Home Blog Page 344

AWC ปลื้ม​ ติดอันดับบริษัทยั่งยืนจาก S&P GLOBAL​ ประจำปี 2022 

0

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า AWC ได้รับการจัดอันดับจาก S&P Global ประจำปี 2022 ในฐานะบริษัทที่มีความยั่งยืน ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ท และเรือสำราญ (Hotels, Resorts & Cruise Lines) ซึ่งมีเพียง 6 บริษัท จาก 42 บริษัทชั้นนำระดับโลกเท่านั้นที่ได้รับการจัดอันดับในหมวดดังกล่าว โดยถือเป็นปีแรกที่บริษัทเข้าร่วมตอบแบบประเมินความยั่งยืน หรือ Corporate Sustainability Assessment (CSA) ถือเป็นเครื่องชี้วัดและสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการประเมินใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและด้านสิ่งแวดล้อม

“การจัดอันดับ S&P Global ดังกล่าวและรวมถึงการได้รับการประกาศให้เข้าสู่รายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment: THSI)  ถือเป็นเครื่องสะท้อนว่า AWC ดำเนินธุรกิจตามกรอบแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมุ่งมั่นสร้างคุณค่าในระยะยาวร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งต้องขอขอบคุณการร่วมรวมพลังทั้งแรงกายและแรงใจของคณะที่ปรึกษา บริษัทพันธมิตร ผู้บริหาร พนักงานทั้งหมดซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการวางรากฐานการดำเนินงานและการทำธุรกิจด้วยความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”

ทั้งนี้ The Sustainability Yearbook เป็นรายงานการประเมินเรื่องความยั่งยืนที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดย S&P Global เพื่อชี้วัดและประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินธุรกิจตามกรอบการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยได้เชิญ 15% ของบริษัทชั้นนำในแต่ละอุตสาหกรรมทั่วโลกกว่า 5,300 บริษัทเข้าร่วมตอบแบบประเมินความยั่งยืนจากการรวบรวมผ่าน Corporate Sustainability Assessment (CSA) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

สำหรับ AWC มีความมุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญ และศักยภาพในการพัฒนาโครงการคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการส่งมอบคุณค่าในระยะยาวในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บริษัทยังกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อใช้เป็นกลไกองค์รวมของการขับเคลื่อนธุรกิจในทุกกระบวนการ ประกอบด้วย Better Planet การพัฒนาระบบพื้นฐานเพื่อลดการใช้พลังงานและการบริหารจัดการทรัพยากรของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ Better People การพัฒนาบุคลากรขององค์กรรวมไปถึงการสร้างโมเดลกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมที่สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ชุมชน และ Better Prosperity การคำนึงถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจอย่างรอบด้าน ด้วยการเตรียมพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการร่วมสร้างคุณค่าในระยะยาวเพื่อตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป

เอไอเอส จับมือ ตำรวจไซเบอร์ ให้คนไทยอุ่นใจใช้อินเตอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่า AIS และ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตำรวจไซเบอร์ ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทยให้มีความเข้าใจด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยห่างไกลภัยจากกลุ่มมิจฉาชีพ ในวัน Safer Internet Day มุ่งเน้นการสื่อสารอย่างตรงประเด็นเน้นย้ำ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมยกระดับเครื่องมือการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย AIS Secure Net บริการที่ช่วยแจ้งเตือน และปกป้องคุณจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั้งทางเครือข่ายมือถือและเน็ตบ้านสำหรับลูกค้า AIS รวมถึงบริการ Google Family Link สำหรับลูกค้าทุกเครือข่าย ที่ผู้ปกครองสามารถ ดูแลการใช้งานโทรศัพท์ รวมถึงดูแลความปลอดภัยจากพิกัดปัจจุบันของบุตรหลานได้ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเหมาะสม

จากการเก็บข้อมูลของ AIS พบว่า ปี 2564 ที่ผ่านมา มีภัยที่เกิดขึ้นจากการใช้อินเทอร์เน็ตที่หลากหลายรูปแบบซึ่งสร้างความเสียหายให้กับคนไทยและลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยยังคงมีคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อเนื่องจากขาดภูมิคุ้มกันในการรับมือกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แฝงตัวมากับสถานการณ์ของบ้านเมืองในรูปแบบต่างๆ เราจึงถือโอกาสพิเศษในวัน Safer Internet Day จับมือกับตำรวจไซเบอร์ ร่วมกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยจากอาชญกรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบต่างๆ ผ่านการสื่อสารไปยังกลุ่มประชาชนร่วมกัน

นอกจากนี้ AIS ยังมีเครื่องมือที่เป็นเสมือนกับเกราะป้องกันภัยจากโลกไซเบอร์ที่เปิดให้บริการสำหรับลูกค้าได้ใช้งานฟรีกับ AIS Secure Net บริการที่ช่วยแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มาจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งบนเครือข่ายมือถือและเน็ตบ้าน ที่วันนี้มีลูกค้าใช้งานแล้วกว่า 142,016 คน ที่สามารถป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สแปม ฟิชชิ่ง ไวรัสต่างๆ  ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์กับบริการ Google Family Link สำหรับลูกค้าทุกเครือข่าย ที่สามารถดูแลการใช้งานโทรศัพท์มือถือของบุตรหลานให้อยู่บนความปลอดภัยและสร้างสรรค์”

นายปรัธนา กล่าวว่า “โดยการทำงานของ AIS อุ่นใจ Cyber เป็นการบูรณาการร่วมกันของมิติต่างๆ ทั้งการเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลการสื่อสารแจ้งเตือนและให้ความรู้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงการทำงานร่วมกับตำรวจไซเบอร์ในครั้งนี้ก็จะเป็นการเสริมมิติของการให้ข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องทั้งการรับมือ แนวทางในการป้องกันและการดำเนินการทางกฎหมาย รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือการป้องกันภัยเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไปพร้อมๆ กัน มีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยอุ่นใจจากการใช้งานบนโลกไซเบอร์ในฐานะเพื่อนคู่คิดที่จะเดินหน้าช่วยเหลือ ตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุดกับมิจฉาชีพตอกย้ำภารกิจการใช้งานให้ลูกค้าอยู่กับ AIS ปลอดภัยที่สุด”

พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมามีคดีความทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นกว่า 4,239 คดี คิดเป็นเม็ดเงินที่สร้างความเสียหายมากกว่า 7,000 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ด้านการเงิน ด้านการขายสินค้าออนไลน์/สินค้าผิดกฎหมาย การเผยแพร่ข่าวปลอม การแฮ็กระบบ การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งหมดเป็นผลมาจากการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างผิดวิธี ขาดสติยั้งคิดของทั้งมิจฉาชีพและเหยื่อผู้เสียหายที่รู้ไม่เท่าทัน

ด้วยภารกิจของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีคือการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผ่านการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการเริ่มต้นทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่าง AIS ที่เห็นความสำคัญของภัยจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ ในการร่วมกันสื่อสารเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนไทยห่างภัยไซเบอร์

“วันนี้อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเสมือนกับเชื้อโรคที่สร้างผลกระทบให้กับทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน เราต้องร่วมกันฉีดวัคซีนทางความรู้ให้ประชาชนมีสติรู้เท่าทันโดยต้อง ไม่เชื่อ สรรพคุณอวดอ้างหรือการชักจูงในทุกรูปแบบ ไม่รีบ ตัดสินใจพูดคุยให้ข้อมูลส่วนตัวหรือตกลงเพราะความกลัว สุดท้ายต้องไม่โอนเด็ดขาด หากเข้าใจและนำ 3 ไม่ คือ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ไปใช้ในการรับมือ ก็จะเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีที่ทำให้เราปลอดภัยจากโลกไซเบอร์”

กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ชวนทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดน้ำ

0
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 65 ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ(กทม.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 53,866 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 71 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้ 29,935 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 11,285 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 12,800 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 51 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 6,104 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,999 ล้าน ลบ.ม. สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 6.52 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ร้อยละ 1 (แผน 6.41 ล้านไร่) เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 4.08 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ร้อยละ 45 (แผน 2.81 ล้านไร่) ด้านสถานการณ์ค่าความเค็ม ในแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง ปัจจุบัน(7ก.พ.65) อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้ง ในช่วงวันที่ 14 – 18 ก.พ.65 นี้

ทั้งนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทาน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ควบคุมพื้นที่เพาะปลูกให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมบริหารจัดการน้ำด้วยความประณีต หมุนเวียนการส่งน้ำตามรอบเวร เพื่อให้ทุกพื้นที่มีปริมาณน้ำเพียงพออย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำปี64/65 ตามมติที่คณะรัฐมนตรีกำหนดทั้ง 8 มาตรการอย่างเคร่งครัด ติดตามประเมินผลนำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) มาวิเคราะห์ในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ พร้อมช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้ทันที ที่สำคัญทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ถึงปริมาณน้ำและสถานการณ์น้ำให้เกษตรกรรับทราบอย่างต่อเนื่อง รณรงค์ให้เกษตรกรหันมาทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำและลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายได้ และขอให้ประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

GOKOO ปลื้ม​ จับมือ​เซ็นทรัล จัดงานฉลองตรุษจีน ผลตอบรับล้นหลาม

0

นายเย่ เฟิง หุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการ GOKOO เปิดเผยว่า จากการจัดงานต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปี 2565 โดยผนึกความร่วมมือกับทางเซ็นทรัลจัดงาน “เทศกาลอาหารจีน” ยกขบวนร้านดังของอร่อยในแบบที่คนจีนแท้ๆ ชื่นชอบมาไว้ที่เทศกาลอาหารจีน ภายในพื้นที่ GOKOO Town ซึ่งจัดขึ้น ณ ชั้น 1 เซ็นทรัลพระราม 9 ระหว่างวันที่ 28 ม.ค.- 3 ก.พ. ที่ผ่านมา พบว่า ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภค ส่งผลให้แพลตฟอร์ม GOKOO และ GOKOO Town เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น  

โดยงาน  “เทศกาลอาหารจีน” ครั้งนี้ บริษัทได้มีการเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ ในรูปแบบของคอนเซ็ปต์ สโตร์  “GOKOO Town Pop Up” อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเชื่อมต่อลูกค้าจาก Online สู่ Offline เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ให้เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์           ของ GOKOO มากยิ่งขึ้น โดยจากนี้บริษัทยังมีแผนเปิดตัว “GOKOO Town” ขยายไปสู่เมืองและประเทศอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย

สำหรับ GOKOO Town นอกจากจะเป็นเป็นตัวเชื่อมจาก Online มาสู่ Offline ให้กับ GOKOO แล้ว ยังเป็นช่องทางใหม่ในการเผยแพร่วัฒนธรรมจีน ผ่านการร่วมมือเชิงลึกกับร้านค้าต่างๆ เพื่อค้นพบรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการรักษาจุดสมดุลระหว่างสิ่งดั้งเดิมและนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

“การจัดงานเทศกาลอาหารจีนในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นก้าวแรก GOOKOO โดยนอกจากเซ็นทรัลพระราม 9 เรายังเตรียมจัดเทศกาลออกร้านอาหาร และสินค้าสร้างสรรค์ที่น่าสนใจของจีน ร่วมกับศูนย์การค้าในย่านอื่นๆ เพื่อจะทำให้คอนเซ็ปต์สโตร์ GOKOO Town เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น” 

ส่วนทิศทางในอนาคต บริษัทยังมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์ม GOKOO ก้าวสู่ “ซูเปอร์แพลตฟอร์ม” ที่พร้อมเติมเต็มพลังและฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค และมุ่งมั่นขยายธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุนหุ้นปันผล!!

0

เปิดศักราชตลาดหุ้นไทยปี 2565 สดใส ดัชนีราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปลายปี 2564 นักออมเงินที่จัดสรรเงินออกไปลงทุนในตลาดหุ้นน่าจะได้กำไรจากราคาหุ้นที่ขึ้น (capital gain) ไม่มากก็น้อย

ส่วน “มือใหม่” หรือคนที่ยังกล้าๆกลัวๆ เปิดพอร์ตแล้วยังไม่รู้จะเริ่มซื้อหุ้นอะไร “คุณนายพารวย” อยากแนะนำหาหุ้นปลอดภัย จากความเสี่ยงต่างๆนั่นคือ “หุ้นปันผล” โดยหลายสำนักวิเคราะห์แนะนำธีมลงทุนช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ ให้เน้นหุ้นที่อยู่ในดัชนี SETHD หรือหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง โดยเฉพาะในช่วงต้นปีที่จะมีการประกาศจ่ายเงินปันผลของผลการดำเนินงานปี 64

แล้วหุ้นปันผลมีดีอย่างไร!! จากข้อมูลบทความเรื่อง “เคล็ดลับลงทุนหุ้นปันผล” ในเว็บไซต์ https://www.setinvestnow.com ชี้ข้อดีของการลงทุนในหุ้นปันผลไว้ชัดเจน นักลงทุนจะได้รับกระแสเงินสดจากเงินปันผลอย่างต่อเนื่องอาจเป็นรายไตรมาส หรือทุก 6 เดือน หรือปีละครั้ง ขึ้นกับนโยบายของแต่ละบริษัทถือเป็นรายได้อีกช่องทางให้ผู้ถือหุ้นในภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน

และการลงทุนในหุ้นปันผลจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุน เพราะเมื่อกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นลดลง ก็ยังมีกำไรจากเงินปันผลมาทดแทน ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ 5 ปีย้อนหลัง (ณ เดือน ธ.ค.ของปี 2559-2563) พบว่า หุ้นทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 3.04%, 2.70%, 3.22%, 3.14% และ 3.32% ต่อปีตามลำดับ

หุ้นปันผลคือหุ้นที่มีกำไรและจ่ายปันผลสม่ำเสมอในอัตราผลตอบแทนที่น่าประทับใจ ถ้าเลือกคัดสรรหุ้นดีๆก็มีโอกาสได้อัตราเงินปันผลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ต้องซื้อในจังหวะเวลาที่ถูกด้วย อาจทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทน 2 เด้ง ทั้งจากเงินปันผลและจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น

สำหรับเทคนิคเลือกหุ้นปันผลให้ได้ผลดี เขาให้พิจารณาจากผลประกอบการและผลกำไรของบริษัท โดยให้พิจารณาดังนี้ 1.ผลประกอบการลักษณะที่ดีคือยอดขายดี ดูได้จากตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับยอดขายในอดีต ซึ่งสะท้อนการเติบโตของรายได้และส่งผลต่อกำไรของบริษัท

นอกจากนี้ ยังต้องดูสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทว่ามาจากธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่องหรือไม่ และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานต้องเป็นบวกอยู่เสมอ เพราะแสดงว่า กิจการมีเงินสดรับจากการดำเนินงานมากกว่าจ่าย ที่สำคัญควรมีหนี้สินน้อย ดูได้จากสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ซึ่งปกติแล้ว ตัวเลขนี้จะอยู่ 1-2 เท่า ขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม ดังนั้น D/E Ratio ยิ่งน้อย ยิ่งดี

2.ผลกำไรลักษณะที่ดี คือมีกำไรต่อเนื่อง ดูได้จากบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน และควรดูย้อนหลัง 3-5 ปี เพื่อดูความต่อเนื่องของกำไร และหุ้นปันผลที่ดีควรจ่ายปันผลจากกำไรสุทธิในปีนั้นๆ ไม่ได้จ่ายจากกำไรสะสม และอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิในปีนั้นๆ เพื่อสะท้อนว่ากิจการเน้นจ่ายปันผล ซึ่งสามารถดูผลการดำเนินงานและอัตราการจ่ายเงินปันผลได้ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาหุ้นปันผล สัปดาห์หน้า “คุณนายพารวย” จะพาไปชี้ช่องทาง รวมทั้งจังหวะเวลาในการซื้อและขายหุ้นปันผลตอนไหน จะได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ซึ่งเขามีข้อมูลสถิติที่รวบรวมไว้ให้เห็นช่องทางรวยด้วยหุ้นปันผลไว้แล้ว ใครรอไม่ไหวล่วงหน้าไปหาข้อมูลอ่านก่อนได้ที่ https://www.setinvestnow.com แล้วเจอกัน!!

คุณนายพารวย

กรมอนามัยแนะเลือกซื้อไส้กรอกมี อย. หรือ มอก. กินให้ถูกสุขอนามัยปลอดภัย

0

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้บริโภค ซื้อไส้กรอกที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์และมีรายละเอียดผู้ผลิต สถานที่ผลิต วันหมดอายุ และมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัยจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หลีกเลี่ยงซื้อไส้กรอกมีสีชมพูหรือแดงเข้มเกินไป เลือกวิธีปรุงที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการนำไปทอดหรือย่างจนไหม้เกรียม เพื่อสุขอนามัยที่ดี

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ไส้กรอกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นโปรตีน ไขมัน และน้ำ แต่ยังมีส่วนประกอบของสารอื่นที่ใส่ลงไปในไส้กรอกอีก เพื่อให้ไส้กรอกมีสีสันน่ารับประทานป้องกันการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ และเป็นการยืดอายุการเก็บรักษา ได้แก่ ไขมัน น้ำมัน ซึ่งช่วยให้ไส้กรอก มีลักษณะนุ่ม ชุ่มฉ่ำ มีเนื้อสัมผัสและรสชาติดี

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย

ข้อสังเกตในการเลือกซื้อไส้กรอก ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสีชมพูหรือแดงเข้มจนเกินไป ควรมีรายละเอียดต่าง ๆ ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ โดยจะต้องระบุสถานที่ผลิต วันผลิต วันหมดอายุอย่างชัดเจน ควรมีเครื่องหมายรับรองต่าง ๆ เช่น อย. มอก. เป็นต้น และหากพบว่ามีการใส่วัตถุกันเสีย ก็ไม่ควรบริโภคอาหารนั้นเป็นประจำ ส่วนการบริโภคไส้กรอกที่ไม่ทำให้เกิดผลเสียกับสุขภาพนั้น ควรบริโภคในปริมาณที่พอประมาณ ไม่มากหรือบ่อยเกินไป แม้ว่าร่างกายของมนุษย์มีกลไกการกำจัดสารพิษหรือของเสียออกจากร่างกายได้ แต่หากมีการบริโภคอาหารประเภทเดียวกันซ้ำๆ เป็นเวลานาน ร่างกายก็อาจจะมีการสะสมพิษหรือของเสียดังกล่าวเอาไว้

วิธีที่จะช่วยให้การสะสมสารพิษหรือของเสียลดลง คือ บริโภคอาหารให้หลากหลาย จะช่วยให้ร่างกายมีเวลากำจัดสารเหล่านั้นออกไปจากร่างกายได้ รวมทั้งควรเลี่ยงการบริโภคไส้กรอกแบบทอดน้ำมันในอุณหภูมิสูง หรือย่างแบบไหม้เกรียม เพราะอาจก่อให้เกิดสารไนโตรซามีนที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ และเพื่อให้ดีต่อสุขภาพ หากบริโภคไส้กรอก ควรบริโภคควบคู่กับผักผลไม้ ที่มีเกลือแร่และวิตามินซีสูง เช่น ผักคะน้า กะหล่ำปลี ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศสีดา บร็อคโคลี่ ดอกกะหล่ำ ฝรั่ง ส้ม มะละกอ มะขามป้อม พุทรา สัปปะรด รวมถึงอาหารที่มีวิตามินอีสูง เช่น นม ไข่ ธัญพืช ถั่วลิสง ผักโขม น้ำมันพืช เพื่อให้ได้ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระด้วย ช่วยต่อต้านมะเร็งได้

อย่างไรก็ตาม การบริโภคไส้กรอกมากเกิน เสี่ยงร่างกายได้รับสารไนไตรต์ในปริมาณสูงเกินกว่าค่าปลอดภัย โดยเฉพาะไส้กรอกที่ไม่ได้มาตรฐาน ไส้กรอกยังจัดเป็นอาหารที่มีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง ถ้าบริโภคเป็นจํานวนมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกิน อ้วนและภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้ เกลือหรือโซเดียม ปริมาณเกลือที่เติมนั้นแล้วแต่ชนิดของไส้กรอก โดยส่วนใหญ่ไส้กรอกหมู 1 ชิ้น มีโซเดียม ประมาณ 300-400 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับเกลือประมาณ 1/5 ช้อนชา ตามปกติแล้วร่างกายจะได้รับโซเดียมที่มีอยู่ตามธรรมชาติของอาหารชนิดนั้น ๆ ด้วย ซึ่งใน 1 วัน ไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัมหรือเทียบเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4 ช้อนชา เพราะการบริโภคโซเดียมมากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตเรื้อรังได้

อธิบดีกรมชลฯ นำทีมลงพื้นที่ จ.ลพบุรี คุมเข้มแผนบริหารน้ำหน้าแล้ง

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 65 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง 2564/65 โดยมี นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์น้ำ

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (6 ก.พ.65) ปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ความจุเก็บกัก 960 ล้าน ลบ. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 676 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯ สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/65 ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 10 ซึ่งได้วางแผนในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งตามแผนบริหารความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มศักยภาพการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสู่คลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก โดยเตรียมความพร้อมการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณปากคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่คลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก หากระดับน้ำในแม่เจ้าพระยาด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ระดับต่ำกว่า +13.00 ม.รทก. พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำประปา ด้วยการจัดสรรน้ำแบบรอบเวรการใช้น้ำในคลอง ชัยนาท – ป่าสัก รวมทั้งเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เพื่อสนับสนุนการลำเลียงน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก เข้าไปเติมให้กับแม่น้ำบางขาม เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ด้วย

สำหรับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะสั้น ได้ดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำ และแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดทรัพยากรน้ำ

ด้านแผนระยะยาว กรมชลประทานได้วางแผนการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าแบบอาคารถาวรบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เพื่อให้สามารถสูบน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก และสนับสนุนน้ำดิบในการผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการ “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม– เขื่อนภูมิพล” สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลปีละประมาณ 1,795 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งซ้ายคลองชัยนาท- ป่าสัก อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ในการส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี2564/65 ตามแผนที่กรมชลประทานกำหนด แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตโครงการชลประทานลพบุรี จำนวน 56,685 ไร่ และพื้นที่ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค จำนวน 8,040 ไร่ (รับน้ำจากคลองส่งน้ำ 2 ซ้าย และ3 ซ้าย) ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรทำนาปรังแล้ว 100% คาดว่าจะเก็บเกี่ยวในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้และทางโครงการชลประทานลพบุรีได้เตรียมส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมตามแผนปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีของพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่อไป

นายประพิศ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ บริหารจัดการน้ำให้ทั่วถึงและสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และการอุตสาหกรรม เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

ก.เกษตรฯ-ก.พาณิชย์ จับมือ ซีพีเอฟ เปิดโครงการ ‘ข้าวแกง 20 บาท ถูกใจชุมชน’ นำร่อง เขตบางพลัด-บางกอกน้อย

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ผนึกกำลังร่วมเปิด โครงการ “ข้าวแกง 20 บาท ถูกใจชุมชน” นำร่อง 10 ร้านค้า ในชุมชนเขตบางพลัดและบางกอกน้อย โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องผลิตและจำหน่ายข้าวแกงในราคา 20 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะช่วงวิกฤติโควิด-19 ให้อิ่มท้อง จากการรับประทานอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ในราคาถูก ทั้งนี้ ซีพีเอฟได้สนับสนุนวัตถุดิบคุณภาพและได้มาตรฐาน คือ ไข่ไก่และเนื้อไก่สด นอกจานี้ยังมีเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าว อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด เป็นต้น

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะเลขานุการมูลนิธิฯ กล่าวว่า โครงการ “ข้าวแกง 20 บาท ถูกใจชุมชน” เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น โดยนำร่อง 10 ร้านในชุมชนเขตบางพลัดและบางกอกน้อย จึงขอความร่วมมือกับหน่วยงานเอกชน อย่าง ซีพีเอฟ และปตท. ในการสนับสนุนร้านค้าในชุมชนให้มีรายได้ ตลอดจนคนในชุมชนได้บริโภคอาหารที่ดีมีคุณภาพและราคาถูก รวมทั้งนำเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวมาแจกจ่ายด้วย

นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ได้ส่งมอบวัตถุดิบเนื้อไก่และไข่ไก่แก่ร้านข้าวแกงทั้งหมด 10 ร้าน สนับสนุนให้พ่อค้าแม่ค้านำไปปรุงเป็นข้าวแกง จำหน่ายในราคา 20 บาท แก่ผู้บริโภคในชุมชนเขตบางพลัดและเขตบางกอกน้อย ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย รวมถึงลดต้นทุนการผลิตให้ร้านค้ามีรายได้หมุนเวียนที่ดีขึ้น สอดคล้องกับปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน ของเครือซีพี ในการทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ในการดำเนินโครงการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและสังคมมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ สถานการณ์โควิด-19 บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ “อาหารปลอดภัยจากใจ…สู่ชุมชน” อาหารอุ่นร้อนพร้อมรับประทานจากรถ CPF Food Truck ให้พี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ รวมถึง การส่งมอบอาหารในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19″ และโครงการ “ครัวปันอิ่ม ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ด้านความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ซีพีเอฟได้เป็นส่วนหนึ่งในโครการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน” โดยนำสินค้าคุณภาพปลอดภัย อาทิ เนื้อหมูสด เนื้อไก่สด ไข่ไก่ เป็นต้น พร้อมจัดโปรโมชั่นลดสูงสุด 50% และบริการส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของคนไทย สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัท ร่วมเคียงข้างคนไทยสู้วิกฤติไปด้วยกัน

กรมชลฯ เดินหน้าจ่ายค่าทดแทนทรัพย์สินให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายหัวนา จ.ศรีสะเกษ

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการฝายหัวนา จ.ศรีสะเกษ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2535 โดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน(เดิม) กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โขง-ชี-มูล มีวัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำด้านเกษตรกรรมและอุปโภคบริโภคในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อสร้างเป็นฝายคอนกรีตพร้อมประตูระบายน้ำ 14 บาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 (บ้านกอก) ต.หนองแก้ว อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ แล้วเสร็จเมื่อปี 2542 แต่เนื่องจากที่ผ่านมา ราษฎรในพื้นที่ไม่มีความมั่นใจและหวั่นเกรงผลกระทบต่อวิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเหตุให้มีการรวมตัวคัดค้านและชุมนุมเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรมาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2543 และวันที่ 3 เม.ย. 2544 ครม. ได้มีมติให้ระงับการดำเนินงานทั้งหมดของโครงการฝายหัวนา รวมไปถึงการก่อสร้างระบบชลประทานและการถมลำน้ำมูลเดิมไว้ก่อน เพื่อดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม ในปี 2545 โครงการฯได้โอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2553 รับทราบรายงานผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม พร้อมอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จ ตลอดจนสำรวจข้อมูลและพิจารณาการจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ราษฎรให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งและมติคณะรัฐมนตรีที่กรมชลประทานถือปฏิบัติอยู่

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

ต่อมาในวันที่ 18 พ.ค. 2564 ครม.ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้กรมชลประทานจ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สินให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ วงเงินรวมทั้งสิ้น 62,078,662.50 บาท โดยกรมชลประทานได้ปรับแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มาดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้การจ่ายเงินเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และป้องกันมิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากราษฎร พร้อมกันนี้ ยังได้อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและกำกับดูแลการจ่ายเงินค่าทดแทน จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการจ่ายเงินและจำนวนเงินค่าทดแทนทรัพย์สินให้ถูกต้องครบถ้วน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานกรรมการฯ ผู้แทนกลุ่มสมัชชาคนจน และผู้แทนกลุ่มโนนสัง กลุ่มราษีไศล และกลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นกรรมการ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหัวนา เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการฝายหัวนา จังหวัดศรีสะเกษ ได้เห็นชอบให้จ่ายค่าทดแทนทรัพย์สินเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 18 ส.ค

2564 จำนวน 350 แปลง เนื้อที่ 770-1-59 ไร่ เป็นเงิน 34,667,887.50 บาท เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 1 ก.พ.​ 2565 ที่ผ่านมา เห็นชอบอนุมัติจ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สินเพิ่มเติม ให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายหัวนาเพิ่มเติมแล้ว พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและกำกับดูแลการจ่ายเงินฯ ต่อไป

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้เน้นย้ำให้ผู้เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สินให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายหัวนาด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุดทุกขั้นตอน

ASF ปัจจัยหมูแพงทั้งภูมิภาคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

0

บทความโดย อัปสร พรสวรรค์

ในปี 2561 ผลกระทบจากโรคระบาดแอฟริกัน สไวน์ ฟีเว่อร์ (African Swine Fever : ASF) แพร่กระจายจากยุโรปเข้ามาในเอเซีย โดยมีจีน เป็นประเทศแรกที่มีการรายงานหมูติดโรคนี้เริ่มจากหนึ่งจังหวัดและกระจายไป 32 จังหวัด ทำให้มีการทำลายหมูในประเทศจีนไปมากกว่า 50% ของการผลิตในประเทศ โดยในปี 2560 มีการผลิตหมูประมาณ 650 ล้านตัวต่อปี ที่สำคัญ คือ ราคาหมูหน้าฟาร์มพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์จาก 12.2 หยวนต่อกิโลกรัม (ประมาณ 64 บาท) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็น 37 หยวน (180-190 บาท) ในช่วงปลายปี 2562 ซึ่งราคาขายปลีกเนื้อหมูจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากราคาหน้าฟาร์ม

เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงรองจากจีน ที่ตรวจพบ ASF ในประเทศ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และแพร่กระจายไป 63 จังหวัด จนต้องทำลายหมูไปประมาณ 5.9 ล้านตัว หรือ 22% ของการผลิตในประเทศ ส่งผลให้ราคาหมูหน้าฟาร์มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ตามหลังจีนมาติดๆ ราคาเฉลี่ย 49,000-49,500 ดองต่อกิโลกรัม (ประมาณ 176-180 บาทต่อกิโลกรัม)  

จากสถานการณ์โรคระบาดดังกล่าว ทั้งสองประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเนื้อหมูอย่างหนัก ต้องใช้เวลาประมาณ 18-20 เดือน ในการกอบกู้สถานการณ์การผลิตและราคาให้กลับมาเป็นปกติ ด้วยการประกาศนโยบายที่เคร่งครัด เช่น การจัดการโซนนิ่งจำกัดพื้นที่โรคระบาดในรัศมี 5-10 กิโลเมตร และส่งหมูเข้าโรงชำแหละในพื้นที่แทนการเคลื่อนย้ายข้ามเขต การจ่ายเงินชดเชยเพื่อจูงใจให้เกษตรกรทำลายหมูตามหลักวิชาการทันทีที่พบการระบาดของโรค จัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ เร่งหาแม่พันธุ์หมูเพื่อผลิตลูกหมูสำหรับเข้าเลี้ยงรอบใหม่ ปรับปรุงและฟื้นฟูเกษตรกรรายย่อย รายเล็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐานฟาร์ม ตามแนวทางการป้องกันโรค รวมถึงการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค

หันมาดูประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดช้ากว่าทั้ง 2 ประเทศ เกือบ 2 ปี ผลที่ปรากฎวันนี้ การเปิดเผยความจริงของไทยว่าพบโรค ASF ที่โรงชำแหละในจังหวัดนครปฐม เมื่อเดือนมกราคม 2565 และการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น เช่นจังหวัดที่มีการเลี้ยงหนาแน่นอย่างราชบุรีและนครปฐม ภาวะโรคที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นผลทางจิตวิทยาที่มีต่อเกษตรกร ทำให้มีการเลิกเลี้ยง หรือหยุดการเลี้ยงไปมากกว่าครึ่ง มีการประเมินว่าผลผลิตในประเทศหายไป 50% โดยแม่พันธุ์ทั่วประเทศลดลงจาก 1.1 ล้านตัว เหลือ 500,000 ตัวต่อปี ส่งผลให้หมูขุนลดลงจาก 21-22 ล้านตัว เหลือ 12-13 ล้านตัวต่อปี 

ไม่ต่างจากจีนและเวียดนาม อุปทานของไทยหายไปจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันราคาเฉลี่ยหมูเนื้อแดงในช่วงเดือนมกราคม 2565 ขึ้นไปแตะ 250 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาหน้าฟาร์มที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปลายเดือนธันวาคม 2564 ที่ราคาเฉลี่ย 98 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 110 บาท ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคมปีนี้  จนสมาคมผู้เลี้ยสุกรแห่งชาติต้องประกาศรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มไม่ให้เกิน 110 บาท จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยไม่ต้องมีใครมากำหนดราคา เพื่อไม่ให้กลไกตลาดเสียหาย

ขณะเดียวกัน จากการเดินหน้าตรวจสต๊อกของผู้ผลิตและห้องเย็นทั่วประเทศอย่างเข้มข้น ทำให้มีการทยอยนำสต๊อกออกสู่ตลาดต่อเนื่อง หากแต่การบริโภคของผู้บริโภคก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้น เหตุจากภาวะเศรษฐกิจภาคครัวเรือนที่ถดถอย ทำให้ปริมาณหมูกลับสู่สมดุล ราคาขายปลีกหน้าเขียงจึงลดต่ำลง ส่วนราคาหน้าฟาร์มอ่อนตัวลงไปอยู่ที่ 100 -104 บาทต่อกิโลกรัม (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565) ซึ่งคาดว่าราคาจะลดลงอีก ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังไม่มีการนโยบายนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนและราคาสูงอย่างที่บางฝ่ายแนะนำ เพราะต้องพิจารณาสมดุลผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผลกระทบต่อเกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ สัตวแพทย์ศาสตร์ สมาคมผู้เลี้ยงหมูแห่งชาติ และกรมปศุสัตว์ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การฟื้นฟูอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทย โดยเฉพาะรายย่อยและรายเล็กต้องใช้เวลา 1-2 ปี ในการเพิ่มผลผลิตให้กลับสู่ภาวะปกติ แต่ราคาหน้าฟาร์มและราคาขายปลีกเนื้อหมูจะไม่กลับไปต่ำที่ระดับ 70-80 บาทต่อกิโลกรัม เช่นเดิมอีก เนื่องจากเกษตรกรมีต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยการป้องกันโรค รวมถึงราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีการปรับราคาขึ้น 30% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ 13 ปี ทั้งกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

เหนือสิ่งอื่นใด โรคระบาด ASF อยู่เหนือการควบคุมเพราะยังไม่มีวัคซีนและยารักษาหากมีการระบาดของโรค แต่ป้องกันได้ด้วยการทำมาตรฐานฟาร์มตามหลักสากล และมาตรการป้องกันโรคระบาดด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้ (Biosecurity) เพื่อป้องกันโรคจากภายนอกเข้าสู่ฟาร์ม และป้องกันโรคจากฟาร์มสู่ภายนอก เพื่อควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการเดินสายอบรมเกษตรกรในการฟื้นฟูฟาร์มอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล เพื่อส่งเสริมความรู้และสร้างความมั่นใจให้กับเกษตกรในเลี้ยงหมูรอบใหม่ โดยเฉพาะระบบไบโอซีเคียวริตี้ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากในการป้องกันโรค เหล่านี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น เราต้องรับมืออย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามความเป็นจริง เพื่อจบปัญหาในระยะเวลาอันสั้นไม่ซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป