Home Blog Page 357

กรมชลประทาน​ เฝ้าระวังฝนตกหนักภาคใต้ตอนล่าง

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า จะเกิดฝนตกหนักทางภาคใต้ตอนล่าง จึงได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่  และสำนักเครื่องจักรกล เตรียมพร้อมรับมือหากมีฝนตกหนักหรือลมกระโชกแรง จนส่งผลกระทบต่ออาคารชลประทาน และทรัพย์สินของทางราชการ ให้เข้าไปดำเนินการแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว รวมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ให้คอยติดตาม ตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน และบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม  พร้อมปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์

นอกจากนี้ ยังให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำ และบูรณาการร่วมกับจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแจ้งเตือนประชาชนให้พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำที่อาจจะเกิดขึ้น ที่สำคัญได้เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบคโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำไว้ในพื้นที่เสี่ยง สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที ตลอดจนประสานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนทราบแล้ว

ทิพยประกันภัย-บสย. ลงนาม​ MOU ช่วยเหลือ SMEs ด้านรับประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยง ยุคธุรกิจรับผลกระทบโควิด

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) โครงการ บสย.ผนึกกำลัง บมจ.ทิพยประกันภัย ผลักดัน SMEs ไทยมุ่งสู่ความมั่นคงทางธุรกิจ  กับ คุณวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ รักษาการผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงการให้ความรู้ในด้านการนำประกันภัยไปเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงต่างๆของกิจการ  รวมถึงการลดต้นทุนในการทำประกันภัยสำหรับกลุ่ม SMEs ให้ในราคาพิเศษ  และเพื่อเป็นการลดภาระในภาวะที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ต่างได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก 

ทั้งนี้ โครงการ บสย.ผนึกกำลัง บมจ.ทิพยประกันภัย ผลักดัน SMEs ไทยมุ่งสู่ความมั่นคงทางธุรกิจนี้  จะเป็นประโยชน์กับ สมาชิกของ บสย. ในการดำเนินธุรกิจ สามารถฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ซีพี ออลล์ ลุยตั้งโรงเรียน CONNEXT ED​ เพิ่ม​ 111 แห่ง เร่งยกระดับการศึกษาไทย

0

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่​ เปิดเผยว่า​ ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี  (CONNEXT ED) ร่วมขับเคลื่อนแผนงาน 5 เฟส หรือประมาณ 5 ปีการศึกษา ซีพี ออลล์​ มุ่งมั่นดูแลและยกระดับการศึกษาของโรงเรียนและชุมชนต่างๆ เพื่อร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ในเฟสที่ 4 ปีการศึกษา 2564 ต่อเนื่องจนถึง 2565 แม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด – 19 บริษัทยังคงเดินหน้าร่วมพัฒนาโรงเรียนเพิ่มเติมอีก 111 โรงเรียน โดยจะสนับสนุนทั้งงบประมาณ องค์ความรู้ อุปกรณ์การศึกษา วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น พร้อมทั้งส่งบุคลากรในเครือที่ผ่านการพัฒนาทักษะและมีจิตสาธารณะ เข้าไปเป็นผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) เพื่อเป็นคู่คิดช่วยเหลือโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทร่วมสนับสนุนงบประมาณพัฒนาโรงเรียน CONNEXT ED สะสมจนถึงเฟส 4 กว่า 500 โรงเรียน

“จากการพัฒนาโรงเรียนใน 3 เฟสแรก วันนี้เราเห็นผลสำเร็จหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งหลักสูตรท้องถิ่นและศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ที่ไม่เพียงแต่สร้างองค์ความรู้ให้แก่ครูและนักเรียนในโรงเรียน แต่ต่อยอดไปเป็นองค์ความรู้ของชุมชน ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Life long Learning การเกิดขึ้นของโรงเรียนที่ดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ Best Practice จำนวน 25 โรงเรียน โรงเรียนต้นแบบ หรือ School Model จำนวน 16 โรงเรียน โรงเรียนในโครงการร่วมพัฒนา หรือ Partnership School อีก 9 โรงเรียน ในเฟส 4 นี้ นอกจากเราจะร่วมพัฒนาโรงเรียนและโครงการใหม่ๆ ทั้งโครงการด้านวิชาชีพ ด้านเกษตรกรรม ด้านวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เราจะยกโมเดลความสำเร็จของบางโรงเรียนมาขยายผลสู่โรงเรียนอื่นต่อไปด้วย เพื่อมอบโอกาสดีๆ ให้แก่โรงเรียนที่ต้องการโอกาสได้อย่างรวดเร็ว”

