Home Blog Page 342

CPF ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรักษ์โลก 100% ใช้ซ้ำ ใช้ใหม่ ย่อยสลายได้ หนุนโมเดล BCG

0

นายกิตติ หวังวิวัฒน์ศิลป์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์กลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า  ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการพัฒนาและบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าตามนโยบายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน บนหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และหนุนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามโมเดล  BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Biological)  เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)  โดยมีแนวปฏิบัติตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ภายใต้แนวคิด  FEE  ซึ่งประกอบด้วย  F หรือ Functional คือ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุของอาหารให้นานขึ้น เป็นการลดปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) E คือ Ethics เน้นความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้บริโภค โดยใช้วัสดุคุณภาพดี (Food Grade) ได้มาตรฐานตามกฎหมาย สามารถป้องกันการปนเปื้อนในอาหาร ยังคงคุณค่าทางโภชนาการ และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ E  หรือ Emotion คือ พัฒนารูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค 

“ปัจจุบัน ซีพีเอฟใช้บรรจุภัณฑ์อาหารพลาสติก 99.9% เป็นพลาสติกประเภทที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือ นำมาใช้ใหม่ หรือ นำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ หรือย่อยสลายได้ และบริษัทฯ พยายามหาแนวทางที่จะไปสู่เป้าหมายให้เป็นการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% ภายในปี 2568 สำหรับกิจการในประเทศไทย และปี 2573 สำหรับกิจการในต่างประเทศ” นายกิตติ กล่าว  

ทั้งนี้  ซีพีเอฟ ประกาศนโยบายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน โดยกำหนดแนวปฏิบัติ ส่งเสริมการศึกษาและใช้วัสดุที่ทดแทนใหม่ได้จากแหล่งที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน การเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์อาหารเท่าที่สามารถทำได้ตามความเหมาะสม โดยไม่กระทบกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร การส่งเสริมและสนับสนุนการนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วไปผลิตเป็นพลังงาน (Energy Recovery) โครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์จากผู้บริโภค (Take-back System)       

เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อนำไปสู่การรีไซเคิล (Design for Recycle)  ได้แก่ การใช้บรรจุภัณฑ์จากโมโนพลาสติก (mono plastic) โดยร่วมมือกับคู่ค้าในการศึกษาและพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารที่ใช้พลาสติกชนิดเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อลดปริมาณขยะสู่การฝังกลบให้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังหาวัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษรีไซเคิลกับสินค้าประเภทไข่สด และใช้พลาสติกรีไซเคิลในถาดไข่ที่เป็นพลาสติก เป็นสัดส่วน 80%  

ซีพีเอฟ ยังลดการใช้ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยแบรนด์ Star Coffee ได้ใช้นวัตกรรมใช้แก้วกาแฟ ฝาครอบ และหลอดที่ทำจากไบโอพลาสติกซึ่งผลิตจากพืช และสามารถย่อยสลายได้ โดยได้มีการออกแบบฝาครอบแก้วกาแฟ ที่สามารถยกดื่มได้เพื่อลดการใช้หลอด รวมทั้ง ซีพีเอฟยังเป็นผู้ริเริ่มนำนวัตกรรมถาดพลาสติกใสชีวภาพ Polylactic acid (PLA) มาใช้ในประเทศไทย โดยใช้กับเนื้อหมูและไก่สดแช่เย็น CP Butcher ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

สิงห์อาสา จับมือ 5 ศูนย์บริการสาธารณสุข สนับสนุนงานช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงรับวัคซีนโควิด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ 5 ศูนย์บริการสาธารณสุขในการลงพื้นที่เชิงรุกฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ผู้ป่วยติดเตียงใน 4 เขตพื้นที่กรุงเทพฯ ได้แก่ เขตดุสิต ศูนย์บริการสาธารณสุข 38 และศูนย์บริการสาธารณสุข 6 ,เขตภาษีเจริญ ศูนย์บริการสาธารณสุข 47 ,เขตดินแดง ศูนย์บริการสาธารณสุข 4 และเขตบางพลัด ศูนย์บริการสาธารณสุข 31 โดยเริ่มที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 38 เขตดุสิตเป็นแห่งแรกลงพื้นที่ในชุมชนบางกระบือและชุมชนองค์รักษ์ มอบชุดดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น “ส่งใจถึงเตียง” พร้อมมอบน้ำดื่ม อาหารปรุงสุก อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และของใช้จำเป็นให้แก่ผู้ป่วยติดเตียง เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงให้ได้เข้ารับวัคซีนโควิด-19 ครบตามกำหนด ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่พี่น้องคนไทยปลอดภัยจากโควิด-19

นายวสันต์ บางกล่ำ นายแพทย์ชำนาญการรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการสาธารณสุข 38 เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 มีความน่าเป็นห่วงขึ้นทุกขณะ จากสถิติผู้ป่วยติดเชื้อที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทางเขตดุสิตและศูนย์บริการสาธารณสุข 38 มีการใช้มาตรการเฝ้าระวังและแผนรับมือครอบคลุมทุกด้านทั้งเชิงรับและเชิงรุก ที่ผ่านมาสิงห์อาสาเป็นอีกหนึ่งเครือข่ายสำคัญที่คอยช่วยเหลือดูแลประชาชนในพื้นที่เขตดุสิตมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ชุดป้องกัน PPE หน้ากากอนามัย สนับสนุนการทำงานแก่บุคลากรทางการแพทย์และจิตอาสาในพื้นที่ และเมื่อเร็วๆ นี้ได้สนับสนุนศูนย์พักคอยเด็กป่วยโควิด-19 เขตดุสิต หรือ Community Isolation (CI) เพื่อรองรับผู้ป่วยเด็กและเยาวชนจากพื้นที่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ อีกด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 “สิงห์อาสา” โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมด้วยบริษัทในเครือ และเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ ได้ให้การช่วยเหลือ โดยสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ไปแล้ว กว่า 3 ล้านขวด รวมทั้งอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และอาหารปรุงสุก ตลอดจนส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องผลิตออกซิเจน, เครื่องวัดออกซิเจน, เครื่องวัดความดันโลหิต, ชุดป้องกัน PPE,หน้ากาก N95 และอุปกรณ์ป้องกันหลายรายการ ซึ่งได้ส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลักโรงพยาบาลสนาม และศูนย์บริการประชาชนไปแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนตามชุมชนต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กว่า100 ชุมชน โดยสั่งข้าวกล่องจากร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์มอบให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จัดทำแปลงเกษตรกำลังใจในบริษัทในเครือบุญรอดฯทั่วประเทศ นำผลผลิตทั้งแบบวัตถุดิบและปรุงสุกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง เพื่อช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วยและผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อาสาสมัครตลอดจนวัดและศาสนสถาน หลายจุดทั่วประเทศ ซึ่งหากนับตั้งแต่การแพร่ระบาดในครั้งแรกเมื่อปลายปี2562 บริษัทฯ ได้ดำเนินการช่วยเหลือผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ เป็นมูลค่าการช่วยเหลือรวมแล้วกว่า 250 ล้านบาท

เตรียมดัน ‘ทิพยประกันภัย’ สู่ Next Generation Insurer เล็งตั้งบ.เทคโนโลยีเสริมเขี้ยวเล็บ

0

ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮล ดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง แผนการดำเนินงานในปี 2565 ว่า จากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นำเอาเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการอุบัติขึ้นของโรคใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการทำประกันภัย เพื่อความมั่นคงและเป็นรากฐานในการดำรงชีวิตยุคใหม่

จากประเด็นดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจประกันภัย แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาส ดังนั้นธุรกิจประกันภัยจะต้องมีการปรับตัวรองรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการนำข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์ ปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้สอดคล้องความเสี่ยงในแต่ละประเภทและกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อให้ธุรกิจประกันวินาศภัยสามารถขยายตัวควบคู่กับการดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในอนาคตด้วย

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของบมจ.ทิพยประกันภัย ในปี 2565 นี้ ทิพยประกันภัย จะเน้นกลยุทธ์มุ่งสู่การเป็น Next Generation Insurer ด้วยการดำเนินนโยบายเชิงรุก Groundbreaking Change ในทุกมิติ (การเปลี่ยนแปลงที่ก้าวล้ำ) โดยประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ

1.การสร้างสรรค์กลยุทธ์การตลาดที่ล้ำสมัย (Create Cutting Edge Marketing Approach) โดยจะมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ให้ได้รับการยอมรับเป็นแบรนด์แห่งนวัตกรรม พัฒนาการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าด้วยการนำเทคโนโลยีทางการตลาดแทนรูปแบบการทำการตลาดแบบเดิม รวมถึงนวัตกรรมแห่งอนาคตที่มีโลกเสมือน (Virtual) เชื่อมโยงเข้าสู่โลกแห่งความจริง รวมถึงการร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อตอบสนองการดำเนินชีวิตของลูกค้าได้ครบวงจร

2.การออกแบบหรือสร้างประสบการณ์การทำประกันภัยให้กับลูกค้ารูปแบบใหม่ (Reinvent Customer Experience) โดยทิพยประกันภัย มุ่งเน้นการยกระดับการให้บริการตลอดทั้ง Insurance Value Chain ด้วยเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าของผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าองค์กร และลูกค้ารายย่อย

3. การนำทางไปสู่องค์กรสร้างนวัตกรรมในระดับที่พลิกโฉม และ Disrupt ธุรกิจเดิมได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน (Pave the Way for Breakthrough Innovation & Sustainability) บริษัทฯ มุ่งเน้นเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นองค์กรชั้นนำที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาประเทศ และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนควบคู่กับสังคมตลอดไป

สำหรับแผนการลงทุนของ บมจ.ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ TIPH ในช่วงที่เหลือของปี 2565 นั้น จะเดินหน้าสร้างมิติใหม่ให้กับวงการประกันภัยในประเทศไทยให้ได้ใน 3 มิติ ภายในปี 2565 ด้วยการเร่งดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทประกันภัย เพื่อรองรับการแยกหน่วยธุรกิจประกันภัยที่มีศักยภาพของบริษัทในกลุ่มออกเป็นบริษัทประกันภัยใหม่ (Spin-Off) อย่างน้อย 2 บริษัทในปีนี้ ในรูปแบบของบริษัทประกันภัยดิจิทัล 100% แห่งแรกของประเทศไทย และบริษัทประกันภัยตะกาฟุล (Takaful) แห่งแรกของประเทศไทย รวมทั้งการตั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มธุรกิจประกันภัย 100% หรือ Technology Company for Insurance Business แห่งแรกของประเทศไทย ให้เกิดขึ้นภายในปี 2565 นี้

“โครงการสนับสนุนทุนการศึกษานักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ” มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท หนุนเด็กดี สร้างพลเมืองดี ลดความเหลื่อมล้ำ

0

ตลอดระยะเวลา 33 ปีของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนงาน 4 ด้านหลัก คือ พัฒนาเด็กและเยาวชน ชุมชนและขจัดความยากจน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย ปกป้องและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมาย “สร้างคนดี พลเมืองดี อาชีพดี ชุมชนสิ่งแวดล้อมดี

“โครงการสนับสนุนทุนการศึกษานักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ” เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน สนองแนวพระราชดําริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่ขาดโอกาสในถิ่นทุรกันดารให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับหรือเท่าที่มีการเปิดการเรียนการสอน ในโรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน (โรงเรียนตชด.) ให้เยาวชนมีโอกาสศึกษาต่อ พัฒนาตนเองให้เป็นคนดี พึ่งตนเองและกลับไปช่วยเหลือพัฒนาชุมชน ให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในปี 2546 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของโครงการ มูลนิธิฯ ได้ดำเนินโครงการฯ ร่วมกับ สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนศิษย์เก่าโรงเรียนตชด. นำความรู้ไปประกอบสัมมาชีพ เป็นคนดี พลเมืองดีชายแดน ซึ่งปัจจุบันการดำเนินโครงการฯเข้าสู่ปีที่19 แล้ว

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวว่า เป้าหมายของมูลนิธิฯ คือ สร้างคนดี พลเมืองดี อาชีพดี และชุมชนสิ่งแวดล้อมดี ซึ่งที่ผ่านมา มูลนิธิฯร่วมกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษา ดำเนินโครงการสนับสนุนทุนการศึกษานักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาทัดเทียมเยาวชนในเมือง เพื่อกลับไปพัฒนาชุมชนในฐานะเป็นพลเมืองดีชายแดน นักเรียนทุนสามารถกลับไปสร้างงานสร้างอาชีพในครัวเรือน ที่ต่อยอดเป็นระบบเศรษฐกิจในชุมชน สร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง เกิดการรวมกลุ่มเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชน เช่น วิสาหกิจชุมชนโรบัสต้าป่าช้างขาว บ้านป่าหมาก ตำบลศาลาลัย อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น

นับจากปี 2546 การจัดรับนักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้าโครงการ จะมี 2 ลักษณะ คือ เยาวชนศิษย์เก่าโรงเรียนตชด. (ภาคกลาง) และเป็นนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ กับเยาวชนศิษย์เก่าโรงเรียนตชด. (ภาคกลาง) ที่จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นเยาวชนที่มีความประพฤติดี ผลการเรียนดี มีความเป็นผู้นำ ที่ต้องการศึกษาต่อ แต่ขาดทุนทรัพย์ ให้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 หรือศึกษาต่อสายอาชีพในสถาบันการอาชีวศึกษา จนถึงปัจจุบัน มีเด็กเข้าร่วมโครงการรวม 203 คน สำเร็จการศึกษาแล้ว 97 คน อยู่ระหว่างการศึกษา 81 คน และกลับไปศึกษาหรือประกอบอาชีพภูมิลำเนา 25 คน และพบว่าร้อยละ 24 ของนักเรียนทุนได้กลับไปสร้างงาน สร้างอาชีพในครัวเรือน ขณะที่ร้อยละ 54 สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ขยายผลในการสร้างงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชน

นอกจากนี้ เด็กๆในโครงการที่ต้องเข้าพักค้างประจำ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิต ที่ศูนย์ฝึกอาชีพเยาวชนเกษตร จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมูลนิธิฯได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยก่อสร้างอาคารพักค้างให้กับเยาวชนและเจ้าหน้าที่ มีตำรวจตชด. จากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้ฝึกด้านระเบียบวินัยให้กับเยาวชน มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ทำหน้าที่เป็นเสมือนพ่อแม่ ฝีกอบรมสั่งสอน พร้อมทั้งดูแลความเป็นอยู่ของเยาวชน เป็นการช่วยสร้างทักษะชีวิต ควบคู่กับการฝึกทักษะอาชีพด้านธุรกิจเกษตร อาทิ การเลี้ยงแพะ เลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่พื้นเมือง ปลูกไม้ผลผสมผสานและพืชผักสวนครัว ที่ไม่เพียงใช้ประกอบอาหารสำหรับทุกๆ คนเท่านั้น ยังเรียนรู้วิธีการจัดการรายรับ-รายจ่าย การพัฒนาตนเองจากสิ่งใกล้ตัวเป็นกระบวนการเรียนรู้นำไปต่อยอดได้ในอนาคต

ตลอดระยะเวลาที่เยาวชนอยู่ในโครงการฯ มูลนิธิ ฯ จะสนับสนุนทุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยเด็กเยาวชนจะได้ศึกษาสายสามัญ ณ โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งโรงเรียนมีโควต้าให้กับมูลนิธิฯ ปีละ 10 คน ส่วนเยาวชนที่เลือกศึกษาสายอาชีพ ก็สามารถเลือกเรียนตามความสนใจและความถนัด ทั้งที่วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จังหวัดเพชรบุรี หรือโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์เทคโนธุรกิจ และหากเยาวชนมีศักยภาพ ผลการเรียนดี และมีความสามารถต้องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา มูลนิธิฯ ยังสนับสนุนให้การศึกษาต่อไป

ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวฯ ยังได้ต่อยอดความสำเร็จสู่เยาวชนในพื้นที่อื่นๆ ด้วยการสนับสนุนทุนให้กับนักเรียนประจำ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 จังหวัดเลย และเยาวชนจากโรงเรียน ตชด.ภาค 1 รวมทั้งได้ขยายพื้นที่ดำเนินโครงการฯ ร่วมกับโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 53 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 จังหวัดสกลนคร ผนึกพลังสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนตชด. ภายใต้การดูแลของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 ทั้ง 11 แห่ง โดยมีมูลนิธิฯ ส่งเสริมด้านการศึกษาตามกำลังสติปัญญา และความสามารถของน้องๆ

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าว มาสามารถช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาสร้างโอกาสที่ทัดเทียมของเด็กในเมืองและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนแล้ว ยังเป็นโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) เป้าหมายที่ 4 สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 ปีของ “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษานักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบทและหน่วยงานภาคีเครือข่าย เดินหน้าสร้างเยาวชนในพื้นที่ชายแดนได้เข้าถึงการศึกษาที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมให้เด็กเยาวชนเสริมสร้างสติปัญญาพัฒนาศักยภาพของตนเอง เรียนรู้วิธีจัดการชีวิต การจัดการอาชีพเกษตรขั้นพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ในอนาคต สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนทั้งรุ่นที่จบการศึกษาไปแล้วและกำลังศึกษาอยู่ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนที่เข้มแข็ง และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป./

กินไส้กรอกอย่างสบายใจ ปลอดภัย ไม่กลัวอ้วน

0

บทความ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนิฐพร วังใน
อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร
คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ไส้กรอก จัดเป็นแหล่งของโปรตีนมีกระบวนการผลิตโดยใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก ผ่านการบดละเอียดขึ้นรูปเป็นไส้กรอก และทำให้สุกโดยใช้ความร้อน ใส่ส่วนผสมต่างๆจนได้รสชาติที่อร่อย กลมกล่อม ในกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานจะใช้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช้เศษเนื้อ และมีการตรวจสอบสิ่งปนเปื้อนก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิต

การแปรรูปอาหาร เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบอาหารในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ทำให้อาหารสามารถเก็บได้นานขึ้นกว่าวัตถุดิบอาหารสด เช่น การนำเนื้อสัตว์ไปแปรรูปเป็นไส้กรอก แฮม ทำให้สามารถเก็บได้นาน สิ่งสำคัญของการแปรรูปอาหารที่ต้องคำนึงถึงนั้นคือเรื่องของความปลอดภัย เมื่อรับประทานแล้วต้องไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย

ในการประกอบอาหารส่วนใหญ่จะผ่านกรรมวิธีผัด นึ่ง อบ ทอด เพื่อให้อาหารสุกพร้อมรับประทาน แต่กระบวนการทอดหรือผัดนั้นจะมีน้ำมันที่ให้พลังงานสูงขึ้น เช่น ไส้กรอกทอดจะให้พลังงานมากกว่าไส้กรอกที่ผ่านการอบหรือนึ่ง ถ้ารับประทานเป็นประจำในปริมาณมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วน มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง

สำหรับภาวะโรคอ้วน เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases : NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคตับ เป็นต้น โดยมีสาเหตุจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ รวมถึงของหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ออกกำลังกาย

ดังนั้น กรรมวิธีในการประกอบอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย เพราะการรับประทานไส้กรอกในปริมาณที่เหมาะสมไม่ได้ทำให้อ้วน แต่การรับประทานของทอดหรือมันมากๆ ไม่ว่าจะประเภทใดก็ตาม จะส่งผลทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องภาวะโรคอ้วน จึงแนะนำว่าควรรับประทานให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ระมัดระวังในการรับประทานของทอด หวาน มัน เค็ม

ทั้งนี้ ผู้ผลิตควรให้ความใส่ใจกับการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบจนถึงการบรรจุ เพื่อให้ได้ไส้กรอกที่มีคุณภาพดี ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัยมากที่สุด นอกจากนี้ ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปนเปื้อน และการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียของไส้กรอกได้ ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องของการใช้ไนไตรท์เป็นวัตถุเจือปนอาหารในผลิตภัณฑ์ไส้กรอก ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

5 เคล็ดลับกินไข่ สุขภาพดี ยันไม่ใช่ตัวการทำคอเลสเตอรอลสูง

0

ดร. สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการอิสระ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาไข่ไก่มีการปรับขึ้นลง เป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งแล้วจะกลับมาสู่สภาวะปกติ ถือว่าเป็นวัฏจักร ในฐานะผู้บริโภคอย่าไปวิตกกังวลเกินไป ไม่ว่าอย่างไร ไข่ไก่ ก็เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงในราคาที่จับต้องได้ หากได้รับผลกระทบจริงๆ ในช่วงที่ไข่ปรับราคาสูงขึ้นเราก็อาจจะกินน้อยลง หรือหาโปรตีนอย่างอื่นกินทดแทน เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา เป็นต้น 

ราคาไข่จะขึ้นหรือลง กลับไม่ใช่สาเหตุที่คนไทยกินไข่น้อยกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ จากข้อมูลกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ปี พ.ศ. 2563 คนไทยมีอัตราการบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยเพียง 223 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศจีนที่มีการบริโภค 399 ฟองต่อคนต่อปี ญี่ปุ่น 345 ฟองต่อคนต่อปี และมาเลเซีย 314 ฟองต่อคนต่อปี นั่นเพราะส่วนหนึ่งคนไทยมีความเชื่อว่ากินไข่แล้วทำให้คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งความเชื่อนี้ฝังลึกอยู่กับคนไทยมานานหลาย 10 ปี ในขณะที่ ต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจประเด็นนี้กันแล้ว เพราะยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่ระบุว่าการที่คนกินไข่ในปริมาณมากแล้วส่งผลให้มีคอเลสเตอรอลสูง 

ดร. สง่า กล่าวว่า สาเหตุที่แท้จริงของคอเลสเตอรอลสูงมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารที่มีไขมันสูง มีรสชาติหวานจัด มันมาก กินแป้งเยอะ กินผักผลไม้น้อย และไม่ได้ออกกำลังกาย หากลองพิจารณาในอีกมุมหนึ่งจะพบว่า ไข่ คือสุดยอดของอาหาร เป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่ครัวคนไทยมายาวนาน เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ในไข่ 1 ฟองอัดแน่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ราคาเข้าถึงง่าย สามารดัดแปลงนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเมนู ที่สำคัญเก็บไว้ได้นานแต่ต้องเก็บอย่างถูกวิธี 

กรมอนามัย แนะนำว่า เด็กตั้งแต่ 1 ขวบจนถึงผู้สูงอายุ ถ้าร่างกายปกติไม่มีโรคประจำตัว ไม่อ้วน ไขมันไม่สูง กินไข่ได้วันละฟอง ควบคู่กับการกินอาหารให้หลากหลาย ควรกินโปรตีนจากแหล่งอื่น สลับกับการกินไข่ กรณีที่ผู้บริโภคบางกลุ่มมีคอเลสเตอรอลสูง ไขมันเกิน มีภาวะอ้วน สามารถกินไข่ได้ตามที่หมอแนะนำหรือสัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ทั้งหมดนี้คือ หลักการง่ายๆ ของการกินไข่  

นอกจากนี้ ดร. สง่า เผยเคล็ดลับ 5 ข้อ กินไข่อย่างฉลาดได้คุณค่าสารอาหารครบ ช่วยให้มีสุขภาพดี ดังนี้  

1) กินไข่สุก อย่ากินไข่ดิบหรือไข่สุกๆดิบๆ เพราะไข่ดิบเชื้อโรคอาจจะเข้าไปทางรูเปลือกไข่และปนเปื้อนอยู่ในไข่ขาว เช่น อีโคไล ซัลโมเนลลา เชื้อไข้หวัดนก กินไข่สุกดีที่สุด เพราะร่างกายจะนำไข่ไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าไข่ดิบ แต่ถ้าจะกินไข่ลวกควรทำให้ไข่ขาวสุกเป็นสีขาว ไข่แดงเป็นยางมะตูม  

2) เวลากินไข่ให้กินกับผัก อย่ากินไข่เดี่ยวๆ เพราะจะได้ไฟเบอร์หรือใยอาหารไปช่วยดูดซึมคอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งออกจากร่างกาย  

3) เน้นกินไข่ต้มหรือไข่ตุ๋น มากกว่าไข่เจียวหรือไข่ดาว เพราะให้พลังงานต่างกันเยอะ ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงานเพียง 70 กิโลแคลอรี่ ไข่ดาว 1 ฟองให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่ ไข่เจียวฟูที่นิยมกินให้พลังงาน 240 กิโลแคลอรี่ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย  

4) กินไข่แล้วหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรี่สูง กินไข่แล้วควรหลีกเลี่ยงปลาหมึก หมูสามชั้น อาหารมันๆ เพราะเราได้ไขมันจากไข่ระดับหนึ่งแล้ว  

5) กินไข่แล้วต้องออกกำลังกาย หากทำได้ทั้ง 5 ข้อแล้ว มั่นใจได้ว่าสุขภาพจะ แข็งแรง สุขกาย สุขใจ ห่างไกลโรคได้แน่นอน 

กรมชลฯ พร้อมรับมือน้ำทะเลหนุน สั่งบริหารจัดการน้ำรัดกุม

0

นายประพิศ  จันทร์มา  อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงฤดูแล้งของทุกปี โดยกรมชลประทานได้พิจารณาแนวทางเพื่อรับมือและกำหนดมาตรการควบคุมความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา  ด้วยการเพิ่มการระบายจากเขื่อนภูมิพล ตั้งแต่ช่วงวันที่ 2 – 5 กุมภาพันธ์ 2565 ในอัตราเฉลี่ยวันละ 24 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมกับรักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ และควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราเฉลี่ย 85 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

สำหรับที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ได้ปรับแผนเพิ่มการระบายน้ำ ในอัตราเฉลี่ยวันละ 5.18 ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจะทยอยปรับลดการระบายลงเหลืออัตราเฉลี่ยวันละ 4.32 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะเดียวกันจะควบคุมระดับเหนือเขื่อนพระรามหก ให้อยู่ในเกณฑ์ และปรับแผนเพิ่มการระบายน้ำอยู่ในอัตราเฉลี่ย 40 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากนั้นจะทยอยปรับลดการระบายลงเหลืออัตราเฉลี่ย 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในลำดับต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง-เจ้าพระยา โดยการระบายน้ำผ่านทาง ประตูระบายน้ำ (ปตร.) สิงหนาท 2 ในอัตราไม่ต่ำกว่า 12 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมควบคุมปริมาณน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก และปตร.สิงหนาท 2 รวมกันที่บริเวณอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่า 100 – 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

จากแผนการระบายน้ำและบริหารจัดการน้ำข้างต้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำทั้งหมดไหลมาบรรจบเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วงวันที่ 14 – 18 กุมภาพันธ์ 2565 ได้ตามการคาดการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับประกาศ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2565 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงและความเค็มรุกตัวบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา

ปัจจุบัน แม่น้ำเจ้าพระยา ตรวจวัดค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำสำแล จังหวัดปทุมธานี อยู่ที่ 0.22 กรัมต่อลิตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยที่ผ่านมากรมชลประทานมีมาตรการบริหารจัดการน้ำในการบรรเทาปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างรัดกุม พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำเค็มรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้มากที่สุด ทั้งนี้กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็บน้ำและอาคารชลประทานให้สอดคล้องกับช่วงการหนุนของน้ำทะเลอย่างเหมาะสมตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

ก.ล.ต. คุมเข้มโฆษณาคริปโทฯ ต้องไม่เกินจริง ห้ามโฆษณาในพื้นที่สาธารณะ

0

ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการเกี่ยวกับการโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มความคุ้มครองแก่ผู้ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับการกำกับดูแลของต่างประเทศ

ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีการโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ ในวงกว้าง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้พบประเด็นปัญหาจากการโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหลายราย เช่น ไม่มีคำเตือนเรื่องความเสี่ยงของคริปโทเคอร์เรนซีหรือคำเตือนมีขนาดเล็กเกินไป กรรมการและผู้บริหารของบริษัทในกลุ่มของผู้ประกอบธุรกิจโฆษณาชักชวนให้ประชาชนมาใช้บริการโดยยังไม่มีการกำกับดูแลการโฆษณาที่ชัดเจน และอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

1. การโฆษณาต้องไม่เกินความจริง ไม่บิดเบือน ไม่ปิดบัง หรือทำให้สำคัญผิดในสาระสำคัญ และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ ให้ระบุเฉพาะจำนวนลูกค้าที่ได้รับอนุมัติให้เปิดบัญชีและพร้อมใช้บริการได้แล้วเท่านั้น

2. การโฆษณาต้องมีความชัดเจนและเหมาะสม เช่น ระบุคำเตือนเรื่องความเสี่ยงตามข้อความและขนาดตัวอักษรตามที่ ก.ล.ต. กำหนด โดยต้องมีความคมชัดและสังเกตได้ง่าย หากมีการแสดงข้อมูลด้านบวกหรือโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน ต้องมีการแสดงข้อมูลด้านลบหรือความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลควบคู่กัน (balanced view) เป็นต้น

3. การโฆษณาเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีให้ทำได้เฉพาะในช่องทางทางการของผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น ห้ามโฆษณาในพื้นที่สาธารณะ ขณะที่การโฆษณาเกี่ยวกับการให้บริการยังคงสามารถทำได้ในพื้นที่สาธารณะและช่องทางอื่น ๆ

4. ผู้ประกอบธุรกิจต้องควบคุมดูแลการโฆษณาของบริษัท บริษัทในกลุ่มที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกิจการ เช่น ผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้บริหารหรือบุคคลอื่นซึ่งโดยพฤติการณ์มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการกำหนดนโยบาย การจัดการ หรือการดำเนินงานของผู้ประกอบธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงผู้ทำโฆษณาและผู้ที่มีผลต่อการตัดสินใจต่อผู้ใช้บริการในสังคมออนไลน์ (influencer) ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย

5. ยกเลิกการจัดให้มีผู้แนะนำรายชื่อลูกค้า (Introducing Broker Agent: IBA) ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซี โดยผู้ประกอบธุรกิจโทเคนดิจิทัลเพียงอย่างเดียว ยังมีผู้แนะนำรายชื่อลูกค้าได้ตามเดิม

กรมชลฯ เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ จ.หนองคาย-อุดรธานี หวังแก้ท่วม-แล้งอย่างยั่งยืน

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ.65 ที่ผ่านมา นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และนายสุริยพล นุชอนงค์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ลงพื้นที่จังหวัดหนองคาย ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย และโครงการระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำม้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุดรธานี พร้อมเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในเร็ววัน

นายชูชาติ เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นโครงการที่สำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง องค์ประกอบที่สำคัญของโครงการ ได้แก่ สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง ทำหน้าที่สูบระบายน้ำที่ท่วมขังในลำน้ำห้วยหลวงลงสู่แม่น้ำโขงและป้องกันน้ำจากแม่น้ำโขงไหลย้อนเข้ามาท่วมพื้นที่การเกษตรและชุมชนในช่วงฤดูน้ำหลาก งานก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา จำนวน 15 แห่ง เพื่อทำหน้าที่หน่วงน้ำด้านบนไม่ให้ไหลลงมาเร็ว สร้างผลกระทบต่อพื้นที่ด้านล่าง รวมทั้งสามารถเก็บกักน้ำด้านหน้าอาคารไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง งานก่อสร้างสถานีสูบน้ำย่อยพร้อมระบบชลประทานเพื่อส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ 315,000 ไร่ โดยโครงการมีแผนดำเนิน 9 ปี (ปี 2561 – 2569) ทั้งนี้ ได้สั่งการเร่งรัดงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองให้แล้วเสร็จ สามารถใช้บริหารจัดการน้ำได้ในปี 2566 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำม้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความจุ 5.40 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2554 เป็น 1 ใน 6 ของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยทอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งต่อมาในปี 2563 กรมชลประทานได้เข้ามาดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำ ประกอบด้วย ท่อส่งน้ำสายใหญ่ สายซอย และสายแยกซอย ความยาวรวมประมาณ 20 กิโลเมตร ปัจจุบันมีความคืบหน้า ร้อยละ 33 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2567 สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในเขต อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ประมาณ 3,300 ไร่ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบให้ความสำคัญกับการนำน้ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่ากับงบประมาณค่าลงทุน มีการลงพื้นที่สร้างการรับรู้และความเข้าใจกับประชาชน เกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบท่อส่งน้ำ รวมทั้งร่วมบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการปรับรูปแบบการเกษตรใหม่ เน้นการเกษตรที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยขั้นตอนแรกจะมีการสร้างแปลงต้นแบบ 2-3 รูปแบบ เพื่อเป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรทางเลือก ให้กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป

‘บิ๊กป้อม’ เร่งเครื่องโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ จ.สกลนครและนครพนม บรรเทาภัยแล้งและน้ำท่วม

0

ผู้สื่ิอข่าวรายงานว่า​ เมื่ิอวันที่ 14 ก.พ.65 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่.นครพนม​ ติดตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ และแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ในพื้นที่จังหวัดสกลนครและนครพนม โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ด้วย

อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จ.นครพนม มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำโขง มักประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูฝน เนื่องจากไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน และในช่วงฤดูแล้งมักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.)​ 7 โครงการ ภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำจังหวัดสกลนครและจังหวัดนครพนม ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ประกอบด้วย ปตร.สุรัสวดี ปตร.บ้านหนองบึง ปตร.บ้านนาขาม ปตร.บ้านนาคู่ ปตร.บ้านตับเต่า ปตร.บ้านนาบัว ปตร.ห้วยแคน และ ปตร.ธรณิศนฤมิตร เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝน สามารถเก็บกักน้ำได้รวม 53 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 167,500 ไร่

ปัจจุบัน​ อยู่ระหว่างก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำหรับใช้ตัดยอดน้ำในช่วงน้ำหลาก ก่อนจะไหลลงสู่หนองหาร พร้อมทั้งปรับปรุงเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำสายต่าง ๆ อาทิ คลองผันน้ำร่องช้างเผือก คลองผันน้ำหนองแซง – ห้วยซัน และคลองผันน้ำห้วยยาง-น้ำก่ำ เพื่อผันน้ำส่วนที่เกินศักยภาพของลำน้ำพุงไปลงลำน้ำก่ำ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากน้ำจำนวนมากที่จะไหลล้นหนองหารไปท่วมพื้นที่โดยรอบ

ส่วนโครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อพร้อมระบบส่งน้ำ จะใช้ในการจัดจราจรน้ำ ด้วยการหน่วงและระบายน้ำให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ในกรณีที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูง น้ำในแม่น้ำสงครามจะไม่สามารถไหลลงไปได้ ทำให้มีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของประชาชน ในขณะที่ฤดูแล้งประตูระบายน้ำเหล่านี้จะทำหน้าที่เก็บกักน้ำในลำน้ำเป็นช่วง ๆ เก็บกักน้ำไว้ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ หากทั้ง 2 โครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุน ช่วยเหลือน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 88,000 ไร่ ทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในอนาคตได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย