Home Blog Page 343

‘7-Eleven SME DNA’ ถอดบทเรียนความสำเร็จตัวท็อปขายปัง

0

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (รษก.) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ เปิดเผยว่า ภารกิจในปี 2565 ซีพี ออลล์ ยังคงเดินหน้าตอกย้ำปณิธาน “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” อย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SME รุ่นใหม่ให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แข็งแกร่ง และยั่งยืน โดยการถอดบทเรียน SME ที่ประสบความสำเร็จออกมาในแบบฉบับของ “7-Eleven SME DNA” พร้อมพัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และยั่งยืน

ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีพีออลล์

“เราร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ประกอบการ SME มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ในหลากหลายรุ่น หลากหลายผลิตภัณฑ์ ทำให้มองเห็นคุณสมบัติร่วมที่ทำให้ SME ประสบความสำเร็จ มาวันนี้ได้มีการถอด DNA เหล่านั้นออกมา เพื่อให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้ใช้ศึกษาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ พร้อมพัฒนาสู่แพลตฟอร์มแห่งโอกาสในด้านต่างๆ เพื่อถ่ายทอดและส่งต่อให้กับ SME รุ่นใหม่ ได้มีทางลัดสู่ความสำเร็จ”

7-Eleven SME DNA ประกอบด้วย 5 คุณสมบัติหลักๆ ได้แก่ 1.นักคิด – SME ที่ดีจะต้องมีไอเดียในการผลิตสินค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ 2.นักพัฒนา -นำความคิดมาพัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ 3.นักสู้ -ไม่ย่อท้อแม้เจอปัญหา/อุปสรรค 4.นักแก้ปัญหา-เจอปัญหาก็พร้อมที่จะหาทางแก้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และ 5.นักสร้าง -SME ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องรู้จักสร้างสัมพันธ์ที่ดีพร้อมส่งต่อความยั่งยืนกลับสู่ชุมชน ไม่มุ่งหวังแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว

นายยุทธศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างคุณสมบัติเหล่านี้ให้เกิดขึ้น อาจต้องใช้เวลาและผ่านการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ทำให้เสียโอกาสในการเติบโต ซีพี ออลล์ จึงได้พัฒนาเครื่องมือที่จะใช้เป็นทางลัดสู่ความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการ ประกอบด้วย 3 เรื่องหลักๆ คือ 1.Training จัดอบรมให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพ SME อย่างต่อเนื่อง 2.Matching จัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเป็นช่องทางพิเศษ (Fast Track) ช่วยเหลือ SME ให้มีโอกาสจับคู่ธุรกิจ 3.Scaling ขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ เช่น ขยายตลาดสู่ช่องทางออนไลน์ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

นายนิวัฒน์ โฆวงศ์ประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ (ซ้าย) และ นายณธนนท์ โฆวงศ์ประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ (ขวา) บริษัท สวนผึ้งหวาน จำกัด

ด้าน นายนิวัฒน์ โฆวงศ์ประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ และนายณธนนท์ โฆวงศ์ประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนผึ้งหวาน จำกัด เจ้าของแบรนด์ “บ้านมะขาม,เลิฟ ฟาร์ม, พัตโตะ” หนึ่งใน SME ที่มี 7-Eleven SME DNA กล่าวว่า สินค้าที่บริษัทวางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น ช่วงแรกเป็นมะขามคลุกเสวยที่มีเพียงแค่ 3 รายการเท่านั้น แต่เพื่อให้สินค้ามีความหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค บริษัทจึงไม่สามารถหยุดพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำจาก ซีพี ออลล์ ทั้งด้านการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่นถึง 36 รายการ และมีสินค้าใหม่ๆ จำหน่ายในต่างประเทศ

“ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มากมาย เช่น ปัญหามอดในมะขาม แต่ทางซีพี ออลล์ ก็ได้แนะนำให้เราลองนำปัญหานี้ไปดำเนินการแก้ไข จนทำให้เราสามารถพัฒนาเครื่องกำจัดมอดมะขามด้วยคลื่นความถี่วิทยุ ทำให้ปลอดมอดแมลงในสินค้า 100 % ได้สำเร็จ จนสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม จากเวทีสุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Awards ปี 2017 เรียกว่าการมีพันธมิตรที่ดีช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น” นายนิวัฒน์ กล่าว

นายณธนนท์ กล่าวเสริมว่า แม้มะขามจะเป็นสินค้าเกษตรที่หลายคนอาจจะมองข้าม แต่การคิดในสิ่งที่คนอื่นไม่คิดและนำมาพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรม จะเป็นรากฐานสำคัญสู่ความสำเร็จ แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคก็ไม่ควรย่อท้อ ไม่หยุดพัฒนา เพื่อส่งต่อความสำเร็จเหล่านั้นกลับไปยังชุมชน สร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

กรมชลฯ เดินหน้า 3 โครงการใหญ่ ห้วยน้ำรี-นฤบดินทรจินดา-คลองหลวง สร้างความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปี 2565-2566 กรมชลประทาน ยังเดินหน้า 3 โครงการขนาดใหญ่ ได้แก่ 1.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งแล้วเสร็จภายในปี 2568 โดยโครงการจะใช้ประโยชน์ได้ 100% ซึ่งอ่างเก็บน้ำมีความจุเก็บกัก 73.70 ล้าน ลบ.ม. เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานฤดูฝน 53,500 ไร่ ฤดูแล้ง 39,920 ไร่ ในพื้นที่ 9 ตำบล 60 หมู่บ้าน 

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

2.โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ห้วยโสมง) จ.ปราจีนบุรี โดยอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาฯ เป็นเขื่อนดิน แบบแบ่งโซน ความสูง 32.75 เมตร ความยาว 3,967.51 เมตร ความจุ 295 ล้าน ลบ.ม พร้อมก่อสร้างระบบชลประทาน มีลักษณะเป็นคลองส่งน้ำคอนกรีต และถนนบนคันคลองผิวจราจรลูกรัง สามารถส่งน้ำครอบคลุม พื้นที่ชลประทานในเขตพื้นที่ อ.นาดี และอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จํานวนรวม 111,300 ไร่ และช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลุ่มน้ำสาขาในเขตพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรและการประปา และช่วยรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็มและน้ำเน่าเสีย อีกทั้งอ่างเก็บน้ำจะเป็นแนวกันชนหรือแนวป้องกันการบุกรุกทําลายพื้นที่ป่าไม้ รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้ และลดโอกาสการเกิดไฟไหม้ป่า

3.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร จ.ชลบุรี เป็นเขื่อนเก็บกักน้ำความจุ 98 ล้าน ลบ.ม โดยโครงการฯ เป็นเขื่อนและมีการก่อสร้างระบบชลประทาน พื้นที่ฝั่งขวา 26,103 ไร่ และฝั่งซ้าย 14,487 ไร่ สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 40,590 ไร่ และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ครอบคลุมพื้นที่ในเขต อ.เกาะจันทร์และอ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร

ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายโครงการที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างได้แก่ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ,โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี- พุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี,โครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จ.สงขลา, โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา ,โครงการประตูระบายนํ้าศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อ.เชียงคาน จ.เลย, โครงการอ่างเก็บนํ้าลํานํ้าชี           อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จ.ชัยภูมิ,โครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร ,โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา หากดำเนินโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อให้ราษฎรได้มีน้ำกินน้ำใช้ รวมไปถึงน้ำทำการเกษตรอย่างยั่งยืน

‘อติรุจ’ ผงาดแชมป์สิงห์ อีสาน โอเพ่น 2022 ซิวเงินรางวัล 4.5 แสนบาท

0

อติรุจ วินัยเจริญชัย นักกอล์ฟวัย 21 ปีจากชลบุรีจบสกอร์รอบสุดท้ายอีก 5 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสี่วันคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์รายการแรกในชีวิตไปครองสำเร็จแบบนำม้วนเดียวจบด้วยสกอร์รวม 20 อันเดอร์พาร์ 268 ทิ้งอันดับสอง สาริศ สุวรรณรัตน์ ถึง 7 สโตรก ในรายการสิงห์ อีสาน โอเพ่น 2022 ชิงเงินรางวัลรวม 3 ล้านบาท ณ สนามสิงห์ปาร์ค ขอนแก่น กอล์ฟคลับ ระยะ 7,508 หลา พาร์ 72 จ.ขอนแก่น เมื่อ 13 ก.พ.65

การแข่งขันกอล์ฟอาชีพสะสมคะแนนอันดับโลก ออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์ 2022 จัดแข่งขันภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จากการสนับสนุนโดย บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย รวมถึงสปอนเซอร์ของออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ ร่วมกันจัดแข่งขันรายการ “สิงห์ อีสาน โอเพ่น 2022“ ชิงเงินรางวัลรวม 3 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 10-14  กุมภาพันธ์ 2565 ณ สนามสิงห์ปาร์ค ขอนแก่น กอล์ฟคลับ ระยะ 7,508 หลา พาร์ 72 จ.ขอนแก่น ผู้ชนะจะรับเงินรางวัลไปครอง 450,000 บาท และอันดับโลก 5 คะแนน

เมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมาเป็นรอบสุดท้ายของการแข่งขัน อติรุจ วินัยเจริญชัย นักกอล์ฟวัย 21 ปีที่นำการแข่งขันมาตั้งแต่รอบแรกและออกสตาร์ตรอบสุดท้ายด้วยสกอร์นำหน้าอยู่ 4 สโตรก ซึ่งหนุ่มจากชลบุรียังรักษาโมเมนตัมได้อย่างยอดเยี่ยมเก็บเพิ่มอีก 9 เบอร์ดี้ก่อนจบสกอร์รอบสุดท้าย 5 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสี่วัน 20 อันเดอร์พาร์ 268 คว้าแชมป์ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์รายการแรกในชีวิตโดยทิ้งอันดับสอง สาริศ สุวรรณรัตน์ ที่ตีเข้ามาอีก 4 อันเดอร์พาร์ 68 ถึง 7 สโตรก รับเงินรางวัลไปครอง 450,000 บาท

ก่อนหน้านี้อติรุจเคยคว้าแชมป์ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์มาแล้ว 2 รายการในการแข่งขันที่ รอยัลฮิลล์ส กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.นครนายก เมื่อปี 2018 และ 2021 ก่อนมาปลดล็อกชนะออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์รายการแรกในชีวิตซึ่งเจ้าตัวเปิดเผยว่า “ตื่นเต้นและภูมิใจมากๆที่ได้จับแชมป์นี้เป็นครั้งแรก มีความรู้สึกว่ามันมีอะไรดีๆเข้ามาในชีวิต หลังจากนี้ก็น่าจะมีอะไรที่ราบรื่น”

นักกอล์ฟหนุ่มวัย 21 ปีจากชลบุรียังกล่าวถึงเกมในรอบสุดท้ายด้วยว่า “วันนี้เล่นค่อนข้างดีเลยครับ แม้จะมีเสียโบกี้ไป 4 หลุม แต่การทำได้ถึง 9 เบอร์ดี้ก็ถือว่าภูมิใจมากๆครับ เล่นไปตามแผน ทำอะไรทุกอย่างมีสมาธิตลอดเวลา หลังจากนี้เป้าหมายต่อหมายก็อยากจะปลดล็อกคว้าแชมป์รายการระดับเอเชียนทัวร์ นั่นเป็นเป้าหมายต่อไปที่อยากจะทำให้ได้ครับ”

ส่วนอันดับสองเป็น สาริศ สุวรรณรัตน์ ที่หวดเข้ามาอีก 4 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสี่วัน 13 อันเดอร์พาร์ 275 รับเงินรางวัลไป 285,000 บาท และที่สามร่วม มี 4 คน จณัตว์ สกุลพลไพศาล, กิตติธีร์ ป้อมบุญมี, กิตติพร ชวนะพงศ์, วิชยานนท์ โชติหิรัญรุ่งเรือง สกอร์เท่ากัน 11 อันเดอร์พาร์ 277 รับเงินรางวัลคนละ 116,737.50 บาท

สำหรับสนามต่อไปของ ออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์ รายการ “สิงห์ ออล ไทยแลนด์ เมโมเรียล 2022” ชิงเงินรางวัลรวม 3 ล้านบาท ที่สนามชาเทรียม กอล์ฟ รีสอร์ท สอยดาว จันทบุรี ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2565

สรุปผลสิงห์ อีสาน โอเพ่น 2022 รอบสุดท้าย (สนามพาร์ 72)

  • 268  อติรุจ วินัยเจริญชัย 65-68-68-67 (เงินรางวัล 450,000 บาท)
  • 275  สาริศ สุวรรณรัตน์  70-71-66-68 (เงินรางวัล 285,000 บาท)
  • 277  จณัตว์ สกุลพลไพศาล 71-72-69-65, กิตติธีร์ ป้อมบุญมี 68-70-71-68, กิตติพร ชวนะพงศ์ 68-72-68-69, วิชยานนท์ โชติหิรัญรุ่งเรือง 70-67-69-71(เงินรางวัลคนละ 116,737.50 บาท)
  • 279  ภวินท์ อิงคะประดิษฐ์  68-71-66-74 (เงินรางวัล 71,850 บาท)
  • 280  เด่นวิทย์ เดวิด บริบูรณ์ทรัพย์ 75-65-71-69 (เงินรางวัล 65,550 บาท)
  • 281  เอกปริษฐิ์ หวู่ 70-71-70-70, ตะวัน พงศ์พันธุ์ 69-69-71-72 (เงินรางวัลคนละ 59,400 บาท)
  • 282  อมรินทร์ กรัยวิเชียร 67-75-69-71, อิทธิพัทธ์ บูรณธัญรัตน์ 69-68-73-72 (เงินรางวัลคนละ 53,625 บาท)
  • 283  อานน ว่องวานิช 72-69-72-70, ภาณุวิชญ์ อ่อนจู 73-72-68-70, ณัฐพงค์ รัชธร 69-71-70-73, นพรัฐ พานิชผล 69-71-70-73, ชโยดม จันทร์จารุพงศ์ 70-67-71-75, สุธีพัทธ์ ประทีปเธียรชัย 70-69-69-75 (เงินรางวัลคนละ 45,350 บาท)

MC โชว์ผลงาน 2Q22 สุดแกร่ง กำไรทะลุ 230 ลบ.

0

นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2565 (ตุลาคม-ธันวาคม 2564) ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 (ตุลาคม-ธันวาคม) ยังคงเปราะบางจากผลกระทบการระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น แม้รัฐบาลจะพยายามออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ อาทิ โครงการเราชนะ , คนละครึ่งเฟส 3 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากการเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารค่าใช้จ่าย และควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ MC มีกำไรสุทธิ 231 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้ง Q/Q และ Y/Y โดยมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 995 ล้านบาท ลดลงราว 12% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ผลจากช่องทางออฟไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มีสัดส่วนถึง 90% ของยอดขายรวม ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า และโอมิครอน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เป็นการชั่วคราว ขณะที่ยอดขายจากช่องทางออนไลน์ ไม่สามารถเข้ามาชดเชยได้ทั้งหมด เนื่องจากกำลังซื้อที่ยังถดถอย โดยช่องทางร้านค้าปลีกตัวเอง (Freestanding Shop) มียอดขายจำนวน 609 ล้านบาท, ห้างสรรพสินค้า (Department Store) จำนวน 251 ล้านบาท, ซูเปอร์สโตร์ (Superstore) จำนวน 12 ล้านบาท และช่องทางออนไลน์ (E-Commerce) จำนวน 102 ล้านบาท

MC ได้ปรับโฉม Outlet ในสถานีบริการน้ำมันให้มีความทันสมัย และเร่งขยาย MC Outlet เน้นย่านชุมชน และเส้นทางการจราจรหนาแน่น เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีอยู่จำนวน 55 แห่ง เป็น 70 แห่ง ภายในมิถุนายน 2565 พร้อมเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ดึงดูดนักเดินทางขาช้อป กระตุ้นยอดขายต่อบิล ซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1,000 บาทต่อบิล

ขณะเดียวกัน MC ยังเน้นบริหารจัดการต้นทุนสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เดินเกมกลยุทธ์การตลาดแบบเฉพาะเจาะตรงกลุ่มเป้าหมาย, สัดส่วนการขายสินค้า รวมไปถึงการบริหารช่องทางจัดจำหน่ายให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงเวลาอย่างลงตัว ส่งผลให้ยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin : GP) ไว้ได้ในระดับสูงต่อเนื่องที่ 65.1% ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 60.5% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin : NP) อยู่ที่ 23% เพิ่มขึ้นจากระดับ 19.8% ในช่วงเดียวกันปีก่อน จากประสิทธิภาพการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ดี โดยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ปรับลดลงเกือบ 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เหลือ 370 ล้านบาท

ทั้งนี้ ฐานะการเงินของบริษัทล่าสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นทั้งหมด จำนวน 1,997 ล้านบาท ภายใต้การเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สิน จึงมีความพร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ สร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผลักดันภาพรวมรายได้และกำไรสุทธิงวดปี 2565 เติบโตต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้

TIPH โชว์แกร่ง โอไมครอนไม่กระทบ ฐานะทางการเงินมั่นคง เดินหน้าสร้างมิติใหม่วงการประกันภัย

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในช่วงปี 2564 รวมถึงสายพันธุ์โอไมครอนที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ บริษัทฯยังคงยืนยันว่าสามารถควบคุมค่าสินไหมจากกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ในปัจจุบันได้ เนื่องจากกรมธรรม์ที่บริษัทฯขายอยู่ให้ความคุ้มครองเฉพาะการเจ็บป่วยด้วยภาวะโคม่าเท่านั้น และบริษัทฯไม่เคยขายกรมธรรม์ประกันโควิดแบบเจอจ่ายจบ อย่างไรก็ดีในส่วนของการให้บริการลูกค้านั้น บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการอย่างสุดความสามารถ เพื่อบรรเทาผลกระทบของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า บริษัทฯยังได้พัฒนาระบบการเคลมหรือติดตามสถานะ ผ่าน แอปพลิเคชัน TIP flash claim , Facebook , Line OA ของทิพยประกันภัย ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าบริษัทฯพร้อมให้การดูแลลูกค้าและประชาชนที่ถือกรมธรรม์ของบริษัทฯ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์และสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 รูปแบบผู้ป่วยในของกระทรวงสาธารณสุข ทุกกรมธรรม์

ดร.สมพร กล่าวต่อว่า ในส่วนของฐานะทางการเงิน อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio : CAR) ณ ไตรมาส 3/64 ของบริษัททิพยประกันภัยอยู่ที่ 253 % ซึ่งสูงกว่าที่กำหนดไว้ตามเกณฑ์ของ คปภ. ที่มาก ทำให้บริษัทฯยังคงสถานะที่แข็งแกร่ง สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างแน่นอน และเราก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าที่ถือกรมธรรม์โควิด-19 ของบริษัทฯทุกท่าน โดยได้มีการบริหารจัดการในทุกภาคส่วน รวมถึงการพิจารณาสินไหมทดแทนอย่างดีที่สุดขอให้ลูกค้าและประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขตลอดอายุของกรมธรรม์ที่ซื้อไว้อย่างแน่นอน

“ในส่วนของภาพใหญ่ภายใต้แผนการดำเนินธุรกิจของ บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ TIPH บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าตามแผนที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นไว้ หลังจากที่ในเดือน ม.ค.2565 ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการรวดเดียวไปแล้ว 2 บริษัทในธุรกิจสนับสนุนประกันภัย (Insurance Supported Business) ได้แก่ บริษัท อะมิตี้ อินชัวร์รันซ์ โบรคเกอร์ จำกัด หรือ Amity ซึ่งประกอบธุรกิจตัวแทนและนายหน้าประกันวินาศภัยครบวงจร และ บริษัท ดีพี เซอร์เวย์ แอนด์ลอว์ จำกัด หรือ DP Survey ซึ่งประกอบธุรกิจสำรวจอุบัติเหตุและประเมินความเสียหายในธุรกิจประกันวินาศภัยครบวงจร ขณะที่ก้าวต่อไปของ TIPH คือการเดินหน้าการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทประกันภัย เพื่อรองรับการแยกหน่วยธุรกิจประกันภัยที่มีศักยภาพของบริษัทในกลุ่ม ออกเป็นบริษัทประกันภัยใหม่ (Spin-Off) อย่างน้อย 1 บริษัทในปีนี้ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าบริษัทประกันภัยใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้แผนของบริษัทฯ จะสร้างมิติใหม่ให้กับวงการประกันภัยในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน” ดร.สมพร กล่าวทิ้งท้าย


โออาร์ รับรางวัลองค์กรส่งเสริมอารยสถาปัตย์ปี 65 เดินหน้าดัน พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางเติมเต็มทุกความสุข

0

นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบรางวัล “เฟรนด์ลี่ดีไซน์ อวอร์ด” ให้กับ นางพรรณวดี พุฒยางกูร ผู้จัดการฝ่ายบริหารสถานีบริการส่วนกลาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ในฐานะองค์กรส่งเสริมอารยสถาปัตย์แห่งปี 2565 ในงานมหกรรมอารยสถาปัตย์และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 5 หรือไทยแลนด์ เฟรนด์ลี่ดีไซน์ เอ็กซ์โป 2022 (Thailand Friendly Design Expo 2022) โดยมีนายกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ร่วมพิธีเปิดงาน โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค-บางนา ภายใต้แนวคิด “Safety, Health and Accessibility : สุขภาพ ปลอดภัย มั่นใจ เข้าถึง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในยุควิถีปกติใหม่ (New Normal)

พีทีที สเตชั่น ได้มุ่งมั่นพัฒนารูปแบบของสถานีบริการให้เป็นศูนย์กลางที่จะร่วมเติมเต็มทุกความสุขและเติบโตไปพร้อมกับทุกชุมชน (Living Community) โดยคำนึงถึงความต้องการและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชนโดยรอบ จึงพัฒนาและออกแบบองค์ประกอบที่อยู่ใน พีทีที สเตชั่น ให้สามารถตอบโจทย์ให้ครอบคลุมการเติมเต็มความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันสำหรับทุกคน รวมถึงการออกแบบพื้นที่ใน พีทีที สเตชั่น เพื่อให้เหมาะกับการใช้บริการของคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ทุพพลภาพ คนชรา สตรีมีครรภ์ เด็ก และผู้บริโภคทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่บริการได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียม โดยภายในสถานีบริการจะประกอบไปด้วย ที่จอดรถผู้ทุพพลภาพและสตรี ห้องน้ำพิเศษเพื่อการใช้งานสำหรับทุกคน ทางลาดสำหรับรถเข็นขึ้นทางเท้า เข้าร้านค้า และห้องน้ำพิเศษ การติดตั้งปุ่มกดแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน การติดตั้งกล้องวงจรปิด รวมทั้งออกแบบและจัดทำป้ายสัญลักษณ์บ่งชี้ตำแหน่งของจุดใช้งานต่าง ๆ ให้เห็นอย่างชัดเจน ปัจจุบันมี พีทีที สเตชั่น รูปแบบเฟรนด์ลี่ดีไซน์ ครอบคลุมบนเส้นทางสายหลักทั่วประเทศ และ โออาร์ ยังคงมุ่งมั่นขยายสถานีบริการในรูปแบบเฟรนด์ลี่ดีไซน์นี้ เพื่อส่งมอบความสุขให้กับผู้บริโภคทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

‘ประพิศ’ สั่งโครงการชลประทาน หมุนเวียนน้ำในพื้นที่ให้ทั่วถึง พบทำนาเกินแผน 1.27 ล้านไร่

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีการทำนาปรัง 2564/65 จำนวน 6.52 ล้านไร่ หรือ 101.70% ของแผนทำนาปลูกข้าวทั่วประเทศที่ 6.41 ล้านไร่ ส่วนลุ่มเจ้าพระยา มีการทำนาแล้ว 4.08 ล้านไร่ หรือ 144.9% จากแผนที่กำหนดไว้ 2.81 ล้านไร่ ส่วนภาคเหนือ ทำนาแล้ว 7 แสนไร่ หรือ 155.3% ของแผนที่กำหนดไว้ที่ 4.5 แสนไร่ ภาคตะวันออกทำนาแล้ว 5 แสนไร่ หรือ 102.2% ของแผนที่กำหนดไว้ที่ 4.9 แสนไร่ และภาคอื่นๆ ยังทำนาได้ต่ำกว่าแผนที่กำหนด

ขณะที่เขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 5 แห่ง จากทั้งหมด 35 แห่งมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำกว่า 50% ของความจุ ดังนี้คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีปริมาณน้ำ 41% ของความจุ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 44% ของความจุ เขื่อนห้วยหลวง มีปริมาณน้ำ 45% ของความจุ และเขื่อนสียัด มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ ส่วนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ยังเป็นไปตามแผนโดยปีนี้ปริมาณน้ำใช้การได้มากเกือบ 1 หมื่นล้านลบ.ม.

“ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ บริหารจัดการน้ำด้วยการหมุนเวียนน้ำในพื้นที่ให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้พื้นที่ที่เพาะปลูกข้าวได้รับความเสียหาย รวมทั้งเน้นย้ำให้ดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ ปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการ อย่างเคร่งครัด พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์น้ำ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดน้ำ เพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้”

นายประพิศ กล่าวว่า สำหรับปริมาณน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 6 ก.พ. 2565 ในเขื่อนทั่วประเทศจำนวน 1,389 แห่ง มีปริมาณน้ำทั้งหมด 54,508 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 71% ของความจุอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศ มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 30,407 ล้าน ลบ.ม. หรือ 58% ของความจุอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศ สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาตรน้ำใน 4 เขื่อนหลักทั้งหมด 12,823 ล้าน ลบ.ม. หรือ 52% ของความจุ และมีปริมาตรน้ำใช้การได้ 6,127 ล้าน ลบ.ม. 34% ของความจุใช้การ แบ่งเป็นแต่ละเขื่อน ดังนี้ เขื่อนภูมิพล มีปริมาตรน้ำ 7,226 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 3,426 ล้าน ลบ.ม. หรือ 35% ของความจุใช้การ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตรน้ำ 4,182 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 1,332 ล้าน ลบ.ม. หรือ 20% ของความจุใช้การ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาตรน้ำ 719 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 676 ล้าน ลบ.ม. หรือ 75% ของความจุใช้การ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาตรน้ำ 695 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 692 ล้าน ลบ.ม. หรือ 72% ของความจุใช้การ

กรมชลประทาน เดินหน้ารณรงค์ช่วยกันประหยัดน้ำ พอใจสถานการณ์น้ำดีกว่าปีที่แล้ว

0

ผ่านมาครึ่งทางแล้วสำหรับภารกิจบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งของกรมชลประทาน เหลืออีก 3 เดือน ก็จะเป็นการปรับแผนเข้าสู่การจัดการน้ำช่วงฤดูฝนที่จะเริ่มแผนในเดือนพ.ค.

สำหรับการจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ กรมชลประทานพอใจกับผลดำเนินงาน จากสถานการณ์น้ำที่พบกว่ามีมากกว่าปีที่แล้วถึงประมาณ 10,300 ลบ.ม. ถือว่าน้ำดีกว่าปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานยังคงให้ความสำคัญต่อการสร้างรับรู้ให้เกษตรกร ประชาชน รับรู้ถึงสถานการณ์น้ำ ณ เวลาปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการจัดการแผนเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ชลประทานตามปริมาณน้ำที่มีอยู่ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผน

พร้อมทั้งการรณรงค์ให้ทุกฝ่ายประหยัดน้ำ ผ่านโครงการ “ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง” และเปิดตัวเพลงประหยัดน้ำ หรือ SAVE WATER ให้เห็นความสำคัญของการประหยัดน้ำ เพื่อจะได้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคต่อไป

ซีพีเอฟ–ซีพีพี จับมือ ม.เกษตรฯ สู่ความเป็นเลิศด้านวิจัยและการศึกษา นำร่องโครงการปรับปรุงพันธ์ุกัญชา และอาหารเพื่อนักกีฬา

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 65 นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นายสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด หรือ ซีพีพี บริษัทในเครือซีพี ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding – MoU) และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Agreement – MoA) กับ ดร.จงรักษ์ วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อยกระดับงานวิจัยด้านอาหารและการเกษตร ควบคู่กับพัฒนาการศึกษาของประเทศให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ภายใต้กรอบความร่วมมือ 3 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านพัฒนางานวิจัย และด้านการจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นเปิดโอกาสให้นิสิตได้แสดงศักยภาพของตนเอง ได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและการลงมือทำจริง ช่วยสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีทักษะความรู้ที่ตรงตามความต้องการของตลาด โดยมีคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยและบริษัทร่วมด้วย ได้แก่ รศ.ธานี ศรีวงศ์ชัย คณบดีคณะเกษตร รศ.อภิสิฎฐ์ ศงสะเสน คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล และ ดร.สมหมาย เตชะศิรินุกูล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ

การลงนามความร่วมมือ MoU และ MoA ครั้งนี้ นำไปสู่สัญญาให้ทุนอุดหนุนโครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์กัญชาไทยให้มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีส่วนร่วมสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารของไทย ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ และมีความเหมาะสมกับบริบทความต้องการของคนไทย เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ และเพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้บริโภคอาหารที่ดี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านความร่วมมือในการดำเนินโครงการวิจัยต่างๆ อาทิ อาหารเพื่อนักกีฬา อาหารเพื่อผู้สูงวัย จุลินทรีย์โปรตีนทางเลือก อาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น เป็นต้น เพื่อยกระดับงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในเชิงอุตสาหกรรม

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ตระหนึกถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านวิชาการ การศึกษาวิจัย รวมถึงการดำเนินกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชน กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีความเป็นเลิศในด้านการเกษตร และวิทยาศาสตร์อาหาร จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ รวมถึงองค์กรทั้ง 2 ฝ่าย ในการนำองค์ความรู้ต่อยอดด้านงานวิจัย ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยบนเวทีโลก

“ซีพีเอฟมุ่งมั่นส่งมอบอาหารปลอดภัย สร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยทุ่มเทพัฒนานวัตกรรมที่มุ่งเน้นสุขโภชนาการ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ผู้บริโภคในอนาคต โดยมีเป้าหมายให้คนไทยมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดี นอกจากนั้น ยังส่งเสริมการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาใช้ผลิตเชิงอุตสาหกรรม ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

นายสุเมธ กล่าวว่า ในฐานะของบริษัทที่เป็นดั่งต้นน้ำขอธุรกิจการเกษตรภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซีพีพีทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตกรของไทย ด้วยเหตุนี้เอง ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจคือ “เกษตรกร คือ คู่ชีวิต” เพราะเราต้องการดูแลให้มีความเป็นอยู่ที่ดี เรามุ่งพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรไทยให้มีประสิทธิภาพและมีความเป็นเลิศไม่แพ้ชาติอื่น บริษัทต้องการเห็นเกษตกรไทยมีรายได้ที่คงที่และยั่งยืน จึงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้การดำเนินธุรกิจแบบ Business-to-Customer (B2C) ของเกษตกรไทยมีรูปแบบที่ครบวงจร มีคุณภาพและมาตรฐานตั้งแต่การผลิตไปจนการนำผลิตภัณฑ์ออกมาสู่ตลาด ร่วมถึงการส่งเสริมการพัฒนาเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร การดูแลทางด้านการตลาดให้แก่เกษตกรผ่านนโยบารับซื้อคืน และให้การสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ สำหรับการเกษตร เช่น เมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน บริการการเกษตร เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เป็นต้น เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรไทย

ดร.จงรัก กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความพร้อมและมีความโดดเด่นในศาสตร์แห่งแผ่นดิน เป็นมหาวิทยาลัยของคนทั้งโลกมากว่า 79 ปี ที่มาร่วมกันใช้องค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยผ่านการบริการวิชาการ งานวิจัย เพื่อสร้างนวัตกรรมระดับโลก ช่วยเหลือประชาชน ประเทศ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคลากรมหาวิทยาลัย และนิสิตปัจจุบันกว่า 70,000 คน จะช่วยกันขับเคลื่อนการพัฒนาด้านอาหารและเกษตรเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติร่วมกัน

“ความร่วมมือระหว่าง 3 องค์กรในครั้งนี้ นับว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ของการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันยกระดับงานวิจัยด้านอาหารและการเกษตร และการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยให้ก้าวไกลและยั่งยืน ขอขอบคุณ ซีพีพี และ ซีพีเอฟ ที่นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้ลงมือทำจริงเข้ามาเชื่อมโยงและเติมเต็มองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ตลอดจนถ่ายทอดความรู้แก่สังคม”

เขื่อนผาจุกก่อสร้างเสร็จ กรมชลฯ เร่งงานระบบส่งน้ำ กระจายน้ำสู่เกษตรกร

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ว่า ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนทดน้ำผาจุกเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก สามารถเก็บกักน้ำไว้ทางตอนบนของเขื่อนผาจุก และถึงแม้ว่าระบบส่งน้ำจะยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง แต่ก็สามารถส่งน้ำลงลำน้ำเดิม คือ แม่น้ำน่าน ก่อนจะใช้สถานีสูบน้ำบ้านเกาะ ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 34,446 ไร่
สำหรับระบบส่งน้ำของเขื่อนทดน้ำผาจุก ประกอบด้วยงานก่อสร้าง 3 สัญญา ได้แก่ งานก่อสร้างระบบส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา พร้อมอาคารประกอบ ส่วนที่ 1 ความยาว 60 กิโลเมตร งานก่อสร้างระบบส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย พร้อมอาคารประกอบ ความยาว 50.600 กิโลเมตร และระบบส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย พร้อมอาคารประกอบ (สัญญาที่ 2) ความยาว 24.600 กิโลเมตร

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้จัดการประชุมชี้แจงผู้นำในท้องที่ และราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการมาโดยตลอด เพื่อรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบ และนำมาพิจารณาปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการ เพื่อลดผลกระทบต่อราษฎรให้ได้มากที่สุด โดยการเพิ่มพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ และพิจารณาขยายพื้นที่ชลประทานในเขตที่ไม่ได้ผลประโยชน์จากโครงการฯ ด้วยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมระบบส่งน้ำ จำนวน 4 สถานี เพื่อส่งน้ำให้พื้นที่จำนวนรวมทั้งสิ้น 20,700 ไร่

นอกจากนี้ ยังได้แก้ไขแบบก่อสร้างคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา เพื่อไม่ให้กระทบต่อที่ดินทำกินของราษฎร ที่มีที่ดินอยู่ไม่มากนักหรือไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งการแก้ไขแบบก่อสร้างคลองส่งน้ำนี้ จะไม่เป็นการลดศักยภาพในการส่งน้ำ เพียงแต่แก้ไขแบบองค์ประกอบอื่นของคลองส่งน้ำ รวมทั้งปรับเปลี่ยนแนวคลองส่งน้ำให้เหมาะสมยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้ดำเนินการจัดหาที่ดินเพื่อการก่อสร้างคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาและฝั่งซ้าย ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างความยาวรวมทั้งสิ้น 135 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถจัดหาที่ดินและส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างไปแล้ว รวมทั้งสิ้นประมาณ 127 กิโลเมตร คิดเป็น 94% ของแผนงาน คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้

แผนที่จะดำเนินการในระยะต่อไป ได้แก่ งานก่อสร้างระบบส่งน้ำสายซอยและระบบระบายน้ำพื้นที่ฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของโครงการฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดหาที่ดินเพื่อการก่อสร้าง และประมาณการค่าก่อสร้างที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ยังไม่ได้ตั้งงบประมาณ ส่วนการขยายเวลาก่อสร้าง จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อการจัดเตรียมข้อมูลการวิเคราะห์ด้านต่างๆให้มีความสมบูรณ์คลอบคลุมทุกประเด็น จึงจะสามารถนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาในการดำเนินการโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อไป

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการจนแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 481,400 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก และสุโขทัย ทำให้ราษฎรมีน้ำกินน้ำใช้ รวมไปถึงน้ำทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ราษฎรในพื้นที่ บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง