Home Blog Page 359

ธนาคารออมสิน เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบูชา “พระผงพระรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราชฯ”

0

ในวาระครบรอบ 150 ปี ของการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563 และ มงคลวาระที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงเจริญพระชนมายุ 8 รอบพระนักษัตร ในวันที่ 26 มิถุนายน 2566 ธนาคารออมสิน ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบูชา “พระผงพระรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราชฯ” ซึ่งมวลสารประกอบด้วย พระเกศาของสมเด็จพระสังฆราช และมวลสารจากพระเถราจารย์สายวิปัสสนา

จัดสร้างโดยวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และรายได้ทั้งหมดโดยเสด็จพระกุศล สมทบทุนการจัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ณ ที่ดินบริเวณคลอง 9 อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

เพื่อเป็นอนุสรณ์ในวาระอันเป็นมงคลทั้งสองนี้พระผงพระรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราชฯ จัดสร้าง จำนวน 1,000,000 องค์

เปิดให้พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาได้บูชา โดยบริจาค 796 บาท จะได้รับสมนาคุณชุดพระผงพระรูปฯ จำนวน 4 องค์ บรรจุกล่องพิมพ์พระรูปวาด 4 แบบ และ บริจาค 199 บาท จะได้รับสมนาคุณพระผงพระรูปฯ จำนวน 1 กล่อง สำหรับเป็นที่ระลึกสักการะบูชาผู้มีจิตศรัทธา

สามารถติดต่อบูชา ได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center 1115 และติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ facebook : GSB Society

ดนัย ยังเจ๋งคว้าแชมป์ชายเดี่ยว เทนนิสอาชีพ สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2021

0

ดนัย อุดมโชค ฟอร์มยังเจ๋ง คว้าแชมป์ชายเดี่ยว เทนนิส สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2021 ไปครอง หลังหวดชนะ ปรัชญา อิสโร 2-1 เซ็ตด้วยสกอร์ 6-1, 6-7(4), 6-1 ส่วนประเภทหญิงเดี่ยว พิมพ์รดา จัตวาพรวณิช คว้าแชมป์หลังหวดชนะ ชมภู่ทิพย์ จันดาเขต 2 เซ็ตรวดด้วยสกอร์ 6-1, 6-2 ที่สนามอิมแพ็คเทนนิสอคาเดมี่ เมืองทองธานี เมื่อ 12 ธ.ค.64

การกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จัดแข่งขันเทนนิสอาชีพสิงห์ทีเอทีพีทัวร์ รายการ “สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2021” ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 7-12 ธ.ค. 2564 ที่สนามอิมแพ็ค เทนนิส อคาเดมี เมืองทองธานี ภายใต้มาตรการป้องกันเชื้อ ไวรัส โควิด-19 อย่างเข้มงวด

โดยเมื่อ 12 ธ.ค.64 วันสุดท้ายของการชิงชัย ในประเภทชายเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศ ดนัย อุดมโชค อดีตทีมชาติไทยวัย 40 ปี มือ 2 ของรายการ ต้องออกแรง 3 เซ็ต ก่อนเฉือนชนะ ปรัชญา อิสโร มือ 3 ของรายการวัย 26 ปี 2-1 เซ็ต ด้วยสกอร์ 6-1, 6-7(4), 6-1 ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 21 นาที โดย ดนัย ได้รับเงินรางวัลแชมป์ 113,500 บาท ส่วนรองแชมป์ ปรัชญา ได้รับเงินรางวัล 65,000 บาท

ดนัย เจ้าของแชมป์ชายเดี่ยวทีเอทีพีทัวร์สองรายการล่าสุด กล่าวว่า ดีใจที่สามารถคว้าแชมป์สิงห์ไทยแลนด์มาสเตอร์สได้อีกครั้ง​ และยังรักษาฟอร์มการเล่นได้อยู่ ถึงแม้จะหยุดแข่งไป 6 ปีกว่า​ แม้ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นแต่ก็ยังรักษาสภาพร่างกายตัวเองได้ดีอยู่ 

“ขอขอบคุณ สิงห์, ทีเอทีพี ทัวร์ รวมไปถึงสปอนเซอร์ต่างๆที่สนับสนุนรายการ ที่ทำให้เกิดรายการนี้ขึ้นมาได้ครับ ทุกคนทราบแล้วว่าช่วงนี้เป็นช่วงโควิด ก็เป็นที่ยากลำบากที่จัดรายการที่ดี ๆ อย่างนี้ขึ้นมาอีกครั้ง สิงห์ก็ยังเป็นรายการที่ดีที่สุดในประเทศไทยสำหรับผม และก็หวังว่าจะมีรายการนี้ต่อไปให้น้อง ๆ ทุกคนได้แสดงศักยภาพต่อไปในอนาคตครับ”

นอกจากนั้น ดนัย ยังคว้ารางวัลสิงห์ซุปเปอร์เสิร์ฟ ผู้ที่เสิร์ฟเอซในประเภทเดี่ยวได้มากที่สุด โดย ดนัย เสิร์ฟเอซไปทั้งสิ้น 27 ลูก ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท

ส่วนประเภทหญิงเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศ พิมพ์รดา จัตวาพรวณิช มือ 2 ของรายการ วัย 18 ปี คว้าแชมป์ไปครอง หลังหวดชนะ ชมภู่ทิพย์ จันดาเขต มือ 6 ของรายการ วัย 26 ปี 2 เซ็ตรวดด้วยสกอร์ 6-1, 6-2 ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 21 นาที โดย พิมพ์รดา ได้รับเงินรางวัล 120,000 บาท ส่วนรองแชมป์ ชมภู่ทิพย์ ได้รับเงินรางวัล 58,500 บาท

ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ จับมือ ม.ฟิลิปปินส์ ลอสบัญญอส ร่วมพัฒนาหลักสูตรวิชาการ-เสริมศักยภาพ นศ.

0

นายสกล ชีวะโกเศรษฐ รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการเขตประเทศฟิลิปปินส์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร คอร์ปอร์เรชั่น ฟิลิปปินส์ หรือ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ พร้อมด้วย ดร.โฮเซ่ วี. คามาโช จูเนียร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ ลอสบัญญอส ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ และ มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ ลอสบัญญอส ณ เมืองลากูนา ประเทศฟิลิปปินส์

นายสกล กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือทางวิชาการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้านวิชาการจากบุคลากรผู้มีความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความชำนาญร่วมกัน โดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ ลอสบัญญอส เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเสียงทางด้านวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้มีความรู้ทั้งด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ ด้วยการให้นักศึกษาผ่านการเข้าร่วมฝึกงาน ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในธุรกิจ และยังเพิ่มโอกาสในการสรรหาคนดี คนเก่ง เข้าร่วมงานกับบริษัทฯ ในอนาคต เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ยึดมั่นในหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการสร้างประโยชน์แก่ประเทศที่เข้าดำเนินธุรกิจเป็นอันดับแรก รวมถึงประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศ และสุดท้ายจึงเป็นประโยชน์ต่อองค์กร ซึ่งซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาบุคลากรในประเทศนั้นๆ ให้มีศักยภาพ มีอาชีพ เติบโตเคียงคู่ไปพร้อมกับบริษัทฯ อย่างยั่งยืน

ซีพีเอฟ จับมือ Lypid สตาร์ทอัพอเมริกัน พัฒนา “เนื้อจากพืช” อร่อยเทียบเท่าเนื้อสัตว์จริง

0

ดร.ลลานา ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับ “Lypid” สตาร์ทอัพด้านไขมันจากพืช (Plant based lipid) จากสหรัฐอเมริกา ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดนวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหารในงานสัมมนาระดับนานาชาติ Asia-Pacific Agri-Food Innovation Summit พัฒนาผลิตภัณฑ์ “เนื้อจากพืช” ให้มีเนื้อสัมผัสที่เหมือนเนื้อสัตว์จริง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากความร่วมมือกับงานสัมมนาด้านนวัตกรรมอาหารระดับนานาชาติ Asia-Pacific Agri-Food Innovation Summit ที่สิงคโปร์ จัดกิจกรรมการประกวด เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพเจ้าของผลงานและเทคโนโลยีในทำงานร่วมกันพัฒนา “เนื้อจากพืช” เพิ่มทางเลือกตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มมังสวิรัติและมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น คณะกรรมการคัดเลือกและซีพีเอฟได้ตัดสินเลือก Lypid สตาร์ทอัพ จากซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา รับรางวัลชนะเลิศ เจ้าของเทคโนโลยี “ไขมันจากพืช” (vegan fat) นำไปสู่ความร่วมมือต่อยอดพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช” ที่ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสเทียบเท่าเนื้อสัตว์จริง

Lypid เป็นสตาร์ทอัพที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอาหาร ที่สำคัญเป็นทีมเจ้าของเทคโนโลยี “ไขมันจากพืช” (vegan fat) ที่เป็นกุญแจสำคัญช่วยให้เนื้อวีแกนมีรสชาติเหมือนเนื้อ นอกจากนี้ ทีมผู้ชนะยังมีความเหมาะสมมากที่สุดในการร่วมมือพัฒนา “ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช” ที่มีเนื้อสัมผัส และรสชาติที่ใกล้เคียงหรือเหมือนเนื้อสัตว์ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นการสร้างประสบการณ์ผู้บริเโภคให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง” ดร.ลลานากล่าว

“ไขมัน” เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะช่วยทำให้เนื้อมีรสชาติอร่อย และมีกลิ่นหอม ซึ่ง Lypid กำลังพัฒนา “ไขมันจากพืช” ให้มีเนื้อสัมผัส จุดหลอมเหลว ปริมาณน้ำมัน เหมือนกับไขมันจากสัตว์ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญทำให้ ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชมีไขมันเหมือนเนื้อสัตว์มากที่สุด มีคุณค่าโภชนาการที่ครบถ้วนและดีกว่าไขมันสัตว์ เพื่อให้ซีพีเอฟสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ “เนื้อจากพืช” ในราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

ความร่วมมือกับ Lypid เป็นไปตามแนวทางการดำเนินงานในการสร้างนวัตกรรมของซีพีเอฟ ภายใต้แนวคิด Open Innovation ที่เปิดกว้างพร้อมทำงานร่วมกับสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน รวมทั้งสตาร์ทอัพทั่วโลก เพื่อศึกษาและสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่สามารถตอบรับ ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และเทรนด์อาหารในอนาคต ตามวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก”

ทั้งนี้ Lypid จะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้บริหารระดับสูง ร่วมทำงานกับทีมนักวิจัย และนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟ ที่ศูนย์วิจัย RD Center โดยบริษัทฯ มุ่งหวังที่จะสามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ “เนื้อจากพืช” ที่มีจุดเด่นและแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน ช่วยสร้างประสบการณ์ความอร่อยของเนื้อจากพืช ต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ใน 2 ปีข้างหน้า

“แม็คกรุ๊ป” มอบเงิน 1 ล้านบาท ให้หมอเจี๊ยบ ลลนา สมทบทุนช่วยผู้ป่วยโควิด

0

ผู้ส่ื่อข่าวรายงานว่า นายเจมส์ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “Mc” มอบเงิน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการขายเสื้อ CSR Collection ในแคมเปญ MC CSR T-Shirt ให้แก่ พญ.ลลนา ก้องธรนินทร์ ผู้ก่อตั้งโครงการตัวเล็ก ใจใหญ่ มูลนิธิ Let’s Be Heroes เพื่อสมทบทุนการดำเนินโครงการกับภารกิจจัดทีมแพทย์อาสาช่วยเหลือผู้ป่วย COVID-19  ให้คำปรึกษาและรักษาด้วยวิธี Telemedicine  ติดตามอาการโดยทีมแพทย์อาสา ทีมพยาบาล ทีมเภสัชกรเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที  พร้อมทั้งจัดยาและเวชภัณฑ์แก่ผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 ที่เข้าไม่ถึงการรักษา ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วกว่า 6,500 เคส ตลอดจนการต่อยอดภารกิจด้วยการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้แก่ผู้ป่วย, ผู้ที่รักษาหายและครอบครัวในชุมชนต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานครเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน เมื่อเร็วๆ นี้

ก.ทรัพยากรฯ ผนึก AIS เดินหน้าสร้างเครือข่ายจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืนแบบ Zero Landfill

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เดินหน้าสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีต่อเนื่อง เพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อปัญหาต่อสภาพแวดล้อม สังคม ซึ่งส่งผลเสียในระยะยาวต่อระบบนิเวศและสุขภาพประชาชน โดยเปิดตัวความร่วมมือต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยขยายความร่วมมือในโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” เพื่อสร้างความต่อเนื่องของการทำงาน มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการที่สามารถสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ จนนำไปสู่การจัดการที่ถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากลแบบ Zero Landfill ให้กับคนไทย

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นในประเทศมีมากกว่า 400,000 ตันต่อปี แต่มีการเก็บรวบรวมและนำไปจัดการอย่างถูกต้องเพียง 500 ตัน ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บไว้ตามบ้านเรือน ขายเป็นสินค้ามือสอง ขายให้รถเร่/ซาเล้ง และนำไปถอดแยกในชุมชนอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยขณะนี้กรมควบคุมมลพิษอยู่ระหว่างการจัดทำ ร่าง พรบ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดการเก็บรวบรวมและจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ภาครัฐและภาคเอกชน

รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศและที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีการเสนอแนะมาตรการ แนวทาง และติดตามประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในปี พ.ศ. 2563 ได้ดำเนินโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” จัดตั้งจุดฝากทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ณ สำนักงานของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1-16 และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการทำงานของอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม.ร่วมกันให้ข้อมูลการจัดเก็บและทิ้งอย่างถูกวิธี ตลอดจนส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในชุมชน เพื่อรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ เพื่อนำไปจัดการอย่างถูกต้องต่อไป

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นผู้ให้บริการด้านดิจิทัลที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ พร้อมร่วมดูแลรับผิดชอบต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศให้พัฒนา และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการปัญหาขยะ ที่รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งนับได้ว่าเป็นขยะอีกหนึ่งประเภทที่จะต้องมีการคัดแยกและนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลัก Zero Landfill”

โดย AIS ได้จัดทำ โครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการอาสารับขยะอิเล็กทรอนิกส์จากคนไทยไปกำจัดอย่างถูกวิธี โดยขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลุ่มพันธมิตรอย่าง ไปรษณีย์ไทย TBCSD ภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆกว่า 120 แห่ง อย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมกันบูรณาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบองค์รวมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ทั้งนี้ จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับ AIS ทำให้โครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” ถูกขยายผลไปสู่คนไทยมากยิ่งขึ้นด้วยการทำงานที่สอดประสานและเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ เน้นสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘TIP @ พีทีทีสเตชั่น’ มอบเงินบริจาคซื้อเครื่องช่วยหายใจเพื่อผู้ป่วยโควิด

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ปราโมทย์ วิบูลย์กิจโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย พร้อมด้วย นายสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (โออาร์) และคุณธารินี สุทธิปริญญานนท์ นายกสมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมันพลังไทย มอบเงินบริจาค จำนวน 193,095 บาท จากโครงการ “TIP @ พีทีทีสเตชั่น ร่วมปันบุญ สู้ภัย COVID-19” โดยมี คุณเสรี คีรีศรี ที่ปรึกษาประธานกรรมการ บมจ.ทิพยประกันภัย ให้เกียรติร่วมมอบ ณ มูลนิธิรามาธิบดี

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ซื้อประกันภัยทุกประเภทผ่านช่องทางตัวแทนพีทีที สเตชั่น ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. 64 – 30 ก.ย. 64 ทุกๆ 100 บาทจากค่าเบี้ยประกันภัยสุทธิ จะหัก 1 บาทเพื่อนำไปร่วมสมทบบริจาคให้กับมูลนิธิรามาธิบดี เพื่อซื้อเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ต่างๆ ในการรักษา และช่วยชีวิตผู้ป่วยจากโควิด-19

รู้เก็บรู้ออม : แก้วิกฤติสภาพอากาศ!!

0

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการทำงานเชิงรุกมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนในการส่งเสริมทุกภาคส่วนในตลาดทุน ตลอดจนบริษัทจดทะเบียน ผู้ลงทุน ให้ดำเนินธุรกิจและมีการลงทุนอย่างยั่งยืนจากกิจกรรมและโครงการต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการมอบรางวัล SET Awards, การประกาศรายชื่อหุ้นยั่งยืน ตลอดจนการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการ Care the Bear ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, Care the Whale ลดปริมาณขยะและกำจัดอย่างถูกวิธี และ Care the Wild ปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Supporter) ที่ครอบคลุมข้อมูลด้านการกำกับดูแล กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง ตัวชี้วัดและเป้าหมาย ตามแนวปฏิบัติ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD)

เพื่อสนับสนุนให้ตลาดทุนไทยเร่งแก้วิกฤติด้านสภาพภูมิอากาศ และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนในระดับชาติและระดับโลก โดยให้บริษัทจดทะเบียน ต้องบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ผู้ลงทุนกับสถาบันการเงินการลงทุน พิจารณาผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจเพื่อประกอบการให้สินเชื่อและตัดสินใจลงทุนอย่างยั่งยืน

ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ บอกว่า ตลาดทุนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นทิศทางที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยประเทศไทยได้ประกาศคำมั่นในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 ว่าจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เท่ากับศูนย์ ภายในปี 2065

พร้อมเดินหน้าให้ความรู้แก่บริษัทจดทะเบียน สร้างความเข้าใจเรื่องวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อความสามารถด้านการแข่งขันของธุรกิจ และเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรไฟฟ้า พลังงาน น้ำ ขยะ รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะอย่างถูกต้องและโปร่งใส พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ลงทุนและสถาบันการเงินการลงทุนไทยพิจารณาประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับผลการดำเนินงานทางการเงินของธุรกิจในการให้สินเชื่อและให้บริการทางการเงินการลงทุนอีกด้วย

ล่าสุด เมื่อ 18 พ.ย.64 ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดการสัมมนาออนไลน์ เพื่อส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศตามแนวทางของ TCFD และแลกเปลี่ยนมุมมองของสถาบันการเงินการลงทุนในการนำข้อมูลไปใช้ในการพิจารณาลงทุน ให้สินเชื่อ และให้บริการทางการเงินแก่ธุรกิจ

โดยผู้สนใจการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ Sustainable Capital Market Development

จากความสำเร็จในหลายๆโครงการที่ผ่านมา เชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีโครงการและกิจกรรมใหม่ๆในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS คว้ารางวัลสุดยอดผู้บริหารด้านเทคโนโลยี จากเวที CIO75 ASEAN

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เดินหน้าเป้าหมายการเป็นผู้นำด้าน Digital Life Service Provider  ล่าสุด นายซันเจย์ แอนดรูว์ โทมัส หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ CIO ได้คว้ารางวัล CIO75 ASEAN สุดยอดผู้บริหารด้านเทคโนโลยี องค์กรไทยในกลุ่มโทรคมนาคมหนึ่งเดียวที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในมิติต่างๆ สะท้อนถึงความตั้งใจของ AIS ที่มุ่งนำเทคโนโลยีเพื่อยกระดับและสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ

รางวัล CIO75 ASEAN เป็นการวัดผลงานความสำเร็จของผู้บริหารระดับสูงในสายงานเทคโนโลยีจากองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง จัดโดย International Data Group (IDG) บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกจากประเทศออสเตรเลีย โดยใช้เกณฑ์ในเรื่องของความเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีให้เกิดการมีส่วนร่วมในมิติของการทำงานร่วมกันภายในองค์กร รวมถึงการนำนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้เกิดการเติบโต ซึ่งได้คัดเลือกผู้บริหารด้านเทคโนโลยี หรือ CIO กว่า 175 ท่าน จากองค์กรชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง

นายซันเจย์ แอนดรูว์ โทมัส  กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 75 CIO จากองค์กรและผู้บริหารชั้นนำกว่า 175 คน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง ให้ได้รับรางวัลผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยี 75 อันดับแรกที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในการใช้ด้านเทคโนโลยีมิติต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AIS รวมถึงบุคลากรได้ตั้งเป้าหมายร่วมกันในการทำงานเพื่อนำขีดความสามารถของโครงข่าย 5G มาเสริมศักยภาพการทำงานของภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ก้าวสู่การเป็น The Cognitive Telco ที่องค์กรจะสามารถสร้างเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

การก้าวไปสู่การเป็น The Cognitive Telco ได้นั้นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันภายใต้มุมมอง 4 องค์ประกอบหลักคือ

  • Maximizing the Human Experience การสร้างประสบการณ์ของทั้งลูกค้า พนักงาน และพาร์ทเนอร์ เกิดความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ
  • Modernizing platforms การปรับปรุงและยกระดับแพลตฟอร์มให้เกิดการทำงานร่วมกันกับภาคส่วนต่างๆ ภายใน Ecosystem ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาชน
  • Intelligent workflows การปรับเปลี่ยนกระบวนการร่วมกันภายในองค์กรให้มีความชัดเจน และรวดเร็ว เพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่ถูกต้องและแม่นยำ
  • Agile to the Core การสร้างวัฒนธรรมให้มีความยืดหยุ่น และคล่องตัว เชื่อมต่อกันกับทุกภาคส่วนในองค์กรอย่างไร้รอยต่อ

โดยในปีนี้ นายซันเจย์ แอนดรูว์ โทมัส หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จาก AIS เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ได้รับเลือกให้เป็นสุดยอด CIO ที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี ซึ่งนับว่าเป็นองค์กรด้านเทคโนโลยี และโทรคมนาคมหนึ่งเดียวของไทยที่ได้รับรางวัล อีกทั้งนายซันเจย์ แอนดรูว์ โทมัส ยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายเพื่อส่งต่อศักยภาพนวัตกรรมเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ทำให้ AIS ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภารกิจและเป้าหมายการขับเคลื่อนของ AIS ต่อการพัฒนาเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วนในประเทศ

พีทีที สเตชั่น คว้ารางวัล TAQA 2021 ตอกย้ำแบรนด์อันดับ 1 ครองใจลูกค้า​ 12 ปีซ้อน

0

นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติมอบรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ประจำปี 2564 หรือ Thailand Automotive Quality Award 2021 (TAQA) แก่ นางพรรณวดี พุฒยางกูร ผู้จัดการฝ่ายบริหารสถานีบริการส่วนกลาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งในปีนี้สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สามารถคว้ารางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมแห่งปี ด้านผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ จาก 2 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ ประเภทสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้าสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 จากผลการสำรวจด้านความต้องการของผู้บริโภคผ่านกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวนกว่า 2,800 ราย

สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิง จนทำให้ พีทีที สเตชั่น เป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดีที่สุด และจะยังคงมุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ พีทีที สเตชั่น ยังมุ่งพัฒนาสถานีบริการให้เป็น platform เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Mobility & Lifestyle อำนวยความสะดวกให้ทุกการเดินทางเพื่อตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ ด้วยแนวคิด Living Community หรือศูนย์กลางชุมชน ที่พร้อมเติมเต็มความสุขให้ผู้บริโภค รวมไปถึงร่วมดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชน โครงการให้พื้นที่จุดจอดรถ Mobile Stroke Unit โครงการพลาสติก(คืน)สุข โครงการพื้นที่ปันสุข โครงการจุดช่วยเหลือเพื่อนเดินทาง โครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และโครงการบริการฉีดวัคซีนโควิค19 ณ พีทีที สเตชั่น สาขาพระราม 2 (ขาออก) กม.12

รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม หรือ Thailand Automotive Quality Award (TAQA) เป็นรางวัลที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าในทิศทางการดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์ของทางโออาร์ ที่ยืนหยัดพัฒนาคุณภาพทั้งผลิตภัณฑ์ พร้อมร่วมสร้างมาตรฐานการใช้ชีวิตของชุมชน มุ่งเน้นการสร้างชุมชนที่น่าอยู่และการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมเติมเต็มความสุขให้กับทุกคน