Home Blog Page 347

กรมชลฯ ร่วมจัดประชุมวิชาการนานาชาติ THA 2022

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ THA 2022 ในหัวข้อ “การมุ่งสู่การจัดการน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนหลังโควิด-19” (THA 2022 International Conference on Moving Towards a Sustainable Water and Climate Change Management After COVID-19) ระหว่างวันที่ 26 – 28 มกราคม 2565 ผ่านรูปแบบออนไลน์ โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน โดยถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบ ZOOM มาที่กรมชลประทานด้วย

การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนในช่วงหลังโควิด-19 และเพื่อเป็นเวทีนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย สำหรับนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ผู้ปฏิบัติงาน และผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ทั้งทางภาครัฐและเอกชนในสาขาที่เกี่ยวข้องจากนานาชาติ ให้ร่วมแบ่งปันและนำเสนอมุมมอง ประสบการณ์ ความก้าวหน้าในงานวิจัยและต่อยอดงานวิจัยเพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม และส่งเสริมการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

ดร.ชคพล สิงห์โต นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ส่วนวิศวกรรม สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน นำเสนอบทความเรื่อง “โครงการผันน้ำแบบชุมชนมีส่วนร่วมในทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” (Participatory Water Diversion Project In BangRakam Flood-Prone Field) ที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ (Best of the best) สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ประจำปี 2564 โดยได้ดำเนินโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งเป็นพื้นที่นาที่อยู่ระหว่างลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านในเขตจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่รองรับน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี อาศัยแนวคิดการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการจากการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เป็นการปันประโยชน์ (Benefit sharing) ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม พัฒนาจากวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้างและบูรณาการทุกภาคส่วนในการปรับปฏิทินการเพาะปลูก ด้วยการเริ่มปลูกฤดูนาปีให้เร็วขึ้น จากเดือนพฤษภาคมเป็นเมษายน เพื่อให้เก็บเกี่ยวข้าวได้ภายในกลางเดือนสิงหาคม ก่อนฤดูน้ำหลากจะมาของทุกปี ใช้พื้นที่หลังเก็บเกี่ยวเป็นพื้นที่หน่วงน้ำที่ได้รับการยินยอมจากชุมชนและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ กรมชลประทานจะต่อยอดด้วยการประยุกต์ใช้ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อน “บางระกำโมเดล” มุ่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเหมาะสมต่อไป

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ร่วมส่งบทความทั้งสิ้น 8 บทความ และได้รับคัดเลือกเพื่อเผยแพร่ทั้ง 8 บทความ ประกอบด้วย 1. Model of water leakage beneath reservoir and above diversion water tunnel; Mae Prajum reservoir area. 2. Telemetry system for irrigation. 3. The Calibration Curve for Irrigation Reservoirs by Survey Tool Innovation. 4. Applying Flood-prone Fields for Flood Management in Chao Praya River Basin. 5. INWEPF-THAI Innovative Rice Cultivation to Sustain Green Approaches for food security and alleviate poverty under Global Warming Challenges. 6. THAICID Academic Network and their Supporting Roles on Irrigation and Drainage toward Sustainable Water Management. 7. Aquatic weed removal with a rake to optimize water delivery. 8. An Implementation of Automatic Flap Gate Weir Type III-A & III-B toward Structural
Irrigation Water Management Best Practice. และคลิปวิดีโอแสดงผลงาน บทบาทหน้าที่ของกรมชลประทานในการบริหารจัดการน้ำชลประทาน การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เพื่อการจัดการ ผลของการดำเนินการ และกรณีตัวอย่างที่มีส่วนช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG6) ด้วย

คนเลี้ยงหมูท้อ เป็นจำเลยสังคมทั้งที่ยืนราคาหมูต่อเนื่อง ยันค้านนำเข้าเนื้อหมูถึงที่สุด

0
สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า เกษตรกรทั่วประเทศให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ยืนราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ที่ไม่เกิน 110 บาทต่อกิโลกรัม ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังจากนั้นจะหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อพิจารณาสถานการณ์การผลิตและการบริโภคให้สอดคล้องกัน โดยมุ่งดูแลค่าครองชีพของคนไทยเป็นอันดับแรก แม้ว่าเกษตรกรจะมีภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น บางฟาร์มสูงถึง 110-120 บาทต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ค่าบริหารจัดการด้านการป้องกันโรคที่ต้องเข้มงวดมากขึ้น ตลอดจนค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มต่อเนื่องก็ตาม แต่ทุกคนเห็นถึงความเดือดร้อนของคนไทยในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงมีมติร่วมกันดูแลระดับราคาไว้เช่นนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ตายตัวเสมอไป ตัวอย่างเช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาในพระนี้ อ่อนตัวตามความต้องการของตลาดมาอยู่ที่ 104-108 บาทต่อกิโลกรัม

“คนเลี้ยงหมูร่วมกันรักษาระดับราคาหมูเป็นไว้ที่กิโลกรัมละ 110 บาท ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 และจะดำเนินการต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะศรษฐกิจภาคครัวเรือนของพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเกษตรกรกลับตกเป็นจำเลยของสังคม ว่าเป็นเหตุให้ราคาเนื้อหมูหรือสินค้าอื่นๆแพงขึ้นตามกัน ทั้งๆที่เกษตรกรขายหมูหน้าฟาร์มได้ที่ราคาเดิมมาตลอด เป็นการขายขาดให้กับพ่อค้าคนกลาง โดยไม่ได้มีผลกำไรหรือเกี่ยวข้องกับราคาที่ปรับสูงขึ้นก่อนจะถึงมือผู้บริโภค จึงอยากขอความเข้าใจและความเห็นใจจากผู้บริโภค และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองที่กลไกตลาดเป็นสำคัญ ขอให้อุปสงค์และอุปทานของตลาดเป็นตัวบ่งชี้ราคาสินค้าอย่างเสรี”

สำหรับข้อเสนอให้นำเข้าเนื้อสุกรเพื่อเพิ่มปริมาณในประเทศนั้น เกษตรกรยืนยันคัดค้านเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงจากเรื่องโรคต่างถิ่นที่อาจปนเปื้อนเข้ามากระทบกับฝูงสุกรของไทย และการนำเข้าเนื้อสุกร ชิ้นส่วน รวมถึงสุกรแปรรูปจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป มีความเป็นไปได้ที่ไทยต้องเปิดให้นำเข้าตลอดไป และมีโอกาสที่จะส่งเข้ามาไม่จำกัด เมื่อปริมาณมากขึ้นอย่างไร้การควบคุม จะทำให้เกษตรกรต้องรับภาระขาดทุนจากภาวะสุกรล้นตลาด ที่สำคัญเนื้อสุกรนำเข้าเหล่านี้ คือตัวการบ่อนทำลายกลไกการเลี้ยงสุกรของไทย เมื่อเกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ย่อมถอดใจเลิกเลี้ยงสุกรทิ้งอาชีพเดียวไป ความมั่นคงทางอาหารของประเทศต้องสั่นคลอน และต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารโปรตีนในที่สุด

แบงก์ชาติ- ก.ล.ต.- กระทรวงคลัง เห็นพ้อง ไม่ให้ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลจ่ายค่าสินค้าบริการ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง ร่วมกันหารือเรื่องประโยชน์และความเสี่ยงของสินทรัพย์ดิจิทัล และเห็นความจำเป็นในการกำกับดูแลและควบคุมการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ (Means of Payment) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ปัจจุบัน ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลได้ขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจในลักษณะให้บริการ ชักชวนหรือแสดงตน ว่าพร้อมจะให้บริการแก่ร้านค้าและผู้ประกอบการในธุรกิจต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น จัดทำระบบและโฆษณาเชิญชวนร้านค้า ซึ่งการที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในลักษณะดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงเป็นความเสี่ยงต่อประชาชนและธุรกิจ อาทิ ความเสี่ยงจากการสูญมูลค่าที่เกิดจากความผันผวนของราคา ความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ ความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรือการถูกใช้เป็นเครื่องมือของการฟอกเงิน  

หน่วยงานกำกับดูแลต่างตระหนักถึงความเสี่ยงและผลกระทบดังกล่าว จึงพิจารณาใช้อำนาจตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าหรือบริการในวงกว้าง และจะมีแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม สำหรับบริการที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภทที่เป็นประโยชน์ต่อนวัตกรรมทางการเงินและไม่สร้างความเสี่ยงเชิงระบบที่กล่าวถึงข้างต้น โดยคำนึงถึงทั้งการเพิ่มศักยภาพของระบบการเงินของประเทศ และประโยชน์ของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลจะรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและประชาชนต่อไป

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปทกล่าวว่า ธปท. คำนึงถึงทั้งความเสี่ยงและประโยชน์ของสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง และมองว่า ขณะนี้การนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการอย่างแพร่หลาย จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศ จึงควรมีการกำกับดูแลที่ชัดเจน ขณะที่เทคโนโลยีและสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภทที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังกล่าวก็ควรได้รับการสนับสนุนโดยมีกลไกดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและประโยชน์ต่อประชาชน

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า จากการหารือร่วมกัน ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้ซื้อขายอย่างเหมาะสม และให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ต่อไป 

ซีพีเอฟ จับมือ ม.แม่ฟ้าหลวง พัฒนางานวิจัย ผลิตบัณฑิตใหม่ ชูความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์อาหารไทยสู่สากล

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ รองศาสตราจารย์ ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ดร.สมหมาย เตชะศิรินุกูล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ซีพีเอฟ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตบัณฑิต (MOA) กับ รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรจน์ รอดคืน คณบดีสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมี ศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือซีพี-ซีพีเอฟ ร่วมด้วย

ความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายผลักดันผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อาหาร สู่การนำผลวิจัยไปประยุกต์ใช้จริงในเชิงอุตสาหกรรม และผลิตบัณฑิตระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท) รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ภายใต้กรอบความร่วมมือ 3 ด้าน คือ การสนับสนุนงานวิจัย พัฒนาหลักสูตรการศึกษาร่วม และสนับสนุนโครงการและกิจกรรม อาทิ โครงการ CPF Young Software Developer Program สร้างประสบการณ์จริงให้นักศึกษาด้าน IT ด้วยการรับโจทย์ธุรกิจจริงไปฝึกแก้ไขปัญหา โครงการ CPF in Your Area นำธุรกิจเข้าไปยังสถาบัน เพื่อให้นักศึกษาทดลองเป็นผู้ประกอบการจริง เป็นต้น

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ซีพีเอฟเป็นบริษัทชั้นนำในด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรที่มีวิสัยทัศน์สู่การเป็น “ครัวของโลก” มุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ ทั้งด้านคุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัย และรสชาติที่ดี ให้แก่ผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีความเป็นเลิศด้านงานวิจัย จึงนับเป็นโอกาสดีของความร่วมมือผนวกองค์ความรู้และประสบการณ์ของภาคเอกชนเข้ากับแนวทางสร้างสรรค์นักวิจัยของภาคการศึกษา ซึ่งจะได้เห็นผลงานวิจัยเชิงวิชาการสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพนักศึกษา ให้มีสนามจริงฝึกประสบการณ์ และสำเร็จการศึกษาออกมาเป็นบุคลากรคุณภาพของวงการวิทยาศาสตร์อาหารของไทย สอดคล้องกับ ดำริของท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป

รศ. ดร.ชยาพร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม ครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดี ในการร่วมมือกับซีพีเอฟ ซึ่งถือเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อยกระดับและพัฒนางานวิจัย รวมถึงพัฒนาหลักสูตรในระดับปริญญาโท สาขานวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร นับเป็นการก้าวกระโดดของวงการศึกษา ที่จะได้เติบโตไปพร้อมกับภาคธุรกิจ นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดกว้างด้านวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่นักวิจัยและนักศึกษาต่อการผลิตนวัตกรรมอาหารที่ดีมีคุณภาพสูงขึ้น ร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจของประเทศไทยไปด้วยกัน

ด้าน ดร.สมหมาย กล่าวเพิ่มเติมว่า การจับมือระหว่าง ซีพีเอฟ และ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จะช่วยส่งต่อให้งานวิจัยของนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อาหาร ได้ถูกนำออกจากประตูห้องปฏิบัติการ เข้าสู่กระบวนการพัฒนาสินค้า และผลิตออกมาสู่ผู้บริโภคได้จริง เป็นผลงานให้ทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารของซีพีเอฟ ภาคภูมิใจร่วมกัน บริษัทฯ หวังที่จะมีส่วนช่วยยกระดับคนรุ่นใหม่ ให้มีทักษะและความรู้ที่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และสามารถเป็นกำลังสำคัญรวมผลักดันประเทศได้ในอนาคต

รศ. ดร. สาโรจน์ กล่าวว่า การลงนาม MOA ร่วมกับซีพีเอฟครั้งนี้ งานวิจัยเป้าหมายที่สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร ต้องการผลักดันและขับเคลื่อน คือ ยกระดับงานวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อมุ่งสู่ตลาดโลก มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งการสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม การผนึกกำลังของทั้งสองฝ่าย จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันให้เกิดงานวิจัยที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงกับเทรนด์อาหารโลกและตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง พัฒนาการเกษตรและอาหารของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง และสร้างโอกาสในการแข่งขันในระดับสากลอย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำปี 65 สร้างความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมจ้างงานเกษตรกร 7.5 หมื่นคน

0

กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ตามงบประมาณ ปี 65 มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน พร้อมจ้างงานเกษตรกร 7.5 หมื่นคน สร้างรายได้สูงสุด 8.7 หมื่นบาท/ราย

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปี 2565 กรมชลประทานได้รับจัดสรรงบประมาณ รายจ่ายลงทุน จำนวน 70,135.62 ล้านบาท เพื่อดําเนินงานก่อสร้าง งานปรับปรุง/ซ่อมแซม โครงการศึกษาสํารวจออกแบบ และอื่นๆ เช่น งานขุดลอก งานเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นต้น จํานวน 9,554 รายการ ในจำนวนนี้ มีโครงการดําเนินงานก่อสร้างด้านพัฒนาแหล่งน้ำ จํานวน 502 รายการ ภายใต้งบประมาณ 28,419.97 ล้านบาท หากดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ทั้งสิ้น 1,506,548 ไร่ ปริมาตรเก็บกักน้ำ จํานวน 1,092.19 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ ปี 2565 โครงการในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จมีจำนวน 234 รายการ ภายใต้งบประมาณ 8,470.54 ล้านบาท เมื่อดําเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน จํานวน 162,400 ไร่  เพิ่มปริมาตรเก็บกักน้ำจํานวน 140.86 ล้าน ลบ.ม. และมีครัวเรือนรับประโยชน์ จํานวน 57,986 ครัวเรือน ส่วนงานก่อสร้างที่สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน มีจํานวน 141 รายการ ภายใต้งบประมาณ 5,269.58 ล้านบาท เมื่อดําเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน จํานวน 162,400 ไร่ และครัวเรือนรับประโยชน์ จํานวน 32,755 ครัวเรือน และงานก่อสร้างที่สามารถเพิ่มปริมาตรเก็บกัก จํานวน 93 รายการ ภายใต้งบประมาณ 3,200.96 ล้านบาท เมื่อดําเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาตรเก็บกักน้ำ จํานวน 140.86 ล้าน ลบ.ม.และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์ จํานวน 25,231 ครัวเรือน

นายประพิศกล่าวต่อว่า กรมชลประทาน ได้ขานรับนโยบายนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ในช่วงฤดูแล้ง จึงดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทานภายใต้งบประมาณ 4,465 ล้านบาท เป้าหมายการจ้างแรงงานเกษตรกรจำนวน 75,000 คน ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 1 – 10 เดือน วงเงินจ้างแรงงาน/คน จะอยู่ที่ประมาณ 8,700 – 87,000 บาท โดยรายละเอียดการจ้างงาน เพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ

ปัจจุบันจ้างแรงงานเกษตรกรแล้ว 22,120 คน หรือประมาณ 30% ของเป้าหมายการจ้างแรงงานเกษตรกร โครงการจ้างแรงงานชลประทานจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ คือ 1. จังหวัดเชียงใหม่ 2,303 คน 2. จังหวัดกาฬสินธุ์ 1,872 คน และ 3.จังหวัดเพชรบุรี 1,730 คน

สำหรับเกณฑ์การจ้างแรงงานจะพิจารณากลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ดังนี้ 1.เกษตรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3.ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป 4.หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ปีงบประมาณ 2565 กรมชลประทาน มีเป้าหมายสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 606,416 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ถึง 377,615 ครัวเรือน รวมถึงการร่วมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การบูรณาการเชิงพื้นที่กับทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาด้านทรัพยากรน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ การบูรณาการงานโครงการที่ต้องทำร่วมกัน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีการกำหนดโครงการได้อย่างชัดเจน ตลอดจนการบูรณาการเชิงนโยบาย เพื่อการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาอุทกภัย คุณภาพน้ำ พื้นที่เศรษฐกิจ และเศรษฐกิจแปลงใหญ่ เป็นต้น

คุมราคาสินค้า แก้ปัญหาปลายทาง

0

ช่วงนี้ กรมการค้าภายใน ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ หัวบันไดไม่แห้ง ด้วยมีการเรียกผู้ค้าและผู้ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค เข้าพบรายวัน เพื่อหารือและขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้า ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้นำรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการตรงไปยังกระทรวงฯ ให้แก้ปัญหาสินค้าราคาแพง (ทั้งแผ่นดิน) ที่ล้อมาจากราคาหมูแพง และกลายเป็นผลกระทบลูกโซ่ไปสินค้ารายการอื่นๆ ร้อนถึงกรมฯ ต้องงัดมาตรการเช็คสต๊อกและคุมราคาสินค้า ซึ่งเป็นอาวุธหลักของกระทรวงพาณิชย์มาปัดฝุ่นใช้ เพื่อให้เห็นว่าทำตามหน้าที่ แต่ไม่รู้ว่าซ้ำเติมใครบ้าง

หากโจทย์ คือ การบรรเทาความเดือดร้อนของผู้บริโภค ก็ต้องไม่ลืมว่าผู้ประกอบการเหล่านั้นก็เป็นผู้บริโภคคนหนึ่งเช่นกัน ทำให้เห็น 2 ความจริง 2 ข้อ และ 2 ความแปลก

ความจริง คือ ราคาสินค้าแพงมาก่อนหน้าหมูแพงเสียอีก เกิดเป็นแปลกที่ 1 “หมูกลายเป็นแพะ” ไปโดยปริยาย ทั้งที่ผู้ประกอบการอั้นราคากันจนเหงื่อไหล เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ประชากรโลกได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เศรษฐกิจโลกเริ่มขยับขยายจากการปลดล็อก กิจกรรมต่างๆเริ่มกลับมาคึกคักขึ้นหลังจากหลับไหลไปนาน ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นรวดเร็วจนการผลิตตามไม่มัน ราคาซื้อขายทันที (spot price) น้ำมันดิบเบรนท์ เปิดตลาดต้นปี 2564 ที่ราคา 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มเป็น 86 เหรียญสหรัฐ ในปลายเดือนตุลาคมปีเดียวกัน และราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบทั้งปี 2564 อยู่ที่ 71 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 อยู่ที่เกือบ 87 เหรียญสหรัฐ ยังไม่นับปัจจัยการผลิตอื่นที่เดินแถวกันขึ้นราคา

ความจริงอีก 1 เรื่อง คือ หมูแพงเพราะหมูขาด โรคระบาดทำให้ผลผลิตหายไปมากกว่า 50% นี่คือกลไกการตลาดตามหลักการอุปสงค์-อุปทานทำงานสมบูรณ์ ในหลักเศรษฐศาสตร์ของขาด-ราคาแพงเพราะคนแย่งกันซื้อ ก็ต้องหาของมาเติมในตลาดให้พอกับความต้องการราคาก็จะปรับลง แต่วิธีนิยมของไทย คือ การตรึงราคาซึ่งไม่ได้ช่วยเพิ่มผลผลิตแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรที่ต้องอดตาหลับขับตานอนป้องกันสัตว์ในฟาร์มอย่างดีที่สุด ต้องลงทุนกับปัจจัยป้องกันโรคไปก็ไม่น้อยทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20-30% แต่ไม่มีมาตรการตรึงต้นทุนการผลิตช่วยพวกเขาเลย นี่ก็แปลกที่ 2

การตรึงราคาไปทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีกำหนดเวลา มันจะทำให้ของที่ไม่ขาดตลาดกลายเป็นขาดตลาดได้จากการกักตุนเพื่อให้ราคาสูงขึ้น ให้ได้เงินมาชดเชยต้นทุน เพราะการค้าไม่ใช่การกุศล “มันต้องมีกำไร” มันถึงจะสมดุลสมประโยชน์ “ผู้ผลิตอยู่ได้ผู้บริโภคมีของ” ถ้ากลัวจะค้ากำไรเกินควร กรมการค้าภายในมีวิธีการคำนวณต้นทุนราคาสินค้าและมีอาวุธครบมือในการปราบปรามพวกฉวยโอกาส ก็ต้องใช้ให้ถูกเวลาและเหมาะสม ลงดาบตัดตอนได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต แต่วิธีการตรึงราคาที่ใช้อยู่ความจริงที่ว่า หมูแพงเพราะหมูขาด มันเป็นการแก้ปัญหาปลายทาง ที่สุดผู้เลี้ยงผู้เลี้ยงก็ต้องออกมาแก้ปัญหาเองด้วยการยอมตรึงราคาหมูหน้าฟาร์มที่ 110 บาท/กิโลกรัม แบบจับมือกันไว้ก้าวไปด้วยกัน เพื่อให้ราคาขายปลีกเนื้อแดงเฉลี่ยยืนอยู่ที่ 220-250 บาท/กิโลกรัมไม่เกินกว่านี้ ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น (Soft Landing)

อยากจะขอย้ำ ว่า การแก้ปัญหาราคาหมูแพงด้วยมาตรการการตรึง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มผลผลิตรอบใหม่เพื่อกู้สถานการณ์ให้กลับมาเหมือนเดิมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ซึ่งราคาจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของเกษตรกรว่ามั่นใจกับราคาที่จะได้รับมากน้อยแค่ไหน หากปล่อยขึ้นลงตามกลไกตลาดก็ยังเห็นอนาคตให้เดินหน้า แต่หากทุกอย่างยังบิดเบือนอนาคตการบริโภคเนื้อหมูของไทยคงต้องพึ่งการนำเข้า เพราะเกษตรกรคงลาออกจากวงจรนี้แน่นอน

สวิง “บุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ ครั้งที่ 8” ชิง 4 ล้าน เปิดฤดูกาลที่ 24 ออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์

0

การแข่งขันออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2022 เปิดฉากด้วยศึก “บุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ 2022” ชิงเงินรางวัลรวม 4 ล้านบาท ณ สนาม แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับ วันที่ 27-30 มกราคมนี้ 

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 โปรบุญชู เรืองกิจ และ คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมแถลงข่าวการแข่งขันออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ รายการแรกประจำฤดูกาล 2022 ในศึก “บุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ ครั้งที่ 8″ ชิงเงินรางวัลรวม 4 ล้านบาท พร้อมคะแนนสะสมโลก โดยมี คุณจักรพงศ์ ทองใหญ่ ประธานผู้บริหารออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์, คุณธีรารัตน์ ร่มรื่น ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา, ว่าที่ร้อยเอก ณัฐพงศ์ ทองดี ปลัดอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา, คุณณรงค์ศักดิ์ อินทร์บุญสม ผู้จัดการทั่วไป สนามกอล์ฟ แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี คลับ, คุณวันชัย มีชัย ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ และโปรพิพัฒน์พง ศิริธนากุลศักดิ์ อดีตแชมป์ปี 2015 ร่วมงานแถลงข่าว

โปรบุญชู เรืองกิจ

โปรบุญชู ในฐานะประธานจัดการแข่งขัน รายการ บุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ 2022 อดีตแชมป์เอเชียนทัวร์ 5 รายการ และ ยูโรเปี้ยนซีเนียร์ทัวร์ 5 รายการ กล่าวว่า การจัดการแข่งขันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 7 ครั้ง เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นในการช่วยส่งเสริม และพัฒนาวงการกอล์ฟของไทย โดยเฉพาะนักกอล์ฟหน้าใหม่ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และก็ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง แม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี และเจอวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การแข่งขันรายการนี้เกิดขึ้นได้

“ปีนี้เราได้จัดการแข่งขัน เป็นครั้งที่ 8 แล้ว ที่รายการ บุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ จะเป็นอีกเวทีที่จะช่วยพัฒนาและให้โอกาสนักกอล์ฟได้พัฒนาฝีมือ เพื่อขึ้นมาทดแทนนักกอล์ฟรุ่นพี่ ผมขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนทุกท่านที่มีส่วนทำให้รายการนี้เกิดขึ้นได้อีกครั้ง ถือเป็นความภูมิใจของผมที่ได้มีส่วนช่วยเหลือในการพัฒนา และสนับสนุนนักกอล์ฟให้ได้พัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกอล์ฟรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาสเหล่านี้ นักกอล์ฟหลายคนที่กำลังทำผลงานดีในระดับนานาชาติ ณ เวลานี้  ต่างก็เคยผ่านรายการบุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ มาแล้ว” 

คุณรังสฤษดิ์ กล่าวว่า สิงห์ ได้มีส่วนสนับสนุน และพัฒนาวงการกีฬาไทยมาอย่างต่อเนื่องในหลายๆ ชนิดกีฬา โดยเฉพาะกีฬากอล์ฟซึ่งถือเป็นกีฬาที่เราให้ความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มต้น มีการพัฒนาในทุกระดับทั้งนักกอล์ฟเยาวชน นักกอล์ฟสมัครเล่น และนักกอล์ฟอาชีพ จนทุกวันนี้ทำให้นักกอล์ฟไทยสามารถก้าวขึ้นไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติหรือในหลาย ๆ ทัวร์ ได้อย่างต่อเนื่อง

“มีคนกล่าวว่าประเทศไทยคือ Golf Factory สามารถผลิตนักกอล์ฟที่มีคุณภาพขึ้นไปเล่นในเวทีนานาชาติได้อย่างต่อเนื่อง สิงห์มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการสนับสนุนนักกอล์ฟ หรือการสนับสนุนการแข่งขัน เช่น ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถผลิตนักกอล์ฟดีๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต ยินดีกับโปรบุญชู เรืองกิจ ด้วยที่ประสบความสำเร็จในการจัดการแข่งขันรายการนี้ เป็นอีกเวทีที่จะเป็นบันได้ปั้นนักกีฬาไทยสู่ระดับโลกอีกด้วย”
สำหรับนักกอล์ฟที่เข้าร่วมแข่งขัน รายการบุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ 2022 นั้น นำโดย พิพัฒน์พง ศิริธนากุลศักดิ์ อดีตแชมป์คนแรกของรายการนี้, ประหยัด มากแสง, ถาวร วิรัตน์จันทร์, ธรรมนูญ ศรีโรจน์, เศรษฐี ประคองเวช, รัชพล จันทวารา, ขวัญชัย แท่นนิล, ธันยากร ครองผา และเด่นวิทย์ เดวิด บริบูรณ์ทรัพย์ นักกอล์ฟดาวรุ่งยอดเยี่ยมออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2021 นอกจากนั้น ยังมีนักกอล์ฟหญิงรับเชิญอีก 5 คน ได้แก่ “โปรสายป่าน” ปัณณรัตน์  ธนพลบุญรัศมิ์, “โปรเบสต์” ปรินดา โพธิ์กัณฑ์, “โปรพราว” ชเนตตี วรรณแสน ที่เพิ่งจะคว้าตั๋วลุยฮอนด้าแอลพีจีเอไทยแลนด์ 2022, “โปรอัน” พรรณภา พลนามอินทร์ และจอง มิน โช  โปรสาวจากเกาหลีใต้ รวมถึง นักกอล์ฟสมัครเล่นรับเชิญ ปรมะ  อิ่มอโนทัย, อัชชา  นามปาน, มารุต  ชื่นชมบูรณ์ และ นิธิศพงศ์ ศรีฉัตรพิรุฬห์

ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1999 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการจัดการแข่งขัน พร้อมกับสร้างและพัฒนานักกอล์ฟไทยขึ้นสู่ระดับนานาติอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับในระดับโลกด้วยการเป็น 1 ใน 23 ทัวร์ที่ได้รับคะแนนสะสมโลก โดยในการแข่งขันฤดูกาล 2022 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 24 นั้น มีโปรแกรมแข่งขันจำนวน 11 รายการ และรอการยืนยันอีก 1 รายการ โดยมีเงินรางวัลให้ชิงรวมทั้งสิ้น 36 ล้านบาท 

ทำเนียบแชมป์ “บุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ”

  • 2021 ภูมิ ภัทโรพงศ์ (-27)
  • 2020 ปวิธ ตั้งกมลประเสริฐ (-23)
  • 2019 อิทธิพัทธ์ บูรณธัญรัตน์ (-26)
  • 2017 นำโชค ตันติโภคากุล (-14 ชนะเพลย์ออฟ)
  • 2016 แดนไท บุญมา (-15 ชนะเพลย์ออฟ)
  • 2015/2 พชร คงวัดใหม่ (-22)
  • 2015/1 พิพัฒน์พง (รัฐธีร์) ศิริธนากุลศักดิ์ (-18)

รายการนี้ยังไม่เปิดให้แฟนกอล์ฟเข้าชมเกมได้ที่สนาม แต่สามารถติดตามผลการแข่งขันได้ทางเว็บไซต์ www.allthailandgolftour.com  และชมการถ่ายทอดสดสองรอบสุดท้าย (วันที่ 29-30 มกราคม) ผ่านระบบ live streaming ทางเฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/AllThailandGolfTour และ ทรูวิชั่นส์ ช่อง ทรู สปอร์ต 5 (684) ตั้งแต่เวลา 13.00 น. จนจบการแข่งขัน

เปิดแผนปี 65 TFEX เดินหน้าพัฒนาสินค้า ส่งเสริมเครื่องมือ ตอบโจทย์ผู้ลงทุน

0

ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เผยแผนปี 2565 มุ่งเพิ่มความหลากหลายสินค้าและบริการ ทั้งต่อยอดสินค้าปัจจุบันและพัฒนาสินค้าใหม่ในกลุ่มที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยน และเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงส่งเสริมบริการและการพัฒนาเครื่องมือซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนบุคคลให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เน้นการขยายฐานผู้ลงทุนร่วมกับสมาชิก พร้อมพัฒนาช่องทางการเรียนรู้ออนไลน์ที่ตอบโจทย์มากขึ้น ทั้งนี้ ปี 2564 TFEX มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 560,653 สัญญา เติบโต 13% สินค้าที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ Silver Online Futures, Gold Online Futures และ USD Futures

รินใจ ชาครพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ TFEX

นางสาวรินใจ ชาครพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) เปิดเผยว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมา TFEX ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการซื้อขายรวม 135,117,308 สัญญา เฉลี่ยวันละ 560,653 สัญญา เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อนหน้า ในส่วนของผู้ลงทุนมีการเติบโตสูงขึ้น 25% โดยบัญชีซื้อขายอยู่ที่ 270,494 บัญชี สำหรับสินค้าหลักนั้น ได้แก่ Stock Futures มีสัดส่วนการซื้อขาย 52% ของปริมาณการซื้อขายรวม SET50 Futures 35% และ Gold Online Futures 8% นอกจากนี้ เนื่องจากปีที่ผ่านมาราคาโลหะมีค่าและค่าเงินที่ความผันผวนสูงขึ้น ทำให้สินค้าในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ Silver Online Futures, Gold Online Futures และ USD Futures มีการเติบโตอย่างมากเช่นกัน ประกอบกับที่ TFEX ขยายเวลาการซื้อขาย USD Futures ถึงเที่ยงคืน ส่วนด้านสถานะคงค้าง (Open Interest) ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2564 อยู่ที่ 3,781,930 สัญญาเพิ่มขึ้น 72% จากสิ้นปีก่อนหน้า

สำหรับในปี 2565 TFEX ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการและเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุนและผู้ร่วมตลาด ใน 3 ด้าน ได้แก่

1) เพิ่มความหลากหลายสินค้าและบริการ ทั้งการปรับปรุงสินค้าและบริการที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับความต้องการผู้ลงทุน และพัฒนาสินค้าใหม่ เช่น กลุ่มที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

2) เพิ่มสภาพคล่อง โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มสภาพคล่องในสินค้าต่าง ๆ ในกระดานหลักโดยเฉพาะ SET50 Options และ Stock Futures รวมถึงส่งเสริมผู้พัฒนาระบบและสมาชิกในการพัฒนาเครื่องมือในการซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนบุคคล เพื่อให้เกิดความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โปรแกรมการซื้อขาย Options และบริการของสมาชิกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการส่งคำสั่งซื้อขายแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

3) เพิ่มศักยภาพและขยายฐานผู้ลงทุน สนับสนุนสมาชิกในการขยายฐานผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมุ่งให้การเปิดบัญชีซื้อขายออนไลน์ (e-Onboarding) ทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น รวมถึงพัฒนา Content ใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมความรู้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผ่าน www.TFEX.co.th และ Digital Channel ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงได้ง่าย ครบวงจร และตอบโจทย์มากขึ้น

ผู้สนใจซื้อขายสามารถติดต่อบริษัทสมาชิก TFEX หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.TFEX.co.th โทร 0 2009 9999

AWC เอาใจคนรักสุขภาพ ปล่อยแคมเปญพิเศษ มอบสิทธิประโยชน์ผ่านโรงแรมในเครือฯ ทั่วไทย

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ปล่อยแคมเปญสุดพิเศษ “AWC Infinite Lifestyle Holistic Well-Being Series” เน้นกลุ่มเป้าหมายเอาใจคนรักสุขภาพที่มาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากมายผ่านบริการจากโรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำในเครือ AWC ทั่วประเทศ เพียงแสดงสถานะสมาชิก “AWC Infinite Lifestyle” (ทุกระดับสมาชิก) ก่อนการใช้บริการ ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับสิทธิประโยชน์ออนท็อปกับโปรแกรมที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายตามที่ลูกค้าต้องการ โดยออกแบบโปรแกรมใหม่ทุกสัปดาห์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เต็มอิ่มไปกับสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับผู้ที่ใส่ใจในเรื่องการดูแลตัวเอง สู่การมีคุณคุณภาพชีวิตที่ดี (Well-Being) จากทั้งภายในสู่ภายนอก ผ่านประสบการณ์สุดพิเศษจากทางโรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำในเครือ AWC ใน 6 เมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ กับแคมเปญ “AWC Infinite Lifestyle Holistic Well-Being Series” ด้วยการดีไซน์รูปแบบแพ็กเกจเพื่อตอบโจทย์คนรักการดูแลสุขภาพ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ด้านสังคม ด้านอาหารการกิน และด้านอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ในเรื่องของห้องพัก เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ บริการสปาและทรีตเมนต์เพื่อสุขภาพและการผ่อนคลาย รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่จะช่วยเพิ่มสีสันในช่วงวันหยุดพักผ่อนให้เต็มไปด้วยความสุข พร้อมคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นกับสิทธิประโยชน์ออนท็อปในสัปดาห์พิเศษเมื่อซื้อโปรโมชั่นหรือแพ็กเกจ AWC Infinite Lifestyle Holistic Well-Being Series ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละโรงแรมไม่ซ้ำกันตลอดระยะเวลาของแคมเปญ เริ่มต้นตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป เพียงแสดงสถานะสมาชิก “AWC Infinite Lifestyle” (ทุกระดับสมาชิก) กับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ

พบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษในสัปดาห์นี้จากโรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ กับแพ็กเกจห้องพักราคาเริ่มต้นที่ 6,099++ บาท/ห้อง/คืน รวมอาหารเช้า และเซ็ตอาหารค่ำเพื่อสุขภาพ พร้อมทรีตเมนต์สปา 60 นาที สำหรับ 2 ท่าน โดยสามารถจองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2565 สิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก “AWC Infinite Lifestyle” (ทุกระดับสมาชิก) รับฟรีทันทีของที่ระลึกพิเศษจากทางโรงแรม เมื่อเข้าพักตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มกราคม 2565 เพียงแสดงสถานะสมาชิกผ่านแอปพลิเคชัน AWC CONNEXT สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02-088-5666

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิก “AWC Infinite Lifestyle” ได้ง่ายๆ เพียงสมัครและลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน AWC CONNEXT ที่มีให้บริการจากทั้งระบบ iOS และ Android รวมถึงสามารถติดตามสิทธิประโยชน์พิเศษจากแคมเปญ “AWC Infinite Lifestyle Holistic Well-Being Series” ในแต่ละสัปดาห์ได้ทาง Facebook อย่างเป็นทางการที่ Asset World Corporation หรือ Line Official Account ที่ @AWCCircle และเว็บไซต์ www.assetworldcorp-th.com/th/newsroom/news-activities/437/awc-infinite-lifestyle-holistic-well-being-series

ตรุษจีนมีเฮ คนเลี้ยงหมูยืนราคา 110 บาท ต่อเนื่องตลอดก.พ.

0

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกันของผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ มีมติให้รักษาระดับราคาจำหน่ายสุกรขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มเกษตรไว้ที่ไม่เกิน 110 บาทต่อกิโลกรัม ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 โดยราคาจำหน่ายปลีกเนื้อสุกรชิ้นส่วนสะโพก หัวไหล่ ในห้างค้าปลีกราคา 175-185 บาทต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกัน ในการหารือร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกลุ่มฟาร์มสุกรครบวงจร โรงเชือดและแปรรูปสุกร เห็นชอบให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน เพื่อยืนราคาสุกรขุนไว้เช่นนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2565

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

“ผู้เลี้ยงหมูทุกคน พร้อมใจกันคงราคาหมูเป็นไว้ที่กิโลกรัม 110 บาท เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะในเทศกาลตรุษจีน ที่พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อหมูเป็นของไหว้เจ้า เพื่อร่วมลดรายจ่ายของประชาชน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนโครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot16 จำหน่ายหมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 150 บาท ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เกษตรกรเข้าใจพี่น้องคนไทยในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ขณะเดียวกันเราไม่อยากตกเป็นจำเลยสังคม ว่าเป็นสาเหตุของปัญหาราคาเนื้อหมูที่แพงขึ้น ทั้งๆที่ทุกคนร่วมกันรักษาราคาหน้าฟาร์มไว้เป็นสัปดาห์ที่ 3 แล้ว จึงไม่อยากให้มีการฉวยโอกาสปรับเพิ่มราคาขายปลีกเนื้อหมู ซึ่งเป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภค” น.สพ.วิวัฒน์ กล่าว

ขณะนี้ภาคผู้เลี้ยงกำลังเร่งปรับปรุงฟาร์มกลับเข้าเลี้ยงสุกรรอบใหม่ เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตสุกรเข้าระบบให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามเกษตรกรยังคงต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดในสุกร ตลอดจนการจัดหาแหล่งเงินทุนหรือเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจำเป็นต่อการฟื้นฟูการผลิตให้พร้อมที่สุด ด้วยระบบการจัดการและการป้องกันโรคตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเลี้ยง และสร้างความเชื่อมันให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรขอให้ภาครัฐเร่งปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศ ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ เพราะเป็นปัจจัยลบต่อความมั่นใจของภาคผู้เลี้ยง และฉุดรั้งการแก้ปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้