Home Blog Page 358

เก็บ-อุ่นร้อน อาหารแช่งแช็ง อย่างถูกวิธี คงคุณค่าสารอาหาร

0

การถนอมอาหาร ยืดอายุให้อยู่ได้นาน และยังได้สารอาหารครบใกล้เคียงอาหารสดใหม่ เป็นคุณสมบัติของอาหารแช่แข็งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี นอกจากความสะดวก รวดเร็ว ที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ยังเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา 

รศ.ดร.จิรารัตน์ อนันตกุล สาขากรรมวิธีผลิตอาหารและวิศวกรรมอาหาร ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแช่แข็ง (Freezing) เป็นเทคโนโลยีการแปรรูปเพื่อยืดอายุการเก็บอาหารด้วยการลดอุณหภูมิของอาหารสด อาหารที่ปรุงสุก หรืออาหารปรุงสำเร็จแล้ว ให้มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำในอาหาร ซึ่งต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ในอุตสาหกรรมอาหารจะลดอุณหภูมิของอาหารลงถึง -18 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า เพื่อชะลอหรือยับยั้งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอาหาร ที่เป็นสาเหตุของการเสื่อมเสีย ส่งผลให้อาหารที่ผ่านกระบวนการแช่แข็งมีอายุการเก็บรักษาได้นานกว่าอาหารปรุงสุก 

นอกเหนือจากการควบคุมกระบวนการแช่และเก็บเยือกแข็ง ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคงคุณภาพของอาหารแช่แข็ง เช่น การคัดสรรและเตรียมวัตถุดิบ การเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพดี มีกระบวนการเตรียมที่ถูกต้อง ตามหลักการผลิตที่ดีจะทำให้อาหารมีคุณภาพดีก่อนเข้ากระบวนการแช่เยือกแข็ง  

การแช่แข็งสามารถคงปริมาณสารอาหารต่างๆ ในอาหารเอาไว้ได้มากกว่าวิธีการถนอมอาหารวิธีอื่น เพราะเป็นกระบวนการถนอมอาหารที่ไม่ใช้ความร้อน จึงทำให้สารอาหารสลายตัว หรือสูญเสียน้อย โดยปริมาณสารอาหารหลัก อย่างโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต รวมถึงใยอาหารและแร่ธาตุจะไม่สูญเสียเลย แต่ปริมาณวิตามิน รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ อาจสูญเสียไปบ้างจากกระบวนการเตรียมอาหารก่อนการแช่เยือกแข็ง และบางส่วนสลายไปตามระยะเวลาการเก็บรักษา แต่ก็ยังเหลืออยู่มากกว่าอาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารด้วยความร้อน  

ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเก็บรักษาอาหารแช่แข็งหลังจากซื้อจากแหล่งจำหน่าย ผู้ซื้อควรจัดเตรียมภาชนะที่สามารถเก็บความเย็นเพื่อรักษาผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งอยู่ในอุณหภูมิต่ำตลอดเวลา เมื่อกลับถึงบ้านต้องรีบจัดเก็บผลิตภัณฑ์อาหารในช่องแช่แข็งทันที อย่างไรก็ดี การรักษาอุณหภูมิระหว่างการเก็บอาหารแช่แข็งให้คงที่มีความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารแช่แข็ง หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจนน้ำแข็งละลายแล้วนำไปแช่แข็งใหม่ หรือที่เรียกว่า “การแช่แข็งซ้ำ” จะทำให้คุณภาพของอาหารเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และยังเพิ่มความเสี่ยงกับอาหารอีกด้วย  

สำหรับภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารแช่แข็ง และอุ่นร้อนในไมโครเวฟ ผู้ประกอบการจะเลือกใช้ภาชนะที่ทำจากวัสดุที่มีจุดหลอมเหลวสูง นั่นคือมีการหลอมละลายช้า และทนต่อความร้อน เช่น พลาสติกในกลุ่มพอลิโพรพิลีน (Poly-propylene : PP) ซึ่งจะมีสัญลักษณ์อยู่ที่บรรจุภัณฑ์ รวมทั้งต้องมีคำว่า ไมโครเวฟ เซฟ (Microwave Save) หรือ ไมโครเวฟเอเบิล (Microwaveable) ซึ่งช่วยการันตีได้ว่าสามารถใช้กับเตาอบไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ภาชนะที่ใส่อาหารแช่แข็งเมื่อนำไปอุ่นกับไมโครเวฟแล้ว ก็ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำเกิน 2 ครั้ง เพราะความแข็งแรง การทนความร้อน ความปลอดภัยจะลดลง ซึ่งความเข้าใจในวิธีการเก็บรักษาและการอุ่นร้อนที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งได้อย่างสบายใจ ช่วยประหยัดเวลา บริโภคอาหารได้อย่างปลอดภัย และได้สารอาหารคงเดิม 

โออาร์ จับมือ LINE MAN Wongnai เปิด ‘LINE MAN Ready To Go’ สาขาแรก พีทีที สเตชั่น สาขาพัฒนาการขาออก

0

คุณสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่า โออาร์ ร่วมกับ LINE MAN Wongnai  เปิดตัว  LINE MAN Ready To Go พื้นที่แรก ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สาขาพัฒนาการขาออก เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ใช้บริการ ผ่านกลยุทธ์เด็ด ครั้งแรกกับการสั่งอาหารมื้ออร่อย กับร้านค้าใกล้เคียงกว่า 10 ร้าน อาทิ ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด ข้าวแกงกลับนคร Ozawa Texas Chicken ตำมั่ว รวมถึงร้าน Café Amazon และอื่นๆ อีกมากมาย ตอบโจทย์ความประหยัดจ่ายค่าส่งเพียงครั้งเดียว พร้อมประหยัดยิ่งกว่ากับโปรโมชันส่งฟรี 4 กม.

สมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก โออาร์

โออาร์ ยังคงมุ่งเน้นการทำธุรกิจโดยใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ให้กลายเป็น Platform ที่เต็มไปด้วยสินค้าและการบริการที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน ตามแนวคิด ‘Retailing Beyond Fuel’ และมุ่งพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าด้วยสินค้าและบริการใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อแสวงหาโอกาสในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ใหม่ ๆ หรือการพัฒนาช่องทางจำหน่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคมากขึ้น การร่วมมืออีกครั้งกับ LINE MAN Wongnai นี้ ถือเป็นการต่อยอดทางธุรกิจอีกหนึ่งรูปแบบในการเติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภค ให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและการบริการที่นอกเหนือไปจากการเติมน้ำมัน พร้อมร่วมสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับร้านค้า SMEs ในสถานี ให้เติบโตไปด้วยกัน

“LINE MAN Ready To Go ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจรูปแบบใหม่ใน พีทีที สเตชั่น ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคในพื้นที่ใกล้เคียงสถานีบริการ สามารถสั่งอาหารจากร้านอาหารชื่อดังหลากหลายร้านที่อยู่ในสถานีบริการ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าชื่อดังของกลุ่ม SMEs ที่มาเช่าพื้นที่ในสถานี รวมถึงร้านค้าในเครือโออาร์ ซึ่งลูกค้าจะชำระค่าส่งเพียงครั้งเดียวเท่านั้น สำหรับ LINE MAN Ready To Go ที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สาขาพัฒนาการขาออก มีร้านค้าที่เข้าร่วมให้บริการทั้งหมด 10 ร้าน ได้แก่ Hong Kong Noodle ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด หมูหม้อเทพ ข้าวแกงกลับนคร ตำมั่ว ไม้สั้นไม้ยาว ดิเอ็มไพร์ Ozawa รวมถึงร้านค้าในเครือโออาร์ ได้แก่ ร้าน Café Amazon และ Texas Chicken”

คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า LINE MAN Wongnai ตอกย้ำความสัมพันธ์ด้านพันธมิตรและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดย โออาร์ นับเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญในการร่วมสร้างเครือข่ายการส่งต่อมื้ออร่อยให้กับลูกค้า LINE MAN Wongnai มาโดยตลอด ซึ่งต่อยอดมาเป็นการพัฒนาด้านบริการที่ตอบโจทย์ ทำให้ครั้งนี้ เกิดเป็น LINE MAN Ready To Go แห่งแรกที่ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สาขาพัฒนาการขาออก ประกอบกับแนวโน้มที่เดลิเวอรีจะยังคงเป็นสัดส่วนสำคัญของร้านอาหารในอนาคตในปริมาณ 20-30% ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ และสร้างยอดขายให้ร้านอาหารได้มากขึ้น”

กลยุทธ์เด็ดของ LINE MAN Ready To Go คือการเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้สั่งอาหารให้สามารถสั่งได้หลากหลายร้าน หลายเมนู ผ่านวิธีการกับร้านในบริเวณใกล้เคียง ภายใต้เงื่อนไขการจ่ายค่าส่งเพียงครั้งเดียว ด้วยระบบของ Wongnai Merchant App ทำให้ร้านค้าที่เข้าร่วม LINE MAN Ready To Go สามารถรับเดลิเวอรี่ออเดอร์ได้ทันที พร้อมทั้งมีจุดบริการรับออเดอร์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและประหยัดเวลาให้กับไรเดอร์มากขึ้น

“LINE MAN Ready To Go เป็นการต่อยอดจาก LINE MAN Kitchen โดยที่ร้านไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มจำนวนพนักงาน หรือขยายพื้นที่ของร้านเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่สถานีน้ำมัน เพราะเพียงแค่ผูกระบบร้านค้าผ่าน Wongnai Merchant App ก็สามารถที่จะช่วยขยายฐานลูกค้าผ่านการเพิ่มปริมาณออเดอร์ในช่องทางออนไลน์ได้ทันที ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้รายได้ของร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสยอดขายเดลิเวอรี่ให้โตขึ้น” 

ยาฟ้าทะลายโจร ของเจ้าสัวธนินท์ ถึงมือชาวดินแดง-ห้วยขวาง

0

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ เขตดินแดงและเขตห้วยขวาง รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบแก่ศูนย์อนามัยสาธารณสุข 04 ศูนย์อนามัยสาธารณสุข 52 อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงขอมนุษย์ (อพม.) ผู้นำชุมชนเขตดินแดง และเขตห้วยขวาง เพื่อนำไปแจกจ่ายประชาชน ตามโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” จากนโยบายของ ประธานอาวุโสเครือซีพี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ในการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงยาสมุนไพร

นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการฯนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ ก.เกษตรฯ ร่วมกับ เครือซีพีและซีพีเอฟ เพื่อส่งต่อการช่วยเหลือให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่นนี้ ที่ผ่านมามีหลากหลายโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทอย่างดีมาโดยตลอด จากเป้าหมายเดียวกันในการบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน ทั้งการเข้าถึงอาหารปลอดภัยและยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล ที่ซีพีผลิตและแจกฟรีให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้คนไทยมีกำลังใจต่อสู้กับวิกฤตนี้ ขอชื่นชมซีพี-ซีพีเอฟ ที่เป็นตัวอย่างภาคเอกชนที่ออกมาช่วยเหลือสังคมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

ส่วน นายนพดล ว่องเวียงจันทร์ รองผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ กล่าวขอบคุณ ก.เกษตรฯ เครือซีพีและซีพีเอฟ ที่ร่วมกันดำเนินโครงการดีๆ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงยาฟ้าทะลายโจรแก่พี่น้องประชาชนและชาวดินแดง เพื่อใช้ดูแลตนเองในเบื้องต้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 และผู้ที่มีความเสี่ยง ด้าน นายวรวรรษ นิลประพันธ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม ตัวแทนผู้อำนวยการเขตดินแดง กล่าวว่าหลังจากนี้จะร่วมกับ อสส. อพม. และผู้นำชุมชน นำยาสมุนไพรไปส่งมอบถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึงโดยเร็วที่สุด

นายวีรพงค์ คงเรือง ประธานเครือข่ายเขตดินแดง กล่าวขอบคุณ ก.เกษตรฯ เครือซีพีและซีพีเอฟ ที่จัดโครงการฯ เพื่อพี่น้องชาวไทยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การมอบอาหารพร้อมทานแก่ประชาชน เพื่อคลายความเดือดร้อนในวิกฤตโควิด-19 รวมถึงการมอบยาฟ้าทะลายโจรในครั้งนี้ โดยจะเร่งส่งมอบแก่สมาชิกทั้ง 23 ชุมชนโดยเร็ว เช่นเดียวกับ นายนวการ ขอนศรี ประธานคณะกรรมการสภาเคหะชุมชนห้วยขวาง กล่าวว่า โครงการฯ นี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนไทยทั่วประเทศได้เข้าถึงยาสมุนไพรไทยช่วยดูแลสุขภาพในช่วงโควิดเช่นนี้ ขอขอบคุณความห่วงใยที่มอบให้ประชาชนมาโดยตลอด

ทางด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” ภายใต้แนวคิด “ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี” เกิดจากความห่วงใยของ ประธานอาวุโสเครือซีพี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ที่มีต่อพี่น้องคนไทย ด้วยการสนับสนุนประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจร โดยจัดพื้นที่ปลูกต้นฟ้าทะลายโจร 100 ไร่ ใช้เวลา 100 วัน เพื่อผลิตยาแคปซูล 30 ล้านเม็ด แจกจ่ายฟรีแก่ชาวไทย ผ่านกลุ่มองค์กรพันธมิตร ทั้งโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา มูลนิธิและกลุ่มจิตอาสาในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยซีพีเอฟร่วมมอบในจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส นครราชสีมา และกรุงเทพฯ

สำหรับยาฟ้าทะลายโจร เพาะปลูกที่ศูนย์วิจัยแสลงพัน และฟาร์มคำพราน จ.สระบุรี ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การบรรจุแคปซูลผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา และดำเนินการผลิตตาม พ.ร.บ.ยาสมุนไพร ผ่านการรับรองการขึ้นทะเบียนยาสมุนไพร กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่มีข้อกำหนดด้านปริมาณสารสำคัญ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) ในวัตถุดิบอย่างเคร่งครัด

โออาร์ ผนึกกำลัง ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ สยามราชธานี ร่วมลงทุนกองทุนสตาร์ทอัพ 3 พันล้านบาท

0

รายงายข่าว เปิดเผยว่า บริษัทจัดการกองทุนร่วมลงทุน กรุงศรี ฟินโนเวต ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนในกองทุนจากนักลงทุนสถาบันรอบแรกใน “ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I” ผนึก 3 องค์กรใหญ่ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) บริษัท ปตท. นํ้ามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) และ บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) (SO) ร่วมลงทุนในฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I กองทุนสตาร์ทอัพกองแรกของไทยที่เปิดรับนักลงทุนจากภายนอก พร้อมเตรียมเปิดเสนอขายให้กับนักลงทุนรายบุคคลประเภทรายใหญ่พิเศษ (Ultra-High Net Worth Investor: UHNWI) โดยจะเสนอขายครั้งเดียวระหว่างวันที่ 16 – 22 ธันวาคม นี้ 

ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I เป็นกองทุนขนาด 3,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพทั้งในไทยและอาเซียนที่มีศักยภาพ และอยู่ในระดับซีรี่ส์ A ขึ้นไป โดยมีกรุงศรี ฟินโนเวต บริษัทร่วมลงทุน ในเครือกรุงศรี กรุ๊ป เป็นผู้จัดการทรัสต์ ดูแล บริหารการลงทุน และคัดเลือกสตาร์ทอัพที่จะเข้าลงทุน ซึ่งจะโฟกัสสตาร์ทอัพใน 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มฟินเทค อีคอมเมิร์ซ และออโตโมทีฟ (ยานยนต์) โดยจะเน้นไปที่การการสร้างโอกาสทางธุรกิจและการสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มสตาร์ทอัพและกลุ่มนักลงทุนองค์กร ที่ได้เข้ามาร่วมลงทุน

นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด เปิดเผยว่า ทั้งสามองค์กรที่ร่วมลงทุนในฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I ถือเป็น
นักลงทุนกลุ่มแรกที่จะร่วมสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับสตาร์ทอัพอีโคซิสเต็มอีกครั้ง ในฐานะผู้ดูแลกองทุน บริษัทเชื่อมั่นว่าการร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสนับสนุนสตาร์ทอัพให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ และจะได้เห็นโอกาสในการต่อยอดและสร้างความร่วมมือระหว่างกันอีกมากมาย

นายอภิศักดิ์ เกี่ยวการค้า รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการเงินและบริหารเงินลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่าการร่วมลงทุนในฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I ร่วมกับองค์กรชั้นนำในครั้งนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่ กลุ่มฟินเทค อีคอมเมิร์ซ และออโตโมทีฟ (ยานยนต์) จะมีส่วนเพิ่มโอกาสในการต่อยอดธุรกิจให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และนำไปสู่การพัฒนาที่สำคัญของประเทศต่อไป

นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการโครงการ ORion โออาร์ ในฐานะกรรมการ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด กล่าวว่า หนึ่งในแนวทางการสร้างการเติบโตทางธุรกิจของโออาร์ คือการมองหาโอกาสในการลงทุนธุรกิจใหม่และธุรกิจที่ต่อยอดจากสิ่งที่ โออาร์ มีอยู่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ภายใต้กรอบ Mobility & Lifestyle การเข้าร่วมลงทุนในฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I ถือเป็นโอกาสที่ดีของ โออาร์ ในการมองหาสตาร์ทอัพในกลุ่มฟินเทค อีคอมเมิร์ซ และออโตโมทีฟ (ยานยนต์) เพื่อเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของ โออาร์ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนของสตาร์ทอัพอีกทางหนึ่งด้วย โดย โออาร์ มีความเชื่อมั่นในประสบการณ์ของผู้บริหารและทีมงานของกรุงศรี ฟินโนเวต จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนที่มีการเติบโตที่ดีและสามารถสร้าง Synergy ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นายณัฐพล  วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SO กล่าวว่า ในปี 2564 SO มีกลยุทธ์ขยายธุรกิจผ่านการลงทุนและการควบรวมกิจการ (M&A) เพื่อต่อยอดธุรกิจ outsourcing ในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้าน IT Service ซึ่งในปีนี้ เราได้มีการ due diligence กับสตาร์ทอัพหลายรายเพื่อหาโอกาสและลงนาม MOU เพื่อเข้าประเมินมูลค่ากิจการตามที่ประกาศก่อนหน้านี้แล้ว ประกอบกับสถานะการเงินของ SO มีกำไรอย่างต่อเนื่อง และมี balance sheet ที่แข็งแรง leverage ต่ำ สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อนำมาลงทุนในสตาร์ทอัพ รวมถึง VC Fund ดังนั้นการร่วมลงทุนในกองทุนฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I ในครั้งนี้ นอกจากการเข้าไปเป็นผู้ลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนทางการเงินที่สูงกว่าตลาดแล้ว ทาง SO ยังได้โอกาสเข้าเป็น Strategic Investors ผู้ร่วมลงทุนจากอุตสาหกรรมต่างๆ และบริษัทในเครือธนาคารกรุงศรี ซึ่งการร่วมมือทางธุรกิจภายใต้อีโคซิสเต็มระหว่าง Strategic Investors ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และสตาร์ทอัพจะเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้แก่สตาร์ทอัพ รวมถึงโอกาสในการร่วมมือพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ SO ได้มีโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติมและต่อยอดการให้บริการในปัจจุบัน

สำหรับนักลงทุนรายบุคคลประเภทรายใหญ่พิเศษ (Ultra-High Net Worth Investor: UHNWI) ที่สนใจการลงทุนในสตาร์ทอัพสามารถร่วมลงทุนผ่านกองทุนเปิดกรุงศรี Finnoventure PE Y2033 – ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (KFFVPE-UI) จะเปิดเสนอขายครั้งเดียวระหว่างวันที่ 16-22 ธันวาคม นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านบาท โดยสามารถข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร. 0 2657 5757 หรือ www.krungsriasset.com ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนฟินโนมีนา จำกัด

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุนแบบมีอนาคต แถมได้ลดภาษี

0

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนที่มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีปีหน้า ตอนนี้ต่างชะเง้อรอคอยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมแบบปีก่อนๆ แต่จนถึงตอนนี้โปรโมชันลดหย่อนภาษีก็ยังไม่มีออกมาเพิ่มเติม

แต่ไม่เป็นไร เพราะคุณนายพารวยยังมีพระเอกตัวจริงเสียงจริงอย่าง กองทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ไม่ว่าจะเป็นกองทุน SSF และ RMF เอาไว้เป็นไหล่ให้พักพิงอยู่เสมอ ส่วนจะเลือกเก็บใคร หรือเก็บเธอไว้ทั้งสองคนเลยนั้น การวางแผนอนาคตจะคบหาใคร เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาดูใจ เรียนรู้กันก่อน

คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน…สู่ความมั่งคั่ง” พูดถึงเรื่องกองทุนรวมมาโดยตลอดว่า เป็นเครื่องมือการลงทุนที่สร้างมาเพื่อนักลงทุนทั่วไป สามารถลงทุนสินทรัพย์ทั้งในหรือต่างประเทศ ไม่มีข้อกำหนดเรื่องจำนวนเงินลงทุน ที่สำคัญมีมืออาชีพอย่าง “ผู้จัดการกองทุน” ทำงานให้เราเต็มเวลา คอยดูแลผลประโยชน์ของเราด้วย

สำหรับ กองทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ด้านภาษี นั้น จัดอยู่ในประเภทหนึ่งของกองทุนรวม เพียงแต่การจะลงทุนในกองทุนประเภทนี้ จำเป็นต้องมีการศึกษาเงื่อนไขต่างๆเสียก่อน เพราะเมื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีแล้ว ผู้ลงทุนก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆให้ถูกต้อง จะได้ไม่มีปัญหาตามมาภายหลังให้ต้องปวดหัวกัน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งส่งเสริมการออมการลงทุน และเข้าใจความต้องการของนักลงทุนดี จึงส่งท้ายปีของการประหยัดภาษี ด้วยการจัดสัมมนาออนไลน์ “SSF & RMF FAIR 2021 ลงทุนทั้งที ต้องมีอนาคต แถมได้ลดภาษี” ในวันเสาร์ที่ 18 ธันวาคมนี้ เวลาตั้งแต่ 13.30 น. เป็นต้นไป ผ่านทาง Facebook Live ที่ช่องทาง Thai Mutualfund : ให้เงินทำงาน ผ่านกองทุนรวม

หัวข้อสัมมนา ตรงประเด็น ตอบข้อสงสัยของผู้ที่ต้องเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็น “ถาม–ตอบ ทุกประเด็นข้อข้องใจในกองทุนลดภาษี”, “คัดกองทุน SSF–RMF ใส่พอร์ตรอเกษียณ”

และ “ลงทุนง่ายและดี ยุคนี้เค้าใช้เครื่องมืออะไรเลือกกองทุน” โดยมีเหล่ากูรู ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนในแวดวงบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ผู้จัดการกองทุนและนักลงทุน Influencer เจ้าของเพจที่ให้ความรู้ด้านการเงินการลงทุน มาให้คำตอบแบบจัดเต็ม

ผู้ที่มีข้อสงสัย อยากรู้เรื่องไหน สงสัยเรื่องอะไร สามารถส่งคำถามล่วงหน้ามาก่อนได้ที่ อีเมล [email protected] แล้วรอฟังคำตอบกันในงานได้เลย

“คุณนายพารวย” การันตี ดูจบ ข้อมูลครบ ลงทุนได้เลย อยากลงทุนถูกประเภทกองทุน ได้ทั้งผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็ต้องไม่พลาดงานนี้! หรือระหว่างนี้สามารถเข้า

ไปศึกษา หาข้อมูลความรู้ล่วงหน้า จะเรื่องกองทุน หรือเรื่องการลงทุนต่างๆ กันก่อนได้ที่เว็บ SETINVESTNOW เรียนรู้ได้ตลอดเวลา และฟรี

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะได้ติดอาวุธความรู้ วางแผนการเงินในชีวิตกันได้อย่างมีระบบแบบแผน และเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นจ่ายภาษีในปีหน้าฟ้าใหม่กันค่ะ!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS​ คว้ารางวัลยอดเยี่ยมจากการสร้างแบรนด์บนทวิตเตอร์​ 2​ ปีซ้อน

0

นางศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้าส่วนงานบริหารแบรนด์และสื่อสารการตลาด AIS เปิดเผยว่า​ บริษัทได้รับการประกาศผลรางวัลให้เป็นสุดยอดแบรนด์ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมบน Twitter ในงาน #BestOfTweets 2021 โดย AIS สามารถคว้ารางวัล Best Launch on Twitter ได้สำเร็จอีกครั้งเป็นปีที่ 2 ต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงแบรนด์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อสารและเข้าใจเครื่องมือเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างทรงพลัง

“ช่องทาง Twitter เป็นอีกหนึ่งช่องทางหลักของ AIS ที่เราเลือกใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย จะเห็นได้จากแคมเปญต่างๆ ของ AIS ได้เลือกใช้สื่อที่หลากหลายและผสมผสานโดยหยิบเอาจุดเด่นของโซเชียลมีเดียแต่ละตัวมาเป็นกลยุทธ์ในการวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการตอบโจทย์ลูกค้าอย่างตรงจุด แน่นอนว่าการใช้เครื่องมือต่างๆ ต้องมีความเข้าใจทั้งในเรื่องของแพลตฟอร์มและพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคที่เป็นผู้ใช้งานอยู่ในแพลตฟอร์มแต่ละชนิด สำหรับ Twitter ก็มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่แตกต่างจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ มีเครื่องมือที่หลากหลายในการวางกลยุทธ์ของแคมเปญ ซึ่งการทำแคมเปญหรือกิจกรรมทางการตลาดบน Twitter สามารถสร้าง Impact และก่อให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงของการตลาดทั้งการสร้างการรับรู้ สร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

เรารู้สึกตื่นเต้นที่ในปีนี้ AIS ได้รับรางวัล “Best Launch on Twitter” อีกครั้งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่เพียงแต่การใช้ Twitter ในมุมของการสื่อสารทางตรงกับลูกค้าเท่านั้น แต่เรายังได้รับฟีดแบค คำชม ความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงการให้บริการ อีกทั้งเรายังมองว่า Twitter คือพื้นที่ในการสร้างบรรยากาศของการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และอัพเดทสถานการณ์ต่างๆ ที่จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในมิติต่างๆ เพื่อนำไปเป็นโจทย์ในการสร้างสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างตรงจุด”

สำหรับรางวัล Best Launch on Twitter เป็นหนึ่งในรางวัลจากจากงาน #BestOfTweets 2021 ที่มอบให้แบรนด์ที่มีผลงานโดดเด่นในการทำแคมเปญ การสื่อสาร การเปิดตัวสินค้า หรือการสร้างกิจกรรมทางการตลาดบน Twitter โดยส่วนหนึ่งได้พิจารณาจาก ความสามารถและความเข้าใจผู้บริโภคของแบรนด์ต่อการพัฒนากลยุทธ์ การวางแผนการใช้งาน Twitter อย่างสร้างสรรค์ การพัฒนาชิ้นงานครีเอทีฟที่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของ Twitter ตลอดจนผลลัพธ์ของแคมเปญ ซึ่ง AIS สามารถทำผลงานได้ตอบโจทย์ในด้านนี้มากที่สุดเป็นปีที่ 2 ต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของแบรนด์ในการทำตลาดบน Twitter ด้วยความเข้าใจในแพลตฟอร์มและผู้บริโภคอย่างแท้จริง

OR จับมือ กทท. เดินหน้าโครงการโซลาร์รูฟท้อป ส่งเสริมพลังงานสะอาด​ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

0

เรือโท ยุทธนา โมกขาว รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร และ นายชุมพล สุรพิทยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในโครงการจัดการพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อใช้ในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เทียบเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนถึงกว่า 2,700 ครัวเรือนต่อปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละกว่า 2,910 ตัน หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นปีละ 62,547 ตันต่อปี ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ในการเป็น Energy Solution Provider ในการทำงานร่วมกับลูกค้าหรือคู่ค้าเพื่อเสาะหาทางเลือกด้านพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างดีที่สุด เพื่อการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน กับพันธมิตร สังคมชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ไขข้อกังวลคนทำนม ขึ้นเครื่องบิน ซิลิโคนแตกได้จริงหรือ?

0


อีกความกังวลใจของผู้ทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกที่ต้องเดินทางด้วยเครื่องบินโดยสาร คือ ความกังวลใจว่าถุงซิลิโคนอาจแตกจากแรงดันในเครื่องบิน ซึ่งความเป็นจริง นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด อธิบายไว้ว่า 

ถุงซิลิโคนสำหรับใช้เสริมเต้านมที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ จะทนต่อแรงบีบ (Pressure) ได้สูงมาก หากเปรียบเทียบกับแรงดันในเครื่องบิน  ซึ่งน้อยกว่าความดันที่สามารถทำให้ถุงซิลิโคนเต้านมที่ได้มาตรฐานแตกได้ 10-15 เท่า จึงเป็นไปได้ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ถุงซิลิโคนจะแตกหรือรั่วซึมจากการขึ้นเครื่องบิน

ปัจจัยที่มีผลสำหรับการทนต่อแรงดันของถุงซิลิโคน ได้แก่ ความหนาของถุงซิลิโคน ระยะเวลาที่ใส่และชนิดของซิลิโคนที่แตกต่างกันของแต่ละบริษัท ในปัจจุบันบริษัทผลิตซิลิโคนที่ได้มาตรฐานจะมีการรับประกันคุณภาพตลอดชีวิต โอกาสแตกหรือรั่วซึมน้อยมากเพียงแค่ ซึ่งน้อย 0.5 – 1 เปอร์เซ็นต์

ในกรณีผู้ที่เคยศัลยกรรมหน้าอกไปแล้วมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรมาพบแพทย์อย่างเร่งด่วน เพราะอาจมีการแตก (Ruptured Implant) หรือรั่วซึม (Silicone Leakage) ของซิลิโคน ได้แก่

1.       หน้าอกผิดรูปไปจากเดิม

2.       มีอาการปวด แสบ บริเวณหน้าอก

3.       หน้าอกมีขนาดเล็กลงอย่างฉับพลัน

4.       หน้าอกแข็ง

ทั้งนี้ บางรายอาจไม่มีอาการใดปรากฏ (Silence Rupture) แต่ทั้งนี้หากตรวจพบว่าซิลิโคนรั่วซึม หรือแตก แพทย์จะทำการผ่าตัดรักษา นำซิลิโคนเก่าออก (Remove Silicone) ล้างเนื้อเยื่อให้สะอาดและเลาะพังผืดออก (Capsulectomy) เพื่อใส่ซิลิโคนใหม่เข้าไป ซึ่งไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด

FDA (Food and Drug Administration) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลคุณภาพสวัสดิภาพและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางด้านสุขภาพ อุปกรณ์ทางการแพทย์ แนะนำให้ผู้ที่เคยศัลยกรรมเสริมหน้าอกด้วยถุงซิลิโคน ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และแนะนำให้ตรวจด้วย MRI ครั้งแรกหลังจากเสริมหน้าอกไปแล้ว 3 ปี จากนั้นควรตรวจทุก 2 ปี

บทความสุขภาพโดย : นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ปรึกษาเรื่องศัลยกรรมความงาม โทร. 0-2867-0606 ต่อ 1200-1204

สิงห์อาสา ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยภาคใต้และตะวันออก สร้างกลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

0

สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด สร้างกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล ผนึกเครือข่ายนักศึกษา 12 มหาวิทยาลัยภาคใต้และภาคตะวันออก รวมถึงกรมอุทยานแห่งชาติ และ SDG Move (ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) ดูแลและรักษาทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยเริ่มที่อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งรวมสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในท้องทะเลไทย

สิงห์อาสา พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ตและวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี, กลุ่มนักดำน้ำจิตอาสาเพื่อการอนุรักษ์ “Sea You Strong” ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ SDG Move (ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) จัดโครงการ “สิงห์อาสาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล” ลงพื้นที่ทำกิจกรรมอนุรักษ์ทะเล ณ อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในท้องทะเลไทย รวมทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดอันอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเลและปะการัง ซึ่งถือเป็นบ้านของสัตว์ทะเล ที่ปัจจุบันเสื่อมโทรมลงไปมาก

โครงการ “สิงห์อาสาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล” เพื่อดูแลและรักษาทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เป็นหนึ่งในภารกิจของสิงห์อาสาที่มุ่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ทั้งต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และทะเล โดยมีการพาเด็กๆเยาวชนในท้องถิ่น ไปเรียนรู้การปลูกหญ้าทะเล ที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและแหล่งอาหารสัตว์ทะเลที่หายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างเช่น พะยูนและเต่าทะเล ฯลฯ รวมถึง การดำน้ำเก็บกู้อวนประมงตามแนวปะการังจากกลุ่ม Sea you strong ที่หมู่เกาะห้อง และหมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ จำนวนรวมทั้งสิ้น 11 เกาะ ภายใต้การดูแลของอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งได้รับผลกระทบจากการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมใต้ทะเล นอกจากนี้ยังมีการอบรมปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน ได้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทย

คุณอรรถสิทธิ์ พรหมสุข ผู้จัดการฝ่ายงานกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “สิงห์อาสา นอกจากจะมีภารกิจหลักในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ทั้งจากภัยพิบัติ และสถานการณ์ความเดือดร้อนต่างๆ ที่สังคมต้องการความช่วยเหลือ พลังจากเครือข่ายที่เรามี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักศึกษาหลายสถาบันทั่วประเทศยังได้ร่วมงานกันในการดูแลสิ่งแวดล้อม ทั้งในการดูแลป่าต้นน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ดูแลแหล่งน้ำในเขตภาคอีสานและภาคกลาง และสิ่งแวดล้อมทางทะเลในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งได้ทำงานร่วมกับหลายมหาวิทยาลัย กลุ่ม SDG Move (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ตลอดจนหลายหน่วยงานรัฐ

“โครงการ สิงห์อาสาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล ที่จ.กระบี่ในวันนี้ ได้ร่วมกับ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการจัดการชายฝั่ง (MSCM) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต จัดกิจกรรมปลูกหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของพะยูนซึ่งเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ รวมทั้งการดำน้ำเก็บกู้ซากอวนและเครื่องมือทำประมงผิดกฏหมายในพื้นที่ขยายพันธุ์สัตว์ทะเลของกลุ่ม Sea You Strong หน่วยงานภาครัฐและนักดำน้ำท้องถิ่น รวมทั้งการดึงเยาวชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม เพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่องานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลต่อไป” คุณอรรถสิทธิ์ กล่าว

อ.อุดมลักษณ์ คงสังข์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการจัดการชายฝั่ง (MSCM) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่เราได้ทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเล ร่วมกันกับทางสิงห์อาสา ซึ่ง ม.สงขลานครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตภาคใต้ สิ่งเร่งด่วนที่เราต้องร่วมกันรักษาคือปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล สำหรับพื้นที่ภาคใต้ที่พบคือปัญหาขยะทั้งชายฝั่งและในทะเล การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล การกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งส่งผลให้แหล่งอาหารและแหล่งอนุบาลของสัตว์ทะเลลดน้อยลง เช่น หญ้าทะเล ที่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในฐานะผู้ผลิตของระบบนิเวศทะเล ด้วยโครงสร้างของแหล่งหญ้าทะเลมีความซับซ้อนเหมาะสมต่อการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย อนุบาลตัวอ่อน แหล่งหากิน และแหล่งหลบซ่อนศัตรูโดยเฉพาะสัตว์ทะเลขนาดใหญ่หายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างเช่น เต่าทะเล และพะยูน ที่กินหญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก จากการสำรวจพบว่าแหล่งหญ้าทะเลในกระบี่ มีทั้ง หญ้าคาทะเล หญ้าชะเงาเต่า หญ้าชะเงาใบมน หญ้าชะเงาใบฟันเลื่อย หญ้าเงา หญ้าเงาแคระ หญ้ากุยช่ายเข็ม หญ้ากุยช่ายทะเล ฯลฯ ที่ผ่านมามีปัญหาพื้นที่หญ้าทะเลลดลง สาเหตุจากทั้งตะกอนดินจากฝั่ง
การสร้างโป๊ะในแนวหญ้าทะเล กิจกรรมปลูกหญ้าทะเลในวันนี้จะทำให้เด็กๆในพื้นที่รู้จักประโยชน์ของหญ้าทะเล ตระหนักถึงผลกระทบและช่วยป้องกันไม่ให้หญ้าทะเลหายไปจากท้องถิ่นตนเอง”

คุณสิรณัฐ สก๊อต ในฐานะประธานกลุ่ม “Sea you strong” กล่าวว่า “โครงการนี้เกิดขึ้นจากการเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญต่อทุกชีวิตบนโลก เราอยากเข้าไปมีส่วนในการช่วยเหลือ และสร้างการอนุรักษ์แบบยั่งยืน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความสำคัญที่สุดในทะเลก็คือ พื้นที่เขตอุทยานซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หรือแหล่งขยายพันธุ์ ทุกวันนี้ใต้ทะเลในพื้นที่เขตอุทยานได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่องขยะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นขยะที่มาจากแผ่นดินใหญ่หรือชายฝั่ง และการลักลอบทำประมงไม่ถูกวิธี ทำลายชีวิตสัตว์น้ำในพื้นที่ขยายพันธุ์ และยังทำลายแนวปะการังรวมทั้งทำลายความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมทางทะเล โดยเฉพาะอวนและอุปกรณ์ในการดักจับสัตว์น้ำต่าง ๆ ไปรบกวนและทำลายบ้านของสิ่งมีชีวิตในทะเล ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การเก็บกู้ซากอวนและเครื่องมือดักจับสัตว์น้ำในเขตเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ตลอดจนการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ปลูกจิตสำนึกต่อเยาวชนในพื้นที่จึงเป็นสิ่งที่จะเกิดผลดีต่อการอนุรักษ์ทะเลไทย โดนเราได้วางเป้าหมายในการดำน้ำเก็บกู้ซากอวนใน 11 จุดสำคัญในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้แก่ เกาะห้อง, เกาะเหลากา, เกาะเหลาเหรีย, เกาะปากกา, เกาะเหลาลาดิง, เกาะกายา, เกาะ ปากเบี้ย, เกาะหานตุ, เกาะปาหูเซียเกาะแดง และเกาะเสม็ด สำหรับกลุ่มนักดำน้ำจิตอาสา Sea you strong เข้ามาทำงานอนุรักษ์ทะเลนี้โดยได้รับความร่วมมือจากอุทยานฯ นักดำน้ำท้องถิ่น และนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่ให้คำแนะนำเพื่อให้สิ่งที่พวกเราทำเป็นไปอย่างถูกวิธีและได้ผลดีที่สุด”

โครงการ “สิงห์อาสาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล” เกิดจากการร่วมมือกันหลาย ทั้ง เครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสา 12 สถาบัน ภาคใต้และตะวันออก ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล, มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง รวมถึงกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กลุ่ม Sea You Strong นักชีววิทยาทางทะเล นักดำน้ำท้องถิ่น และกลุ่ม SDG Move เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล ทั้งนี้ สิงห์อาสายังมีภารกิจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ ทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ อากาศ ร่วมกับเครือข่ายทั่วประเทศ โดยในปีนี้มุ่งเน้นที่การดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งดูแลป่าต้นน้ำในเขตจังหวัดภาคเหนือ การดูแลแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในจังหวัดภาคอีสาน และการดูแลสายน้ำในจังหวัดภาคกลาง รวมถึงภารกิจสร้างความยั่งยืนให้ทะเลไทย

โค้งสุดท้าย ออมสินคัดสรรกองทุนมาให้ ลงทุนง่าย ลดหย่อนภาษีได้ผ่าน MyMo MyFund

0

โค้งสุดท้ายปลายปี ! กองทุนดีเราคัดสรรมาให้คุณแล้ว ลงทุนได้ง่าย ๆ ลดหย่อนภาษีได้ผ่าน MyMo MyFund

MTF-SSF* กองทุนรวมเพื่อการออม และ M-TWSUK RMF* กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

รีบลงทุนภายใน 30 ธ.ค. 2564

*ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3yaB0M9