Home Blog Page 356

ซีพีเอฟ ต่อชีวิตช้างไทย ชวนร่วมบริจาคอาหาร ใช้คะแนน CPF Feed Point

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โดยธุรกิจอาหารสัตว์บก เปิดตัวโครงการต่อชีวิตช้างไทย จับมือลูกค้าอาหารสัตว์ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ผ่านร้านตัวแทนจำหน่าย เพียงนำคะแนน ซีพีเอฟ ฟีดพ้อยส์ (CPF Feed Point) จากช่องทางออนไลน์ www.cpffeedonline.com และแอปพลิเคชัน CP SmartMORE มาร่วมแลกเป็นอาหารช้าง โดยทุกๆ 29 คะแนน มีค่าเท่ากับ 29 บาท เพื่อสมทบทุนบริจาคอาหารช้างสู่กลุ่มช้างเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ผ่านกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานไม่แสวงหากำไรช่วยกระจายอาหารช้างต่อไป นอกจากนี้ ยังถือเป็นการร่วมทำบุญรับเทศกาลปีใหม่ รูปแบบใหม่ผ่าน CPF Feed Point แลกคะแนนต่อชีวิตช้างไทย 

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ เห็นคุณค่าของช้างไทย จึงเปิดตัวโครงการต่อชีวิตช้างไทย พร้อมทั้งร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตร มีส่วนร่วมแบ่งปันอาหารช้างสู่ช้างที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การท่องเที่ยวหยุดชะงัก โดยเริ่มจากการซื้อขายอาหารสัตว์บกผ่านร้านตัวแทนจำหน่ายในระบบออนไลน์ จะได้รับแต้ม CPF Feed Point ซึ่งทุกการใช้จ่าย 100 บาท จะมีค่าเท่ากับ 1 คะแนน และในกลุ่มของเกษตรกรโคนมที่ใช้แอปพลิเคชัน CP SmartMORE เพียงกดแลก 29 คะแนน ซีพีเอฟจะสมทบทุนมูลค่าเท่ากับ 29 บาท เพื่อเป็นอาหารช้าง และจะส่งต่อให้กองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย ทำหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่กลุ่มช้างที่ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ 

ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย กล่าวว่า ช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา ช้างที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรง ประมาณ 700 -800 เชือก เราได้ให้การช่วยเหลือช้างเปราะบาง ได้แก่ ช้างป่วย ช้างชรา ช้างแม่ลูกอ่อน อย่างเร่งด่วน การที่ ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการต่อชีวิตช้างไทย จึงเป็นโอกาสอันดีในการกระจายความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงมากขึ้น ขอขอบคุณลูกค้าอาหารสัตว์บกซีพีเอฟ ที่ร่วมบริจาค CPF Feed Point สมทบเป็นค่าอาหารช้าง เพื่อให้ช้างได้เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง และส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ไปร่วมกัน 

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมบริจาคสมทบทุนซื้ออาหารช้าง ร่วมกับกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย เพียงกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ LINE :  @cpffeedonline หรือ https://lin.ee/k5lEnyG สำหรับสมาชิกใหม่จะได้รับคะแนนแรกเข้าฟรี 100 คะแนน และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB : CPFFeed หรือ Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=PfYIKurV6SA ./ 

กรมชลประทาน ยืนยันเขื่อนในภาคเหนือมั่นคงแข็งแรง แผ่นดินไหวที่ลาวไม่กระทบ

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศลาว ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านน้ำช้าง ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ประมาณ 20 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เวลา 04.06 น. วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.8 ที่ความลึก 10 กิโลเมตร นั้น กรมชลประทาน โดยสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา ได้เข้าไปตรวจสอบค่าอัตราเร่งสูงสุดที่มีผลกระทบต่อเขื่อนแล้ว พบว่าค่าอัตราเร่งสูงสุดที่เกิดขึ้น มีค่าเพียง 0.002866 g ซึ่งค่าอัตราเร่งสูงสุดที่กรมชลประทานได้ออกแบบไว้ สามารถรองรับแผ่นดินไหว มีค่าไม่น้อยกว่า 0.2 g ดังนั้นค่าอัตราในครั้งนี้จึงเป็นค่าที่น้อยมาก และไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่

  • จังหวัดน่าน อ่างเก็บน้ำน้ำพง อ่างเก็บน้ำห้วยแฮต อ่างเก็บน้ำน้ำแหง และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำฮิ
  • จังหวัดพะเยา อ่างเก็บน้ำห้วยแม่งอน อ่างเก็บน้ำแม่ใจ อ่างเก็บน้ำแม่ปืม และอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำ
  • จังหวัดเชียงราย อ่างเก็บน้ำแม่สรวย อ่างเก็บน้ำห้วยช้าง และอ่างเก็บน้ำแม่ต๊าก
  • จงหวัดแพร่ อ่างเก็บน้ำแม่สอง
ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ออกแบบเขื่อนทุกแห่ง ให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวไว้ด้วยค่าที่สูงสุดของความเสี่ยงในพื้นที่ประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการตรวจสอบและติดตามข้อมูลทางสถิติของค่าความเร่งสูงสุดที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาประเมินเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น รวมทั้งแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเขื่อน เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนตลอดเวลา

AIS Fibre ยกระดับเน็ตบ้านไทย ชูมาตรฐานใหม่ 2 กิกะบิท

0
กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ AIS

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ AIS เปิดเผยว่า AIS Fibre เดินหน้ายกระดับเน็ตบ้านคุณภาพให้กับคนไทย เป็นรายแรกและรายเดียวโดยเปิดตัวเน็ตบ้านความเร็วสูง 2 กิกะบิท จากศักยภาพสมาร์ทเบรนอัจฉริยะเพื่อส่งมอบบริการดิจิทัลที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้อย่างครบถ้วนในทุกมิติของ Digital Life ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าที่ต้อง Work From Home, Learn From Home, Play From Home พร้อมกันรวมไปถึงเทรนด์มาแรงอย่าง Metaverse ด้วยความเร็วแรงระดับ

ทั้งนี้ จากการทำงานร่วมกับทีม Mobile ที่ขยายเครือข่าย 5G จนครอบคลุมสูงสุดทั่วไทย พร้อมทีมงาน AIS Fibre ที่มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพโครงข่ายสู่ โครงข่ายอัจฉริยะ ที่เสมือนมีสมองกล (Smart Brain) เป็นตัวกลางขับเคลื่อนและบริหารจัดการรูปแบบบริการผ่าน Smart Network รวมกับความล้ำหน้าของ Smart CPE Lab และ Smart Service Monitoring ที่ได้นำความรู้ความสามารถของชาว AIS Fibre ในการผสมผสานเทคโนโลยีหลากหลาย อาทิ AI,ML,Robotic,ฯลฯ ให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และเทรนด์การใช้งานในอนาคต พร้อมๆการผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลก ด้วยการพัฒนาอุปกรณ์ Smart Optical Converter (2.5 Gbps) ส่งความเร็วจากเน็ตเวิร์ค AIS Fibre ระดับ 2 Gbps สู่บ้านลูกค้าได้อย่างเต็มสปีด พร้อมกับนำ Device Brand name รุ่น Top ที่รองรับการใช้งานถึง 2Gpbs อย่าง Linksys เข้ามาติดตั้งเป็นครั้งแรกในไทย เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้รับประสบการณ์คุณภาพจากแพ็กเกจนี้ได้อย่างดีที่สุด โดยแพ็กเกจ 2Gbps มาในราคาเริ่มต้นที่ 1,299 บาทเท่านั้น

ทั้งนี้ อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็ว 2Gbps จาก AIS Fibre แบ่งโปรโมชั่นออกเป็น 3 แพ็กเกจ ดังนี้

2Gbps SERENADE Package :

  • ความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 2Gbps ความเร็วอัปโหลดสูงสุด 500Mbps
  • ค่าบริการ 1,699 บาทต่อเดือน ไม่คิดค่าแรกเข้า 2,000 บาท สำหรับลูกค้า AIS Serenade
  • รับสิทธิ์ยืมอุปกรณ์ Linksys AX5400 Wi-Fi 6 Router จำนวน 2 เครื่อง และ Smart Optical Converter (2.5 Gbps) อีก 1 เครื่อง
  • รับสิทธิ์ยืมอุปกรณ์ AIS PLAYBOX พร้อมแถมแพ็กเกจ PLAY PREMIUM PLUS ให้ดูฟรีนาน 2 ปี
  • เปิดให้บริการในพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และ สมุทรปราการ

BYOD 2Gbps Package :

  • ความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 2Gbps ความเร็วอัปโหลดสูงสุด 500Mbps
  • ค่าบริการ 1,299 บาทต่อเดือน ลดค่าแรกเข้าเหลือ 800 บาท จากปกติ 2,000 บาท
  • รับสิทธิ์ยืมอุปกรณ์ Smart Optical Converter (2.5 Gbps) จำนวน 1 เครื่อง
  • เปิดให้บริการในพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ

SuperMESH WiFi 1.5Gbps Package :

  • ความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 1.5Gbps ความเร็วอัปโหลดสูงสุด 500Mbps
  • ค่าบริการ 1,299 บาทต่อเดือน ลดค่าแรกเข้าเหลือ 800 บาท จากปกติ 2,000 บาท
  • รับสิทธิ์ยืมอุปกรณ์ T3 Wi-Fi 6 AX5400 จำนวน 1 เครื่อง และ T3 Wi-Fi 6 AX1800 อีก 1 เครื่อง หมายเหตุ: รุ่นอุปกรณ์ Router ที่ได้รับในแพ็กเกจ จะขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่การใช้งานของลูกค้า
  • รับสิทธิ์ยืมอุปกรณ์ AIS PLAYBOX พร้อมแถมแพ็กเกจ PLAY PREMIUM ให้ดูฟรีนาน 2 ปี
  • เปิดให้บริการในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร และอีก 15 จังหวัด นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, ชลบุรี, เชียงใหม่, นครราชสีมา, นครปฐม, ระยอง, อยุธยา, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, พิษณุโลก, ขอนแก่น และอุดรธานี (รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ais.th/fibre/package.html )

นายกิตติ กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างไม่เคยหยุด และการผนึกกำลังร่วมกันทั้งองค์กร เพื่อพัฒนาทั้งโครงข่ายทั้ง Mobile และ Fibre ให้เป็นหนึ่งเดียวที่แข็งแกร่ง ทำให้เราสามารถส่งมอบบริการเหนือระดับให้กับลูกค้าได้อย่างครบถ้วนทุกมิติทั้งในปัจจุบันและรองรับอนาคต ซึ่งเป็นเสมือนบทพิสูจน์ว่า เมื่อลูกค้าเลือกใช้บริการจากเราจะไม่เคยผิดหวัง เพราะอยู่กับเอไอเอสดีที่สุดแน่นอน”

เครือซีพี มอบหน้ากากอนามัย 1 แสนชิ้น หนุนภารกิจ ก.เกษตรฯ ให้ของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบ หน้ากากอนามัย CP จำนวน 100,000 ชิ้น จากมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ โดย นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เพื่อส่งต่อความห่วงใยให้แก่พี่น้องประชาชน ได้เข้าถึงอุปกรณ์ในการป้องกันโรคเพื่อสุขภาวะที่ดี ณ อาคารกระทรวงเกษตรฯ

ดร.เฉลิมชัย เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมจัดทำโครงการมอบของขวัญให้แก่เกษตรกรและประชาชน เพื่อแสดงออกถึงไมตรีจิต ความสัมพันธ์ และความร่วมมืออันดีในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรไปพร้อมกันทั้งภาคประชาชน เกษตรกร ภาครัฐและเอกชน ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้เตรียมของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรและประชาชนไทย โดยซีพี และซีพีเอฟ ถือเป็นเอกชนรายแรกๆที่เสนอตัวมาร่วมสนับสนุนโครงการให้พี่น้องชาวไทยในทันที โดยนำหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ มามอบแก่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อส่งต่อความสุข และความห่วงใย เป็นของขวัญให้ประชาชนในช่วงปลายปีนี้ ในการนี้ขอชื่นชมและขอขอบคุณในน้ำใจที่มอบให้กับคนไทยมาตลอด

นายจอมกิตติ กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ โดยมอบหน้ากากอนามัย จำนวน 100,000 ชิ้น เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่เข้าเยี่ยมชมศูนย์ท่องเที่ยวทางการเกษตร ทั้งหมด 31 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงความดี”

ทั้งนี้ เครือซีพีได้มอบหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ให้คนไทยทั่วประเทศไปแล้วกว่า 28 ล้านชิ้น นอกจากนั้นยังส่งมอบอาหาร 2 ล้านกล่อง ให้ชุมชนภายใต้โครงการ “ครัวปันอิ่ม” 40 จุดทั่วเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และล่าสุดยังเดินหน้าโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” ภายใต้แนวคิด “ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี” ด้วยการปลูกและผลิตยาสมุนไพร แจกฟรี 30 ล้านแคปซูล โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร ในการเข้าไปให้ความรู้ตามมาตรฐาน GAP เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงยาสมุนไพรไทยแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ โดยได้ร่วมกันแจกแล้วในเขตบางพลัดและบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี และเขตดินแดงและห้วยขวาง โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสนับสนุนในวันนี้ จะมีส่วนช่วยส่งความสุขให้ประชาชนในช่วงส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ 2565

สิงห์อาสา ลงพื้นที่อ.นาแห้ว จ.เลย มอบเสื้อกันหนาวภาคอีสานต่อเนื่อง

0

สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ย. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตและบางรายมีอาการเจ็บป่วยจากภัยหนาว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 64 สิงห์อาสา ร่วมกับ เครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสา 10 สถาบัน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ,มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, มหาวิทยาลัยนครพนม, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พร้อมด้วยชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร จ.เลย จัดกิจกรรม “สิงห์อาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว” ที่บ้านห้วยน้ำผัก ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย ซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้ชายแดนประเทศลาว ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย ที่กำลังประสบภัยหนาวโดยในช่วงฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำเพียง 10 องศาเซลเซียส ส่งมอบเสื้อกันหนาวให้แก่ประชาชนกว่า 1,000 ตัว ช่วยคลายความหนาวและเพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญภัยหนาวและวิกฤติโควิดอีกด้วย โดยในงานได้รับเกียรติจาก คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด โดยมีคุณวิรัตน์ กาลภูมิ กำนันตำบลแสงภา, คุณประดิษฐ สุริ ผู้ใหญ่บ้านบ่อเหมืองน้อย, คุณสง่า บุญธรรม ผู้ใหญ่บ้านห้วยน้ำผัก และชาวบ้านร่วมรับมอบ

ทั้งนี้ สิงห์อาสา ได้ติดตามสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สถานการณ์อุทกภัย เหตุภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ มาจนถึงภัยหนาวที่ส่งผลกระทบในพื้นที่สูงในภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ส่งมอบความช่วยเหลือต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และส่งมอบกำลังใจให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านทุกวิกฤตปัญหาไปได้

‘กิรเดช’ อีเกิลหลุมสุดท้าย คว้าแชมป์สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2021

0

“โปรอาร์ม” กิรเดช อภิบาลรัตน์ เก็บอีเกิ้ลหลุมสุดท้ายก่อนจบ 4 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสี่วัน 19 อันเดอร์พาร์ 269 เฉือน พชร คงวัดใหม่ หนึ่งสโตรก คว้าแชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์รายการที่หกในอาชีพ และชัยชนะในรายการ “สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส” สมัยที่สอง พร้อมรับเงินรางวัล 7.5 แสนบาท ที่สนามสันติบุรี คันทรี่คลับ ระยะ 7,111 หลา พาร์ 72 จ.เชียงราย เมื่อ 19 ธ.ค.64

การแข่งขันกอล์ฟอาชีพสะสมคะแนนอันดับโลก ออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์ 2021 จัดแข่งขันภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จากการสนับสนุนโดย บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย รวมถึงสปอนเซอร์ของออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ ร่วมกันจัดแข่งขันแมตช์ปิดฤดูกาล รายการ “สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2021” ชิงเงินรางวัลรวม 5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 16-19 ธันวาคม 2564 ณ สนามสันติบุรี คันทรี่คลับ ระยะ 7,111 หลา พาร์ 72 จ.เชียงราย ผู้ชนะจะรับเงินรางวัลไปครอง 750,000 บาทพร้อมคะแนนสะสมนักกอล์ฟโลก 5 คะแนน

การแข่งขันรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา กิรเดช อภิบาลรัตน์ นักกอล์ฟวัย 32 ปี ซึ่งออกสตาร์ตรอบสุดท้ายในฐานะผู้นำร่วม เก็บเพิ่มมาอีก 4 อันเดอร์พาร์ 68 โดยเฉพาะที่หลุม 18 พาร์ 5 ระยะ 554 หลาที่ตีช็อตสองระยะ 231 หลา ด้วยไฮบริดขึ้นมาออนเหลือระยะพัตต์อีเกิ้ลประมาณ 1 ฟุต ที่ทำให้จบสกอร์รวมสี่วัน 19 อันเดอร์พาร์ 269 เฉือนชนะ พชร คงวัดใหม่ ไปสโตรกเดียว โดย พชร ซึ่งเล่นก๊วนก่อนหน้า กิรเดช พัตต์อีเกิลระยะ 7 ฟุตลงไปที่หลุมสุดท้ายพร้อมขึ้นไปตั้งโจทย์บนคลับเฮ้าส์ไว้ที่ 18 อันเดอร์พาร์ 270

ชัยชนะรายการนี้ กิรเดช รับเงินรางวัลไปครอง 750,000 บาท นับเป็นการคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์รายการที่หกในอาชีพ และเป็นคนที่สี่ในประวัติศาสตร์ที่ชนะ สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส มากกว่า 1 หลังหลังจากก่อนหน้านี้เคยคว้าแชมป์มาแล้วเมื่อปี 2013 ส่วนอีก 3 คน คือ ประหยัด มากแสง (2000, 2003 ,2008, 2012, 2015, 2016), ธรรมนูญ ศรีโรจน์ (2001, 2002, 2005, 2009) และพรหม มีสวัสดิ์ (1999 ,2019)

กิรเดช กล่าวว่า “มีโอกาสกลับมาแข่งขันในเมืองไทยครั้งแรกในรอบหลายปีเลย แล้วก็คว้าแชมป์รายการนี้ต้องบอกว่าดีใจมาก เพราะใครๆก็ทราบกับว่า สิงห์ ไทยแลนด์ มาเสตอร์ส นี่เหมือนกับเมเจอร์ในเมืองไทย มีโอกาสได้แชมป์เป็นสมัยที่สองแล้วก็ดีใจและภูมิใจกับตัวเองมากครับ แล้วก็ดีใจที่สามารถพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าต้องเล่นในสถานการณ์ที่ไม่พร้อมแล้วทำได้ อาร์มคิดว่าประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาหลายปีค่อนข้างช่วยได้มากในรายการนี้”

โปรอาร์มยังได้กล่าวชื่นชมนักกอล์ฟไทยรุ่นใหม่ในออลไทยแลนด์กอลืฟทัวร์ด้วยว่า เด็กๆรุ่นหลังพัฒนาได้ดีมาก จากการที่มีโอกาสได้เล่นกับน้องๆหลายๆคน เห็นว่าทำผลงานได้โดดเด่น โดยเฉพาะวันเล่นได้เล่นกับโปรสดมภ์ซึ่งต้องบอกว่ามีอนาคตที่สดใส ดีใจที่เห็นเด็กๆพัฒนากันได้รวดเร็ว

ทางด้าน รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ นักกอล์ฟสมัครเล่นวัย 14 ปีที่จบสกอร์รอบสุดท้าย 6 อันเดอร์พาร์ 66 รวมสี่วันคว้ารางวัลนักกอล์ฟสมัครเล่นที่ทำผลงานดีที่สุดในรายการนี้รับรางวัลศุภพร มาพึ่งพงศ์ อวอร์ด หลังจบอันดับสามร่วมกับ วรัญญู รัตนไพบูลย์กิจ ที่ทำสกอร์รวมเข้ามาคนละ 17 อันเดอร์พาร์ 271 โดยในรอบสุดท้าย วรัญญู  ตีเข้ามาอีก 4 อันเดอร์พาร์ 68

ส่วนอันดับนักกอล์ฟทำเงินออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ ออเดอร์ ออฟ เมอริท 2021 อันดับหนึ่ง สดมภ์ แก้วกาญจนา 2,542,100 บาท, อันดับสอง พชร คงวัดใหม่ 1,615,875 บาท, อันดับสาม เศรษฐี ประคองเวช 1,137,900 บาท, อันดับสี่ เด่นวิทย์ เดวิด บริบูรณ์ทรัพย์ 888,829.17 บาท และอันดับห้า พรหม มีสวัสดิ์ 779,450 บาท

สรุปผลสิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส รอบสุดท้าย (สนามพาร์ 72)

  • 269  กิรเดช อภิบาลรัตน์ 65-68-68-68 (เงินรางวัล 750,000 บาท)
  • 270  พชร คงวัดใหม่ 65-69-69-67 (เงินรางวัล 475,000 บาท)
  • 271  รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ (สมัครเล่น) 72-64-69-66, วรัญญู รัตนไพบูลย์กิจ 70-65-68-68 (เงินรางวัล 275,000 บาท)
  • 272  ปวิธ ตั้งกมลประเสริฐ 67-68-70-67 (เงินรางวัล 207,500 บาท)
  • 273  สดมภ์ แก้วกาญจนา 71-69-69-64 (เงินรางวัล 160,000 บาท)
  • 274  สุรดิษ ยงค์เจริญชัย 65-69-71-69, ชนะโชค เดชภิรัตนมงคล 64-71-70-69 (เงินรางวัลคนละ 127,750 บาท)
  • 275  เนติพงศ์ ศรีทอง 69-67-68-71 (เงินรางวัล 109,250 บาท)
  • 276  ถิรวัฒน์ แก้วศิริบัณฑิต 69-72-66-69, วิชญภัทร สินสร้าง 63-68-70-75 (เงินรางวัลคนละ 99,000 บาท)
  • 277  เด่นวิทย์ เดวิด บริบูรณ์ทรัพย์ 71-68-69-69, ศรัณย์ ศิริธร 66-69-72-70, นิรันดร์ แซ่อึ้ง 68-70-69-70 (เงินรางวัลคนละ 87,416.67 บาท)
  • 278  ประหยัด มากแสง 71-67-72-68, โคสุเก ฮามาโมโต้ 71-72-66-69, สาริศ สุวรรณรัตน์ 70-66-71-71,เทพบดินทร์ อัมรนันทน์ 67-63-72-76 (เงินรางวัลคนละ 75,375 บาท)

รู้เก็บรู้ออม : ใช้เงินโบนัสให้ถูกทาง

0

รอคอยเธอ…มาแสนนาน “คุณนายพารวย” ฮัมเพลงรอรับช่วงเวลาส่งท้ายปี เชื่อว่าคนทำงานทุกคน คงตั้งตารอเหมือนกันว่า ปลายปีนี้จะมีเงินโบนัส ตกรางวัลที่สู้ทำงานหนักมา ตลอดปีหรือเปล่า จะก้อนเล็กก้อนใหญ่ ไม่เกี่ยง อยู่ที่ว่าจะมีหรือเปล่า!!

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่เจ้านาย หรือบริษัทที่ทำงานอยู่ด้วย ยังสามารถให้โบนัสได้ “คุณนายพารวย” อยากให้ปรับวิธีมอง และรู้จักวิธีบริหารจัดการกับเงินพิเศษก้อนนี้เสียใหม่

อย่าไปคิดและทำเหมือนที่ผ่านมาว่า โบนัสเป็นเงินแจ็กพอต ลาภส่งท้ายปี เพราะฉะนั้น เราจะทำอะไรกับเงินก้อนนี้ก็ได้ หลายคนเลยถือโอกาสนี้ถลุงเงินโบนัส ใช้จ่ายกันแบบอีลุ่ยฉุยแฉก เผลอแป๊บเดียว เงินโบนัสเกลี้ยงกระเป๋า เหมือนเสกเงินหายได้ พร้อมกับเหตุผลปลอบใจตัวเอง ประเภท ก็ให้รางวัลกับตัวเอง ปีละหน…

ทั้งที่จริงแล้ว เงินก้อนเดียวกันนี้ หากคิดบริหารจัดสรรการใช้ดีๆแล้ว สามารถเป็นของขวัญที่ให้กับตัวเองประเภทรางวัลอันทรงคุณค่า ไม่ใช่เพียงแค่รางวัลปลอบใจ

เราสามารถเผื่อเงินโบนัสไว้ใช้ใน “อนาคต” ได้ มองอนาคต ไม่ต้องไกลมาก เอาแค่ 1 ปี ข้างหน้าว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรรออยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเทอมลูก ค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ ค่าประกัน และหนี้สินต่างๆ ทีนี้ก็จะทำให้เราคิดและใช้เงินได้อย่างระมัดระวังขึ้น

ประเมินปีหน้าว่าแต่ละเดือนจะมีรายได้เท่าไหร่ หักลบกับค่าใช้จ่ายแล้ว ขาดเหลือมั้ย ถ้าไม่พอ เงินโบนัสก้อนนี้นี่แหละจะช่วยต่อชีวิต ซึ่งแปลว่า ต้องเก็บไว้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินในอนาคต

แต่ถ้ามีเงินพอ จะยิ่งดีมากขึ้น ถ้าเรานำเงินโบนัสไปลงทุนต่อ ส่วนจะเลือกลงทุนอะไร ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และเป้าหมายการใช้เงิน เช่น ต้องการใช้จ่ายเงินในชีวิตประจำวัน ก็ลงทุนประเภทที่มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝาก กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสาร หนี้ระยะสั้น

ส่วนคนที่วางเป้าหมายว่าอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี ค่อยใช้เงิน ก็เลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป หรือกองทุนรวมผสม เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

สำหรับคนที่มีเงินเหลือและเป็นเงินเย็น ไม่จำเป็นต้องใช้เงินในช่วง 1-3 ปี สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนหุ้น แล้วแต่ระดับความเสี่ยงที่รับได้

ยิ่งถ้านำเงินโบนัสไปแบ่งลงทุนต่อในกองทุนรวม SSF หรือกองทุนรวม RMF ก็จะได้ประโยชน์ สองเด้ง คือผลตอบแทนจากการลงทุน และได้ลดหย่อนภาษี แต่ต้องศึกษาเงื่อนไขให้ดีก่อนด้วย

นอกจากนี้ ถ้ามีหนี้สินอยู่ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ควรแบ่งเงินไปเคลียร์หนี้ ลดเงินต้นให้ได้มากที่สุด เพราะขืนยังจ่ายแต่ขั้นต่ำทุกเดือน และปล่อยให้ดอกเบี้ยเดินทุกวัน กว่าจะปลดหนี้ได้ คงอีกนาน…!!

“คุณนายพารวย” อยากชวนให้ไปเรียนรู้แนวทางวางแผนการเงินเพื่อเป้าหมายชีวิต และการใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคต ผ่าน e-Learning หลักสูตร “ชีวิตดี เริ่มต้นที่การวางแผน” กับเทคนิคการจัดสรรเงินออมและการลงทุนแบบ DCA เพื่อสร้างวินัยในการออม ได้ฟรี! ที่เว็บของตลาดหลักทรัพย์

เพื่อจะได้เป็นของขวัญปีใหม่ให้ชีวิต เตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าสู้ต่อในปีหน้าไปด้วยกันค่ะ.

คุณนายพารวย

เปิดตัว โอ้กะจู๋ สาขาแรกในปั๊ม พีทีที สเตชั่น Active Park เมืองทองธานี

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และ นายสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจตลาดขายปลีก OR พร้อมด้วย นายชัดชาญ เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่นวัตกรรมและความยั่งยืน นายชลากร เอกชัยพัฒนกุล นายจิรายุทธ ภูวพูนผล และนายวรเดช สุชัยบุญศิริ ผู้ถือหุ้นและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด รวมทำพิธีเปิดร้านโอ้กะจู๋สาขาแรกในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น บริษัท เคซีซี ปิโตรเลียม จำกัด (Active Park) อย่างเป็นทางการ

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า การเปิดร้านโอ้กะจู๋ในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น Active Park เมืองทองธานี เป็นอีกก้าวสำคัญของทั้งโอ้กะจู๋และ OR ในการขยายสาขาร้านโอ้กะจู๋ในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น นอกเหนือจากที่ได้เริ่มจำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพแบบ Grab & Go เช่น สลัดและแซนด์วิชผ่านร้าน Café Amazon ซึ่งถือเป็นการเพิ่มความหลากหลาย และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่มีไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ OR ในการพัฒนา พีทีที สเตชั่น ให้เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน แต่เป็น Living Community ที่จะมีสินค้าและบริการที่จะเติมเต็มทุกความสุข ตอบโจทย์ทุกความต้องการของทั้งคนเดินทางและผู้คนในชุมชน เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการแบรนด์โอ้กะจู๋ที่ OR ได้เข้าลงทุนในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน พร้อมทั้งสร้างประโยชน์ให้สังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน

พิเศษ! ฉลองเปิดร้านใหม่ เพียงเติมน้ำมันที่ พีทีที สเตชั่น Active Park เมืองทองธานี ครบ 800 บาท รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 100 บาท สำหรับใช้ที่ร้านโอ้กะจู๋ เฉพาะที่สาขา พีทีที สเตชั่น เมืองทอง เมื่อมียอดชำระขั้นต่ำ 1,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 – 28 กุมภาพันธ์ 2565 และโปรโมชั่น Signature Set ราคาพิเศษ 890 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/ohkajhu/ หรือ call center 052-080-744

นอกจากนี้ พิเศษสำหรับสมาชิกบลูการ์ด ยังสามารถใช้ 220 คะแนน แลกรับข้าวโพดหวานฮอกไกโดสีม่วงน้ำนม 1 ชุด มูลค่า 85 บาท ที่ ร้านโอ้กะจู๋ทุกสาขา ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2564 – 15 มีนาคม 2565 สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1365 Contact Center หรือ www.pttbluecard.com

AIS คว้ารางวัลแบรนด์ทรงพลังสูงสุดในกลุ่มโทรคมนาคม 5 ปีซ้อน

0

นางศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้าส่วนงานบริหารแบรนด์และสื่อสารการตลาด เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ได้รับรางวัล The Most Powerful Brands of Thailand 2020 หรือ แบรนด์ที่ทรงพลังที่สุด ในหมวด Mobile Operator ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5  จัดโดย ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เอไอเอส รู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล The Most Powerful Brands of Thailand 2020  ในหมวด Mobile Operator ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ในฐานะแบรนด์ที่อยู่ใน Top of Mind ของผู้บริโภค เป็นที่ชื่นชอบ มีภาพลักษณ์ที่ดี และมีโครงข่าย 5G  ครอบคลุมสูงสุด ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยรางวัลดังกล่าวถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและเป็นเครื่องยืนยันว่า ตลอดการดำเนินธุรกิจกว่า 3 ทศวรรษ เอไอเอสสามารถสื่อสารเจตนารมณ์และความตั้งใจ ส่งต่อไปยังผู้บริโภคจนเกิดการจดจำและยอมรับอย่างครบถ้วนในทุกมิติ”

สำหรับรางวัล The Most Powerful Brands of Thailand 2020 ถือเป็นรางวัลที่ได้รับการยกย่องและเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเพื่อชี้นำสังคม ซึ่งภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้ทำขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการประกาศผลสุดยอดแบรนด์ทรงพลัง ทุก 2 ปี โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งรางวัลดังกล่าวเก็บตัวอย่างจากแบบสอบถามมากกว่า 24,000 ตัวอย่างทั่วประเทศ  โดยการสำรวจจัดทำขึ้นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2019 ด้วยวิธีเก็บข้อมูลจากกลุ่มประชากร ในลักษณะของการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้บริโภคชาวไทยอายุระหว่าง 18 – 60 ปี ครอบคลุมในทุกส่วนของประเทศ ถือได้ว่าเป็นรางวัลที่มาจากเสียงผู้บริโภคผู้ใช้บริการจริง โดยความแข็งแกร่งของแบรนด์มาจากการประเมินซึ่งครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่

1. ความตระหนักในแบรนด์ (Awareness) โดยวัดจากแบรนด์แรกที่ตระหนักถึง

2. ความชื่นชอบในแบรนด์ผลิตภัณฑ์ (Preference) วัดจากความรู้สึกชื่นชมแบรนด์นั้นมากกว่าแบรนด์อื่นในหมวดผลิตภัณฑ์เดียวกัน

3. การใช้ผลิตภัณฑ์จริง (Usage) วัดจากอัตราการใช้ผลิตภัณฑ์มากกว่าแบรนด์อื่นๆ

4. ภาพลักษณ์ในมุมมองผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ (Image)   

นางศิวลี กล่าวว่า หลักเกณฑ์การพิจารณารางวัลมีความสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของ AIS ในการส่งมอบมาตรฐานบริการที่มีคุณภาพ การดูแล เอาใจใส่ ทุกคนตามความต้องการ เพื่อตอบรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป รวมถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน โดยเอไอเอสยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อส่งมอบประสบการณ์และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด พร้อมทั้งเตรียมยกระดับจาก Digital Life Service Provider สู่การเป็น Cognitive Telco (ค็อกนิทิฟ เทลโค่) หรือ องค์กรอัจฉริยะ เพื่อตอบสนองกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

สมาคมกีฬากอล์ฟฯ คัดตัวครบ 22 สวิงทีมชาติไทย เคี่ยวฝีมือสานต่อความสำเร็จ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย (สกท.) ได้นักกอล์ฟโครงการทีมชาติไทยครบ 22 คน (ชาย 12 คน หญิง 10 คน) หลังจบการแข่งขัน กอล์ฟสมัครเล่น รายการ “โครงการพัฒนานักกอล์ฟดาวรุ่งมุ่งสู่นักกอล์ฟทีมชาติไทย ประจำปี 2565” ระหว่างวันที่ 13-17 ธ.ค.2564 ณ สนามสิงห์ปาร์ค ขอนแก่น กอล์ฟ คลับ จ.ขอนแก่น จบรายการนี้ได้นักกอล์ฟชายเพิ่ม 6 คน หญิง 4 คน รวมชุดเดิมชายอีก 6 คน หญิง 6 คน รวมทั้งหมด 22 คน เพื่อใช้ลงทำการแข่งขันในปีหน้า ด้าน “บิ๊กรัง” นายรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ นายกสมาคมฯ ประกาศพร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จ พุ่งเป้าไปที่ 4 การแข่งขันใหญ่

สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น และ การกีฬาแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่น “โครงการพัฒนานักกอล์ฟดาวรุ่งมุ่งสู่นักกอล์ฟทีมชาติไทย ประจำปี 2565” รอบสุดท้าย โดยนำเอานักกอล์ฟที่ผ่านรอบคัดเลือก มาแข่งขันในรอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 13-17 ธ.ค.64 ณ สนามสิงห์ปาร์ค ขอนแก่น กอล์ฟ คลับ เพื่อคัดนักกอล์ฟชาย 6 คน และหญิงอีก 4 คน โดยแบ่งออกเป็นรุ่นอายุ 13-16 ปี 6 คน (ชาย 4 คน หญิง 2 คน) และรุ่นอายุ 17-22 ปี 4 คน (ชาย 2 คน หญิง 2 คน) โดยแข่งขันในแบบสโตรคเพลย์ 5 วัน 90 หลุม โดยที่หากมีนักกอล์ฟรุ่นอายุ13-16 ปี ทำอันดับติดโครงการมากกว่ากำหนด ให้ใช้โควต้าของนักกอล์ฟรุ่น 17-22 ปีแทน

ภายหลังจากจบการแข่งขันในรอบสุดท้าย (วันที่ 17 ธ.ค.2564) ได้นักกอล์ฟทั้ง 10 คนเข้าสู่โครงการทีมชาติเป็นที่เรียบร้อย โดยในประเภทชาย รุ่นอายุ 17-22 ปี ประกอบด้วย อชิตะ เปี่ยมกุลวนิช และ กฤตลักษณ์ ระดารงค์ และรุ่นอายุ 13-16 ปี ประกอบด้วย รามิล แซ่ลิ้ม, นิพพิชฌน์ กลิ่นศรีสุข, ศุภภณ อมรชัยชาญ และ ภูธเนษฐ์ กังวล ที่คว้าโอกาสหลังจากเอาชนะในรอบเพลย์ออฟ ด้านในประเภทหญิง รุ่นอายุ 17-22 ปี ประกอบด้วย ณัชชารีย์ ฐานชิตนิธิธันยา และ ภิมพิศา สีสุธรรม ขณะที่รุ่นอายุ 13-16 ปี ประกอบด้วย สุวิชยา วินิจฉัยธรรม และ ปริม ปราชญ์นคร

นายรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ นายกสมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการคัดเลือกทีมชาติ เป็นนักกอล์ฟชาย 6 คน หญิง 4 คน ทั้ง 10 คนนี้จะร่วมเก็บตัวกับนักกอล์ฟทีมชาติชุดเดิม อีก 12 คน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในปีหน้าที่มีการแข่งขัน ซีเกมส์, เอเชี่ยน เกมส์, เอเชี่ยน ยูธ เกมส์ และ เวิลด์ทีม หลังจากนี้จะมีการเข้าแคมป์เก็บตัวหานักกอล์ฟที่ดีที่สุดเพื่อเป็นตัวแทนของประเทศต่อไป”

เป้าหมายของสมาคมคือการคว้าแชมป์ ซีเกมส์ ให้ได้มากที่สุดนั่นคือ 4 เหรียญทอง แต่ปัญหาก็คือบรรดาชาติคู่แข่งเองก็พยายามนำนักกอล์ฟที่เดินทางไปศึกษาต่อยังต่างแดนอย่างในสหรัฐอเมริกาเพื่อมาลงแข่งขัน ทั้ง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และ ฟิลิปปินส์ แต่เราคิดว่าคงใช้นักกอล์ฟที่มีอยู่เมืองไทยไปสู้กับชาติเหล่านี้ ซึ่งจากมุมมองเชื่อว่าเราสู้ชาติเหล่านั้นได้ และรักษาแชมป์เอาไว้ให้ได้

จากรายชื่อนักกอล์ฟทั้ง 10 คนที่ผ่านรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายมาได้แล้ว พร้อมด้วยนักกอล์ฟทีมชาติไทย ชุดเดิมอีก 12 คน ประกอบด้วย นักกอล์ฟชาย 6 คน วีรวิชญ์ นาคประชา, ชนาดล ดนตรี, ธัญพัฒน์ สุขเกิด, สหัสวรรษ อริยฉัตรเวคิน, พงศภัค เหล่าภักดี, อาศิษฐ์ อารีพันธ์ และ นักกอล์ฟหญิง 6 คน ณัฐกฤตา วงศ์ทวีลาภ, ณฐชนก ตันวรรณรักษ์, จุมพิตา จุลอักษร, แอลล่า แกลิทกีย์, พิมพ์ขวัญ ชูแก้ว, นวพร สุนทรียภาส โดยมีการเข้าแค้มป์เก็บตัวเป็นจำนวน 7 ครั้ง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป ที่สนามกอล์ฟกรังด์ปรีซ์ กาญจนบุรี เพื่อประเมินผลงานในการส่งนักกีฬาไปแข่งขันรายการสำคัญๆต่อไป