สำหรับช่วงปลายปีการศึกษา 2564  ถึงต้นปีการศึกษา 2565  มีโครงการของโรงเรียน Best Practice, School Model และ Partnership School ที่ซีพี ออลล์เข้าไปช่วยพัฒนาและโดดเด่นหลายโครงการ อาทิ โครงการ Smart Farmer ของโรงเรียนบ้านโคกมะเมียน จ.สุรินทร์ บูรณาการองค์ความรู้ของชุมชนเข้ากับหลักสูตรการศึกษา ให้นักเรียนและคนในชุมชนมีความเข้าใจภาคเกษตรกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านธุรกิจ และด้านเทคโนโลยี และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคเกษตรกรรมของไทยในอนาคต พร้อมทั้งสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลินิล ช่วยให้โรงเรียนและชุมชนมีรายได้อย่างยั่งยืน โครงการ หูหิ้วถ้วยกาแฟ เส้นกกสายใยรักษ์โลก ของ โรงเรียนวัดประดู่หอม (สุขประชาสรรค์) อ.ควนขนุน จ.พัทลุง พลิกโฉมภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่หลักสูตรการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลก สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โครงการ ท่องโลกกล้วย ของโรงเรียนวัดชมพูประดิษฐ์ จ.นครศรีธรรมราช นำการแปรรูปปาล์มกล้วย มาบูรณาการเข้ากับกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน และคนในชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน รวมถึงการสร้างภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง ที่มีกว่า 152 โรงเรียน ด้วยโมเดลจากโรงเรียนอนุบาลทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่บูรณาการเรื่องการจัดการขยะเข้ากับหลักสูตรการศึกษา ลดขยะในโรงเรียนจาก 15 ตันเหลือเพียง 2 กิโลกรัมต่อเดือน

นายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป สำนักกิจการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บมจ.ซีพี ออลล์ ในฐานะประธานคณะทำงานโครงการ CONNEXT ED กล่าวว่า นอกเหนือจากการดำเนินงานตามกรอบยุทธศาสตร์ 5 ด้านแล้ว โครงการ CONNEXT ED ของซีพี ออลล์ ยังเดินหน้าตามกรอบยั่งยืน 3 มิติด้วย ได้แก่ 1.การสร้างโรงเรียนที่พึ่งพาตนเองได้ ปลูกฝังให้โรงเรียนและชุมชนมีทักษะความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) แม้หลังเสร็จสิ้นโครงการ CONNEXT ED แล้ว ก็ยังสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ให้โรงเรียนและโครงการของโรงเรียนเดินหน้าต่อไปได้ 2.การบูรณาการความรู้สู่หลักสูตรสถานศึกษาหรือหลักสูตรท้องถิ่น บูรณาการจุดเด่นของแต่ละโครงการเข้ากับ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลาง สร้างกระบวนการจัดการเรียนรู้ทั้งแบบลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) และแบบปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning) ที่มีความสอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการได้อีกด้วย 3.การพัฒนาสู่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เป็นพื้นที่เปิดให้คนในชุมชนสามารถเข้ามาเรียนรู้ในรูปแบบคอร์สระยะสั้น สร้างการเรียนรู้แบบ Life long Learning และพิจารณาขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่นๆ

“เรามองว่าโครงการที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จของบางโรงเรียน สามารถนำไปขยายผลสร้างประโยชน์ให้โรงเรียนอื่นๆ ต่อได้ทันที เช่น โครงการต้นกล้าไร้ถัง ที่ปัจจุบันมีภาคีเครือข่ายเป็นของตัวเองแล้ว และจะเพิ่มจำนวนโรงเรียนในภาคีอย่างต่อเนื่อง โดยปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมาเราต่อยอดสร้างภาคีเครือข่ายไผ่พอเพียงขึ้นอีก 1 ภาคี นำโครงการของโรงเรียนบ้านน้ำย้อย จ.ลำพูน ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการแปรรูปพืชเศรษฐกิจอย่างไผ่ มาเป็นเฟอร์นิเจอร์ ถ่านไม้ไผ่ ชาใบไผ่ โดยตั้งเป้าว่าจะมีโรงเรียนเข้าร่วมภาคีเพิ่มเติมปีละประมาณ 50 โรงเรียน เริ่มต้นจากโรงเรียนในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก”

ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้าจะส่งเสริมให้เกิดโรงเรียนต้นแบบ หรือ School Model เพิ่มเติมจาก 16 แห่งในปัจจุบัน สู่ 26 แห่งภายในปีการศึกษา 2565 อีกด้วย เพื่อให้เกิดต้นแบบที่โรงเรียนต่างๆ ทั้งในและนอกโครงการ CONNEXT ED สามารถยึดเป็นต้นแบบในการพัฒนาผู้เรียน โรงเรียน และชุมชนได้ต่อไป

สำหรับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) และเป็น 1 ใน 44 องค์กรเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญและตอบรับการมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยซีพี ออลล์ วางเป้าดูแลโรงเรียนในโครงการ CONNEXT ED 5 เฟส จำนวนกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถดำเนินโครงการด้านต่างๆ ทั้งโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โครงการพัฒนาคุณภาพคน โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากในองค์กรร่วมลงพื้นที่และคอยให้คำแนะนำในการพัฒนาโครงการของโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิด 

AWC จับมือ EA ANYWHERE และ HAUP เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ และคาร์แชร์ริ่ง ใจกลางสาทร

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC เดินหน้าจับมือ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด (EA ANYWHERE) ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด และบริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด (HAUP) บริการคาร์แชร์ริ่งผ่านแอปพลิเคชัน ร่วมเปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด พร้อมบริการรถยนต์ไฟฟ้าแบบคาร์แชร์ริ่งแห่งล่าสุดใจกลางย่านสาทร ในรูปแบบการให้บริการด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง ณ บริเวณชั้น B1 อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ในอัตราค่าบริการเริ่มต้นสำหรับเช่ารถยนต์ไฟฟ้าชั่วโมงละ 99 บาท สำหรับรถยนต์รถยนต์ Fomm one และค่าบริการเริ่มต้นชั่วโมงละ 239 บาท สำหรับรถยนต์ MG EP พร้อมโปรโมชั่นพิเศษใช้ครั้งแรกลด 50% เพียงกรอกโค้ด “EMPIREEV” ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พฤษภาคม 2565

TIP PERSONAL CYBER จากทิพยประกันภัย คว้ารางวัล PRODUCT OF THE YEAR 2021

0

ดร.สมพร  สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์  จำกัด (มหาชน) และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)   รับรางวัลอันทรงเกียรติ จาก ฯพณฯ  นุรักษ์  มาประณีต องคมนตรี ในฐานะประธานในงาน “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2021”  ประเภทสินค้าและบริการกลุ่มประกันยอดเยี่ยมแห่งปี กลุ่มผลิตภัณฑ์   “TIP PERSONAL CYBER”     

รางวัลดังกล่าว คัดเลือกจากสินค้าและบริการที่มีการวิจัยพัฒนาและการวางแผนการตลาดที่ดีเพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ดีเยี่ยม และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยผ่านการคัดเลือกขั้นต้นจากทีมบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิ จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล การให้คะแนนโดยการโหวตจากประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์    รางวัลนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของผู้บริหารและพนักงาน ทิพยประกันภัย ที่ได้นำเสนอ Product ที่มีความทันสมัย และสามารถตอบโจทย์ ตรงความต้องการของลูกค้า ประชาชน โดยพิธีมอบรางวัล จัดขึ้น ณ  โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด

AIS ประกาศ 5G ครอบคลุมสูงสุด เปิดตัวเทคโนโลยีโครงข่ายไฟเบอร์อัจฉริยะรายแรก รับทุกความท้าทายปี 65

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ประกาศย้ำจุดยืนการเป็น Digital Life Service Provider เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 32 ยืนยันสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทุกภาคส่วน เสริมความแข็งแกร่ง และยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดตัวโครงข่ายอัจฉริยะ AIS Fibre รายแรกและรายเดียวในเมืองไทยที่ทำความเร็วเน็ตบ้านได้ถึง 2 Gbps ตอบสนองความต้องการจากวิถีชีวิตยุค NEW NORMAL รวมถึงเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมสูงสุด เดินหน้าสร้างนวัตกรรมพาไทยสู่ที่ 1 โลก ต่อเนื่อง  

“ก้าวสู่ปีที่ 32 ของการให้บริการ เราไม่เคยเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ในฐานะ Digital Life Service Provider ที่มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อประเทศ พร้อมส่งต่อความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนว่า โครงข่ายและบริการ Digital จากเราจะยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และช่วยสนับสนุน ยกระดับวิถีชีวิตประชาชน และรูปแบบการบริหารจัดการของภาคอุตสาหกรรมต่างๆได้อย่างเต็มที่ โดยตลอดระยะเวลา 31 ปีที่ผ่านมาได้ใช้งบประมาณเพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมประเทศไปแล้ว กว่าล้านล้านบาท แบ่งเป็นส่งมอบเงินให้ประเทศ 523,000 ล้านบาท  และลงทุนเครือข่ายและใบอนุญาตกว่า 481,000 ล้านบาท”

และ AIS จะยกระดับสู่ องค์กรอัจฉริยะ (Cognitive Telco)  ที่นอกจากจะ มุ่งมั่นกับ 3 เป้าหมายหลัก คือ 1. เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ให้แก่ลูกค้าอย่างสูงสุดเสมอจากธุรกิจไร้สายปัจจุบัน  2. ต่อยอดกลไกแห่งการเติบโตผ่านธุรกิจเน็ตบ้านและบริการลูกค้าองค์กร 3. ลงทุนในธุรกิจดิจิทัลเพื่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคตแล้ว การที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนสู่อนาคตในฐานะ Cognitive Telco จะต้องไม่หยุดเพิ่มพูน ปรับประยุกต์ ผสมผสาน องค์ความรู้เดิมจากประสบการณ์ในฐานะผู้ให้บริการอันดับ 1 เข้ากับนวัตกรรมดิจิทัลระดับโลก เพื่อให้สามารถส่งมอบประสบการณ์รูปแบบใหม่อย่างสอดคล้องกับ New Normal ของโลกนี้ให้แก่คนไทยอย่างดีที่สุด ดังเช่นล่าสุดกับการเดินหน้ายกระดับโครงข่ายไฟเบอร์ ซึ่งถือเป็นหัวใจของ Digital Infrastructure สู่ 2 Gbps เป็นรายแรกของไทย เช่นเดียวกับ การพัฒนานวัตกรรมโครงข่าย 5G  จนปัจจุบันครอบคลุมสูงสุด อันถือเป็นการปฏิบัติตามพันธกิจในฐานะผู้รับใบอนุญาตใช้งานคลื่นความถี่ ที่จะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อคนไทยเสมอ

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS กล่าวว่า AIS เป็นรายแรกที่ประกาศเปิดตัวการให้บริการ 5G หลังจากที่เราได้รับใบอนุญาตเพียงไม่กี่วันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563  โดยถือครองคลื่นความถี่มากที่สุด ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ จนถึงปัจจุบัน AIS 5G ให้บริการแล้วด้วยความครอบคลุมสูงสุดทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 90% ในเขตกรุงเทพฯ ครอบคลุม 100% ในพื้นที่ EEC เพื่อมอบประโยชน์ให้กับคนไทยและประเทศชาติ โดยไม่เคยหยุดนำนวัตกรรมมายกระดับโครงข่ายด้วยเทคโนโลยีล่าสุดระดับโลกอย่างต่อเนื่อง  เช่น mmWave ด้วยความเร็วถึงระดับ 4 กิกะบิทต่อวินาที และ 5G CA  ครั้งแรกของโลก รวมถึง Voice over 5G New Radio (VoNR) ให้โทรชัดใสได้บนเครือข่าย 5G SA รายแรกในไทย   รวมไปถึงประสบการณ์ใช้งานในด้านอื่นๆ ทั้งความครอบคลุม, ความเร็ว, การเชื่อมต่อกับ IoT Device ตลอดจนอัตรา latency ที่เราโฟกัสเพื่อรักษาคุณภาพที่เป็นเลิศอยู่ตลอดเวลา

“ซึ่งแน่นอน AIS 5G ต้องสามารถเสริมศักยภาพให้แก่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างดีด้วยเช่นกัน เพื่อให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับนานาชาติ โดยที่ผ่านมา ได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้วันนี้เริ่มมีการนำเครือข่าย 5G Private Network มาให้บริการจริงแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากจะสามารถสร้าง Business Process รูปแบบใหม่ๆ หรือ ช่วยการทำ Digital Transformation ในองค์กรแล้ว ยังช่วยสร้างโอกาสในการลดค่าใช้จ่ายและข้อได้เปรียบเกี่ยวกับอัตราภาษีให้แก่บางอุตสาหกรรมอีกด้วย”

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ AIS  กล่าวว่า  “การเข้าสู่ธุรกิจเน็ตบ้านของ AIS เมื่อ 6 ปีที่แล้วได้สร้างปรากฎการณ์ซึ่งพลิกโฉมของตลาดเน็ตบ้านไปอย่างสิ้นเชิงให้เน้นที่คุณภาพและนวัตกรรม จากการเปิดตัวอินเทอร์เน็ตบ้าน ความเร็วสูงสุด 1 Gbps รายแรกและรายเดียวที่ให้บริการไฟเบอร์แท้ 100%  พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันที่มุ่งไปที่คุณภาพและประสบการณ์การใช้งานมากกว่าแข่งกันที่ราคา ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน โดยนวัตกรรมของ AIS Fibre ที่คิดนำ ทำก่อน เพื่อลูกค้า อาทิ Mesh WiFi Solution, บริการ Speed Toggle, แพ็กเกจ BYOD  และล่าสุดที่พวกเรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง คือ สามารถพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าที่ต้อง Work From Home, Learn From Home, Play From Home พร้อมกันด้วยความเร็วแรงระดับ 2 Gbps ส่งตรงสู่บ้านลูกค้าได้อย่างเต็มสปีดก่อนใคร

จากศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะ Smart Network รวมกับความล้ำหน้าของ Smart CPE Lab  และ Smart Service Monitoring ที่ได้นำความรู้ความสามารถของชาว AIS Fibre ในการผสมผสานเทคโนโลยีหลากหลาย อาทิ  AI,ML,Robotic,ฯลฯ ให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และเทรนด์การใช้งานในอนาคต พร้อมๆการผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลก ด้วยการพัฒนาอุปกรณ์ High Speed Optical Converter(2.5 Gbps) ส่งความเร็วจากเน็ตเวิร์ค AIS Fibre ระดับ 2 Gbps สู่บ้านลูกค้าได้อย่างเต็มสปีด พร้อมกับนำ Device Brand name รุ่น Top ที่รองรับการใช้งานถึง 2Gpbs อย่าง Linksys เข้ามาติดตั้งเป็นครั้งแรกในไทย เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้รับประสบการณ์คุณภาพจากแพ็คเกจนี้ได้อย่างดีที่สุด โดยแพ็คเกจ 2 Gbps มาในราคาเริ่มต้นที่ 1,299 บาทเท่านั้น

รวมถึงงานบริการที่ยกระดับมาตรฐานบริการใน 24 ชั่วโมง AIS Fibre ได้ริเริ่ม และเป็นเจ้าเดียวในตลาดที่กล้าการันตีในเรื่องนี้ ด้วยการให้คำมั่นสัญญากับลูกค้าในเรื่องของการติดตั้งที่รวดเร็ว การแก้ปัญหาภายใน 24 ชม. และความตรงต่อเวลาในการให้บริการ ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักของตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดเหนือตลาดมาตั้งแต่ปีแรกที่เข้าสู่ตลาด ถึงวันนี้ เราสามารถวางโครงข่ายไฟเบอร์ให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว่า 3.5 ล้านครัวเรือนในกรุงเทพฯและปริมณฑล และรวมกว่า 8  ล้านครัวเรือนทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด ได้รับความไว้วางใจจากคนไทยแล้วกว่า 1.7 ล้านราย และยังคงเดินหน้าพัฒนาคุณภาพของการใช้งานควบคู่ไปกับการให้บริการเพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าสำหรับลูกค้าและคนไทย

นายสมชัย กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า “เราเชื่อมั่นในการทำงานเพื่อมอบประโยชน์อย่างยั่งยืนให้แก่ทุกภาคส่วน ดังนั้นทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในระดับประเทศ หรือ ระดับโลก ล้วนทำให้พนักงานเกิดการเรียนรู้และปรับตัว รับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างดี โดยเป้าหมายของการก้าวสู่ Cognitive Telco เป็นสิ่งยืนยันว่า องค์ความรู้ และ ประสบการณ์ จะถูกนำมาหลอมรวมเพื่อลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มอย่างเต็มที่ เพื่อตอกย้ำว่า การเลือกอยู่กับเอไอเอสดีที่สุดเสมอ”

กรมชลฯ เดินหน้าบรรเทาอุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมการประชุมการบริหารจัดการน้ำ (การผันน้ำทางทิศตะวันออก) กับศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร เพื่อรายงานผลการบริหารจัดการน้ำในช่วงอุทกภัยที่ผ่านมา

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง โดยการตัดยอดน้ำส่วนหนึ่งผ่านคลองแนวขวาง อาทิ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองหกวาสายล่าง คลองบางขนาก คลองนครเนื่องเขต คลองประเวศน์บุรีรมย์ และคลองสำโรง เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำบางปะกงที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจะใช้คลองแนวดิ่งรับน้ำตามศักยภาพของคลอง รวมทั้งใช้สถานีสูบน้ำที่ตั้งอยู่ตลอดแนวคลองชายทะเล 12 สถานี ระบายออกสู่ทะเลตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กำหนดเกณฑ์ระดับน้ำในการควบคุมการปิด-เปิด สถานีสูบน้ำในพื้นที่ กทม. ได้แก่ สถานีสูบน้ำคลองหกวาสายล่าง สถานีสูบน้ำหนองจอก สถานีสูบน้ำประเวศน์บุรีรมย์ และสถานีสูบน้ำเปรมใต้รังสิต ช่วยระบายน้ำออกสู่ทะเลอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว กรมชลประทานมีแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งสิ้น 9 แผน เป็นงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน 6 แผน ดังนี้ งานปรับปรุงระบบชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ดำเนินการระหว่างปี 2560-2569 ผลการดำเนินงาน ร้อยละ 21 ,งานปรับปรุงระบบชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ดำเนินการระหว่างปี 2563-2569 ผลการดำเนินงานร้อยละ 6 ,งานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ดำเนินการระหว่างปี 2561-2567 ผลการดำเนินงาน ร้อยละ 75 ,การบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ดำเนินการระหว่าง ปี 2560-2569 ผลงานก้าวหน้า ร้อยละ 80 ,โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ดำเนินการระหว่าง ปี 2562-2566 ผลการดำเนินงาน ร้อยละ 20 และ งานพื้นที่รับน้ำนอง ดำเนินการระหว่าง ปี 2561-2568 ดำเนินการแล้ว ร้อยละ 31

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ที่จะดำเนินการในอนาคตอันใกล้ ได้แก่ โครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก(คลองชัยนาท-ป่าสัก) ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเสนอ กนช. ให้ความเห็นชอบ และเสนอ ครม.อนุมัติดำเนินโครงการฯตามลำดับ ส่วนโครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก(ป่าสัก-อ่าวไทย)อยู่ระหว่างออกแบบ หากสามารถดำเนินการโครงการต่างๆดังที่กล่าวมาทั้งหมดได้จนแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้เป็นอย่างมาก

กองทัพบก-ซีพี-ซีพีเอฟ มอบบ้าน ให้ชาวชุมชนคลองเตยล็อค 4-5-6 ถวายเป็นพระราชกุศล

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า พลเอกเจริญชัย หินเธาว์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบบ้านพักที่สร้างแล้วเสร็จ จำนวน 15 หลัง จากจำนวนทั้งหมด 47 หลัง แก่ชาวชุมชนคลองเตย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสุขอนามัยที่ดีแก่กลุ่มเปราะบาง ภายใต้ “โครงการสร้างและซ่อมแซมบ้านพักให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส” ดำเนินการ โดยกองทัพบก สนับสนุนโดยซีพีเอฟ พร้อมทั้งเครื่องอุปโภคและสิ่งของจำเป็น ตลอดจนยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) เพื่อนำไปแจกจ่ายประชาชน ตามโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” ตามนโยบายของ ประธานอาวุโสเครือซีพี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงยาสมุนไพร ณ ลานกีฬา ล็อค 4-5-6 ชุมชนคลองเตย 

พลเอกเจริญชัย  กล่าวว่า การมอบบ้านครั้งนี้ นับเป็นชุดที่ 2 หลังจากส่งมอบชุดที่ 1 เมื่อเดือนเมษายน โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากซีพีเอฟ โครงการนี้นับเป็นการทำงานบูรณาการของภาครัฐและภาคเอกชน ที่ร่วมกันสร้างโอกาสแก่พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงที่พักอาศัยที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน ก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งช่วยพัฒนาสังคมให้มั่นคงอย่างยั่งยืน ถวายเป็นพระราชกุศล ในโครงการจิตอาสา “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” 

เครือซีพีและซีพีเอฟสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้มีส่วนร่วมทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล โดยบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาแก่ประชาชน พร้อมร่วมโครงการจิตอาสาฯ กับกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 การท่าเรือแห่งประเทศไทย และกทม. นอกจากนี้ ยังนำยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมอบแก่ชาวชุมชนคลองเตย ในโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” ภายใต้แนวคิด “ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี” จากนโยบายของประธานอาวุโสเครือซีพี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ แจกจ่ายฟรีแก่ชาวไทย ผ่านกลุ่มองค์กรพันธมิตร ทั้งโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา มูลนิธิและกลุ่มจิตอาสาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรของ CP-CPF ด้าน “ตอบแทนคุณแผ่นดิน” ที่บริษัทฯ ปฏิบัติมาโดยตลอด 

สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

สำหรับบรรยากาศการมอบบ้านในวันนี้ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือซีพี-ซีพีเอฟ เดินเยี่ยมชมบ้าน พร้อมทั้งทักทายและแสดงความยินดีกับชาวชุมชนที่ได้รับบ้านหลังใหม่ ตกแต่งอย่างสวยงาม พร้อมเข้าอยู่อาศัย 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน CPF ร่วมโครงการกับกองทัพบก ส่งมอบบ้านให้กลุ่มเปราะบางไปแล้ว จำนวน 49 หลัง ในพื้นที่ชุมชนคลองเตยล็อค 4-5-6 และในครั้งนี้ CPF สนับสนุนงบประมาณในการสร้างบ้านพักต่อเนื่องเป็นโครงการที่ 2 จำนวน 47 หลัง คิดเป็นมูลค่า 8,798,000 บาท โดยบ้านทุกหลังของโครงการฯ เป็นรูปแบบหมู่บ้านสมัยใหม่ มีแบบแปลนมาตรฐานเหมือนกัน เพื่อพัฒนาชุมชนให้มีสุขอนามัยที่ดี ปลอดภัย และมีความเป็นระเบียบน่าอยู่ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้มีบ้านพักที่อยู่อาศัยที่แข็งแรง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดี ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป คาดว่าจะสามารถส่งมอบบ้านครบทั้งหมดภายในเดือนมีนาคม 2565

Café Amazon คว้ารางวัล ‘สุดยอดแบรนด์ทรงพลังแห่งปี’

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า คาเฟ่ อเมซอน ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทร้านกาแฟ จากผลการวิจัยของภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเมื่อเร็วๆนี้ ศ. ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบรางวัล “สุดยอดแบรนด์ทรงพลัง (The Most Powerful Brands of Thailand)” ให้กับ นางวิไล บุญเจริญชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดคาเฟ่อเมซอน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ณ ห้องประชุม อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การได้รับรางวัลครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน ประสบความสำเร็จในฐานะที่เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจ จากผลการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากผู้บริโภคทั่วประเทศรวม 24,000 คน โดยมีเกณฑ์การจัดอันดับแบรนด์ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ความตระหนักในแบรนด์ (Awareness) ความชื่นชอบในแบรนด์ (Preference) การใช้ผลิตภัณฑ์ (Usage) และภาพลักษณ์อันโดดเด่น (Image) โดย คาเฟ่ อเมซอน จะนำความสำเร็จนี้ไปต่อยอดในการพัฒนาสินค้าและบริการของแบรนด์ให้ตอบโจทย์ครอบคลุมการใช้ชีวิตทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคต่อไป

เริ่มต้นจากศูนย์ พลิกธุรกิจเกษตรสู่ระดับ 100 ล้าน

0

คุยกับ 2 SME รุ่นใหม่หัวใจเกษตร เจ้าของรางวัล “เซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอียั่งยืน”

แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็น “ประเทศเกษตรกรรม” แต่อาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม กลับถูกมองเป็นอาชีพ “ไกลตัว” คนรุ่นใหม่ ทั้งจากสภาพสังคมที่มีอาชีพใหม่ๆ ให้เลือกทำหลากหลายมากขึ้น ทั้งโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ในภาคเกษตรกรรม แต่สำหรับ 2 ผู้ประกอบการ SME รุ่นใหม่ในวัยเพียง 30 กว่าๆ แห่ง บริษัท เอส.พี.เอส. ฟรุ๊ตส์ จำกัด และบริษัท ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง จำกัด เจ้าของรางวัลเซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอียั่งยืน 2021 ประเภท SME สินค้าเกษตร กลับไม่คิดเช่นนั้น ทั้งคู่เริ่มต้นธุรกิจด้านเกษตรกรรมโดยไม่มีพื้นฐาน จนปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้ปีละกว่า 100 ล้านบาท  

ใฝ่เรียนรู้ สร้างความต่าง ผลิตสินค้ามีคุณภาพ

สมพงศ์ แสงสุรวงศ์ กรรมการ บริษัท เอส. พี. เอส. ฟรุ๊ตส์ จำกัด

สมพงศ์ แสงสุรวงศ์ กรรมการ บริษัท เอส. พี. เอส. ฟรุ๊ตส์ จำกัด ผู้ผลิตกล้วยหอมส่งขายในเซเว่นฯ เล่าย้อนความให้ฟังว่า ตัวเขาเองไม่ได้มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรมมาก่อน หลังเรียนจบด้านการโรงแรมก็เริ่มทำธุรกิจร้านกาแฟของตนเอง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี แต่ทำได้เพียงแค่ปีเดียวก็ต้องเลิกกิจการ เพราะเจ้าของที่ต้องการพื้นที่ร้านคืน ทำให้ต้องมองหาอาชีพอื่น จึงลองก้าวเข้าสู่อาชีพเกี่ยวกับสินค้าด้านการเกษตรที่มีโอกาสการเติบโตสูงและมีตลาดค่อนข้างกว้าง

เขาเริ่มต้นจากการร่วมทุนกับเพื่อนในการรับซื้อกล้วยหอมจากเกษตรกร เพื่อจำหน่ายให้กับห้างโมเดิร์นเทรด เพราะมองว่ากล้วยเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เมื่อสร้างยอดขายได้อย่างน่าพอใจ จึงมองหาที่ดินย่าน จ.ปทุมธานีเพื่อปลูกกล้วยจำหน่ายเอง เริ่มต้นทำแค่เพียง 10 ไร่  หลังจากนั้นประมาณ 3-4 ปี ก็เริ่มนำสินค้าเข้าจัดจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น ขายแบบกล้วยหอมแพ็คเดี่ยว วันละ 200-300 ลูก ปัจจุบันบริษัทมียอดจัดจำหน่ายใน เซเว่น อีเลฟเว่น เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5,000-6,000 ลูกต่อวัน โดยเคยทำยอดขายได้สูงสุดถึงวันละ 10,000-20,000 ลูกต่อวัน 

“พอเราเริ่มต้นจากศูนย์ เราจึงต้องศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างมาก ตลอดจนขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ซึ่ง เซเว่น อีเลฟเว่น ถือเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เข้ามามีส่วนช่วยให้คำปรึกษาด้านการตลาดและการวางระบบต่างๆ เนื่องจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีการแข่งขันและอัตราเสี่ยงจากการเน่าเสียค่อนข้างสูง ดังนั้น การพัฒนาสินค้าให้คงคุณภาพเหมือนเพิ่งออกจากสวนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง พร้อมกับการสร้างจุดเด่นให้กับสินค้า ไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง พร้อมสุ่มตรวจสารเคมีตกค้างทุกครั้งก่อนบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ในโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค” สมพงศ์ กล่าว

ปัจจุบัน ผลผลิตของสมพงศ์มาจาก 2 ทางคือ 1.จากสวนที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งขยายจาก 10 ไร่ สู่ประมาณ 100 ไร่ในปัจจุบัน และ 2.จากกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ จ.ปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียงอีกประมาณ 100 ไร่ ทำให้เขามีสินค้าเพียงพอต่อการจัดจำหน่ายทั้งในห้างโมเดิร์นเทรดและเซเว่น อีเลฟเว่น สร้างรายได้รวมประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี

สร้างมาตรฐานระดับสากล ส่งสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

กิตติศักดิ์ พิพัฒน์คณาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง จำกัด

หลังชิมลางเป็นพนักงานเงินเดือนได้เพียง 3 ปี กิตติศักดิ์ พิพัฒน์คณาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง จำกัด เจ้าของมะพร้าวและผลไม้สดในเซเว่น อีเลฟเว่น ก็เริ่มออกตามหาความฝันของตัวเอง ด้วยความมุ่งมั่นพร้อมเพื่อนสนิทกับการเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรสักอย่าง เด็กหนุ่มในวัย 26 ปี ณ ตอนนั้น จึงเริ่มศึกษาเทรนด์ความต้องการของตลาดอย่างจริงจังจนมาพบว่า สินค้าเกษตรในตลาดสุขภาพมีอัตราการเติบโตที่ดี และ “มะพร้าว” ก็เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะตลาดจีน 

แต่ในช่วงหลังจีนเข้ามาทำตลาดเอง ทำให้ต้องหาสินค้าชนิดอื่นและตลาดใหม่ๆ มาทดแทน ทำให้ในวันนี้ ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง มีสินค้าเพื่อการส่งออกรวม 10 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย โซนตะวันออกกลาง หลากหลายสินค้าเกษตร เช่น เงาะ มังคุด  ลำไย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้ในเซเว่น อีเลฟเว่น เนื่องจากมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศและมีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง 

“ต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจด้านสินค้าเกษตรมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ดังนั้นเราจึงต้องดูแลเครือข่ายเกษตรกรของเราให้ดี ด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปพัฒนาผลผลิตให้มีประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐาน เพื่อให้ได้ของที่ดีมีคุณภาพพร้อมส่งต่อให้ผู้บริโภค ด้วยความที่เราใส่ใจผลผลิตตั้งแต่ต้นทาง ส่งผลให้ในปี 2564 เราคาดว่าจะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มียอดขาย 150 ล้านบาท ในอนาคตเรามีแผนที่จะนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมทั้งในส่วนกระบวนการผลิตและตัวสินค้า พร้อมเตรียมจัดทำมาตรฐาน Global GAP เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมขยายตลาดไปสู่ทวีปยุโรป” กิตติศักดิ์ กล่าว

อาชีพด้านการเกษตรหรือธุรกิจสินค้าเกษตร ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ยิ่งได้รับการสนับสนุนที่ดี เมื่อผนวกกับความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการศึกษาและดำเนินธุรกิจ ก็สามารถประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับ New Gen SME ทั้ง 2 รายข้างต้น และเป็นอีกหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยสร้างฐานเศรษฐกิจของประเทศให้แข็งแกร่งต่อไป