Home Blog Page 341

กรมชลฯ​ เดินหน้าขุดลอกแม่น้ำบางขาม ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งให้ชาวบ้าน

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ร่วมกับนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก ไปติดตามความคืบหน้าการขุดลอกแม่น้ำบางขาม จังหวัดลพบุรี พร้อมพบปะและเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่สำหรับแม่น้ำบางขาม เป็นแม่น้ำที่เกิดจากคลองธรรมชาติหลายสายไหลมารวมกัน ไหลผ่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ท่าวุ้ง อ.บ้านหมี่ และ อ.เมืองลพบุรี มีความยาวทั้งสิ้น 55 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำสายสำคัญที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ แต่ด้วยปริมาณฝนที่ตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10-15% ส่งผลให้แม่น้ำบางขามแห้งขอดบริเวณ ต.มหาสอน ต.บางพึ่ง อ.บ้านหมี่ ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร  ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาของ ต.มหาสอน ต.บางพึ่ง รวมทั้งพื้นที่การเกษตร ริม 2 ฝั่งตลอดลำน้ำกรมชลประทาน​โดยสำนักงานชลประทานที่ 10 ได้เร่งดำเนินการสำรวจ ออกแบบโครงการขุดลอกแม่น้ำบางขามที่ตื้นเขิน ตามข้อสั่งการของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมชลประทานได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณ สำหรับเป็นค่าดำเนินการขุดลอกแม่น้ำบางขามจำนวน 74 ล้านบาท พร้อมกับมอบหมายให้สำนักเครื่องจักรกล เป็นผู้ดำเนินการขุดลอก ตั้งแต่ กม.12+500 – 22+700 (บริเวณสะพานท่าเรือ จนถึงบริเวณวัดเทพอำไพ) เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร คาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2565 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำของแม่น้ำบางขาม และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักไว้ในฤดูแล้งได้มากขึ้นถึง 21 ล้าน ลบ.ม. (แม่น้ำบางขามมีความจุเก็บน้ำได้ประมาณ 20 ล้าน ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 40,000 ไร่ ประชาชนได้รับโยชน์กว่า 2,500 ครัวเรือน

กรมชลฯ​ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ หลังประกาศเตือนอากาศแปรปรวน

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือนอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน ช่วงวันที่ 18 – 21 กุมภาพันธ์ 2565 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีลักษณะแปรปรวน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง นั้น

กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่ เฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศในระยะนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมกับบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม การปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับฝนที่ตกลงมา โดยให้เจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่ เพื่อสามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที ทั้งนี้ หากฝนตกลงมาในบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำย่อมส่งผลดีในการเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บ ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น สำรองไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และผลักดันน้ำเค็มในช่วงฤดูแล้งนี้

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้โครงการชลประทาน ตรวจสอบอาคารชลประทานทุกแห่ง ให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำไว้ในพื้นที่แล้ว ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้มีการแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

ค้านนำเข้าหมู คนไทยเสี่ยง เกษตรกรช้ำ

0

บทความโดย เพื่อน ชาวหมู

สถานการณ์ราคาหมูในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นการทำงานของกลไกตลาดได้อย่างชัดเจน ซึ่งราคาหมูเนื้อแดงขณะนี้ได้ปรับลงมาอยู่ที่ 170 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาได้ปรับสูงในช่วงปีใหม่อยู่ที่ 220 บาทต่อกิโลกรัม โดยผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศได้ร่วมกันรักษาระดับราคาหมูขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มมาอย่างต่อเนื่อง ตามประกาศราคาแนะนำของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 94 – 97 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศร่วมกันรักษาระดับราคามาอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 เพื่อร่วมช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้บริโภค

การปรับลดราคาที่เกิดขึ้นดังกล่าว เป็นผลจากปริมาณสุกรที่กลับมาสู่จุดสมดุลกับการบริโภค แต่ก็มีความพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศจากผู้ประกอบการหลายราย ซึ่งเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า ยังไม่มีนโยบายนำเข้าสุกรจากต่างประเทศ จึงเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เนื่องจากขณะนี้ปริมาณเนื้อหมูในประเทศมีเพียงพอกับความต้องการ ที่สำคัญราคาหมูหน้าฟาร์มและหน้าเขียงก็ลดลงดังที่กล่าวข้างต้น

ขณะที่ฟากผู้เลี้ยงหมูไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ และจัดเป็นข้อกังวลอย่างยิ่ง สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ย้ำเรื่องการนำเข้าหมูว่า การไม่ให้นำเข้าจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงหมู เพื่อเพิ่มปริมาณหมูเข้าสู่ระบบ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนนโยบายไม่นำเข้าหมูจากต่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เนื่องจากหากเปิดให้มีการนำเข้าหมูจากต่างประเทศ อย่างแรกคือ จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไม่กล้าที่จะกลับเข้าสู่ระบบ นั่นหมายความว่าจะไม่มีวันที่การเลี้ยงหมูของไทยจะฟื้นตัวได้ และเมื่อเปิดให้มีการนำเข้าแล้ว อย่าคาดหวังว่า จะสามารถจำกัดปริมาณการนำเข้าได้

ขนาดว่า ภาครัฐยังไม่มีการอนุญาตให้นำเข้า ยังเห็นการลักลอบนำเข้าหมูเป็นระยะ โดยสำแดงเป็นรายการสินค้าประเภทอื่น ล่าสุด ได้มีการจับกุมการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูแช่แข็งรวม 945 กล่อง น้ำหนัก 21 ตัน ไม่มีเอกสารการนำเข้าจากกรมปศุสัตว์ โดยมีการขนถ่ายที่ท่าเทียบเรือแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออก และเก็บที่ห้องเย็นในพื้นที่จ.สมุทรสาคร

ดังนั้น หากมีนโยบายนำเข้า พร้อมจำกัดปริมาณนำเข้า ก็ยังไม่อาจมั่นใจว่า การนำเข้าหมูจะเป็นไปตามปริมาณที่กำหนด แน่นอนว่าจะมีการนำเข้ามาเกินกว่าที่กำหนด ประเด็นที่เกิดขึ้นตามมาย่อมกระทบต่อราคาหมูในประเทศ รวมถึงความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู นั่นเท่ากับเป็นการทำลายอาชีพเกษตรกร และกลไกการเลี้ยงหมูของไทย รวมทั้งเปิดรับโรคประจำถิ่นที่มีในแต่ละประเทศให้เข้ามาด้วย

ไม่เพียงเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ต้องบอบช้ำกับผลกระทบที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนไทยผู้บริโภคก็พลอยมีความเสี่ยงที่จะได้รับอาหารที่ปนเปื้อนจากสารต้องห้ามอย่างสารเร่งเนื้อแดง ที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพ

จากกรณีของหมูที่เกิดขึ้นนี้ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขร่วมกันอย่างจริงจังทั้งระบบ ให้ภาคการเลี้ยงสามารถก้าวเดินต่อได้ อาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ผู้บริโภคมีอาหารปลอดภัย ประเทศมีความมั่นคงทางอาหาร

รู้เก็บรู้ออม : ขายหุ้นปันผลเวลาไหนปังสุด!!

0

สัปดาห์นี้มาว่ากันด้วยเรื่องของการลงทุน “หุ้นปันผล” ต่อ หลังจาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้บอกเคล็ดไม่ลับในการเลือกลงทุนหุ้นปันผลว่ามีข้อดีอย่างไร และช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ “ซื้อหุ้นปันผล” ที่จะทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงสุด

โดยจากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 5 ปี พบว่าการเข้าซื้อหุ้นที่คาดว่าจะจ่ายเงินปันผล ก่อนที่บริษัท จะขึ้นเครื่องหมาย XD (Excluding Dividend คือ วันที่นักลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวจะไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล) เป็นเวลา 2 เดือน มีโอกาสได้ผลตอบแทนดีที่สุด เพราะซื้อหุ้นได้ในราคาถูกกว่า เรียกว่าซื้อก่อนที่คนอื่นจะเข้ามาซื้อก็ย่อมได้ราคาถูกกว่า

ส่วนซื้อแล้วจะขายตอนไหน เพื่อให้ได้กำไรหรือผลตอบแทนดีสุด “คุณนายพารวย” เข้าไปหาความรู้ในห้องเรียนนักลงทุน บนเว็บไซต์ www.set.or.th ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในหัวข้อ “หุ้นปันผล ซื้อตอนไหน ได้ผลตอบแทนดีสุด” มีกูรูผู้เชี่ยวชาญได้ให้แนวทางในการขายหุ้นปันผลไว้อย่างน่าสนใจว่า

การลงทุนหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ หลักๆมี 2 แนวทาง แนวทางแรก คือ ซื้อแล้วถือยาว เพื่อรับเงินปันผลไปเรื่อยๆ โดยนักลงทุนจะกำหนดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลว่าต้องการ ที่ระดับไหนต่อปี เช่น 5% ต่อปีขึ้นไป จากนั้นก็จะถือหุ้นตัวนั้นยาวไปเรื่อยๆ แต่เมื่อไรที่หุ้น ปันผลที่ถืออยู่ ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปีลดลง เช่น เหลือ 3% เนื่องจากราคาหุ้นปรับขึ้น ก็อาจพิจารณาขายแล้วหาหุ้นปันผลตัวใหม่ ที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ระดับ 5% ต่อปีขึ้นไปเข้ามาทดแทน

ซึ่งการลงทุนหุ้นปันผลลักษณะนี้สามารถลงทุนแบบสม่ำเสมอเป็นประจำได้!!

ส่วนแนวทางที่สอง คือ การลงทุนในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล สำหรับนักลงทุนที่เน้นลงทุนหุ้นปันผลเป็นรอบๆ ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่า จังหวะและช่วงเวลาในการขายหุ้นสำคัญมาก พอๆกับช่วงเวลาในการซื้อด้วย เพราะหากขายถูกที่ถูกเวลาจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

โดยแนะนำให้ขายหุ้นปันผลในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD เพราะนอกจากจะได้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต้องการแล้ว ยังมีโอกาสได้ Capital Gain หรือกำไรจากราคาหุ้นที่ดีด้วย เรียกว่าทำกำไรได้ 2 เด้ง ทั้งจากเงินปันผลและกำไรจากราคาหุ้น เพราะจากสถิติพบว่าหลังจากขึ้นเครื่องหมาย XD แล้วราคาหุ้นจะค่อยๆปรับตัวลดลง

“คุณนายพารวย” นำเรื่องหุ้นปันผลมากระทุ้งกระตุ้นเตือนกันในช่วงนี้ เพราะเห็นว่าเป็น ช่วงต้นปีใกล้ประกาศงบการเงินจากผลการดำเนินงานของปี 2564 จึงเป็นช่วงที่ต้องเริ่มลงมือค้นหาคัดกรอง หุ้นปันผล เพราะหลังประกาศงบการเงิน ก็จะมีการประกาศเรื่องการจ่ายเงินปันผลก่อนที่จะกำหนดการขึ้น XD

ทีนี้รู้เทคนิคการหาหุ้นปันผลปังๆ และช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ “ซื้อและขายหุ้นปันผล” เพื่อ ให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนดีที่สุดแล้ว อย่าลืมไปหาข้อมูลความรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติมที่ https://www.setinvestnow.com เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ของเรา!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้เก็บรู้ออม : ซื้อหุ้นปันผลเวลาไหนดีสุด!!

0

สัปดาห์ที่แล้ว เราพูดถึงการลงทุนในหุ้นปันผล สำหรับมือใหม่ที่อยากซื้อขายหุ้นเอง แต่ไม่รู้จะซื้อหุ้นอะไรดี ว่าควรลองสนามด้วยการเลือกหุ้นปันผล เพราะมีข้อดีเป็นเกราะกันภัย คือนักลงทุนจะได้กระแสเงินสดจากเงินปันผลต่อเนื่องและยังช่วยลดความเสี่ยง เมื่อกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นลดลง ก็ยังมีกำไรจากเงินปันผลมาทดแทน

หัวใจในการเลือกหุ้นปันผลให้ได้ผลดี คือดูจากผลประกอบการที่มีลักษณะที่ดี (ยอดขายดีโตต่อเนื่อง-กระแสเงินสดดี-หนี้สินน้อย) และดูจากผลกำไรที่มีลักษณะที่ดี (มีกำไรต่อเนื่องย้อนหลัง 3 ถึง 5 ปี-กำไรสะสมโต-อัตราเงินปันผลจ่ายไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิปีนั้นๆ)

โดยมีเครื่องมือช่วยกรองหุ้นปันผลง่ายๆ คือหาหุ้นในดัชนี SETHD ที่คัดสุดยอดหุ้นปันผล 30 ตัว มาแล้ว ซึ่งมีข้อมูลสถิติว่า หุ้น 30 ตัวที่อยู่ในดัชนี SETHD นี้ ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 อยู่ที่ 3.91%, 4.96%, 5.32%, 6.34% และ 3.62% ต่อปี ตามลำดับ ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น การเลือกหุ้นจากดัชนี SETHD ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการค้นหาหุ้นปันผลดีๆ

แต่จังหวะและเวลาในการซื้อหุ้นปันผลก็มีความสำคัญมากๆ สำหรับมือใหม่ที่อยากถือหุ้นระยะยาวเพื่อหวังออมเงินออมหุ้นด้วย การทยอยซื้อแบบ DCA คือเฉลี่ยซื้อในจำนวนเงินเท่าๆกันทุกเดือน ก็ถือว่าน่าสนใจเพราะเราจะได้ราคาต้นทุนเฉลี่ยที่ไม่สูงเกินไป ถือเป็นการสะสมหุ้นปันผล แต่ต้องมีวินัยคือ เมื่อตั้งใจแล้วก็ควรทำให้ได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอในทุกๆเดือน

อีกแนวทางหนึ่งในห้องเรียนนักลงทุน บนเว็บไซต์ www.set.or.th ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทความที่มีกูรูมาเปิดข้อมูลสถิติว่า ซื้อหุ้นปันผล ช่วงเวลาไหน ได้ผลตอบแทนดีสุด!!

โดยมีการศึกษาผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของหุ้นที่จ่ายปันผลปีละครั้ง พบว่า หากนักลงทุนซื้อหุ้นปันผลก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD (Excluding Dividend คือ วันที่นักลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวจะไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล) 2 เดือน จะได้ผลตอบแทนดีที่สุด คือ 11.66%

หากซื้อหุ้นปันผลก่อนขึ้น XD เป็นเวลาเดือนครึ่ง ได้ผลตอบแทน 9.43% และถ้าซื้อก่อนขึ้น XD 1 เดือนจะได้ผลตอบแทน 6.37% แต่ซื้อก่อนขึ้น XD ราว 2 สัปดาห์ จะได้ผลตอบแทนราว 2.31% และถ้าซื้อก่อนขึ้น XD ประมาณ 1 สัปดาห์ จะได้ผลตอบแทนราว 0.50%

ส่วนหุ้นที่จ่ายปันผลปีละ 2 ครั้งขึ้นไป ปรากฏว่าหุ้นที่ซื้อก่อนขึ้น XD 2 เดือน ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 7.81% หากซื้อก่อนขึ้น XD เดือนครึ่ง ได้ผลตอบแทน 5.67% ซื้อก่อนขึ้น XD 1 เดือนได้ผลตอบแทน 4.29% ซื้อก่อนขึ้น XD ประมาณ 2 สัปดาห์ ได้ผลตอบแทน 2.25% แต่ถ้าซื้อก่อนขึ้น XD ประมาณ 1 สัปดาห์ จะได้ผลตอบแทนราว 0.86%

เรียกว่าเห็นก่อน…รู้ก่อนและซื้อก่อนก็จะได้ของดีราคาถูก ได้โอกาสได้กำไรมากกว่า!!

ส่วนวิธีดูว่าหุ้นจะขึ้น XD วันไหน ให้เปิดเว็บไซต์ของแต่ละบริษัทหรือเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยให้ดูข้อมูลย้อนหลัง 3-5 ปี ว่าในแต่ละปีคณะกรรมการบริษัทประชุมแล้วประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD หรือจ่ายเงินปันผลวันไหน เพราะปกติแล้วแต่ละบริษัทจะไม่ค่อยเปลี่ยนวันเวลา ดังนั้น ปีนี้หรือปีถัดๆไป วันขึ้น XD และวันจ่ายปันผลจะใกล้เคียงเดิม

ส่วนซื้อแล้วจะขายตอนไหน เพื่อให้ได้กำไรหรือผลตอบแทนดีสุด คุณนายพารวยจะมาเล่าให้ฟังต่อไป!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS คว้ารางวัลความยั่งยืนระดับโลก Sustainability Award Silver Class 2022 สองปีซ้อน

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า AIS ได้รับรางวัล S&P Global Sustainability Award ประจำปี 2565 ระดับ ซิลเวอร์คลาส (Silver Class) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นผลการประเมินด้านความยั่งยืนระดับสากลจาก S&P Global พร้อมกันนี้ยังได้รับการจัดอันดับในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก ทั้งในกลุ่มดัชนีโลกและดัชนีตลาดเกิดใหม่ (DJSI World and Emerging Markets Indices) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเข็มแข็งด้านโทรคมนาคมและขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล

“AIS มีความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืน โดยมุ่งสร้างคุณค่าในด้านธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การมุ่งพัฒนานวัตกรรมและสร้างคุณภาพสินค้าและบริการเพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยผ่านภารกิจหลัก AIS อุ่นใจ Cyber ที่ได้เน้นย้ำการสื่อสาร รวมทั้งการมีดิจิทัลโซลูชันเพื่อให้คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้เรายังดำเนินการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมโดยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับ การใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และที่สำคัญร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste ผ่านโครงการ คนไทยไร้ E-Waste ที่วันนี้เราสามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้องตามมาตรฐานไปแล้วกว่า 234,436 ชิ้น”

โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ AIS ที่ผ่านมา สามารถผ่านเกณฑ์การประเมินและการจัดอันดับดัชนีด้านความยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและระดับสากลอย่างต่อเนื่อง ประกอบไปด้วย

  • AIS ได้รับรางวัล S&P Global Sustainability Award ประจำปี 2565 ระดับ ซิลเวอร์คลาส (Silver Class) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 (2021-2022) โดยติด TOP 5 ในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมของโลก ด้วยคะแนน 88 คะแนน ซึ่งสำหรับ S&P Global เป็นบริษัทชั้นนำระดับสากลที่ดำเนินการวิจัย ประเมินผล และจัดอันดับมิติต่างๆของบริษัท
  • AIS ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิก ในระดับ World and Emerging Indices จาก S&P Dow Jones Indices ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 (2019-2021) โดยดัชนี Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) เป็นดัชนีหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ผ่านการประเมินความยั่งยืน ตามตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หรือ ESG
  • AIS ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ Thailand Sustainability Investment (THSI) หรือหุ้นยั่งยืน โดย บมจ. ที่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนต้องมีคะแนนผ่านร้อยละ 50 ในแต่ละมิติ และผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด ซึ่งหุ้นยั่งยืนนี้ สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
  • AIS ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืน FTSE4Good Index Series ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จากฟุตซี่ รัสเซล องค์กรจัดทำดัชนีในระดับสากล และ ESG 100 โดยดัชนีที่ FTSE จัดทำขึ้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มของนักลงทุนทั่วโลก

“สำหรับการได้รับรางวัล S&P Global Sustainability Award ในปีนี้ และการได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ทั้งในกลุ่มดัชนีโลกและดัชนีตลาดเกิดใหม่ หรือ DJSI World Index และ DJSI Emerging Markets Index ถือเป็นกำลังใจที่สำคัญในการทำงานเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรในทุกระดับ ขณะเดียวกัน AIS จะนำเอาหลักเกณฑ์การประเมินองค์กรจาก S&P Global มาเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนการดำเนินงานขององค์กรให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล เพื่อยกระดับการทำงานให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติต่อไป” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

AWC จัดโปรฯ พิเศษ “AWC Prestige Online Coupons” ห้องพักสุดคุ้มโรงแรมและรีสอร์ทในเครือ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC นำเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษ “AWC Prestige Online Coupons” ในรูปแบบคูปองห้องพักประเภทเริ่มต้นไม่รวมอาหารเช้า ในราคาสุดคุ้มกับ 3 คูปอง 3 มูลค่า ที่สามารถนำมาใช้สำรองห้องพักจากโรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำในเครือ AWC ทั่วไทย สามารถซื้อคูปองดิจิทัลในรูปแบบออนไลน์ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2565 บนแอปพลิเคชัน AWC CONNEXT

เพลิดเพลินไปกับการใช้งานคูปองดิจิทัลรูปแบบใหม่จาก “AWC Prestige Online Coupons” พร้อมสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการดีไซน์มาเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่กำลังมองหาห้องพักราคาพิเศษสำหรับ 2 ท่าน ไม่รวมอาหารเช้า กับ 3 คูปอง 3 มูลค่า พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดราคาพิเศษจากคูปองราคา 2,000 บาท ลดเหลือเพียง 1,900 บาท คูปองราคา 3,000 บาท ลดเหลือ 2,850 บาท และคูปองราคา 5,000 บาท ลดเหลือ 4,750 บาท เพื่อใช้สำหรับการสำรองห้องพัก หรือแลกรับสินค้าและบริการอื่นๆ ในราคาปกติตามมูลค่าที่กำหนดบนหน้าคูปอง จากทางโรงแรม รีสอร์ท และห้องอาหารชั้นนำในเครือ AWC ที่เข้าร่วมกว่า 19 แห่งใน 6 เมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ โดยคูปองดิจิทัลดังกล่าวสามารถซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านแอปพลิเคชัน AWC CONNEXT และสามารถนำไปใช้งานได้ภายในระยะเวลา 365 วัน นับจากวันชำระเงิน

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน AWC CONNEXT ได้ทั้งจากระบบ iOS และ Android รวมถึงสามารถตรวจสอบรายละเอียดและสิทธิประโยชน์ของ “AWC Prestige Online Coupons” ได้ผ่านเว็บไซต์ https://www.assetworldcorp-th.com/th/newsroom/news-activities/444/awc-prestige-online-coupons รวมถึงติดตามโปรโมชั่นที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ผ่านทาง Facebook อย่างเป็นทางการที่ Asset World Corporation หรือ Line Official Account ที่ @AWCCircle

กรมสวัสดิการฯ จับมือ ซีพีเอฟ ยกระดับมาตรฐานแรงงานในห่วงโซ่ผลิตสัตว์น้ำสู่สากล

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2565 นายนิยม สองแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน และ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “การยกระดับมาตรฐานแรงงานไทย เพื่อก้าวไปอย่างยั่งยืน” การบริหารแรงงานของทุกสถานประกอบกิจการในธุรกิจกุ้งครบวงจร เขตประเทศไทย ได้รับรองมาตรฐานแรงงานไทย มรท.๘๐๐๑ หรือ Thai Labour Standard: TLS 8001 โดยมี นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย และนางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือซีพีและซีพีเอฟ และ นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ ร่วมด้วย

นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตระหนักและให้ความสำคัญกับมนุษยชน การคุ้มครองแรงงานของไทย มีนโยบายสนับสนุนสถานประกอบกิจการของไทยยกระดับมาตรฐานด้านแรงงานสู่สากล การลงนามข้อตกลงในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และซีพีเอฟถือเป็นองค์กรชั้นนำดำเนินธุรกิจกุ้งแบบครบวงจรในประเทศไทย ในการนำมาตรฐานแรงงาน เป็นการขับเคลื่อนภาคธุรกิจของไทยพัฒนาการบริหารจัดการด้านแรงงานสอดคล้องกับมาตรฐานในระดับประเทศและสากล เพื่อให้แรงงานในห่วงโซ่การผลิตกุ้งไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น

“ซีพีเอฟ นับว่าเป็นองค์กรชั้นนำของไทย ที่สนับสนุนนโยบายภาครัฐในการบริหารจัดการด้านแรงงานที่ได้มาตรฐานอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด ความร่วมมือครั้งนี้มีส่วนช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้ประกอบการไทยในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและรับผิดชอบต่อแรงงาน ตลอดจนเป็นต้นแบบให้ภาคธุรกิจไทยเข้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทยเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน สินค้าบริการของไทยเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก” นายสุเทพกล่าว

นายนิยม กล่าวว่า ทางกระทรวงแรงงาน สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน มีนโยบายสำคัญในการส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการ มีความรับผิดชอบทางสังคมด้านแรงงานของธุรกิจ โดยจัดทำระบบมาตรฐานแรงงานไทย มรท.๘๐๐๑ เพื่อให้มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงาน จึงมุ่งพัฒนาระบบการบริหารจัดการแรงงาน และส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการทุกประเภท ทุกขนาด สามารถนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ด้านการจ้างและสภาพการทำงาน เสริมสร้างธุรกิจให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงกับ กลุ่มธุรกิจกุ้งครบวงจร ซีพีเอฟในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกันเพื่อพัฒนาสถานประกอบกิจการ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานแรงงานไทย ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสถานประกอบกิจการอื่นๆ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ส่งผลต่อสินค้าและบริการที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในเวทีการค้าโลก

ด้านนายประสิทธิ์ กล่าวว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรมและบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชน พัฒนาสถานประกอบกิจการให้มีระบบบริหารจัดการแรงงานที่ดี เทียบได้กับมาตรฐานแรงงานสากล โดยซีพีเอฟตั้งเป้าหมายผลักดันให้ธุรกิจกุ้งครบวงจรมีสถานประกอบกิจการฟาร์มและโรงงานรวมกว่า 200 แห่งทั่วประเทศสามารถได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงานภายในปี 2565 นี้ เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน และสภาพการจ้างงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ CPF 2030 Sustainability in Action

ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องตามมาตรฐานแรงงานของไทยและสากลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานประกอบการธุรกิจสัตว์น้ำ ได้รับรางวัลด้านแรงงานจากหลายหน่วยงาน ล่าสุด ศูนย์ปรับปรุงพันธุกรรมกุ้งปะทิว จังหวัดชุมพร รับถ้วยรางวัลพระราชทานใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัลสถานประกอบกิจการขนาดกลางที่มีระบบบริหารจัดการด้านแรงงานยอดเยี่ยม (Thailand Labour Management Excellence Award 2021) นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟยังได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ปี 2564 จากจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม รางวัลองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในเอเชียประจำปี 2564 จากนิตยสาร HR Asia รางวัลองค์กรสนับสนุนงานด้านคนพิการ ระดับดีเยี่ยม ประจำปี 2564 จาก กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รางวัลรายงานความยั่งยืนระดับภูมิภาคเอเชีย จาก Asia Sustainability Reporting Awards (ASRA) ในระดับ Gold Class ด้านดูแลและสร้างความผูกพันกับพนักงาน เคารพสิทธิมนุษยชน และดูแลความปลอดภัยพนักงานตามมาตรฐานสากล และซีพีเอฟยังได้รับคัดเลือกเป็น สมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices : DJSI) ประจำปี 2564 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

สินเชื่อไทรทองส่วนบุคคลจากธนาคารออมสิน เปลี่ยนหลักทรัพย์เป็นเงิน ให้ทุกความต้องการเป็นไปได้

0

ให้ทุกความต้องการของคุณเป็นไปได้ ด้วยสินเชื่อไทรทองส่วนบุคคล
ใช้จ่ายสะดวก….ไม่มีสะดุดเปลี่ยนหลักทรัพย์เป็นเงินได้ เปลี่ยนบ้าน ที่ดิน หรือคอนโด ปลอดจำนอง ให้เป็นเงิน หรือ Re-finance สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคจากสถาบันการเงินอื่น

ผ่อนต่ำล้านละ 5,000 บาท ต่อเดือน (2 ปีแรก) วงเงินให้กู้สูงสุด 10 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 25 ปี

คุณสมบัติผู้กู้

1. เป็นบุคคลที่มีอาชีพและรายได้แน่นอน

2. มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินคืน ต้องไม่เกิน 65 ปี

หลักประกัน

(1) เป็นของผู้กู้หรือบุคคลอื่น

(2) ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีความเจริญ มีไฟฟ้า สาธารณูปโภคอื่นๆตามความจำเป็น และมีทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งรถยนต์ผ่านเข้า-ออกได้สะดวก

(3) กรณีหลักประกันที่เป็นที่ดิน หรือที่สวน ที่ไร่ ที่นา ต้องไม่มีลักษณะเป็นที่รกร้างว่างเปล่า

สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เมษายน 2565

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3GORs7x
ลิงค์สมัคร > https://bit.ly/34D3uUH

กรมชลฯ รับมือฝนตกหนัก 8 จังหวัดภาคใต้ 16-18 ก.พ.

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ เฝ้าระวังน้ำหลาก และน้ำท่วมฉับพลันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ และสงขลา โดยเน้นย้ำให้เฝ้าระวังติดตามและตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน รวมไปถึงบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ หากเกิดกรณีฝนตกหนัก หรือลมกระโชกแรงส่งผลกระทบต่ออาคารชลประทาน และทรัพย์สินของทางราชการ ให้เร่งเข้าไปดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ในทันที

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานชลประทานที่ 14,15,16 และโครงการชลประทานในพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแจ้งเตือนประชาชนให้พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบคโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ ไว้ในพื้นที่เสี่ยงแล้ว สามารถนำไปช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมได้ตลอดเวลา เพื่อลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนให้มากที่สุดต่อไป