Home Blog Page 346

‘เศรษฐี’ เฉือนหนึ่งแต้ม ซิวแชมป์สวิง บุญชู เรืองกิจ ที่แรนโช ชาญวีร์

0

เศรษฐี ประคองเวช นักกอล์ฟวัย 27 ปีจากชลบุรี คว้าแชมป์ออลไทยแลนด์รายการที่สามในอาชีพหลังจบสกอร์รอบสุดท้ายอีก 3 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสี่วัน 20 อันเดอร์พาร์ 264 เฉือน นิรันดร์ แซ่อึ้ง หนึ่งสโตรก ในแมตช์เปิดฤดูกาลออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2022 รายการบุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ ครั้งที่ 8 ชิงเงินรางวัลรวม 4 ล้านบาท ณ สนามแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี่คลับ ระยะ 6,949 หลา พาร์ 71 อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อ 30 ม.ค.65

บุญชู เรืองกิจ โปรกอล์ฟระดับตำนานของเอเชีย ร่วมกับ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, การกีฬาแห่งประเทศไทยและกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ พันธมิตรผู้ร่วมสนับสนุน จัดการแข่งขันรายการบุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ ครั้งที่ 8 ชิงเงินรางวัลรวม 4 ล้านบาท เป็นแมตช์เปิดฤดูกาลออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2022  จัดแข่งขันตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระหว่างวันที่ 27-30 มกราคม 2565 ณ สนามแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี่คลับ ระยะ 6,949 หลา พาร์ 71 อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ผู้ชนะจะรับเงินรางวัลไปครอง 600,000 บาท และคะแนนอันดับโลก 5 แต้ม

เศรษฐี ประคองเวช

การแข่งขันรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา เศรษฐี ประคองเวช นักกอล์ฟวัย 27 ปีจากชลบุรี ซึ่งออกสตาร์ตด้วยการนำ 2 สโตรกเปิดฉากด้วยเบอร์ดี้ตั้งแต่หลุมแรก ตามด้วยเบอร์ดี้ที่หลุม 5 ก่อนไปเสียโบกี้ที่หลุม 6 เข้าเก้าหลุมหลังเก็บอีกสองเบอร์ดี้ที่หลุม 12 และหลุม 13 ก่อนจบสกอร์รอบสุดท้าย 3 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสี่วัน 20 อันเดอร์พาร์ 264 คว้าแชมป์โดยเฉือนชนะ นิรันดร์ แซ่อึ้ง นักกอล์ฟวัย 26 ปีจากนครปฐม เพียงสโตรกเดียว โดยในรอบสุดท้าย นิรันดร์ ตีเข้ามา 4 อันเดอร์พาร์ 67 จาก 4 เบอร์ดี้แบบไม่มีโบกี้

เศรษฐีซึ่งตลอดทั้งสัปดาห์เสียโบกี้ไปเพียง 4 หลุมเปิดเผยหลังจบการแข่งขันว่า “ผมคิดว่าไดร์ฟเวอร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผมไม่เสียแต้มในสัปดาห์นี้ ส่วนในรอบสุดท้ายก็มีรู้สึกกดดัน รู้สึกตื่นเต้น มีเพรสเชอร์บ้างตั้งแต่ออกไป แต่ก็พยายามเล่นตามเกมตัวเอง ควมคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ พยายามคอลโทรลช็อตให้แน่นอนที่สุด ก็ทำได้ดีโดยเฉพาะทีช็อตที่ไม่เสียเลย ทำให้มีโอกาสทำแต้มได้ด้วย แต่ก็ยังมีพัตต์ใกล้ๆเยอะคระบ”

แชมป์รายการนี้รับเงินรางวัลไปครอง 600,000 บาท นับเป็นการคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์รายการที่สามในอาชีพของ เศรษฐี ต่อจากชัยชนะที ชาเทรียม กอล์ฟ รีสอร์ท สอยดาว จังหวัดจันทบุรี เมื่อปี 2019 และ บลูแคนยอน คันทรี่คลับ แคนยอนคอร์ส ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนกันยายน 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งนักกอล์ฟหนุ่มจากชลบุรีกล่าวว่า “โปรบุญชู เรืองกิจ ก็เป็นตำนานของโปรไทยเลยครับ แค่ได้มาเล่นรายการที่โปรบุญชูจัดก็ถือว่าเป็นเกียรติ นับเป็นรายการที่สร้างโอกาสให้นักกอล์ฟรุ่นใหม่ๆได้มีโอกาสก้าวไปในระดับโลก สำหรับชัยชนะครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ก่อนเลยครับ เป้นแรงผลักดันที่ดีที่สุดครับ”

สรุปผลบุญชู เรืองกิจ แชมเปี้ยนชิพ ครั้งที่ 8 รอบสุดท้าย (สนามพาร์ 71)

  • 264  เศรษฐี ประคองเวช 65-66-65-68 (เงินรางวัล 600,000 บาท)
  • 265  นิรันดร์ แซ่อึ้ง 67-65-66-67 (เงินรางวัล 380,000 บาท)
  • 266  กัมลาศ นาเมืองรักษ์ 70-63-65-68 (เงินรางวัล 220,000 บาท)
  • 268  แสงชัย แก้วเจริญ 70-66-68-64, นิติธร ทิพย์พงษ์ 65-70-67-88 (เงินรางวัลคนละ 146,000 บาท)
  • 269 เอกปริษฐิ์ หวู่ 67-64-70-68 , ดลภัทรไชย นิยมชน 64-65-71-69 (เงินรางวัลคนละ 101,000 บาท)
  • 270  จักรพันธ์ เปรมสิริกรณ์ 68-62-70-70, ศรัณย์ ศิริธร 68-66-66-70 (เงินรางวัลคนละ 81,600 บาท)
  • 271  กฤตชยพล สินไชย 72-64-69-66, ขวัญชัย แท่นนิล 68-69-68-66, รัชพล จันทวารา 67-67-67-70,ประหยัด มากแสง 66-67-67-71 (เงินรางวัลคนละ 68,400 บาท)
  • 272  สาริศ สุวรรณรัตน์ 69-67-69-67, นพรัฐ พานิชผล 69-66-67-70 (เงินรางวัลคนละ 59,500 บาท)
  • 274  พิพัฒน์พง ศิริธนากุลศักดิ์ 69-70-69-66, กิตติธีร์ ป้องบุญมี 68-69-70-67, พล เขมรัตน์ 69-66-70-69, ณัฐพงค์ รัชธร 68-68-67-71 (เงินรางวัลคนละ 52,650 บาท)

นำเข้าหมูนอก.. เสี่ยงได้ “สารเร่งเนื้อแดง” เป็นของแถม

0

“การนำเข้าหมู” เป็นแนวทางที่ถูกนำเสนอโดยผู้อยู่นอกวงการหมูมาเป็นระยะ ว่าจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาราคาเนื้อหมูแพง  เพื่อให้มีเนื้อหมูเพียงพอกับความต้องการบริโภค  

นับเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับผู้ที่อยู่ในวงการเลี้ยงหมู  เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของโรคต่างถิ่นที่อาจปนเปื้อนเข้ามากระทบหมูของไทย และผู้บริโภคยังมีความเสี่ยงจากการต้องรับสารอันตรายอย่างสารเร่งเนื้อแดงอีกด้วย

หากเนื้อหมูที่นำเข้ามีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ (Beta-Agonist) เช่น เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) ซัลบูทามอล (Salbutammol) และแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญที่ใช้ในยาบรรเทาโรคหอบ หืด ช่วยขยายหลอดลม มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ช่วยให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว และช่วยให้กล้ามเนื้อขยายตัว

 คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เตือนภัยการบริโภคเนื้อแดงที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ว่าหากมีการสะสมเข้าในร่างกายในปริมาณมาก จะทำให้มี อาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ บางรายมีอาการเป็นลม มีอาการทางจิตประสาท และเป็นอันตรายมากสำหรับหญิงมีครรภ์ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และผู้ป่วยโรคไฮเปอร์ไธรอยด์

ขณะเดียวกัน ในปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ ห้ามใช้สารกลุ่มนี้ในการผลิตอาหารสัตว์โดยเด็ดขาด และอย. กำหนดให้อาหารทุกชนิดต้องไม่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ และมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยตามหลักมาตรฐานสากล 

ส่วนภาคผู้เลี้ยงอย่าง สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงหมูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บอกว่า การนำเข้าเนื้อหมู ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก  และต้องพิจารณาในรายละเอียด  โดยเฉพาะในประเทศทางแถบยุโรป สเปน ฮอลแลนด์ หรือรัสเซีย ที่แม้จะปลอดจากสารเร่งเนื้อแดง แต่ประเทศเหล่านี้ก็มีการระบาดของ ASF ทั้งสิ้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง จีน เวียดนาม ก็ยังมีการระบาดของ ASF ยกเว้นบริษัทใหญ่ที่มีระบบการเลี้ยงที่มีความเข้มงวดในการป้องกัน ที่หมูปลอดจากโรคนี้และไม่ได้รับความเสียหาย

การนำเสนอให้นำเข้าเนื้อหมู ชิ้นส่วน รวมถึงหมูแปรรูปจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะเมื่อมีเริ่มต้นครั้งแรก ก็เป็นไปได้มากที่ไทยต้องเปิดให้นำเข้าตลอดไป และมีโอกาสที่จะส่งเข้ามาไม่จำกัด (ขนาดว่ายังไม่มีนโยบายให้นำเข้า ก็มีการลักลอบนำเข้าอย่างเป็นล่ำเป็นสัน) 

นั่นหมายความว่า เกษตรกรที่มีการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเดียว คงถึงคราวพังราบเป็นหน้ากลอง เพราะต้องรับกับภาระขาดทุนจากภาวะหมูล้นตลาด เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้  แน่นอนว่าถ้าเวลานั้นมาถึง แม้จะเป็นอาชีพเดียวที่มี คงถึงเวลาที่เกษตรกรถอดใจพากันละทิ้งอาชีพไปอย่างแน่นอน  และผู้บริโภคไม่แคล้วต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารโปรตีนตลอดไป

การนำเข้าหมู แม้จะมุ่งประสงค์เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น  แต่หากมองถึงผลกระทบที่อาจตามมาข้างต้น กลับกลายเป็นปัจจัยที่สร้างปัญหาในระยะยาว  โดยเฉพาะกับเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยที่จะไม่มีความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่ผู้บริโภคต้องเสี่ยงกับความไม่ปลอดภัยในอาหาร

ผลของการนำเข้าดูจะได้ไม่คุ้มเสีย ไม่ต่างกับวัวพันหลัก

อธิบดีกรมชลประทาน ร่วมบรรยาย “น้ำและการบริหารจัดการ หัวใจสำคัญในการพัฒนาเกษตร”

0

ผู้สื่ิอข่าวรายงานว่า​ วันนี้ (28 ม.ค.65) นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “น้ำและการบริหารจัดการ หัวใจสำคัญในการพัฒนาเกษตร” ในการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1 ของสถาบันเกษตราธิการ ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ขับเคลื่อนงานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี และแผนแม่บทที่สำคัญของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานอย่างสมดุล และบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการพัฒนารูปแบบและแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือภัยพิบัติด้านน้ำ นอกจากนี้ ยังได้กำหนดนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM หรือ สานพลังน้ำเป็นหนึ่งเพื่อทุกคน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรอัจฉริยะ เพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรมและบรรลุตามเป้าหมายในระดับนโยบายต่อไป

ในการนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ยังได้นำเสนอแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจหลักและสำคัญของกรมชลประทาน โดยในช่วงฤดูแล้งได้ดำเนินงานตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการ รวมทั้งการเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้งได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังเดินหน้ามาตรการจ้างแรงงานชลประทาน ปี 2565 ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ให้มีรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร โดยในปีนี้ตั้งเป้าการจ้างแรงงานสร้างรายได้ให้เกษตรกร 75,000 คน

สำหรับช่วงฤดูฝน กรมชลประทาน มีมาตรการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้ปริมาณน้ําต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอสําหรับการใช้น้ำตลอดช่วงฤดูฝน และสํารองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดทั้งปี และส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝน โดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก พร้อมบริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และกักเก็บน้ำในเขื่อนให้มากที่สุด รวมทั้งวางแผนและเตรียมความพร้อมบรรเทาอุทกภัยด้วย

พัฒนา Gen Z แบบ “From Zero to Hero” จากค่ายเยาวชน Creative AI Camp สู่รากฐานพัฒนาประเทศ

0

กลุ่ม Gen Z เยาวชนที่ปัจจุบันยังอยู่ในวัยเรียนไปจนถึงกลุ่มเพิ่งเริ่มต้นทำงาน (First jobber) นับเป็นกำลังสำคัญที่จะเติบโตสู่การขับเคลื่อนประเทศในอนาคต การพัฒนา Gen Z ให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกในอนาคต จึงนับเป็นการสร้างรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศ

ค่าย Creative AI Camp ค่ายเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ ปวช. จัดโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP ALL และพันธมิตร นับเป็นอีกค่ายหนึ่งที่มุ่งมั่นมอบทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทักษะด้านการ “คิดภาพใหญ่” และคิดแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning) ให้แก่กลุ่ม Gen Z จากไม่มีพื้นฐาน สู่การเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ไอเดียพัฒนา AI ที่น่าสนใจและต่อยอดได้จริง หลังดำเนินงานจัดค่ายมา 4 ปี เหล่าพันธมิตรภาคเอกชน ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีให้แก่เยาวชน เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง

กานต์ ประพฤติชอบ ผู้ก่อตั้ง Ambient Group ผู้ออกแบบ ผลิตซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่และกลไกทางด้านโรโบติกส์ หนึ่งในพันธมิตรจัดค่าย Creative AI Camp กล่าวว่า เยาวชนในปัจจุบันหรือกลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับโลกดิจิทัล (Digital Native) อยู่แล้ว มีขีดความสามารถที่อาจจะพัฒนาองค์กร พัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีได้ดียิ่งกว่าคนรุ่นก่อนหน้า การจะหล่อหลอมหรือพัฒนาเยาวชนกลุ่มนี้ ต้องให้ข้อมูลทั้งเชิงความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางแก้ไขปัญหา เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ที่จะต้องเข้าไปช่วยเขาลับคม เพิ่มเติมประสบการณ์ Creative AI Camp ถือเป็นค่ายหนึ่งที่พยายามช่วยให้เด็กๆ แหลมคมมากขึ้น โดยนำโจทย์ที่องค์กรขนาดใหญ่เจอจริงๆ ในภาคธุรกิจ มาขัดเกลา เรียนรู้ด้านการนำ AI มาช่วยแก้ปัญหา

“วันนี้ทุกคนพูดว่า ข้อมูล หรือ Data คือสินทรัพย์ใหม่ เทียบได้กับทอง เพชร น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติในอดีต ถ้าเรามี Data อย่างเดียว แต่วิเคราะห์ หรือทำ Data Analysis ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ โลกยุคใหม่นั้น ทักษะ Data Analysis จะเทียบเท่ากับรถขุดเหมืองหรืออุปกรณ์เจียระไน ที่จะทำให้สินทรัพย์ใหม่ที่เรามีอยู่ในมือ กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น และนี่คือหนึ่งในองค์ความรู้ที่เราต้องมอบให้กับเยาวชนเพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ” กานต์ ระบุ

ไพโรจน์ ร่วมวิบูลย์สุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอโนว์พลัส จำกัด ผู้พัฒนาโซลูชั่นสำหรับการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล (Tech Enabler) หนึ่งในพันธมิตรจัดค่าย Creative AI Camp กล่าวว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะเยาวชนมีหลายอย่าง อาทิ โครงสร้างพื้นฐานและบริการพื้นฐานที่เอื้อต่อการเข้าถึงองค์ความรู้ของเยาวชน ความทันสมัยขององค์ความรู้ แต่ภาพรวมการพัฒนาเยาวชนด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน ยังมีช่องว่างหลายอย่าง เช่น ช่องว่างระหว่างองค์ความรู้ที่เรียนมาในระบบการศึกษากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด ทำให้เมื่อเยาวชนเรียนจบมา อาจมีองค์ความรู้ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ หากต้องการขับเคลื่อนประเทศให้ได้ ต้องสร้างแนวทางให้เยาวชนสามารถเข้าถึงเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อจะได้พัฒนาตัวเองไปได้อย่างถูกต้องด้วย โดยค่าย Creative AI Camp จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้แนวทางเทคโนโลยีที่เป็นที่ต้องการของธุรกิจและสังคมด้วย

ทั้งนี้ ประเมินว่าในอนาคต AI จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทุกอุตสาหกรรม เช่น การเข้าไปสร้างความฉลาดให้กับสิ่งของจนกลายเป็น Device Intelligence การนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ ช่วยตัดสินใจ ให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ การพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาช่วยให้คำแนะนำในการตัดสินใจเสมือนบุคลากรเฉพาะทาง เช่น แพทย์เฉพาะทางที่มีอยู่จำกัด หากมีการพัฒนา AI โดยใช้องค์ความรู้จากแพทย์เฉพาะทาง จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและวิชาชีพที่บุคลากรมีอยู่อย่างจำกัดได้

ดร.ก้องเกียรติ หิรัญเกิด ผู้ก่อตั้ง ซันเพล็กซ์ กรุ๊ป บริษัทผู้พัฒนาผลงานด้าน AR และ VR หนึ่งในพันธมิตรจัดค่าย Creative AI Camp กล่าวว่า เด็กๆ Gen Z เป็นกลุ่มที่ฉลาดมาก สิ่งที่ต้องช่วยเข้าไปเติม คือการมองภาพรวม ให้เด็กๆ เข้าใจภาพกว้างของเทคโนโลยี กระบวนการทำงาน เทคโนโลยีแกนกลาง เช่น AI, Blockchain, Smart Contract, IoT ไม่ใช่แค่รู้ขั้นตอนว่าต้องทำอะไร แต่ต้องเข้าใจว่าทำไมต้องทำแบบนั้น ไม่ไปกำหนดจินตนาการของเขา ให้เขามีส่วนร่วมในการคิด แล้วเตรียมวัตถุดิบในการปรุงอาหารให้เขาอย่างครบถ้วน เพื่อที่เยาวชนจะสามารถเลือกวัตถุดิบไปปรุงเป็นข้าวต้ม ข้าวผัด หรืออาหารชนิดใดก็ได้ตามที่จินตนาการ

“เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา Hard Disk มีขนาดเล็กลงหลายพันหลายหมื่นเท่า เก็บไฟล์ได้ใหญ่ขึ้นเป็นล้านเท่า ในปัจจุบันไปจนถึงอีก 10-20 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีจะยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด ทันทีที่เราหยุด คือเราถอยหลัง ทุกคนเดินแซงเราหมด เด็กๆ จึงต้องแม่นในการมองภาพรวม และตระหนักถึงเรื่อง Lifelong Learning เพื่อให้ปรับตัวทันโลกที่ AI จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราทุกด้านมากยิ่งขึ้น” ดร.ก้องเกียรติ กล่าว

ที่ผ่านมา ซันเพล็กซ์ พยายามส่งเสริมให้ทั้งพนักงาน เด็กฝึกงาน ได้เรียนคอร์สออนไลน์ของสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยีในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด, MIT, มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ เพื่อให้ได้เรียนรู้องค์ความรู้ที่เป็นปัจจุบัน รวมถึงการเป็นพันธมิตรค่าย Creative AI Camp เพื่อส่งเสริมให้เด็กระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและ ปวช.ได้เรียนรู้ด้าน AI อย่างเต็มรูปแบบ

ภาณิน เพียรโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง OZT Robotics ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ AI ครบวงจรสำหรับองค์กร และหนึ่งในพันธมิตรจัดค่าย Creative AI Camp กล่าวว่า เยาวชน Gen Z ในวันนี้ จะกลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนองค์กร และขับเคลื่อนประเทศในวันข้างหน้า โดยเฉพาะด้านดิจิทัลที่ยังต้องการบุคลากรทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจำนวนมากในอนาคต ประเทศยังต้องการบุคลากรมาช่วยกันพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องประยุกต์เข้ากับบริบทประเทศไทยหรือภาษาไทย เช่น การจดจำด้วยเสียง (Voice Recognition) การจดจำด้วยภาพ (Image Recognition)

“ทักษะทางดิจิทัลจะเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเยาวชนยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็นทุกคน แต่ต้องมีตรรกะทางเทคโนโลยี เข้าใจว่าทำไมคอมพิวเตอร์ถึงทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ เหมือนที่เราเข้าใจธรรมชาติว่าทำไมน้ำถึงเดือด เพื่อที่จะได้รู้ว่า จะนำไปต่อยอดอย่างไร” ภาณิน ย้ำ

สำหรับค่าย Creative AI Camp จัดขึ้นโดยบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” มุ่งเน้นให้เหล่าเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้พัฒนาทักษะความสามารถจนกลายเป็น “คนพันธุ์ AI  หัวใจโกะ” (CreativeAIness) วิถีความเป็นมนุษย์ AI สร้างสรรค์ สามารถสร้างสรรค์ AI  ผสมผสานปรัชญาหมากล้อม เพื่อประโยชน์ของสังคม และกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนโลกในอนาคต โดยการจัดงานในปีที่ 4 นี้ มีพันธมิตรและวิทยากรมากกว่า 20 ราย อาทิ คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM), ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากบริษัท โกซอฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไอโนว์พลัส จำกัด, SUNPLEX GROUP, Ambient Group, Data Scientist จากบริษัท AI ชั้นนำในญี่ปุ่น, Amazon Web Service (AWS) ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มคลาวด์และให้บริการระบบคลาวด์ระดับโลก และ บริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสำหรับงานบริการและอุตสาหกรรมแบบครบวงจร

เคอรี่ ผนึก​ แกร็บ ให้บริการ​ “เข้ารับพัสดุถึงหน้าบ้านแบบทันที” เจ้าแรกในไทย เริ่มวาเลนไทน์นี้

0

รายงานข่าว​ เปิดเผยว่า​ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปล่อย 2 บริการใหม่เอาใจลูกค้าประเดิมวันวาเลนไทน์ ด้วยบริการเข้ารับพัสดุทันที (Instant Pickup) และบริการเข้ารับพัสดุตามรอบ (Express Pickup) ซึ่งเป็นบริการเรียกรถเข้ารับพัสดุผ่านเคอรี่ เอ็กซ์เพรส แอปพลิเคชัน ถือเป็นการต่อยอดบริการ Door-to-Door ที่มีอยู่เดิมด้วยการอำนวยความสะดวกในเรื่องของเวลาให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยดึง แกร็บ ประเทศไทย มาเป็นพันธมิตรในการให้บริการลูกค้า เริ่มนำร่องเฟสแรกในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 

นายอเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในช่วงที่ผ่านมาเราพบว่ามีผู้ใช้บริการเคอรี่จำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้บริการไรเดอร์ หรือแมสเซนเจอร์ในการนำพัสดุมาส่งที่สาขาของเคอรี่ เพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญกับรถติด เสียค่าเดินทาง รวมไปถึงประหยัดเวลา  ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้น ทางเคอรี่ เอ็กซ์เพรส จึงได้พัฒนาระบบให้บริการ Door-To-Door ที่ต่อยอดมาจากบริการที่มีอยู่เดิมให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ด้วย 2 บริการใหม่ล่าสุด ดังนี้

1.      บริการเข้ารับพัสดุทันที (Instant Pickup)

2.      บริการเข้ารับพัสดุรายชั่วโมง (Express Pickup)

โดยได้ร่วมกับ “แกร็บ ประเทศไทย” ซึ่งมีจุดแข็งคือมีฐานพาร์ทเนอร์คนขับจำนวนมาก ในการเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรกับเราเพื่อให้บริการในส่วนนี้ ผ่านระบบการเรียกรถเข้ารับผ่าน เคอรี่ เอ็กซ์เพรส แอปพลิเคชัน โดยรูปแบบการให้บริการ ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ เช่น สำหรับผู้ใช้งานที่แพ็กพัสดุเสร็จแล้วต้องการส่งเลยทันที หรือมีข้อจำกัดเรื่องของเวลา สามารถเลือกใช้บริการเข้ารับพัสดุทันที (Instant Pickup) พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บจะเข้ามารับพัสดุภายใน 30 นาที หรือผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่มีรอบในการจัดส่งพัสดุที่แน่นอนอยู่แล้ว ก็สามารถใช้บริการเข้ารับพัสดุตามรอบ  (Express Pickup)  พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บจะเข้ามารับพัสดุทุกชั่วโมง ได้เช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 บริการนี้พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บจะกดรับงานเพื่อเข้ามารับสินค้าและนำพัสดุไปส่งยังเคอรี่ เอ็กซ์เพรส พาร์เซล ช็อป สาขาที่ใกล้ที่สุด โดยคิดราคาค่าจัดส่งพัสดุตามราคาหน้าสาขา ไม่มีบวกเพิ่ม สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการสามารถเข้าไปได้ที่ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส แอปพลิเคชัน จากนั้นเข้าไปที่ฟีเจอร์ “เรียกรถเข้ารับ” เลือก “เข้ารับพัสดุด่วน” และดำเนินตามขั้นตอน พร้อมกดชำระเงิน ทั้งนี้ ใบเสร็จรับเงินจะถูกส่งเข้าอีเมลที่ได้ลงทะเบียนไว้ และในเคอรี่ แอปพลิเคชัน 

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ แกร็บ ประเทศไทย มาร่วมเป็นพันธมิตรในการให้บริการในครั้งนี้ สำหรับเคอรี่ เอ็กซ์เพรส เราคือผู้นำด้านธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนที่ดำเนินธุรกิจในไทยมาแล้วกว่า 15 ปี จุดเด่นของเราทั้งคุณภาพการให้บริการที่ดีเยี่ยม และจำนวนจุดให้บริการที่มีครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 20,000 แห่ง ขณะที่แกร็บ ถือเป็นพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งในด้านแบรนด์ ความรวดเร็วในการจัดส่ง ความน่าเชื่อถือของให้บริการ รวมถึงฐานจำนวนคนขับที่มากที่สุดในไทย สำหรับการบริการในรูปแบบการเข้ารับพัสดุทันที (Instant Pickup) ถือได้ว่าเป็นเจ้าแรกในไทย เมื่อสำรวจถึงความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้ที่มีกว่าหลายหมื่นราย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายเงินเพื่อรับการบริการที่ดีและรวดเร็วที่สุด ช่วยลดปัญหาในการเดินทาง และลดความเสี่ยงในการจัดส่งพัสดุ เราคาดว่าลูกค้าในกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่าแสนรายได้ทันทีหลังการเปิดให้บริการในกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากการบริหารต้นทุนได้ดียิ่งขึ้นนั้น ยังเป็นการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรและความได้เปรียบที่มีอยู่เดิม ทำให้ไม่มีต้นทุนเพิ่ม สามารถสร้างรายได้ส่วนเพิ่มได้ทันที และถือเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนขับของแกร็บเพิ่มขึ้นอีกด้วย”

นายอเลฮานโดร โอโซริโอ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า
“ความร่วมมือระหว่างแกร็บ ประเทศไทยและเคอรี่ เอ็กซ์เพรส ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ในวงการจัดส่งพัสดุที่จะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้บริการเข้ารับพัสดุแบบด่วนบน เคอรี่ เอ็กซ์เพรส แอปพลิเคชัน สำหรับบริการเรียกรถเข้ารับพัสดุของพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บมีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบทันทีหรือแบบตามรอบ ซึ่งจากมาตรฐานการให้บริการและจำนวนจุดให้บริการที่มีครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศของเคอรี่ ประกอบกับจำนวนพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บที่มีนับแสนรายทั่วประเทศ แกร็บเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังสำหรับการนำร่องบริการการเข้ารับพัสดุแบบทันทีในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในครั้งนี้ จะช่วยสร้างประสบการณ์การให้บริการแก่ลูกค้าเคอรี่ที่สะดวก รวดเร็ว และมีราคาที่ย่อมเยา 

ซีพี-เมจิ มอบอุปกรณ์ป้องกันและดับไฟป่า สนับสนุนกรมอุทยานแห่งชาติฯ

0

รายงานข่าว​ เปิดเผยว่า​ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด เดินหน้าโครงการ “ซีพี-เมจิ รักษ์ป่า รักษ์น้ำ รักแผ่นดิน” มอบอุปกรณ์ป้องกันและดับไฟป่า รวมมูลค่า 151,000 บาท สนับสนุนการปฏิบัติงานของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการป้องกันไฟป่า และร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ปกป้องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ร่วมกับ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 สาขาสระบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดกิจกรรมรณรงค์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และป้องกันไฟป่า โดยมี นายนิธิ อาจสมรรถ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 เป็นประธานเปิดงาน พร้อมทั้งรับมอบอุปกรณ์ป้องกันและดับไฟป่า รวมมูลค่า 151,000 บาท จาก นางสาวชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้แทนบริษัทฯ ภายใต้โครงการ“ซีพี-เมจิ รักษ์ป่า รักษ์น้ำ รักแผ่นดิน” ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 สาขาสระบุรี กล่าวว่า ขอบคุณ ซีพี-เมจิ ที่มีส่วนร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ โดยที่ผ่านมา ได้ร่วมกิจกรรมปลูกป่า สร้างฝายชะลอกักเก็บน้ำ โดยการมอบอุปกรณ์ป้องกันและดับไฟป่าให้กับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 สาขาสระบุรีในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ให้สามารถป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ไฟป่า ปัญหาหมอกควันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยในการทำงานมากขึ้น เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ผืนป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น จ.สระบุรี และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาวงจันแดง จ.ลพบุรี ซึ่งผืนป่าอนุรักษ์ทั้งสองแห่ง เป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญ

ด้าน นางสาวชาลินี กล่าวว่า อุปกรณ์ป้องกันและดับไฟป่าที่นำมามอบให้กับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่1 สาขาสระบุรี ในครั้งนี้ ประกอบด้วย เครื่องเป่าลมเป่าใบไม้ชนิดเครื่องยนต์พร้อมอุปกรณ์เสริม 7 เครื่อง เครื่องหาพิกัดดาวเทียม 2 เครื่อง เครื่องชาร์จพร้อมถ่านชาร์จ 6 ชุด เป้เดินป่า 10 ใบ บูทกางเกงกันน้ำคลุมขา 10 คู่ เครื่องตัดหญ้า 4 เครื่อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการปกป้องผืนป่า ลดปัญหาหมอกควันจากไฟป่า ร่วมบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนเป้าหมายเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มุ่งสู่องค์กรปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์

ทั้งนี้ บริษัท ซีพี-เมจิ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พื้นที่อุทยานแห่งชาติสามหลั่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา โดยในปี 2564 ปลูกต้นไม้ไปแล้วรวม 14,000 ต้น บนพื้นที่ 70 ไร่ และในปี 2565 นี้ มีแผนปลูกต้นไม้อีก 16,000 ต้น

ซีพีเอฟ ร่วมยินดีนักกีฬาหมากล้อม คว้าชัยศึกลุยไถ ต่อยอดกิจกรรมพนักงานและครอบครัว

0

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และนางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหาร ทรัพยากรบุคคล เครือซีพี-ซีพีเอฟ ร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬาชมรมหมากล้อม ซีพีเอฟ ได้แก่ นายรวี ชัยมงคล และ นายสาริน นันตากาศ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันหมากล้อมศึกลุยไถ ระหว่าง CPF-PCG ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 – 15 มกราคม 2565 จัดขึ้นโดยสมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย โดยมี นายทนง ไทยวัฒนาพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริการทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ ร่วมด้วย

ทั้งนี้ คณะผู้บริหารร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬา พร้อมชมการสาธิตการเล่นหมากล้อมและกฎกติกาต่างๆ สำหรับหัวใจสำคัญของกีฬาหมากล้อม คือ มีกลยุทธ์ที่ดีและเล่นเพื่อให้ได้พื้นที่ ไม่คิดถึงผลแพ้ชนะเพียงอย่างเดียว ระหว่างเกมผู้เล่นจะได้เรียนรู้ความผิดพลาด และนำโอกาสมาแก้ไขในวันข้างหน้า ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานและการทำธุรกิจได้

นางสาวพิมลรัตน์​ กล่าวว่า CPF ได้จัดตั้งชมรมครอบครัว ซีพีเอฟ รักหมากล้อมขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้พนักงานและบุตรหลาน ได้ฝึกสมาธิ สร้างทักษะการบริหารและวางแผน ในปีที่ผ่านมา ได้จัดสอนหมากล้อมขั้นพื้นฐาน ผ่านระบบออนไลน์ให้แก่พนักงานและบุตรหลานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันจนประสบความสำเร็จคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันหมากล้อมศึกลุยไถ เป้าหมายในปีนี้คือ ผลักดันให้กีฬาหมากล้อมเป็นกิจกรรมที่เข้าถึงง่ายและดึงดูดสมาชิกใหม่ๆ ที่สนใจ โดยจัดสอนในระดับพื้นฐานแก่พนักงานและครอบครัวเป็นประจำทุกสัปดาห์ ยกระดับทักษะการเล่นและเสริมทัพนักกีฬาหมากล้อมซีพีเอฟ ด้วยการจัดแข่งขันภายในบริษัทฯ ระหว่างกลุ่มธุรกิจต่างๆ พร้อมทั้งคัดเลือกพนักงานและบุตรหลานที่มีความสามารถเป็นตัวแทนนักกีฬาของเราต่อไป

“ปัจจุบัน ซีพีเอฟ มีชมรมทั้งสิ้น 14 ชมรม ในการช่วยเสริมสร้างการพัฒนาศักยภาพของพนักงานครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อาทิ ชมรมวิ่ง ชมรมฟุตบอล และชมรมแบดมินตัน, ด้านจิตใจ อาทิ ชมรมบำเพ็ญประโยชน์ ชมรมครอบครัวอบอุ่น ชมรมคนรักสัตว์เลี้ยง และด้านกระบวนการคิด อาทิ ชมรมหมากล้อม ชมรม Coding & Robotic และชมรมการออมและการลงทุน ซึ่งพนักงานสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้มากกว่า 1 ชมรม ตามความต้องการ นอกจากนี้ ยังสามารถเชิญชวนคนในครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมกับบางชมรมได้อีกด้วย เพื่อสร้างความผูกพันกับบริษัทฯ เช่นเดียวกับพนักงาน” นางสาวพิมลรัตน์ กล่าว

กิจกรรมต่างๆ ของชมรม จะเป็นพื้นที่สร้างเครือข่ายและรูปแบบการทำงานใหม่ๆ ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรอันดี โดยผู้บริหารระดับสูงทุกท่านให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ บริษัทฯ ตั้งใจที่จะผลักดันกิจกรรมทั้ง 14 ชมรม ให้เข้าถึงพนักงานในทุกพื้นที่ ไม่เพียงตอบความต้องการของสมาชิก แต่ยังขยายไปยังบทบาทในการทำงานเพื่อสังคมและเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงความสัมพันธ์พนักงานในทุกระดับ เปิดโอกาสให้พนักงานใกล้ชิดผู้บริหาร ได้เห็นและรู้จัก ไม่เพียงแค่มุมของการทำงานเท่านั้น เพราะในชมรมเป็นการอยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็น ดังนั้น การที่เราส่งเสริมให้พนักงานรักกัน มีความสุขที่อยู่ในองค์กร จะทำให้เกิดการบอกต่อถึงบรรยากาศการทำงานขององค์กรให้สังคมภายนอกรู้ และเชิญชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมงานกับเรา

TIPH ลุยซื้อกิจการรวดเดียว 2 บริษัท หนุนธุรกิจประกันภัย

0

ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2565 มีมติอนุมัติให้ บริษัท ทิพย ไอเอสบี จำกัด หรือ TIP ISB ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.99 ดำเนินการเข้าลงทุนในหุ้นสามัญของ บริษัท อะมิตี้ อินชัวร์รันซ์ โบรคเกอร์ จำกัด หรือ Amity โดยการซื้อหุ้นร้อยละ 75 จากผู้ถือหุ้นเดิมของ Amity ด้วยมูลค่าเงินลงทุนไม่เกิน 54.88 ล้านบาท และเข้าลงทุนในหุ้นสามัญของ บริษัท ดีพี เซอร์เวย์ แอนด์ลอว์ จำกัด หรือ DP Survey โดยการซื้อหุ้นร้อยละ 75 จากผู้ถือหุ้นเดิมของ DP Survey ด้วยมูลค่าเงินลงทุนไม่เกิน 115.97 ล้านบาท

ทั้งนี้การเข้าลงทุนในทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อลงทุนในธุรกิจสนับสนุนประกันภัย โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้ คือผลประโยชน์จากการทำงานร่วมกัน (Synergy) ที่มีให้แก่กลุ่มธุรกิจของ TIPH เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจอย่างครบวงจร รวมทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกมิติ อันเป็นการต่อยอด และสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจประกันภัย ซึ่งถือเป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม TIPH

โดยที่ Amity ในปัจจุบันประกอบธุรกิจตัวแทนและนายหน้าประกันวินาศภัย รวมให้บริการงานที่เกี่ยวข้องกับงานสนับสนุนธุรกิจประกันภัย และผลิตภัณฑ์ประกันภัยครบวงจร ขณะที่ DP Survey ประกอบธุรกิจสำรวจอุบัติเหตุและประเมินความเสียหายในธุรกิจประกันวินาศภัย รวมทั้งตรวจสภาพรถยนต์ก่อนทำประกันภัย และบริการสนับสนุนงานประกันภัยแบบครบวงจรเช่นกัน

การเข้าลงทุนในบริษัท Amity และบริษัท DP Survey ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการภายใต้กลยุทธ์ Forward Integration และ Backward Integration ของกลุ่มธุรกิจประกันภัยในคราวเดียวกัน โดยที่ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการได้ทั้ง 2 บริษัทเข้ามาเป็นบริษัทย่อยในกลุ่มของ TIPH ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ให้กับการดำเนินธุรกิจประกันภัยของกลุ่ม TIPH ในระยะยาว เนื่องจาก TIPH ได้วางเป้าหมายให้บริษัท Amity และบริษัท DP Survey เข้ามาสนับสนุนธุรกิจต่างๆ ภายในกลุ่มธุรกิจ (Shared Services) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของ บมจ. ทิพยประกันภัย หรือ TIP ในฐานะบริษัทแกนของกลุ่ม และบริษัทประกันใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านการแยกหน่วยธุรกิจที่มีศักยภาพของ TIP ออกเป็นบริษัทใหม่ (Spin-Off) ด้วย ตามแผนธุรกิจที่ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้นไว้ในการปรับโครงสร้างการถือหุ้นฯ ที่ผ่านมา

“อย่างไรก็ดี เพื่อให้ทั้ง 2 บริษัทสามารถขยายธุรกิจ และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายหลังจากที่บริษัท Amity และบริษัท DP Survey เข้ามาเป็นบริษัทย่อยของกลุ่ม TIPH แล้ว ทั้ง 2 บริษัทจะถูกตั้งเป้าหมายให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 5 ปี ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ TIPH ให้ไว้กับบริษัทย่อยภายในกลุ่ม” ดร.สมพร กล่าวทิ้งท้าย

ทรีนีตี้ แนะลงทุนทองคำ 5% สู้เงินเฟ้อ แอปฯ SAVVYGOLD ออมทองฮอต ยอดดาวน์โหลดพุ่ง

0

นายสัตวแพทย์ ธนัฐ ศิริวรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิทัล แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ จำกัด หรือ DAM เปิดเผยว่า หลังเปิดตัวแอปพลิเคชัน “SAVVY” แพลตฟอร์มในการบริหารความมั่งคั่งของลูกค้าส่วนบุคคลในหลายๆ ผลิตภัณฑ์ผ่านออนไลน์ โดยมีผลิตภัณฑ์การลงทุนตัวแรก คือ ทองคำ (SAVVYGOLD) ซึ่งได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย.ปี 2564 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี มีผู้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันไปแล้วมากกว่า 1,000 ราย โดยยังคงมีความต้องการออมทองคำผ่านแอปพลิเคชัน SAVVYGOLD เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลยังพบว่านักลงทุนที่เข้ามาออมทองผ่าน SAVVYGOLD ส่วนใหญ่มีความต้องการลงทุนแบบ DCA หรือการซื้อทองคำแบบเฉลี่ยราคา โดยซื้อสม่ำเสมอทุกเดือนตั้งแต่เดือนแรกที่เปิดบริการ บางคนซื้อทองเฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง รวมทั้งยังมีนักลงทุนที่ซื้อแบบรายครั้ง คือเมื่อต้องการออมทองก็จะเข้ามาทำรายการซื้อ ถือว่าได้การตอบรับที่ดีมากๆ  สำหรับการเริ่มต้นเปิดตัวเพียงแค่ 3 เดือน ทั้งที่ยังไม่ได้มีการโปรโมทหรือทำการตลาดแต่อย่างใด   

แผนธุรกิจหลังจากนี้ จะเดินหน้าทำการตลาด โดยชักชวนผู้ลงทุนและประชาชนให้มาใช้บริการออมทอง SAVVYGOLD  ผ่านช่องทาง Social Media ต่างๆ รวมถึงหาพันธมิตรที่เป็น Fintech ให้เข้ามาร่วมใช้แพลตฟอร์มออมทอง SAVVYGOLD โดยมีเป้าหมายที่มนุษย์เงินเดือน พนักงานบริษัทต่างๆ และที่สำคัญจากการที่ บริษัท ฮิวแมนิกา จำกัด มหาชน (HUMAN) ผู้ให้บริการ Platform ระบบบริหารงานทรัพยากรบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เข้ามาถือหุ้นใน DAM ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานที่อยู่ใน Platform ของระบบบริหารจัดการของ ฮิวแมนิกาฯ จำนวนมากถึง 2-3 ล้านคน ทำให้เห็นถึงโอกาสในการร่วมมือและต่อยอดธุรกิจ โดยนำเสนอ  SAVVYGOLD ให้พนักงานในบริษัทต่างๆ เหล่านี้ ได้ใช้บริการออมทองกับ SAVVYGOLD

นอกจากนี้ ยังมีแผนจะพัฒนา SAVVYGOLD ให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ใช้บริการมีประสบการณ์ที่ดี และเกิดการบอกต่อชักชวนกันให้มาใช้บริการออมทองกับ SAVVYGOLD มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะพัฒนา Feature อื่นๆ เพิ่มเติมที่ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์การลงทุนของผู้คนในยุควิถีใหม่ (New Normal)    

“เราต้องการให้คนไทยมีเงินออมมากขึ้น ผ่านการออมทองคำ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่เข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งได้ SAVVYGOLD มาช่วยก็จะทำให้การออมทองทำได้สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องเดินทางไปซื้อทองที่ร้าน ที่สำคัญเริ่มต้นออมทองได้เพียงมีเงินแค่  50 บาทเท่านั้น ทำให้เห็นว่าแม้มีเงินน้อยก็สามารถค่อยๆ สะสมความมั่งคั่ง ในระยะยาวได้  จะขายคืนก็สะดวก เพราะทำผ่าน Application ได้เลย โดยนักลงทุนจะไปรับทองคำที่ร้านขายทองที่สาขาใกล้บ้าน หรือจะให้จัดส่งทองคำถึงบ้านก็ทำได้ โดยมีการประกันการจัดส่ง เพื่อการันตีว่าทองคำจะไปส่งถึงบ้านของลูกค้าจริงๆ”

ทั้งนี้ แอปฯ SAVVYGOLD เกิดขึ้นจากความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง DAM,  บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัดและบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (โกลด์ฟิวเจอร์ส) มาอย่างยาวนาน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าหรือนักลงทุนรายย่อยให้สามารถเข้าถึงการลงทุนในทองคำได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้งานง่าย พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงอย่างเทคโนโลยี Blockchain โดยการใช้บริการ SAVVYGOLD สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เปิดบัญชีเพื่อการลงทุน และภายหลังยืนยันตัวตนแล้ว สามารถเริ่มลงทุนได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สามารถออมทองได้ เริ่มต้นด้วยเงินเพียง 50 บาท โดยทองคำที่นักลงทุนมีคำสั่งซื้อจะถูกจัดเก็บในตู้นิรภัย ภายใต้การดูแลของ BRINKS ผู้เก็บรักษาทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก  

ด้านนางสาวณัฐฑี จุฑาวรากุล กรรมการและผู้บริหาร บริษัท คลาสสิก โกลด์ จำกัด กล่าวว่า การลงทุนทองคำช่วยป้องกันผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในภาวะเศรษฐกิจหดตัว นับว่าทองคำเป็นตัวช่วยป้องกันความเสี่ยงชั้นเลิศ และสามารถเก็งไรในการลงทุนระยะสั้นได้อีกด้วย โดยสถานการณ์ราคาทองคำในปัจจุบันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น โดยมีสาเหตุมาจากแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงที่มีมากขึ้นและเปลี่ยนมาถือสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนแนวโน้มราคาทองคำในระยะยาวจะต้องเฝ้าดูการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์และขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ รวมถึงอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ

นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนหรือการเก็บสะสมทองคำสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่เริ่มได้รับความนิยมในต่างประเทศ คือ การซื้อเก็บสะสมในรูปแบบ digital gold หมายถึงการที่ลูกค้าสามารถซื้อขายทองคำแท่ง ทำธุรกรรมแบบออนไลน์และมีทองคำที่ลูกค้าเป็นเจ้าของเก็บในตู้นิรภัยซึ่งดูแลโดยบุคคลที่สาม โดยลูกค้าสามารถเลือกที่จะขอให้จัดส่งทองคำไปของลูกค้าไปที่บ้านในภายหลังหรือเลือกที่จะรับเป็นทองรูปพรรณหรือทองคำแท่งจากร้านทองพันธมิตรใกล้บ้านของลูกค้าในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนี้ การลงทุนในรูปแบบ digital gold ยังมีข้อได้เปรียบทั้งในเรื่องของความปลอดภัย ต้นทุนการเก็บรักษาและมีประภัยสำหรับการสูญหาย เมื่อลูกค้าต้องการขายเปลี่ยนเป็นเงินสด ยังสามารถทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ลูกค้าสามารถซื้อทองคำในจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยและเก็บสะสมจนถึงปริมาณทองคำที่ต้องการ

ด้านฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ แนะนำลงทุนควรมีทองคำอยู่ในพอร์ตการลงทุนด้วย จะทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี และช่วยกระจายความเสี่ยงได้ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีทิศทางการเคลื่อนไหวไปคนละทางกับสินทรัพย์หลักๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ และ Crypto Currency หรือสินทรัพย์อื่นๆ นอกจากนี้ ราคาทองคำในระยะยาวยังสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ รวมถึงในยามที่เกิดวิกฤติทองคำก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่วางใจได้มากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดโควิด -19 การเร่งตัวของเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก  การกระจายสินทรัพย์เพื่อลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์ เพื่อคงการรักษาผลตอบแทน จะเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดสำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้  โดยบล.ทรีนีตี้ แนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำเป็น 5% เพื่อกระจายความเสี่ยง  ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2564 บล.ทรีนีตี้ ได้เข้าไปร่วมลงทุนใน DAM มูลค่าเงินลงทุน 5 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้น 18.03% ถือเป็นกลยุทธ์ทำธุรกิจของบริษัทฯ ที่มีนโยบายส่งมอบผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เหมาะสมให้กับลูกค้า ด้วยการแนะนำ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และการลงทุนใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้ามีการกระจายสัดส่วนการลงทุน ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงสถานการณ์ 

กรมชลฯ เดินหน้าแก้แล้งลุ่มน้ำยมตอนล่าง สร้างประตูระบายน้ำ 4 แห่งเสร็จปี 65-67

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และนายวรพจน์ เพชรนรชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 ลงพื้นที่ติดตาม 4 โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร พร้อมเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จตามแผน หวังเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำในแม่น้ำยม บรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายชูชาติ เปิดเผยว่า สภาพพื้นท่ี่ตอนล่างของลุ่มน้ำยม ไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน จึงวางแผนดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำตลอดช่วงแม่น้ำยม เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และทำหน้าที่หน่วงชะลอน้ำเพื่อผันน้ำเข้าทุ่งหรือแก้มลิงในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งปัจจุบันกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดประตูเหล็กบานโค้ง จำนวน 5 บาน สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 7.60 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ระยะเวลาในการก่อสร้าง 5 ปี (พ.ศ.2562 –2566) หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 51,375 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2,568 ครัวเรือน ปัจจุบันคืบหน้าแล้ว ร้อยละ 55 ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เร่งรัดการก่อสร้างประตูระบายน้ำให้แล้วเสร็จ ให้สามารถใช้บริหารจัดการน้ำได้ในปี 2565
 
โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดบานเหล็กตรง จำนวน 4 บาน สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 12.60 ล้าน ลบ.ม. ระยะเวลาในการก่อสร้าง 6 ปี (พ.ศ.2562 – 2567) หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 81,111 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 1,412 ครัวเรือน ปัจจุบันคืบหน้าแล้ว ร้อยละ 43 ซึ่งได้สั่งการให้เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำให้แล้วเสร็จ ให้สามารถใช้บริหารจัดการน้ำได้ในปี 2565 นี้เช่นเดียวกัน

โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านวังจิก ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานประตูเหล็กโค้ง จำนวน 5 บาน ระยะเวลาในการก่อสร้าง 8 ปี (พ.ศ.2559 – 2566) หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 37,397 ไร่ มีความคืบหน้าแล้ว ร้อยละ 47 เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสามารถดำเนินการได้ตามแผน จึงได้เร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในต้นปี 2566
 
และโครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายเหล็กชนิดโค้ง จำนวน 5 บาน ระยะเวลาในการก่อสร้าง 5 ปี (พ.ศ.2564 – 2568) หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 28,868 ไร่ ปัจจุบันคืบหน้าแล้ว ร้อยละ 16 เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสามารถดำเนินการได้ตามแผน จึงได้สั่งการให้ปรับแผนงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2567

“ปัจจุบันได้เร่งรัดการก่อสร้างและปรับแผนการก่อสร้างแล้วเสร็จเร็วขึ้น รวมทั้งเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนในขณะที่งานก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ได้สั่งการให้มีการก่อสร้างทำนบดินชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง เชื่อว่าหากประตูระบายน้ำทั้ง 4 แห่ง ดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้มีแหล่งน้ำต้นทุนและเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรอย่างไม่ขาดแคลน เป็นการบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน”