทดแทน ช่วยให้เด็ก ๆ มีโอกาสได้รับความรัก ความอบอุ่น ได้รับการดูแลปลูกฝังด้านคุณธรรม ประกอบกับบริบทสังคมชุมชนในภาคอีสาน มีวัฒนธรรมการเลี้ยงดูปลูกฝังให้มีความกตัญญู เอื้อต่อการเป็นครอบครัวทดแทน มูลนิธิฯ จึงได้สรรหาครอบครัวเกษตรกรที่มีจิตสาธารณะในอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เข้าร่วมเป็นครอบครัวอุปการะ รับเด็กจากสถานสงเคราะห์มาเป็นสมาชิกของครอบครัว โดยที่ผ่านมา มีเด็กกำพร้าที่มูลนิธิฯ รับเข้าโครงการฯ แล้วกว่า 300 คน อยู่ในความดูแลของมูลนิธิฯ 67 คน ทยอยส่งมอบสู่ครอบครัวถาวร 262 คน และกลับคืนสถานสงเคราะห์ 13 คน และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี 4 คน

ในส่วนโครงการแก้ปัญหาด้านความยากจน มูลนิธิฯ ได้จัดทำศูนย์สาธิตธุรกิจเกษตรให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร โดยรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากนั้นได้ขยายไปยังโครงการตามพระราชประสงค์หมู่บ้านสหกรณ์ 7 แห่ง โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดกาญจนบุรี โครงการเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริที่อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ และ โครงการพัฒนาอาชีพตำบลปากรอ ตามดำริของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา มีจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯกว่า 5,000 คน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจจากโครงการส่งเสริมอาชีพและโครงการด้านสังคมเกือบ 1,000 ล้านบาท เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มเพื่อจัดการอาชีพ แก้ปัญหาส่วนตัวและส่วนรวมกว่า 200 ชุมชน เป็นแบบอย่างในการถ่ายทอดความรู้และขยายผลต่อเนื่อง เกิดเป็นกลุ่มอาชีพใหม่ 3 กลุ่ม และกลุ่มออมทรัพย์เกษตรกร 108 ราย มีเงินออมกว่า 1 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อปี 2530 ซึ่งเป็นปีมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ คณะผู้บริหารและเหล่าพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมเฉลิมพระเกียรติด้วยการน้อมเกล้าฯ ถวายทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังเวลา กำลังสติปัญญา เพื่อดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนและเกษตรกรในชนบทห่างไกล “ตามรอยใต้เบื้องพระยุคลบาท”เพื่อร่วมแบ่งเบาพระราชภาระ โดยได้ตั้งกองทุนเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้จดทะเบียนเป็นองค์การสถานสาธารณกุศลในชื่อ “มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท”ยึดมั่นในปรัชญา 3 ประโยชน์ คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชน ก่อนประโยชน์ต่อองค์กร