Home Blog Page 345

อ่างฯห้วยน้ำรี และเขื่อนผาจุก แล้วเสร็จสมบูรณ์ ชป.เร่งเครื่องก่อสร้างระบบส่งน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน, นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ลงพื้นที่ไปติดตามผลความคืบหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ เร่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำในลุ่มน้ำน่าน เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้กับชาวอุตรดิตถ์ได้มีน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรให้กับประชาชนที่ย้ายมาจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ บริเวณนิคมลำน้ำน่าน อำภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีแล้วเสร็จเมื่อปี 2563 มีความจุ 73.70 ล้านลูกบาศก์เมตร และปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 60 หากดำเนินการแล้วเสร็จ มีพื้นที่รับประโยชน์ 53,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 9 ตำบล ได้แก่ ตำบลจริม ตำบลน้ำหมัน ตำบลหาดล้า ตำบลท่าปลา และตำบลร่วมจิต อำเภอท่าปลา ตำบลวังดิน ตำบลบ้านด่าน ตำบลแสนตอ และตำบลหาดงิ้ว อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ และยังเป็นแหล่งแพร่ขยายพันธุ์ปลาน้ำจืด เพื่อสร้างรายได้เสริมแก่ประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย สำหรับงานก่อสร้างระบบส่งน้ำ ถึงแม้จะยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่ขณะนี้สามารถส่งน้ำไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 17,600 ไร่ อาทิ สระวัดประชาธรรม สระวัดห้วยอ้อย สระเก็บน้ำท่าวังโป่ง สระเก็บน้ำโรงพยาบาลท่าปลา เป็นต้น

ทั้งนี้ ได้สั่งการเจ้าหน้าที่เข้าไปอธิบายวิธีการควบคุม และเปิด-ปิด อุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบท่อส่งน้ำ ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำและเน้นย้ำให้ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเข้ามาพัฒนาอาชีพ ยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแผนแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) รวมทั้งปรับแผนงานก่อสร้างระบบส่งน้ำให้แล้วเสร็จสมบูรณ์เร็วขึ้นอีก 1 ปีคือในปี 2567 เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ส่วนโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันการก่อสร้างเขื่อนทดน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำซึ่งมีความคืบหน้าแล้วร้อยละ 35 หากดำเนินแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอลับแล อำเภอตรอน และอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอพรหมพิราม และอำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก รวมพื้นที่ชลประทานได้มากถึง 481,400 ไร่ ประกอบด้วย ระบบคลองส่งน้ำฝั่งขวา มีพื้นที่ชลประทาน รวม 275,700 ไร่ และระบบคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย มีพื้นที่ชลประทาน รวม 205,700 ไร่

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่และผู้รับจ้างร่วมกันแก้ไขปัญหาจุดที่เป็นฟันหลอ 3 จุดในคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย โดยตั้งเป้าหมายในปี 2565 จะสามารถส่งน้ำให้กับเกษตรกรได้ใช้ประโยชน์จากคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย ตลอดช่วงความยาว 50 กิโลเมตร หากดำเนินการก่อสร้างระบบคลองส่งน้ำฝั่งซ้ายและขวาแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยให้พื้นที่เป้าหมาย มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

แม็คยีนส์ จับมือ Class Cafe เปิดประสบการณ์โลกเสมือนแห่งอนาคต “เวลาเวิร์ส”

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ “แม็คยีนส์” ร่วมกับบริษัท คลาส คอฟฟี่ จำกัด เจ้าของร้านกาแฟ Class Cafe ธุรกิจร้านกาแฟ Start Up ที่ประสบความสำเร็จโดยใช้ Data เป็นเครื่องมือ และมทร.อีสาน ได้จัดโครงการ CLASS 3D Velaverse Hackathon การแข่งขันเพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักสร้างโมเดล 3 มิติด้วยโปรแกรม blender เพื่อพัฒนาเมตาเวิร์สภายใต้ชื่อ “เวลาเวิร์ส” (Velaverse) โลกเสมือนแห่งอนาคต เมื่อวันที่ 15 – 16 มกราคม 2565 ณ Class Cafe

สำหรับโครงการ “CLASS 3D Velaverse Hackathon” เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ในจังหวัดนครราชสีมา ได้เข้ามามีบทบาทร่วมกันในการสร้างสรรค์ผลงานโมเดล 3 มิติ เพื่อนำไปต่อยอดใช้ในงาน AR VR MR และ Metaverse ซึ่งก่อนจะที่สร้างสรรค์ผลงานนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการอบรมจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ซึ่งการให้ความรู้ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียนนักศึกษาในการสร้างสรรค์ผลงาน 3D เพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นรายได้ในยุคดิจิทัลที่กำลังมีบทบาทอย่างมากในปัจจุบันนี้

ทั้งนี้ แม็คยีนส์ได้ร่วมสนับสนุนเครื่องแต่งกายให้กับผู้เข้าแข่งขันในการประกวด พร้อมกันนี้ผู้เข้าแข่งขันยังได้รับโจทย์ เพื่อออกแบบร้านแม็คยีนส์ในการประกวดครั้งนี้ ซึ่งพบว่าแต่ละคนสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวและสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของคนรุ่นใหม่จากหลากหลายสถาบัน โดยผลงานและรายชื่อผู้ที่ชนะในการแข่งขัน มีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ชื่อผลงาน MC Jean Station โดย นายชลันธร ท่าหลวง หลักสูตรเทคโนโลยีมัลติมีเดีย สาขาศิลปกรรมและสื่อสร้างสรรค์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมได้นำผลงานเข้าไปประมูลใน CUBI NFT Marketplace

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ชื่อผลงาน Contemporary MC Cube โดย นายภัทรพงศ์ แก้วยอด สาขานิเทศศาสตร์ดิจิตัล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้รับเงินรางวัล 7,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ชื่อผลงาน Simple Shop โดย นายพชรพล นุ่มผักแว่น แผนกศิลปกรรม สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก วิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท และรางวัลชมเชยอีก จำนวน 9 รางวัล โดยได้รับส่วนลดในแอปพลิเคชัน CLASS go มูลค่า 1,000 บาท คนละ 1 รางวัลอีกด้วย

สำหรับจังหวัดนครราชสีมาถือเป็นจังหวัดของประเทศไทย ที่พร้อมเข้าสู่ “เวลาเวิร์ส” ผ่านเทคโนโลยีเมตาเวิร์ส  ซึ่งสอดคล้องกับ “แม็คกรุ๊ป” ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเมตาเวิร์ส  เพื่อเชื่อมประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน  เรียกว่าเป็นขั้นกว่าของ O2O (Online to Offline) ที่เป็นกลยุทธ์หลักของทางบริษัท

ศูนย์ FLEC อวดผลงานแก้ปัญหาประมงไทย พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่แรงงานที่ดี

0

การจัดตั้งศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลา (Fishermen Life Enhancement Center หรือ FLEC) เกิดจากความมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing หรือ IUU) และเพื่อขจัดและป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ในภาคการประมงไทย โดยความสำเร็จการดำเนินงานในระยะที่ 1 ตั้งแต่ปี 2558 – 2563 ได้มีส่วนขับเคลื่อนการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ เพื่อยุติปัญหาการใช้แรงงานทาสในเรือประมง รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติและครอบครัวอย่างมั่นคง ส่งผลให้ศูนย์ฯ ได้รับการยอมรับ เป็นองค์กรต้นแบบการพลังภาครัฐ องค์กรอิสระ และเอกชน แก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ชูความสำเร็จ มาจากการรวมพลังของ 5 หน่วยงานมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของแรงงานและครอบครัวเป็นสำคัญ

นางสาวนาตยา เพชรัตน์ ผู้จัดการศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา ในฐานะกรรมการศูนย์ FLEC กล่าวว่า การดำเนินงาน ศูนย์ FLEC ในระยะที่ 1 (2558-2563 ) ได้บูรณาการความร่วมมือจาก 5 องค์กร ประกอบด้วย องค์การสะพานปลา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (บ้านสุขสันต์) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้คุณภาพชีวิตแรงงานประมง และสมาชิกในครอบครัวของแรงงานดีขึ้น เป็นศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กร เพื่อช่วยเหลือแรงงานบนเรือประมงให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และทำงานในสถานที่ที่ปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงสามารถเข้าถึงสวัสดิการสังคม และสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งการรักษาพยาบาล และการศึกษาของบุตรหลาน รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน นอกจากนี้ ศูนย์ฯ สามารถสร้างเครือข่ายและอาสาสมัคร 6,500 คน ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและนำข่าวสารที่เป็นประโยชน์มาให้แรงงานข้ามชาติ เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์หรือการใช้แรงงานผิดกฎหมายทุกประเภท ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยการแก้ปัญหาและป้องกันการค้ามนุษย์ หรือการใช้แรงงานผิดกฎหมายบนเรือประมง ในจังหวัดสงขลามีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

ปัจจัยความสำเร็จของศูนย์ FLEC เป็นโมเดลการบูรณาการการทำงานแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ และขับเคลื่อนของภาครัฐ องค์กรอิสระ และภาคเอกชน สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถสื่อสารด้วยภาษากับแรงงาน เพื่อให้แรงงานและครอบครัวในอุตสาหกรรมประมงได้รับความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งมีการติดตามและประเมินผลการทำงานทุกปี ช่วยให้ศูนย์สามารถปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมและตามความต้องการของกลุ่มแรงงาน และบรรลุเป้าหมายของศูนย์ฯ ทั้งการให้ความรู้การดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานและการแจกกล่องยาให้แก่ลูกเรือถึงเรือประมง รวมทั้งช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ศูนย์ฯ ได้ปรับรูปแบบโดยเข้าลงไปให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคระบาดให้แก่แรงงานและครอบครัว รวมทั้งมอบอุปกรณ์ป้องกัน หน้ากากอนามัย แอลกอฮอร์เจล เพื่อให้แรงงานสามารถมีชีวิตได้อย่างปลอดภัย

จากการดำเนินงานของศูนย์ FLEC ในระยะที่ 1 ได้ช่วยให้แรงงานและครอบครัวให้ ประมาณ 15,000 คนในจังหวัดสงขลาได้เข้าถึงการช่วยเหลือเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการทำงานของศูนย์ฯ ครอบคลุม การเปิดศูนย์ฯ เพื่อให้บริการด้านต่างๆ แก่แรงงาน ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาลเบื้องต้น การให้คำปรึกษาด้านต่างๆ แก่แรงงานข้ามชาติในการดำรงชีวิตในจังหวัดสงขลา การส่งเสริมดูแลสุขภาพแรงงานที่อยู่บนเรือประมงได้เข้าถึงยาขั้นพื้นฐานกว่า 5,000 รายบนเรือประมงกว่า 100 ลำ นอกจากนี้ มีบุตรหลานแรงงานข้ามชาติ 263 คนได้มีโอกาสเรียนหนังสืออ่านออกเขียนเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าระบบการศึกษา จนถึงสามารถส่งเด็กเข้าเรียนการเข้าเรียนของโรงเรียนรัฐบาลในจังหวัดสงขลาได้ 22 คน ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากแรงงานประมง ประมงเกี่ยวเนื่อง และครอบครัว รวมถึงนายจ้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการให้ความร่วมมือ และเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของศูนย์ฯ อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ศูนย์ FLEC เป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการขจัดปัญหา IUU และการค้ามนุษย์ โดยมีองค์กรในระดับประเทศ และระดับโลก เข้ามาเยี่ยมชมเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานของศูนย์ฯ ขณะเดียวกัน จากความสำเร็จในการดำเนินงานของศูนย์ฯ มีส่วนร่วมช่วยให้สหภาพยุโรปยกเลิกใบเหลืองกรณี IUU Fishing โดยซีพีเอฟได้ร่วมมนำเสนอประสบการณ์เรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจผ่านสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศ ในเวทีการประชุมสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และส่งผลให้ซีพีเอฟได้รับการประเมินจาก Global Child Forum 2020 เป็นธุรกิจที่เคารพสิทธิเด็ก เป็นผลจากความร่วมมือดำเนินงานศูนย์ FLEC อีกด้วย

ทั้งนี้ 5 องค์กรร่วมก่อตั้งศูนย์ FLEC เตรียมสานต่อการดำเนิน ศูนย์ FLEC ในระยะที่ 2 (ปี 2564 – 2568 ) ขยายภาคีเครือข่ายการดำเนินงาน กับ 2 องค์กรชั้นนำ อย่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท จีอีพีพี สะอาด จำกัด หรือ GEPP เพื่อสานต่อการขับเคลื่อนการต่อต้านการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงาน ทั้งเรื่องสุขภาพอนามัย การสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา การส่งเสริมการเข้าถึงอาหาร เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อลดปริมาณขยะทะเล เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลต่อไป

ออมสินต้อนรับเดือนแห่งความรัก กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 5

0

ธนาคารออมสิน จัดโปรเงินฝาก ต้อนรับเดือนแห่งความรักด้วยบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 5

ไม่เสียภาษี
จ่ายดอกเบี้ยเมื่อฝากครบ 5 เดือน

จุดเด่น เป็นการเก็บเงินไว้ใช้จ่ายทั่วไป เพื่อผลตอบแทนเพื่อเป็นหลักประกัน และเงินสำรองในอนาคต ให้ผู้ฝากควบคุมการใช้เงินได้มากขึ้น อุ่นใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม กับบริการเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ ที่ยังคงเก็บออม และใช้จ่ายได้เมื่อต้องการ พร้อมยังได้รับผลตอบแทน ที่น่าพึงพอใจ บุคคลธรรมดาไม่หักภาษี

คุณสมบัติ

1. บุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป
2. นิติบุคคลทุกประเภท

เงื่อนไขการฝาก

  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลทุกประเภท ไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย
  • เมื่อฝากครบ 5 เดือนนับตั้งแต่วันที่ฝาก ธนาคารจะโอนยอดเงินฝากและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนที่ผู้ฝากแจ้งไว้
  • ใช้สมุดฝากเงินประเภทเผื่อเรียกพิเศษ 5 เล่มเดิมมาฝากเพิ่มได้

การคำนวณและการลงรับดอกเบี้ย

อัตราดอกเบี้ย

  • บุคคลธรรมดา ร้อยละ 0.35 ต่อปี
  • นิติบุคคลไม่แสวงหากำไร ร้อยละ 0.35 ต่อปี
  • นิติบุคคลทั่วไป ร้อยละ 0.25 ต่อปี
  • ส่วนราชการ ร้อยละ 0.25 ต่อปี
  • รัฐวิสาหกิจและองค์การของรัฐ  ร้อยละ 0.25 ต่อปี
  • สถาบันการเงิน ร้อยละ 0.25 ต่อปี
  • สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์การเกษตร ร้อยละ 0.25 ต่อปี

คำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันจากยอดเงินฝาก
ลงรับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดระยะเวลาฝาก โดยโอนเข้าบัญชีเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนระยะเวลารับฝาก

ตั้งแต่วันที่ 1 – 28 กุมภาพันธ์ 2565


เงื่อนไขการถอน

  • ถอนเงินเท่าใดก็ได้
  • ถอนหรือปิดบัญชีก่อนครบระยะเวลาฝากนับตั้งแต่วันที่ฝาก จำนวนเงินที่ถอนจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทเผื่อเรียกตามที่ธนาคารประกาศกำหนด ณ วันถอน

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

  • บุคคลธรรมดาไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย
  • นิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

เมื่อครบระยะเวลาฝาก

จะโอนดอกเบี้ยและยอดเงินฝากเข้าบัญชีเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนที่ผู้ฝากแจ้งไว้

ระยะเวลาเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 1 – 28 กุมภาพันธ์ 2565 หรือจนกว่าวงเงินโครงการเต็ม

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3GevAlP

เปิดแผนปี 65 ‘มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท’ มุ่งตอบแทนคุณแผ่นดิน–พัฒนาคุณภาพชีวิต–สร้างผู้นำเกษตรรุ่นใหม่

0

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เปิดเผยว่า มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท มุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยตลอด 33 ปีที่ผ่านมา ได้น้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2565 นี้ จะมุ่งสร้าง 4 ดี พัฒนา 4 ด้านหลัก คือ ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ด้านขจัดความยากจน ดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย ด้านรักษาสิ่งแวดล้อม ภายใต้เป้าหมาย “สร้างคนดี พลเมืองดี อาชีพดี และชุมชนสิ่งแวดล้อมดี ”

จอมกิตติ ศิริกุล

“ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงาน มูลนิธิฯ มุ่งมั่นตอบแทนคุณแผ่นดิน ตามรอยใต้เบื้องพระยุคลบาท ซึ่งจะเป็นแนวทางของการดำเนินงานในปีนี้ ที่มุ่งเน้น 4 ด้านหลัก สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปีนี้เครือซีพีจัดกิจกรรมร้อยเรียงความดี ในโอกาสดำเนินงานสู่ปีที่ 100 จึงถือโอกาสเชิญชวนร่วมกันทำความดี และมีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการต่างๆ ของมูลนิธิฯ ”

สำหรับผลการดำเนินโครงการและกิจกรรมของมูลนิธิฯ ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลเชิงบวกทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และเกษตรกรในชนบท โดยในปีนี้ มูลนิธิฯ มีแผนสานต่อโครงการที่สำคัญ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเข้าถึงโภชนาการอาหาร สร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดความยากจน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเกษตร การบริหารจัดการเกษตรเชิงธุรกิจ

โครงการด้านเด็กและเยาวชนที่จะดำเนินการปีนี้ อาทิ โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน แก้ปัญหาทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 905 โรงเรียน นักเรียนได้บริโภคไข่ไก่อย่างน้อยคนละ 3 ฟอง/สัปดาห์ หรือคนละ 120 ฟอง/ปี นอกจากนี้ ตั้งเป้านำร่องโรงเรียนตัวอย่างมุ่งสู่การบริหารจัดการในรูปแบบ Social Enterpriseโครงการสนับสนุนทุนการศึกษานักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกับเยาวชนในเมืองและมีศักยภาพในการกลับไปพัฒนาชุมชนตนเอง ปัจจุบันมีเยาวชนในโครงการ 203 คน ประสบความสำเร็จในด้านการศึกษาและประกอบสัมมาชีพ โครงการศูนย์ฝึกอาชีพเยาวชนเกษตร พัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่มีใจรักด้านการเกษตร อีกทั้งเป็นต้นแบบศูนย์ส่งเสริมและสาธิตการพัฒนาเกษตร 4.0 เพื่อเป็นศูนย์สาธิต ถ่ายทอดองค์ความรู้ และขยายผลสู่เกษตรกร รวมถึงฝึกทักษะงานเกษตรแก่เยาวชน เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป โครงการครอบครัวอุปการะในชุมชนวัฒนธรรม ที่ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวที่เป็นพื้นฐานสำคัญของเด็กที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ จากการดำเนินงานกว่า 19 ปี มีเด็กอุปการะร่วมโครงการ 346 คน ดูแลให้เด็กๆ ให้มีครอบครัว ได้รับความรักและความอบอุ่น เกิดการร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดี พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ดีให้สังคม

ด้านการขจัดปัญหาความยากจน มีโครงการศูนย์ฝึกอาชีพเยาวชนเกษตรที่สามารถขยายผลสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร เช่น โครงการหมู่บ้านสหกรณ์ตามพระราชประสงค์ 7 แห่ง เพื่อพัฒนาระบบการทำงานของสหกรณ์ ผู้นำสหกรณ์ ส่งเสริมอาชีพสมาชิก และพัฒนาเยาวชนลูกหลานรักษ์สหกรณ์ โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงแก่ราษฎรในโครงการฯ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 10 เท่า ภายใต้แนวคิด “บวร” โครงการเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ส่งเสริมอาชีพหลากหลาย ให้เกษตรกรมีทางเลือกในการประกอบอาชีพตามความพร้อม มีรายได้หมุนเวียนตลอดปี โครงการพัฒนาอาชีพตำบลปากรอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เพื่อขับเคลื่อนการดำรงชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยเน้นการลดรายจ่าย สร้างรายได้ ส่งเสริมการออม ใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า ควบคู่กับการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งโครงการขับเคลื่อนงานยกระดับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีจากเดิม 12,300 บาท เป็น 44,000 บาท ร่วมกับภาคีเครือข่าย และโครงการการตลาดร้านค้าชุมชน / E Commerce ยกระดับศักยภาพร้านค้าชุมชนในชนบท ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ด้วยการสนับสนุนให้ความรู้ การจัดการร้านค้า และแนวทางธุรกิจขายยุคใหม่ พร้อมให้ชุมชนมีส่วนร่วมนำสินค้ามาขายด้วยช่องทางบน Platform ต่างๆ มีร้านค้าชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 800 ร้านค้า

สำหรับด้านพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย มีโครงการศูนย์เรียนรู้สุขภาพผู้สูงวัย เพื่อผู้สูงอายุและผู้ดูแลมีความรู้พื้นฐานในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม ดำรงชีวิตมีสุขภาวะที่ดี ตลอดจนเกิดวิสาหกิจชุมชน และโครงการซีพีคืนสุขผู้สูงวัยในชนบทห่างไกล เพื่อยกย่องและกตัญญูต่อผู้สูงอายุ บรรเทาความทุกข์ยากของผู้สูงอายุที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ โดยนำร่องพื้นที่จังหวัดนครพนม และเชียงราย

ด้านรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาชุมชนยั่งยืน ได้แก่ โครงการปลูกป่า “อมก๋อย โมเดล” ภายใต้แนวคิด “อมก๋อยโมเดล สร้างอมก๋อยน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้ำ” ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ปกป้องรักษาป่าต้นน้ำในอำเภอ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ 10,000 ไร่ สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน และสร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู ป่าต้นน้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน

เปิดเกณฑ์คุณสมบัติผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เริ่มใช้ต.ค. 65

0

รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 โดยมอบหมายให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ อาทิแบบฟอร์มการลงทะเบียน ทำข้อตกลงความร่วมมือและข้อบังคับ ระยะเวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติ เป็นต้น

สำหรับความจำเป็นที่ต้องเปิดลงทะเบียนรอบใหม่นี้ เนื่องจากที่ผ่านมายังมีกลุ่มตกหล่นที่ไม่สามารถเข้าถึงโครงการและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ข้อมูลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันไม่สามารถสะท้อนข้อมูลของผู้มีรายได้น้อยได้อย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องมีการลงทะเบียนรอบใหม่ในปี 2565 เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุตัวผู้มีรายได้น้อย และทำให้ฐานข้อมูลของประชาชนผู้มีรายได้น้อยเป็นปัจจุบัน

โครงลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เดิมและผู้เข้าข่ายได้รับสิทธิรายใหม่ประมาณ 20 ล้านคน โดยผู้ลงทะเบียนรายใหม่ต้องมีคุณสมบัติ อาทิ

  1. สัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
  2. บุคคลที่ไม่ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการ เช่น ภิกษุ ผู้ต้องขัง ผู้ที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ ข้าราชการ พนักงานราชการผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐ
  3. รายได้ของผู้ลงทะเบียนไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง และรายได้เฉลี่ยของครอบครัวของผู้ลงทะเบียนไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี
  4. ทรัพย์สินทางการเงินของผู้ลงทะเบียนมีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี และทรัพย์สินทางการเงินเฉลี่ยของครอบครัวของผู้ลงทะเบียน มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท/คน
  5. อสังหาริมทรัพย์ของผู้ลงทะเบียนและสมาชิกในครอบครัวตามที่กำหนด เช่น
    • อสังหาริมทรัพย์ของผู้ลงทะเบียน ไม่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรือหากมีหนังสือดังกล่าว เมื่อรวมกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ (ยกเว้นห้องชุด) จะต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่ หรือ 10 ไร่ แล้วแต่กรณี ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
    • อสังหาริมทรัพย์ของผู้ลงทะเบียนและสมาชิกในครอบครัว (1)ไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (2) ไม่มีหนังสือรับรองการทาประโยชน์ และหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรือหากมีหนังสือดังกล่าว เมื่อรวมกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ (ยกเว้นห้องชุด) จะต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 2 ไร่ หรือ 20 ไร่ แล้วแต่กรณี ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  6. ผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่มีบัตรเครดิต ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  7. หนี้สิน ผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่มีวงเงินกู้หรือมีวงเงินกู้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ไม่เกินหลักเกณฑ์
    • วงเงินกู้ที่อยู่อาศัยรวมไม่เกิน 1.5 ล้านบาท
    • วงเงินกู้ยานพาหนะรวมไม่เกิน 1 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิโครงการปี 2565 จะใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าประชาชนจะสามารถเริ่มใช้สิทธิได้เดือน ต.ค.2565 ส่วนวันเปิดให้ลงทะเบียนนั้นรอประกาศอีกครั้ง

กระตุ้นภูมิวินัยการออมด้วย “สลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ฉลองปีใหม่ 2565”

0

“การออม” ด้วยการฝากเงินบัญชีธนาคาร  นับเป็นการสร้างวินัยทางการเงินที่ดี  เปรียบเป็นบันไดขั้นต้นของการสร้างความมั่นคงทางการเงิน  อย่างไรก็ตาม  การออมรูปแบบดังกล่าว  ต้องใช้ระยะเวลา  ตลอดจนความมุ่งมั่นของตัวผู้ออมในการสะสมเงินฝากในบัญชีธนาคาร  เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินของผู้ออม    ทำให้คนจำนวนหนึ่ง หันไปลงทุนในรูปแบบอื่น ที่ให้ผลตอบแทนสูง และใช้เวลารวดเร็วกว่า แต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น

และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่ชอบความตื่นเต้น ท้าทาย  และเสี่ยงโชค  อาศัยเหตุผลนี้ในการเสียเงินซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเล่นหวย  เพื่อหวังลุ้นถูกรางวัลในแต่ละงวดของเดือน  แม้จะมีโอกาสเพียงน้อยก็ตาม

การออมเงินด้วยการซื้อสลากออมสิน จึงป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้นิสัยรักการออม  ด้วยการเพิ่มสิทธิในการถูกรางวัลให้ได้ลุ้นในแต่ละเดือนเช่นเดียวกับสลากกินแบ่งฯ แต่มีความพิเศษตรงที่ เงินต้นของเราจะไม่เสียเปล่าไป แม้จะไม่ถูกรางวัลใดๆ เลยก็ตาม  เมื่อครบกำหนด ก็ได้เงินต้นคืนพร้อมกับผลตอบแทน  ทั้งนี้ สลากออมสิน ถือว่าเป็นรูปแบบการออมที่นอกจากจะไม่มีความเสี่ยงแล้ว ยังสามารถลุ้นรางวัลได้ทุกเดือนอีกด้วย ถือเป็นการส่งเสริมการออมในภาคประชาชน อันเป็นภารกิจหลักของธนาคารออมสิน

ล่าสุด ธนาคารออมสิน ได้ออกแคมเปญ “สลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ฉลองปีใหม่ 2565”  ซึ่งนอกเหนือจากมีรางวัลใหญ่คือ  รางวัลที่ 1 มูลค่า 3 ล้านบาท และรางวัลอื่นๆ  แล้ว  “สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี ฉลองปีใหม่ 2565” ยังได้เพิ่มรางวัลพิเศษรางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 20 รางวัล รวม 20 ล้านบาท มาให้ผู้ซื้อสลากฯ ได้ลุ้นรางวัลอีกด้วย

สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมแคมเปญ ต้องเป็นบุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป  ทำการฝากสลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ในระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2564 – 15 มีนาคม 2565  โดยไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย   ที่สำคัญคือ ผู้ฝากต้องมีบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียก ไว้ใช้เป็นบัญชีคู่โอนสำหรับรับโอนเงินต้นและเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝาก

และ ต้องสมัครใช้บริการ  MyMo  Mobile Banking  เพื่อจะได้ทำธุรกรรมรายการฝาก-ถอน สลากฯ ผ่านแอปฯ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว  ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปติดต่อที่เคาน์เตอร์สาขาของธนาคาร สอดรับการใช้ชีวิตในยุค New Normal เพื่อปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ราคาสลากฯ หน่วยละ 20 บาท อายุสลาก  1 ปี ผู้ฝากสลากฯ มีสิทธิถูกรางวัลทุกเดือนเป็นเวลา 12 เดือน เงินรางวัล ยังได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย

สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ https://www.gsb.or.th/salak/gsb-salak-1yrs/#1563592405015-6695cd5c-768e

สายออมเงิน ต้องรีบจัดบูสเตอร์ลุ้นรางวัล กระตุ้นภูมิวินัยการออมของตัว  เพราะโอกาสแบบนี้ ผู้ออมมีแต่ได้กับได้  พลาดรางวัลเดือนนี้ ก็ยังได้ลุ้นต่อในเดือนถัดไป จนกว่าจะครบอายุสลากฯ โดยที่เงินต้นไม่ได้หายไปไหน   มา มูฟออม กันเถอะ !

ซีพีเอฟ – เอฟไอที โชว์ผลโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ปีที่ 7 เพิ่มผลผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์จากแหล่งไม่รุกป่าไม้

0

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บก​ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร​ จำกัด​ (มหาชน)​ หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟยึดมั่นนโยบายและดำเนินแนวปฏิบัติการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างรับผิดชอบ มีส่วนร่วมลดและป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ เพื่อตอบความต้องการบริโภคอาหารที่มาจากกระบวนการผลิตอาหารที่มีความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซีพีเอฟ ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์​ ​(เอฟไอที)​ ในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถระบุพื้นที่ปลูกได้ เพื่อมีส่วนร่วมยุติการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ควบคู่กับส่งเสริมการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผ่านการดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ตั้งแต่ปี 2558 เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการผลิตสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพิ่มมูลค่าผลผลิต ช่วยให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และร่วมเป็นต้นทางในการผลิตพืชผลทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากผลลัพธ์จากดำเนินโครงการฯ ในปี 2564 ที่ผ่านมา เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น

“โครงการมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตข้าวโพดวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งปริมาณและคุณภาพ ด้วยการใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ต้องบุกรุกป่า สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการบริหารความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับนโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเพื่อพัฒนาคู่ค้า และเกษตรกรให้เติบโตไปด้วยกัน”

ด้านนายวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ เอฟไอที กล่าวว่า จากการดำเนินมาตลอด 7 ปี มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในหลายพื้นที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2564 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ รวม 11,150 ครอบครัวเพิ่มจาก 10,591 ครอบครัวในปีก่อนหน้า ครอบคลุมพื้นที่ปลูก 330,260 ไร่ โดยจังหวัดนครราชสีมาพื้นที่ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของไทย มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ สูงเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา ได้แก่ สระบุรี พะเยา อุทัยธานี เพชรบูรณ์ ตามลำดับ

จำนวนของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น เป็นตัวช่วยสะท้อนถึงผลสำเร็จของโครงการ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น มีผลผลิตมีปริมาณที่สูงขึ้น คุณภาพดีขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง จากการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ โครงการยังช่วยสนับสนุนและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการเก็บเกี่ยวบางส่วนให้กับเกษตรกร เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีการเปิดจุดรับซื้อข้าวโพดใกล้กับแหล่งปลูก เพื่ออำนวยความสะดวกและลดค่าขนส่งในช่วงเก็บเกี่ยว

ที่สำคัญ จากการดำเนินโครงการฯ ปี 2564 ที่ผ่านมา ช่วยให้เกษตรกรสามารถมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับเกษตรกรที่อยู่นอกโครงการฯ โดยฤดูกาลปลูกในปี 2564 เกษตรกรในโครงการฯ มีผลผลิตรวมประมาณ 112,000 ตัน โดยมีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยประมาณ 906 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าเกษตรกรทั่วไปที่มีผลผลิตเฉลี่ย 836 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะเดียวกัน มีส่วนช่วยให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตลดลงจากการใช้ปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันในรูปแบบเกษตรกรแปลงใหญ่

สำหรับในปี 2565 โครงการฯ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรผลิตข้าวโพดวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่รับผิดชอบต่อสังคม และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไม่รุกป่า และปลอดจากการเผา ผ่านการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำในการทำเกษตรแม่นยำ ยกระดับการเพาะปลูกเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ ร่วมเป็นต้นทางการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระยะยาว

ชป.ประกาศผลผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นปี 65 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมเกษตรกรผู้ใช้น้ำ

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2565 รอบตัดสิน ว่า กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน ได้ดำเนินการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำชลประทานร่วมกันระหว่างสมาชิก  เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเกษตรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม  โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกจะเป็นไปตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด คือ 1.ความคิดริเริ่ม 2. ความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ 3.การมีส่วนร่วมของสมาชิก 4.ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน 5.การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ซึ่งในปี 2565 นี้  กลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับกรมชลประทาน

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

อันดับที่ 1 ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง จังหวัดจันทบุรี โครงการชลประทานจันทบุรี สำนักงานชลประทานที่ 9 

อันดับที่ 2  กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแฮต จังหวัดน่าน โครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2

อันดับที่ 3 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานฝายวังยาง โซน 2 จังหวัดร้อยเอ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง สำนักงานชลประทานที่ 6

อันดับที่ 4 กลุ่มบริหารการใช้น้ำคลองด้วน จังหวัดสุพรรณบุรี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว สำนักงานชลประทานที่ 12

โดยกลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง จังหวัดจันทบุรี ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จะเข้ารับรางวัลพระราชทาน ในวันพืชมงคล 2565 ต่อไป

ด้านดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2565 กล่าวเพิ่มเติมว่า  โครงการอ่างเก็บน้ำศาลทราย จังหวัดจันทบุรี  เป็น 1 ใน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีความสำคัญต่อจังหวัดจันทบุรี เนื่องจากเป็นแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางเพียงแห่งเดียว ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนบนของจังหวัด ความจุเก็บกักประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ชลประทานด้านท้ายอ่างเก็บน้ำประมาณ 13,900 ไร่ ส่งน้ำให้กับเกษตรกรโดยการปล่อยน้ำลงตามลำน้ำธรรมชาติ มีฝายทดน้ำ เก็บน้ำไว้เป็นช่วง ๆ เพื่อให้เกษตรกรที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำสูบน้ำไปใช้ทำการ แต่เนื่องจากพื้นที่รับประโยชน์ของอ่างเก็บน้ำศาลทรายส่วนใหญ่อยู่ทางตอนล่าง ทำให้เกษตรกรโดยรอบที่อยู่ทางตอนบนของอ่างฯ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ในช่วงฤดูแล้งได้รับน้ำไม่ทั่วถึง ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและราคาต่ำ

ทั้งนี้ กรมฯ ได้ประสานกับเกษตรกรในพื้นที่ ให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการระบบท่อส่งน้ำบ้านชำตาเรือง เพื่อทำหน้าที่สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำศาลทราย ส่งให้กับพื้นที่ชลประทานตอนบนของอ่างฯ ประมาณ 2,185 ไร่ สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้แก่เกษตรกรที่อยู่ทางตอนบนของอ่างฯได้ ที่สำคัญเกษตรกรในพื้นที่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง มีการจัดตั้งกลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง เพื่อบริหารจัดการน้ำที่ส่งเข้าพื้นที่แปลงเพาะปลูกของแต่ละรายตามรอบเวร จึงทำให้ได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพ ไม่ต่างจากพื้นที่การเพาะปลูกที่อยู่ทางตอนล่างของอ่างฯ นับได้ว่าโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่เอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งตอนบนและตอนล่างของอ่างฯ ได้อย่างเท่าเทียมกัน

GOKOO ผนึก เซ็นทรัล ฉลองตรุษจีนยิ่งใหญ่ เนรมิต “GOKOO Town” พร้อมโมเดลธุรกิจใหม่

0

GOKOO แพลตฟอร์มชั้นนำของกลุ่มชาวจีนในไทย ร่วมกับ “เซ็นทรัล” จัดกิจกรรมใหญ่เฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน รวบรวมอาหารจีน สินค้าพิเศษ งานแสดงศิลปะ ฯลฯ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “โกคู ทาวน์” พร้อมเปิดตัว GOKOO Town Pop Up โมเดลธุรกิจใหม่แห่งแรกในไทย หวังเชื่อมต่อออนไลน์สู่ออฟไลน์ มุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ระหว่าง 28 ม.ค. – 3 ก.พ. ณ เซ็นทรัลพระราม 9 พร้อมเดินหน้าพัฒนา GOKOO ก้าวสู่ “ซูเปอร์แพลตฟอร์ม” ในอนาคต

นายหวัง เจี้ยน ซีอีโอ บริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการ GOKOO เปิดเผยว่า สำหรับแอปพลิเคชัน GOKOO เปิดให้บริการในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2564 ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้มากกว่า 1 แสนคน  โดยในงาน  “เทศกาลอาหารจีน” ครั้งนี้ บริษัทได้เปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ ในรูปแบบของคอนเซ็ปต์ สโตร์  “GOKOO Town Pop Up” อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเชื่อมต่อลูกค้าจากออนไลน์สู่ออฟไลน์ เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ให้เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ของ GOKOO มากยิ่งขึ้น โดยจากนี้บริษัทยังมีแผนเปิดตัว “โกคู ทาวน์” ขยายไปสู่เมืองและประเทศอื่นๆ ในอนาคต

สำหรับการเนรมิตสถานที่จัดงาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ของ “โกคู ทาวน์” นั้น มาจากตำนานเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่ในชื่อ “12 เมืองแห่งเทวโลก” ซึ่งคือเกาะ 12 แห่งที่ลอยบนเทวโลก แต่ละเกาะมีพลังวิเศษของตนเองและมีองค์เทพนักษัตรที่คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ โดยในเทพ 12 องค์นี้ องค์ที่มีหัวธุรกิจมากสุดก็คือ “พญาวานร โกคู” ซึ่งได้ประทานพรให้โลกมนุษย์มีความอุดมสมบูรณ์ พึ่งพาตนเองได้ พร้อมได้ลงมาบนโลกมนุษย์เพื่อสอนเคล็ดลับการปรุงอาหาร หลังจากนั้น ผู้คนในเมืองนั้นจึงได้พัฒนาสูตรเมนูมหัศจรรย์แสนอร่อยมากมายออกมาและเรียกบ้านเกิดของตนเองว่า “โกคู ทาวน์”

เทพทั้ง 12 นักษัตรได้ปกป้องคุ้มครองผู้คนใน GOKOO Town เสมอมา โดยแต่ละปี เทพประจำปีของแต่ละนักษัตร จะลงมาเฉลิมฉลองกับมนุษย์ และได้นำอาหารอร่อยจากโลกมนุษย์กลับไปเพื่อแบ่งปันกับเทพองค์อื่นๆ ซึ่งในปีนี้เทพพยัคฆ์ที่เป็นเทพประจำปีขาล ได้ลงมายัง “โกคู ทาวน์” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองกับผู้คนที่มาจากทั่วสารทิศเพื่อลิ้มรสอาหารเลิศรส และแบ่งปันแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันและกัน โดยประเทศไทยและประเทศจีน ล้วนมี “12 นักษัตร” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ผูกพันกัน และต่างเป็นความรู้สึกที่สอดประสานกันกันอย่างลงตัว

นายเย่ เฟิง หุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด กล่าวเสริมว่า โกคู ทาวน์ เป็นช่องทางใหม่ในการเผยแพร่วัฒนธรรมจีน ผ่านการร่วมมือเชิงลึกกับร้านค้าต่างๆ เพื่อค้นพบรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ในขณะเดียวกันยังเป็นการรักษาจุดสมดุลระหว่างสิ่งดั้งเดิมและนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

บริษัทยังได้ร่วมกับศิลปินประติมากรระดับสากล “เกา เสี้ยวอู่” เปิดตัวตุ๊กตาล้มลุก “พยัคฆ์ชวนฝัน” ซึ่งตอกย้ำความคิดสร้างสรรค์ ความทันสมัย และความเป็นแฟชั่นของโกคู ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น โดยได้แรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ 12 นักษัตร และได้ต่อยอดจากชุดผลงาน ปฏิจจสมุปบาท12ที่สร้างสรรค์ในปี 2556

ส่วนทิศทางในอนาคต บริษัทยังมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์ม GOKOO ก้าวสู่ “ซูเปอร์แพลตฟอร์ม” ที่พร้อมเติมเต็มพลังและฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค และมุ่งมั่นขยายธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

นางสาวรณิดา รตนชัยโชค ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 เปิดเผยว่า “GOKOO Town” เป็นแหล่งรวบรวมอาหารจีนเลิศรส งานแสดงศิลปะ และสินค้าพิเศษมากมาย และตั้งแต่ปี 2565 นี้เป็นต้นไป “GOKOO Town” แห่งนี้จะกลายเป็นจุดเด่นใหม่ของห้าง ที่จะสลับเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ตาม “สิบสองนักษัตร” ของแต่ละปีGOKOO Town พร้อมที่จะเป็น “ซูเปอร์แพลตฟอร์ม” ที่เติมเต็มพลังและเสริมองค์ประกอบใหม่ๆ ให้กับวัฒนธรรมจีน ซึ่งจะเข้ามาเติมเต็มสุนทรียะของคนรุ่นใหม่ เปิดประสบการณ์ใหม่ไปพร้อมกับการรักษาจุดสมดุลระหว่างสิ่งดั้งเดิมและนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกัน