Home Blog Page 361

AIS ผนึก TOYOTA และ เวสท์ แมเนจเม้นท์ สยาม เดินหน้าภารกิจ ‘คนไทยไร้ E-Waste’

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนไทยถึงผลกระทบของการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ถูกวิธี และทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเตือนและเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปกำจัดอย่างถูกวิธีตามมาตรฐานสากล ล่าสุด AIS ร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการดำเนินงานและรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน ทั้งการตั้งจุดรับทิ้งและรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่สำนักงานของ TOYOTA และต่อยอดกระบวนการการจัดการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์หรือ Value Chain ตั้งแต่การแยกประเภทขยะ การทิ้ง การคัดแยก การรีไซเคิล ทำลาย ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ 

พร้อมเปิดตัวการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ของโตโยต้า คือ  บริษัท เวสท์ แมเนจเม้นท์ สยาม จำกัด หรือ WMS ผู้นำด้านการจัดการของเสียทุกประเภทอย่างครบวงจร นำองค์ความรู้จากบริษัทแม่คือ DOWA Eco System Ltd. ประเทศญี่ปุ่น มาเสริมประสิทธิภาพในการนำ E-Waste ที่รวบรวมได้จากโครงการฯ เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแบบ Eco Friendly อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นความร่วมมือในกระบวนการเตรียมความพร้อมของขยะอิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ด้วยเตาเผาแบบ Fix Combustion Furnace ของ WMS ที่นำเทคโนโลยีการจัดการแบบ Gasification จากประเทศญี่ปุ่นมาใช้ เพื่อช่วยกำจัดสารอันตรายที่หลงเหลือให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการเผาอย่างสูงสุด

ทั้งนี้ เตาเผาดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การบริหารจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริด  ใช้แล้วแบบครบวงจร” ที่ โตโยต้าและพันธมิตรทางธุรกิจได้เริ่มดำเนินการ ในปีพ.ศ. 2562 เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมให้เกิดแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  ผ่านการร่วมกันสร้างระบบการจัดการแบตเตอรี่ไฮบริดที่ผ่านการใช้งานแล้ว ตั้งแต่กระบวนการจัดเก็บ การประเมินคุณภาพและนำไปผ่านกระบวนการเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดภายใต้แนวทาง การใช้ซ้ำ (Reuse) การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการผลิตใหม่ (Rebuilt) โดยในส่วนของกระบวนการรีไซเคิล โตโยต้าได้ร่วมกับ บริษัท เวสท์ แมเนจเม้นท์ สยาม จำกัด ในการดำเนินงานการหลอมแบตเตอรี่ เพื่อนำแร่โลหะที่ได้จากกระบวนการเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมิได้จำกัดความร่วมมือให้พร้อมรองรับแบตเตอรี่ไฮบริดใช้แล้วจากผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างให้สามารถรองรับธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ทุกรูปแบบอีกด้วย

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ความต่อเนื่องของโครงการ คนไทยไร้ E-Waste ทำให้ AIS ได้ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันอย่างมากมาย นับเป็นการสร้างพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งในกระบวนการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาและผลกระทบของ E-Waste พร้อมจัดจุดรับทิ้งทั่วประเทศ จนถึงขั้นตอนการนำ E-Waste เข้าสู่การจัดการอย่างถูกวิธี แล้วกว่า 240,125 ชิ้น (ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2564)  โดยครั้งนี้นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในการร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่าง  TOYOTA ผู้นำในธุรกิจยานยนต์ที่ให้ความสำคัญกับการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และ บริษัท เวสท์ แมเนจเม้นท์ สยาม จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในการจัดการขยะทุกประเภทด้วยเทคโนโลยีระดับโลกมาอย่างยาวนาน ที่จะมาเสริมขีดความสามารถในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรารับจากประชาชนมาเข้าสู่กระบวนการจัดการตามเป้าหมายของเราในการรีไซเคิลแบบ Zero Landfill อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับมาตรฐานสากล”

นายนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า กลุ่มบริษัท โตโยต้าทั่วโลกมีพันธกิจในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการสร้างสังคมแห่งความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality Society) โดยหนึ่งในกลไกสำคัญ คือ การบริหารจัดการตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ซึ่ง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ร่วมกับทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจ ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมในการวางรากฐานในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว หนึ่งในโครงการที่ผ่านมาคือโครงการ “การบริหารจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดใช้แล้วแบบครบวงจร” ซึ่งไม่เพียงแต่จะพร้อมรองรับแบตเตอรี่ไฮบริดใช้แล้วจากผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น หากแต่เรายังพร้อมเปิดรับให้บริการกับลูกค้าทุกประเภทในอุตสาหกรรมอื่นๆ อันนำมาซึ่งความร่วมมือในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์กับ AIS ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรขนาดใหญ่ที่มีวิสัยทัศน์ในการสร้างสมดุลย์ด้านสิ่งแวดล้อมสู่สังคมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจเช่นกัน”

นายฮิโรมิตสึ ทาคากิ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เวสท์ แมเนจเม้นท์ สยาม จำกัด กล่าวว่า การทำงานร่วมกับ AIS และ TOYOTA  เป็นการเริ่มต้นครั้งสำคัญที่จะสร้างการรับรู้ทางด้านนี้ให้กับคนไทย และขอเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ Value Chain ของกระบวนการการจัดการ E-Waste มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้ศักยภาพและองค์ความรู้จากประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 140 ปีจากประเทศญี่ปุ่น ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและนำไปสู่ Recycle-Oriented Society หรือ สังคมแห่งการรีไซเคิลอย่างแท้จริง

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม โครงการ คนไทยไร้ E-Waste ขอชวนคนไทยร่วมกันทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีที่จุดรับทิ้งของ เอไอเอส ช็อปทั่วประเทศ พร้อมลุ้นรับ สมาร์ทโฟน 5G รวม 22 รางวัล ในแคมเปญ AIS E-Waste ทิ้งรับโชค และรับชมเส้นทางการจัดการ E-Waste แบบทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางของ AIS ได้ที่ https://www.facebook.com/ais.sustainability

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้บริการซื้อและชำระค่า E-Stamp เชื่อมต่อกรมสรรพากรครบ 28 ตราสาร

0

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า บริษัท ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม จำกัด บริษัทในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อรองรับและเชื่อมต่อการทำธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลตลอดกระบวนการ (Digital Gateway) เดินหน้าขยายการให้บริการซื้อและชำระค่าอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ โดยร่วมมือกับกรมสรรพากร จากเดิมที่ให้บริการ 5 ตราสาร ให้ครอบคลุมครบทั้ง 28 ตราสารตามประกาศของกรมสรรพากร ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของ DAP ที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยอากรที่ชำระสามารถใช้กับสัญญาในรูปแบบกระดาษและสัญญาอิเล็กทรอนิกส์

“ด้วยความร่วมมือกับกรมสรรพากรพัฒนาการชำระค่าอากรครบทุกตราสารในรูปแบบ API (Application Programming Interface) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการทำธุรกรรม สามารถซื้อและชำระค่าอากรแสตมป์ได้ทันที ช่วยประหยัดเวลา ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปชำระอากรแสตมป์หรือติดต่อกรมสรรพากรด้วยตนเอง ลดความเสี่ยงจากการคำนวณอากรแสตมป์ผิดพลาด ไม่ต้องซื้ออากรกระดาษเก็บไว้ ช่วยลดต้นทุน และลดการใช้กระดาษด้วยกระบวนการทำงานแบบดิจิทัล 100% มุ่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เปิดกว้าง ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจในโลกวิถีใหม่” นายภากรกล่าว

นับตั้งแต่เปิดให้บริการ e-Stamp Duty ผ่าน DAP ในเดือนกรกฎาคม 2563 ปริมาณธุรกรรมเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 3 ปี 2564 มีปริมาณธุรกรรมรวมกว่าหมื่นรายการ การขยายการให้บริการ e-Stamp Duty ครบทั้ง 28 ตราสาร จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการที่แตกต่างกันไปตามลักษณะการประกอบธุรกิจ เช่น การติดอากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของ สัญญากู้ยืมเงิน การมอบอำนาจ การมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติในที่ประชุมของบริษัท เป็นต้น โดย DAP จะมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งในและนอกตลาดทุนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครใช้บริการได้ที่ฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ อีเมล [email protected]

แบงก์ชาติย้ำ ไม่สนับสนุนการใช้เงินดิจิทัลจ่ายค่าสินค้าบริการ

0

นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ติดตามการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมการให้บริการทางการเงิน รวมถึงการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในรูปแบบที่เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ที่ผ่านมา ธปท. ได้มีการแจ้งเตือนเป็นระยะ และขอย้ำว่า ธปท. ไม่สนับสนุนการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ เนื่องจากราคาสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ ความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรือการถูกใช้เป็นเครื่องมือของการฟอกเงิน ที่จะส่งผลต่อร้านค้า ผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงประชาชนผู้ใช้บริการให้ได้รับความเสียหาย  ในระยะต่อไป หากมีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการในวงกว้างอย่างแพร่หลาย ความเสี่ยงข้างต้นอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบการชำระเงิน เสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ และความเสียหายแก่สาธารณชนทั่วไปได้ ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับผู้กำกับดูแลในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยที่ผ่านมา มีบางประเทศจำกัดการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในขอบเขตเพื่อการลงทุนเป็นหลัก เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะที่หลายประเทศอยู่ระหว่างการพิจารณาการกำกับดูแลที่เหมาะสม  

ปัจจุบัน ธปท. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณารูปแบบการกำกับดูแลการให้บริการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อจำกัดความเสี่ยงข้างต้น โดยจะยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบการชำระเงิน รวมถึงการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินโดยรวม

ซีพีเอฟ-ซีพี พร้อมส่งมอบยาฟ้าทะลายโจร ถึงมือคนไทย

0

นายจรัส อัศวชาญชัยสกุล รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า​ ตามที่ซีพีเอฟได้รับนโยบายจาก ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ร่วมผนึกกำลังส่งมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ภายใต้โครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” แก่ประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ (สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) และจังหวัดนครราชสีมา ผ่านกลุ่มและองค์กรพันธมิตร เพื่อส่งมอบถึงมือกลุ่มเปราะบางโดยเร็วที่สุด​ เพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงยาสมุนไพรไทย เพื่อใช้เสริมภูมิคุ้มกันป้องกันโรค ภายใต้แนวคิด “ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี” โดยเครือซีพี ได้เริ่มปลูกต้นฟ้าทะลายโจรตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2564 และนำมาผลิตสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแจกฟรี 30 ล้านแคปซูล

ขณะนี้พร้อมแจกจ่ายส่งมอบไปยังประชาชนคนไทยแล้ว โดยให้ทุกกลุ่มธุรกิจ ผนึกกำลังส่งมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อมอบแก่พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง

โดยจะเร่งส่งมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ให้กับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดสงขลา ส่งมอบแก่ รพ.สต.น้ำน้อย รพ.สต.บ้านท่าจีน รพ.สต.บ้านพรุ ศูนย์แพทย์ชุมชนสามตำบล รพ.รัตภูมิ รพ.สต.ตลิ่งชัน รพ.สต.คลองยางแดง เทศบาลบ้านไร่ และเทศบาลควนลัง, จังหวัดปัตตานี มอบแก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, จังหวัดยะลา มอบแก่ สาธารณสุขจังหวัดยะลา, จังหวัดนราธิวาส มอบแก่ สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ด้าน จังหวัดนครราชสีมา มอบแก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา

ทั้งนี้ เครือซีพียึดมั่นในหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในค่านิยมสำคัญขององค์กร ที่ต้องสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ประชาชนมาเป็นลำดับแรก ประธานอาวุโสธนินท์ เล็งเห็นว่าเครือฯ มีศักยภาพที่จะช่วยเหลือสังคมได้ในภาวะปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นการสร้างสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงเป็นสำคัญ ซีพีจึงขอร่วมส่งเสริมสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจร ที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันไข้หวัดสร้างภูมิคุ้มกัน โดยจัดโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” บนพื้นที่ปลูกต้นฟ้าทะลายโจร จำนวน 100 ไร่ ที่ศูนย์วิจัยแสลงพัน และฟาร์มคำพราน จ.สระบุรี ซึ่งได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการบรรจุแคปซูลผ่านการรับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา เพื่อผลิตสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล แจกจ่ายฟรีให้กับประชาชนคนไทย ผ่านกลุ่มองค์กรพันธมิตรต่างๆ ทั้งโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน สถาบันการศึกษา มูลนิธิและกลุ่มจิตอาสาในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19

RAMEN HABU ฉลองเปิดร้านใหม่ สาขาโลตัส รัตนาธิเบศร์

0

“ราเมนฮาบุ” (RAMEN HABU) ร้านราเมน ในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ฉลองเปิดสาขาใหม่ “โลตัส รัตนาธิเบศร์” โชว์ความพิเศษโดดเด่นด้วยน้ำซุปขึ้นชื่อในแต่ละเมืองของประเทศญี่ปุ่นมาไว้ที่ร้านเดียว ปรุงด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี เนื้อหมูระดับพรีเมียมจากซีพีเอฟ มีให้เลือกรับประทานทั้งราเมนซุปกระดูกหมูเข้มข้นสูตรต้นตำรับ รวมถึงเซ็ตข้าวหน้าหมูคาคุนิแบบญี่ปุุ่น ข้าวแกงกะหรี่ และเมนูทานเล่นตามฉบับญี่ปุ่น มากกว่า 15 เมนู เจาะกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มโดยเฉพาะสาวกราเมน

นายสถิต สังขนฤบดี ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจห้าดาวและร้านอาหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารของซีพีเอฟในปีนี้ยังเติบโตและขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แม้ลูกค้าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งเราได้ปรับเปลี่ยนวิธีโดยเพิ่มช่องทางเดลิเวอรี่มากขึ้น จึงมียอดขายจากช่องทางดังกล่าวเป็นอย่างดี สำหรับปีหน้าเราหวังว่า สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายและจะมีโอกาสเติบโตที่ดีมากขึ้น 

ด้าน นางสาวชนิกานต์ จารุมัศย์  ตัวแทนเถ้าแก่เล็ก ทีมร้านราเมนฮาบุ จากหลักสูตรพัฒนาผู้นำที่มีศักยภาพของเครือซีพี กล่าวว่า ร้านราเมนฮาบุเปิดให้บริการกว่า 4 ปี มีทั้งหมด 4 สาขา และล่าสุดคือ โลตัส รัตนาธิเบศร์ คำว่า ฮาบุ แปลว่า “ฮับ หรือ ศูนย์กลาง” ตรงกับแนวคิดของร้านที่อยากเป็นแหล่งรวมราเมนขึ้นชื่อของแต่ละเมืองในประเทศญี่ปุ่น โดยยึดหัวใจหลัก 3 อย่าง คือ เส้น ซุป และหมูชาชู อย่างเส้นราเมนเหนียวนุ่ม สูตรต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น หมูชาชู หมูสามชั้นคัดพิเศษ ตุ๋นในซอสสูตรลับของร้านหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ จนละลายในปาก ส่วนน้ำซุป นำความโดดเด่นจากเมืองต่างๆ อาทิ ฟุกุโอกะ น้ำซุปกระดูกหมูรสชาติเข้มข้นที่เคี่ยวนานหลายชั่วโมง โตเกียวกับน้ำซุปโชยุ และซุปเกลือจากเมืองฮาโกดาเตะ  

สำหรับโปรโมชั่นสุดคุ้ม ประจำเดือนธันวาคม ของร้านราเมนฮาบุ เริ่มที่ Japan on tour อิ่มฟิน ไม่ต้องบินไปถึงญี่ปุ่น ประกอบด้วย “Tokyo Set” ซารุราเมน ไก่ทัตสึตะ มัทฉะเย็น เพียง 159 บาท (จากปกติ 184 บาท) “Fukuoka Set” ทงคตสึราเมน เกี๊ยวซ่าญี่ปุ่น มัทฉะเย็น ราคาเพียง  199 บาท (จากปกติ 234 บาท) “Kumamoto Set” ราเมนกระเทียมดำ เกี๊ยวซ่าญี่ปุ่น มัทฉะเย็น เพียง 219 บาท (จากราคาปกติ 254 บาท) และ “DUO Set” มีทั้ง ทงคตสึราเมนและราเมนกระเทียมดำ เกี๊ยวซ่าญี่ปุ่น ไก่ทัตสึตะ พร้อมมัทฉะเย็น 2 แก้ว ราคาเพียง 419 บาท (จาก 498 บาท)   

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่น อร่อย เผ็ดชา กับช่วงเวลาของหม่าล่าราเมน ประกอบด้วย “Set Mhala 1” หม่าล่าราเมนเกี๊ยวกุ้ง เกี๊ยวซ่าญี่ปุ่น มัทฉะเย็น ในราคาเพียง 209 บาท (จากปกติ 244 บาท) และ “Set Mhala 2” หม่าล่าชาชูเมน เกี๊ยวซ่าญี่ปุ่น มัทฉะเย็น เพียง 229 บาท (จากปกติ 269 บาท) ทั้ง 2 โปรโมชั่นเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธ.ค. 2564 โดยสามารถสั่งผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ต่างๆ ได้แก่ Grabfood, foodpanda, LINEMAN และ Robinhood รวมถึงร้านราเมนฮาบุ เพียงแอดไลน์ @ramenhabu บริการส่งฟรีในรัศมี 3 กิโลเมตร หรือติดตามรายละเอียด พร้อมโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่ Facebook Fanpage : Ramen HABU และ Instagram : Ramen HABU  

ร้านราเมนฮาบุ ทั้ง 4 สาขา ได้แก่ ฟอร์จูนทาวน์, ไบเทค บางนา, บิ๊กซี พระราม 2 และโลตัส รัตนาธิเบศร์ ยังคงเข้มงวดในมาตรการความปลอดภัยสูงสุด ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข โดยเริ่มตั้งแต่วัตถุดิบต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ภายในร้านต้องมีจุดการวัดอุณหภูมิ การเว้นระยะห่าง พนักงานทุกคนได้รับวัคซีนครบโด๊ส การสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือตลอดเวลา รวมถึงทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ ได้อิ่มอร่อยและปลอดภัยในทุกมื้อ

สิงห์อาสา ร่วมกับคณะแพทย์ฯ 8 มหาวิทยาลัย ออกค่ายอาสา ตรวจสุขภาพชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สิงห์อาสา โดยมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ เครือข่ายคณะแพทย์ฯ 8 มหาวิทยาลัย ร่วมลงพื้นที่ออกตรวจสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนในโครงการ “ไกลแค่ไหน จะไปให้ถึง” ในโอกาส 34 ปี หน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา พร้อมมอบเสื้อกันหนาวให้กับชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล โดยเริ่มที่แรก อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนที่จะลงพื้นที่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.64 สิงห์อาสา ได้เริ่มโครงการ “ไกลแค่ไหน จะไปให้ถึง” ในโอกาส 34 ปี หน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา ประจำปี 2564 เริ่มที่แรก โรงเรียนแม่สาบดรุณศึกษา ต.แม่สาบ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ โดยร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท เชียงใหม่เบเวอเรช จำกัด โดยมีรศ.นพ.ณัฐพงศ์ โฆษชุณหนันท์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรรมการและเลขานุการมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก พร้อมด้วย คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ คุณประโภชน์ เกิดเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่เบเวอเรช จำกัด ร่วมเป็นประธาน ในการลงพื้นที่ตรวจสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชน โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนศ.แพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกตรวจสุขภาพชาวบ้านกว่า 800 คน ทำการตรวจสุขภาพทั่วไป เช่น ตรวจเฉพาะทาง ตรวจกรุ๊ปเลือด ตรวจภายใน ฝังเข็ม ตรวจสายตา รวมถึงเคลื่อนที่ไปยังบ้านผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินทางมาตรวจได้ เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ

สำหรับโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี เป็นโครงการที่นำแพทย์อาสาออกตรวจสุขภาพในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2530 เนื่องจากช่วงฤดูหนาวบริเวณพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมีอากาศหนาวจัด ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สูงหรือบนดอย

โครงการ “ไกลแค่ไหน จะไปให้ถึง” ในโอกาส 34 ปี หน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา ปีนี้ ได้ร่วมกับ เครือข่ายคณะแพทย์ 8 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า, คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, สำนักวิชาแพทยศาสตร์ ร.พ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา, สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กระจายไปทำกิจกรรมครอบคลุมในพื้นที่ที่ประสบภัยหนาว โดยนอกจากจะมีการตรวจสุขภาพให้กับชาวบ้านแล้ว ยังมีการนำเสื้อกันหนาวไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นอีกด้วย

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ : กลโกงด้านการเงินที่อาศัยความไม่รู้

0

กลโกงที่อาศัยความไม่รู้ มิจฉาชีพ จะใช้ข้อมูลส่วนตัวเราไปติดต่อสินเชื่อ หรือเอาไปแอบอ้างว่าเป็นผู้ขายสินค้า และเมื่อมีเงินจากสินเชื่อ หรือเงินที่คนซื้อ โอนเข้าบัญชีชื่อเรา มิจฉาชีพก็จะโทรมาบอกว่า มีการโอนผิดบัญชี ขอให้เราโอนคืน

จำไว้ เจอแบบนี้

1.อย่าโอนคืนเอง เด็ดขาด

2.สอบถามข้อมูลคนที่่โทรมาเรา เพราะคนที่จะติดต่อเรื่องเราโอนผิด จะเป็นธนาคารเท่านั้น

3. แจ้งความเป็นหลักฐานไว้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ๋ใจของตัวเรา

ทิพยประกันภัย นำครู–อาจารย์ ร่วมโครงการ “ทิพย สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 13” 9 มหามงคล ตามรอยพ่อ

0

รายงานข่าว​ เปิดเผยว่า​ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และมูลนิธิธรรมดี นำคณะครูอาจารย์ที่ได้รับการคัดเลือกจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ร่วมถอดรหัสพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) 17 ข้อ ในโครงการตามรอยพระราชา “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 13” 9 มหามงคล ตามรอยพ่อ ศึกษาเรียนรู้ป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว สู่วิถีพอเพียง ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยได้รับเกียรติจากนางปิณฑิรา เก่งการพานิช นายอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทร่วมกับองค์กรภาคีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องในการจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมทางด้านการศึกษา มาตั้งแต่ปี 2561 โดยการนำคณะครูอาจารย์จากทั่วประเทศรวมแล้วกว่า 300 คนจากกว่า 170 สถาบัน ร่วมโครงการ “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา” ในรูปแบบ Edutainment เพราะทุกที่คือการเรียนรู้ ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ผสมผสานการท่องเที่ยววิถีชุมชน รวมถึงกิจกรรมเวิร์กชอป ผ่านนวัตกรรมบอร์ดเกมที่จะทำให้คณะครูอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา สามารถนำไปสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถาบันการศึกษา ชุมชน และครอบครัวได้ด้วยตนเอง เพื่อเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

โดยกิจกรรม “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 13” 9 มหามงคล ตามรอยพ่อ ศึกษาเรียนรู้ป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว สู่วิถีพอเพียง ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งครั้งสำคัญในการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกของประเทศไทย ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้จัดขึ้นเพื่อพลิกฟื้นผืนแผ่นดิน ซึ่งมีสภาพป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว ให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหาร และวัตถุอินทรีย์จากพืช เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม ศึกษา ทดลอง วิจัย และพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ทางการเกษตรให้เป็นศูนย์ด้านเกษตรกรรมที่สมบูรณ์ด้วยวิธีการเกษตรแผนใหม่ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ฟื้นฟูสภาพป่า การพัฒนาที่ดิน การวางแผนปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต และเป็นศูนย์รวมการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ ถือเป็นต้นแบบแนวทางและตัวอย่างการพัฒนาให้แก่พื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน ศูนย์แห่งนี้ยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจำปี 2545 รางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจำปี 2547 รางวัลยอดเยี่ยมประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ทั้งนี้ คณะยังได้เข้าเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ๙ มหามงคล ได้แก่ 1.โรงสีข้าวพระราชทาน 2.สวนป่าสมุนไพร 3.ต้นศรีมหาโพธิ์ 4.ศาลาเทิดพระเกียรติ 5.อ่างเก็บน้ำห้วยเจ๊ก 6.เกษตรทฤษฎีใหม่ 7.พลับพลาพระราม 8.หญ้าแฝก  9.พระตำหนัก 3 จั่ว

จุดเด่นที่สำคัญภายใต้การดำเนินชีวิตวิถีใหม่ จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่สวนพฤกษศาสตร์เขาหินซ้อน ศูนย์การเรียนรู้เรื่องการปลูกพืชสมุนไพรตามรอยศาสตร์พระราชา เป็นสวนสมุนไพรแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ และได้จัดตั้งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ภาคตะวันออก ปลูกพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ รวมกว่า 1,000 ชนิด เพื่อดูแลงานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของพืชสมุนไพรต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นเราจะได้เรียนรู้ในวิธีการปลูกและวิธีการใช้ในการดูแลรักษาโรค เช่น ฟ้าทะลายโจร 

นอกจากนี้ กิจกรรมสำคัญในการตามรอยพระราชาทุกครั้งคือ การถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และผู้ร่วมกิจกรรมตามรอยพระราชาทุกคนจะได้รับชุดหนังสือภาษาอังกฤษ ‘King Bhumibol Adulyadej of Thailand’ จำนวน 3 เล่ม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำไปถ่ายทอดแก่นักเรียนผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้เยาวชนรุ่นหลังได้รู้จักพระองค์ท่านและสามารถสื่อสารให้ชาวต่างชาติฟังได้ว่า ทำไมคนไทยจึงรักและผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งยังให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม” 

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมโครงการตามรอยพระราชา “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 13” เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) ซึ่งเป็นโครงการเพื่อกระตุ้นให้สถานประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้เตรียมความพร้อมและดำเนินการปรับปรุงสถานประกอบการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ (New normal) เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวควบคู่กับมาตรการด้านสุขอนามัย

CPF ผนึกพลังทั้งองค์กร ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก’ ปลูกต้นไม้ – กินไม่เหลือทิ้ง ร่วมดูแลโลก

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สานพลังพนักงานทั่วประเทศ ร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืน ประกาศความสำเร็จ 2 กิจกรรมนำร่อง ร่วมกันปลูกต้นไม้ ในกิจกรรม “กล้าจากป่า พนาในเมือง” ดำเนินการไปแล้วมากกว่า 27,000 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 215,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ และกิจกรรม “กินเกลี้ยง เลี้ยงโลก” บริโภคอาหารไม่เหลือทิ้งรวม 17,312 จาน ลดขยะอาหารได้รวม 1,246 กิโลกรัม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 3,150 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนองค์กร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน และเป้าหมายกลยุทธ์ความยั่งยืน CPF 2030 Sustainability in Action โดยได้เปิดตัวโครงการ Sustainability in Action ยั่งยืน ได้ด้วยมือเรา ดำเนินกิจกรรม “กล้าจากป่า พนาในเมือง” ชวนเพื่อนพนักงานร่วมกันปลูกต้นไม้ และกิจกรรม”กินเกลี้ยง เลี้ยงโลก” บริโภคอาหารอย่างรู้คุณค่า ไม่เหลือทิ้งเป็นขยะอาหาร ซึ่งทั้งสองกิจกรรมได้รับการตอบรับจากพนักงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลของโครงการดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในส่วนของกิจกรรมปลูกต้นไม้ มีพนักงานรับกล้าไม้ไปปลูกแล้วรวม 27,196 ต้น เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 20,000 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 215,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ และกิจกรรม “กินเกลี้ยง เลี้ยงโลก” มีพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการโพสต์ภาพอาหารที่รับประทานหมดจานรวม 17,312 จาน สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 10,000 จาน ลดขยะอาหารได้รวม 1,246 กิโลกรัม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 3,150 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

น.ส.จันจิรา ชมศรี ผู้จัดการสำนักห้องปฏิบัติการ โรงเพาะฟักลูกกุ้ง เขตภาคตะวันออก กล่าวว่า ดีใจที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมปลูกต้นไม้ “กล้าจากป่า พนาในเมือง” เป็นกิจกรรมดีๆ ที่บริษัทสร้างความตระหนักด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม ให้พนักงานในองค์กรร่วมปลูกต้นไม้ ดูแลต้นไม้ โดยส่วนตัวเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ตั้งแต่เปิดตัววันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา รับต้นกล้ากระชายขาวจากจุดรับกล้าที่โรงเพาะฟักลูกกุ้ง (เจอาร์ ) จ.ตราด มาปลูกที่บ้าน นอกจากนี้ ยังได้แบ่งต้นกล้าให้เพื่อนพนักงานได้นำไปปลูกด้วย

น.ส.นภัสพร สันติมณีรัตน์ เลขานุการอาวุโส หน่วยงานด้านพัฒนาความยั่งยืนองค์กร ซีพีเอฟ หนึ่งในพนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรม”กินเกลี้ยง เลี้ยงโลก” กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมกิจกรรมบริษัท ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็ก แต่ทำให้เราได้ตระหนักถึงคุณค่าของอาหารทุกครั้ง ต้องทานให้เกลี้ยงจานไม่เหลือทิ้งเป็นขยะอาหารในทุกๆมื้อ

กิจกรรม “กล้าจากป่า พนาในเมือง” และ “กินเกลี้ยง เลี้ยงโลก” เป็นโครงการระยะ 5 ปี (ปี 2564-2568) มีเป้าหมายปลูกต้นไม้ 100,000 ต้น ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวม 2.85 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ “ซีพี ร้อย รักษ์โลก” ปลูกต้นไม้ 20 ล้านต้น ในปี 2030 (ปี พ.ศ.2573) เพื่อก้าวสู่องค์กรปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) และ “กินเกลี้ยง เลี้ยงโลก” มีเป้าหมายบริโภคอาหารไม่เหลือทิ้ง 100,000 จาน ช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 18,200 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สนับสนุนเป้าหมายลดขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบ โดยทั้งสองกิจกรรมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) นอกจากนี้ กล้าไม้ที่นำมาแจกให้พนักงานเพื่อนำไปปลูกในพื้นที่บ้านของตัวเอง เป็นกล้าไม้ที่มีการจ้างงานชุมชนดำเนินการเพาะกล้าและช่วยดูแลกล้าไม้ ช่วยสร้างงาน และเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่ง

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ : กลโกงด้านการเงินที่อาศัยความโลภ

0

ว่ากันต่อเรื่องกลโกงด้านการเงิน ที่อาศัยความโลภ

ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มาบอกว่าเราโชคดีได้รับรางวัลใหญ่ แต่เราต้องโอนค่าภาษีให้ก่อน , การเสนอผลประโยชน์ตอบแทนที่มากเกินจริง หรือ แชร์ลูกโซ่

เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอเรื่องแบบนี้ ขอเตือนว่า ไม่ใช่เรื่องจริง และอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะหลอกลวงทั้งนั้น!