Home Blog Page 340

CPF จับมือ SINGHA เอาใจคอปาร์ตี้ ปล่อยแคมเปญ ‘สายดื่ม…ต้องมี CP โบโลน่าพริก’

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผนึกกำลังร่วมกับ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มสิงห์ (SINGHA) เปิดตัวแคมเปญ “สายดื่ม…ต้องมี CP โบโลน่าพริก” ตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร การันตีสินค้ากลุ่มไส้กรอก CP เจ้าแห่งรางวัล No.1 Brand และผู้นำด้านเครื่องดื่ม เอาใจคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบการดื่มและรับประทานของทานเล่น พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ “มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” ศิลปินและนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังที่มาแรงสุดๆ ด้วยกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากแฟนคลับทั้งในไทยและต่างประเทศ  

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทได้สำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภค พบว่า คนรุ่นใหม่ชื่นชอบการสังสรรค์นิยมรับประทาน CP โบโลน่าพริก สินค้าคุณภาพพรีเมียม เป็นกับแกล้มร่วมกับเครื่องดื่ม ซึ่งมีความอร่อย รสชาติจัดจ้าน ตัดกับเครื่องดื่มแก้วโปรดได้อย่างลงตัว ดังนั้น ซีพีเอฟ จึงจัดแคมเปญเพื่อสร้างพฤติกรรมใหม่ให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบการสังสรรค์ โดยให้ ‘โบโลน่าพริก’ เป็นตัวเลือกอันดับ 1 ช่วยสร้างสีสันให้กับปาร์ตี้สนุกสนานขึ้น โดยวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ห้างโลตัส ห้างแม็คโคร เป็นต้น 

“นอกจากนี้ ในช่วงเดือนเมษายน ซีพีเอฟ เตรียมจัดกิจกรรมสุด Exclusive ในโลกเสมือนจริง (Metaverse) กับพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ล่าสุดขวัญใจวัยรุ่น ‘มิว-ศุภศิษฏ์’ อาทิ เล่นเกมรับของรางวัล และเซอร์ไพรส์พิเศษอีกมากมาย งานนี้ใครเป็นแฟนคลับน้องมิว รวมถึงสายปาร์ตี้ห้ามพลาด”

นางสาวพรรณทิพย์ ลีตะชีวะ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สิงห์ กล่าวว่า สำหรับเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สิงห์มีสินค้าที่หลากหลาย ทั้งที่เป็นกลุ่มโซดาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของทานเล่นและกับแกล้มถือเป็นของคู่กัน ซึ่ง CP โบโลน่าพริก เป็นอีกหนึ่งอาหารครองใจนักดื่มในปัจจุบัน เราเชื่อว่าการร่วมมือระหว่างซีพีเอฟในแคมเปญนี้ จะได้รับเสียงตอบรับจากผู้บริโภคที่หลากหลายเป็นอย่างดี  พร้อมทั้งยังช่วยขยายฐานลูกค้าและทำให้ยอดขายทั้งเครื่องดื่มสิงห์ และ CP โบโลน่าพริก เติบโตได้อย่างแน่นอน  

ด้าน มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับทางซีพีเอฟ รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้รับโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ขวัญใจคนไทย โดยปกติก็ชอบรับประทานโบโลน่าพริกอยู่แล้ว เพราะรสชาติจัดจ้าน เป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญคือสะดวก เหมาะกับคนรุ่นใหม่ สำหรับแคมเปญนี้ เชื่อว่าต้องถูกใจวัยรุ่นแน่นอน ยิ่งรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มคู่ใจ รับรองว่าลงตัวสุดๆ  

ซีพีเอฟ มุ่งมั่นรักษามาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์กลุ่มไส้กรอก ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี  สด สะอาด ปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาตรฐานระดับโลก และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ บริษัทฯ ไม่หยุดวิจัยและพัฒนา พร้อมทั้งสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ไม่ว่าจะเป็นสูตรอาหารแนวใหม่เพื่อสุขภาพที่ดีหรือกิจกรรมทางการตลาดรูปแบบทันสมัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและความชื่นชอบผู้บริโภคทุกวัย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์ Foreign Listing เพิ่มโอกาสบ.ต่างชาติจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

0
ตลาดหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับหุ้นบริษัทต่างประเทศเข้าจดทะเบียน (Foreign Listing) โดยปรับลดระยะเวลาการมีที่ปรึกษาทางการเงินหลังเข้าจดทะเบียนให้เทียบเท่าหลักเกณฑ์การรับหุ้นบริษัทไทย พร้อมปรับลดระยะเวลาการห้ามขายหุ้น (Silent Period) เพื่อส่งเสริมบริษัทต่างประเทศให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย และเพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้ผู้ลงทุน หลังผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และผ่านความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. แล้ว โดยจะมีผลใช้บังคับ 22 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับบริษัทต่างประเทศเข้าจดทะเบียน (Foreign Listing) เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างประเทศเข้าระดมทุนผ่านการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้สะดวกขึ้น โดยปรับลดระยะเวลาการมีที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor: FA) ดูแลบริษัทหลังเข้าจดทะเบียน จาก 3 ปี เป็น 1 ปี เพื่อให้เทียบเท่าหลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนของบริษัทไทย และยังสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ด้วย อีกทั้งลดระยะเวลาการห้ามขายหุ้น (Silent Period) ของผู้มีส่วนร่วมในการบริหารงาน (Strategic Shareholders) จาก 3 ปี เป็น 1 ปี 6 เดือน โดยเมื่อครบ 1 ปีแล้ว จะสามารถขายหุ้นที่ถูกห้ามขายได้ 20% และจะสามารถขายหุ้นที่ถูกห้ามขายส่วนที่เหลือได้เมื่อครบ 1 ปี 6 เดือน

“การปรับปรุงหลักเกณฑ์ในครั้งนี้นับเป็นการเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2565-2567) ด้านการเชื่อมโยงโอกาสทุกภาคส่วน มุ่งการเป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งการมีหุ้นของบริษัทต่างประเทศเข้าจดทะเบียนในไทย นอกจากจะเป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาดหุ้นไทยแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนที่จะสามารถลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่านตลาดหุ้นไทย โดยเข้าถึงข้อมูลของหุ้นต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหุ้นไทย”

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว โดยจะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th เลือกหัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียน”    

นักวิชาการแนะคนรักสุขภาพ ลด ละ เลิก อาหารสุกๆดิบๆ ต้องปรุงให้สุกก่อนทาน

0

ผศ.ดร.ศศิธร ใบผ่อง หัวหน้าศูนย์บริการธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร คณะอุตสาหกรรมเกษตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะ ผู้บริโภคซื้ออาหารจากแหล่งจำหน่ายมีมาตรฐาน หลีกเลี่ยงกินของดิบ หรือสุกๆดิบๆ พร้อมย้ำ การรับประทานอาหารปรุงสุกมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากความร้อนช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆที่อาจก่ออันตรายต่อร่างกายได้ พร้อมแนะนำผู้บริโภคปฏิบัติตาม 5 หลักการสู่อาหารปลอดภัย

อาหารคือ 1 ในปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญต่อร่างกาย หากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปไม่ปลอดภัย จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค ปัจจุบัน การเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะนับเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ที่ผ่านมามีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการรับประทานเนื้อหมูที่ไม่สุก หรือสุกๆดิบๆ ส่งผลให้เกิดโรคติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ซูอิส หรือไข้หูดับ ซึ่งมักจะเห็นข่าวลักษณะนี้ทุกปี อีกเมนูสุดฮิตคือกุ้งแช่น้ำปลา ซึ่งบางร้านอาหารใช้กุ้งน้ำจืดจึงมีความเสี่ยงทำให้เกิดพยาธิปอดหนูได้ และยังมีโรคอื่นๆ ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคอหิวาตกโรค โรคบิด อาหารเป็นพิษ โรคตับอักเสบ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสต่างๆที่อาจปนเปื้อนในวัตถุดิบอาหารสด ซึ่งเราสามารถตัดวงจรการเกิดโรคได้ด้วยการเลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่ได้มาตรฐาน ทำความสะอาดวัตถุดิบและปรุงอาหารให้สุกทุกครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่หลายคนมักละเลยในประเด็นนี้ จึงทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต

ผศ.ดร.ศศิธร แนะแนวทางที่ผู้บริโภคสามารถปฏิบัติตามหลักการสู่อาหารปลอดภัย 5 ประการ (The Five Keys to Safer Food) ขององค์การอนามัยโลก (The World Health Organization : WHO) เพื่อสุขอนามัยที่ดี มีรายละเอียด ดังนี้

  1. การรักษาความสะอาด ล้างมือสม่ำเสมอ
  2. แยกอาหารที่ปรุงสุกกับอาหารสด เช่น แยกเนื้อสดจากอาหารประเภทอื่น แยกอุปกรณ์ภาชนะในการประกอบอาหาร ไม่เก็บอาหารปรุงสุกและอาหารสดรวมกัน
  3. ปรุงอาหารให้สุกในอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 70 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 30 นาที โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ไข่และอาหารทะเล เพื่อเป็นการทำลายเชื้อโรคต่างๆ
  4. เก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม เช่น อาหารที่ปรุงแล้วและอาหารที่เน่าเสียเก็บไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส อุ่นอาหารทุกครั้งก่อนรับประทาน ไม่เก็บอาหารไว้นานเกินไป และไม่ควรละลายอาหารแช่แข็งในอุณหภูมิห้อง
  5. ใช้น้ำและวัตถุดิบที่สะอาด ปลอดเชื้อในการปรุงอาหาร รวมถึงล้างผักและผลไม้เพื่อให้มั่นใจว่าปราศจากสารพิษ

อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคควรตระหนักว่าความปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องเริ่มจากตัวเรา ต้องใส่ใจเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน อ่านฉลากให้ละเอียดก่อนซื้อ ผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ ผู้ขาย ต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน การผลิตซึ่งต้องเป็นไปตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

AIS คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียล 7 ปีซ้อน

0
ศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้าส่วนงานบริหารแบรนด์และสื่อสารการตลาด AIS

นางศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้าส่วนงานบริหารแบรนด์และสื่อสารการตลาด AIS  เปิดเผยว่า  AIS ได้รับรางวัลด้านแบรนด์ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นบนโลกโซเซียลมีเดียจากเวที THAILAND ZOCIAL AWARDS 2022 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จัดโดย ไวซ์ไซท์ ผู้พัฒนา ซอฟต์แวร์และการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคบนโซเชียลแพลตฟอร์ม โดยในปีนี้ AIS คว้ารางวัลดังกล่าวในกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม หรือ Winner of BEST BRAND PERFORMANCE ON SOCIAL MEDIA ประจำปี 2022 สะท้อนความมุ่งมั่นด้านการทำงานเพื่อตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกแพลตฟอร์มบนโลกโซเชียลมีเดีย ผ่านวิธีคิดที่มุ่งสร้างความแตกต่างด้วยวิธีการใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ตอกย้ำที่ 1 ตัวจริงกับการสร้าง Brand Engagement ในโลกโซเชียลมีเดีย

“สำหรับ AIS เราให้ความสำคัญในการเชื่อมต่อกับทุกช่องทางที่ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ที่วันนี้มีความหลากหลายของแพลตฟอร์มและรูปแบบพฤติกรรมในการเสพสื่อผ่านรูปแบบของคอนเทนต์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัวของแต่ละแพลตฟอร์มมากยิ่งขึ้น สิ่งที่มีความท้าทายมากที่สุดในการสื่อสารจึงอยู่ที่การทำความเข้าใจในดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่ซับซ้อนเพื่อนำเสนอสิ่งที่แตกต่าง บนวิธีการใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้วิธีการสื่อสารของ AIS จึงไม่ใช่แค่การทำโฆษณา แต่ต้องทำให้ผู้บริโภคเกิด Engagement กับแบรนด์ไปพร้อมๆ กัน”

นางศิวลี  กล่าววว่า AIS เป็นโอเปอเรเตอร์รายเดียวในไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีนี้ต่อเนื่องมากที่สุดหลังจากได้รับรางวัลเวทีนี้เป็นครั้งแรกในปี 2016 ถึงปี 2022 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และคว้าอันดับ 1 ในฐานะแบรนด์ที่ทำผลงานบนโซเชียล มีเดียยอดเยี่ยมจากกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมยาวนาน 4 ปี และแน่นอนว่าการทำงานอย่างหนักในปีที่ผ่านมาซึ่งไม่ใช่แค่การผลิตชิ้นงานเพื่อโปรโมตแบรนด์ แต่เป็นการทำความเข้าใจใน Insight ในเชิงลึก ที่ต้องวิเคราะห์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทั้งความชื่นชอบ ความสนใจ จนทำให้แบรนด์พูดภาษาเดียวกันกับลูกค้าได้ในที่สุด ซึ่งนั่นจะเป็นวิธีการที่ทำให้ได้วิธีการใหม่ๆ ที่มีความแตกต่างในการนำเสนอเพื่อสร้างแคมเปญที่ตอบโจทย์เป้าหมายต่างๆ ของแบรนด์ได้อย่างทรงพลัง

“รางวัล Winner of BEST BRAND PERFORMANCE ON SOCIAL MEDIA ที่ AIS ได้รับในปีนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จของการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี ด้วยเกณฑ์การตัดสินที่มีความครอบคลุมทั้งในมิติของตัวเลขการเติบโต ยอด Engagement ความพึงพอใจของลูกค้า และการสื่อสารที่แตกต่างจนสามารถสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับการวางกลยุทธ์ด้านการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ของ AIS ในทุกมิติ นั่นจึงทำให้เราได้รับรางวัลจากเวทีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีแรกที่มีการมอบรางวัล” 

แม็คยีนส์ – ม.เกษมบัณฑิต ทำ MOU สนับสนุนวัสดุและอุปกรณ์การเรียนการสอน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายปิยะ โอฬารริกสุภัค ประธานเจ้าหน้าที่ด้านบัญชีและการเงิน บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของผลิตภัณฑ์ “แม็คยีนส์” ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงให้การสนับสนุนวัสดุและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเรียนการสอน กับ ดร.เสนีย์ สุวรรณดี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัย เกษมบัณฑิต เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสนับสนุนวัสดุและอุปกรณ์จากกระบวนการผลิตสินค้า เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับนักศึกษา ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กับ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

‘เสลี่ยงทองออร์แกนิค’ ผลผลิตจาก CONNEXT ED ซีพีเอฟเติมทักษะให้น้องๆ ผลิตอาหารปลอดภัย

0

“ศูนย์การเรียนรู้ผักออร์แกนิค (เสลี่ยงทองออร์แกนิค)” ของโรงเรียนบ้านเสลี่ยงทอง ตำบลนายางกลัก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ภายใต้การขับเคลื่อนการดำเนินงานของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED) ที่มีเป้าหมายยกระดับคุณภาพการจัดการการศึกษาของไทย โดยมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน

“เสลี่ยงทองออร์แกนิค” เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟ สร้างโอกาสให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวนนักเรียน 111 คน เปิดการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาล 2 – ประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการปูพื้นฐานน้องๆ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงจากการลงมือปฏิบัติ สามารถนำความรู้ไปใช้พัฒนาตนเองทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ ถ่ายทอดการเรียนรู้ได้จากรุ่นต่อรุ่น ปลูกฝังทัศนคติและจิตสำนึกที่ดีของนักเรียนต่ออาชีพเกษตรกร ส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อสุขภาพที่ดี และยังสามารถพัฒนาสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน

“คุณครูสุพจน์ สิทธิ์ขุนทด” คุณครูที่รับผิดชอบ”โครงการศูนย์การเรียนรู้ผักออร์แกนิค(เสลี่ยงทองออร์แกนิค)” เล่าที่มาของการทำโครงการปลูกผักปลอดสารเคมีว่า ผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกร ทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว จำเป็นต้องใช้สารเคมี เพื่อช่วยให้ได้ผลผลิต ทางโรงเรียน ฯ มองถึงความปลอดภัยของอาหารที่เด็กๆและคนในชุมชนบริโภค จึงทำแผนเสนอของบประมาณสนับสนุนโครงการจากคณะกรรมการพิจารณาโครงการคอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED) ของซีพีเอฟ เพื่อทำโครงการศูนย์การเรียนรู้ผักออร์แกนิค (เสลี่ยงทองออร์แกนิค) ปลูกผักอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ใช้ปุ๋ยธรรมชาติในดิน โดยมีการสำรวจความต้องการของชุมชนก่อนที่จะเลือกพืชและลงแปลงปลูก หลังจากที่พบว่าชุมชนต้องการบริโภคผัก 5 ชนิด คือ ผักกาดขาว ผักกาดหอม ผักชี ต้นหอม และกรีนโอ๊ค ทางโรงเรียนจึงได้จัดสรรพื้นที่ในโรงเรียนประมาณ 2 งาน เพื่อปลูกผักแบ่งเป็น 2 โรงเรือน และสร้างการมีส่วนร่วมของเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1- ป.6 โดยโรงเรือนแรกให้นักเรียน ป.1-ป.3 ร่วมกันดูแลผักที่ปลูกและดูแลง่าย เช่น ต้นหอม ผักชี และอีกโรงเรือนให้นักเรียนชั้น ป.4- ป.6 ช่วยกันดูแล เช่น ผักกาดขาว ผักกาดหอม กรีนโอ๊ค

“โรงเรียนฯได้บรรจุกิจกรรมโครงการปลูกผักปลอดสารพิษไว้ในคาบเรียนทักษะชีวิต ซึ่งเป็นชั่วโมงสุดท้ายของคาบเรียนทุกวัน เพื่อให้เด็กๆ ได้ลงมือปฎิบัติจริงและสามารถนำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เพราะหลายๆบ้านที่ผู้ปกครองมีการปลูกผักไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือนอยู่แล้ว หลังจากที่โรงเรียนฯได้รับการพิจารณาอนุมัติงบประมาณเพื่อทำโครงการนี้ ปัจจุบัน ลงแปลงปลูกผักรอบแรกไปแล้ว เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รอผลผลิตรอบแรกโตเต็มที่ จะเก็บผลผลิตส่วนหนึ่งจำหน่ายให้โครงการอาหารกลางวัน เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้นักเรียน ผลผลิตอีกส่วนหนึ่งจะจำหน่ายให้ชุมชน จำหน่ายที่ตลาดชุมชนหลังจากที่นักเรียนเลิกเรียน และขายผ่านออนไลน์ผ่านเพจ Facebook โรงเรียน” คุณครูสุพจน์เล่า

“ด.ญ.แพรไพลิน โพธิ์นอก” หรือ น้องไพลิน อายุ 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นป. 6 จิตอาสาวัยเยาว์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ บอกว่า เธอสนใจเข้าร่วมเป็นอาสาช่วยคุณครู เพราะเห็นว่าเป็นโครงการใหม่ที่โรงเรียนไม่เคยทำมาก่อน และเป็นคนที่ชอบรับประทานผักอยู่แล้ว และที่บ้านปลูกต้นหอมไว้รับประทานเอง เธอได้ความรู้เรื่องการผสมดินที่ส่วนผสมทั้งดินก้ามปู ดินไส้เดือน และดินร่วนทั่วไป ช่วยให้ผักได้ผลผลิตที่เติบโตดี และยังนำเทคนิคนี้ไปบอกผู้ปกครองที่บ้าน

“ด.ญ ธิชานันท์ ทองวิเศษ” หรือ น้องการ์ตูน เพื่อนร่วมชั้นเรียนน้องไพลิน บอกว่า ที่บ้านของเธอปลูกต้นหอมและผักชีขาย จึงนำวิธีที่โรงเรียนใช้เรื่องการผสมดิน การวัดค่าความชื้นของดิน ความเป็นกรด -ด่าง ไปบอกพ่อและแม่ ขณะเดียวกัน เธอก็นำเทคนิคการปลูกต้นหอมให้งอกเร็วซึ่งเป็นวิธีที่พ่อแม่ใช้ มาแลกเปลี่ยนความรู้ให้กับเพื่อนที่โรงเรียน คือ การฝานปลายหัวหอมก่อนลงดิน น้องการ์ตูน บอกด้วยว่า การที่เธอมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมโครงการปลูกผักของโรงเรียน นอกจากได้ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้แล้ว ยังได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันเป็นทีม และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ เช่น นักเรียนชั้นป.5 และป.6 แต่ละกลุ่ม แบ่งความรับผิดชอบมารดน้ำและดูแลแปลงผักในแต่ละวัน

อาสารุ่นเยาว์อีกคนที่สมัครใจช่วยในโครงการฯ คือ “ด.ญ. ปรายฟ้า อาบสุวรรณ์” หรือ น้องกวาง บอกว่า โครงการนี้ทำให้เด็กนักเรียนและผู้ปกครองได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย บริโภคผักที่ปลอดสารพิษ ไม่มีสารเคมีตกค้างเพราะเราไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย นอกจากนี้ นักเรียนที่เป็นแกนนำซึ่งส่วนใหญ่อยู่ชั้น ป.5 และ ป. 6 ได้เรียนรู้การเป็นผู้นำ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากคุณครูและคำแนะนำจากพี่ๆ ผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) ของซีพีเอฟ ถ่ายทอดให้กับน้องๆ และได้ประสบการณ์จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดกับคุณครู เพื่อที่จะนำผลผลิตของโรงเรียนไปวางขาย เป็นรายได้เข้าโรงเรียนต่อไป

“นางสมพิศ วิสิทธิ์ ” ครูรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ รร.บ้านเสลี่ยงทอง กล่าวว่า โรงเรียนฯคาดหวังว่าโครงการนี้ นอกจากเด็กๆได้เรียนรู้การปลูกผักปลอดสารพิษ นำความรู้ไปแนะนำผู้ปกครอง เพื่อปรับทัศนคติจากที่ยังมีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก และที่สำคัญ คือ เป็นการผลิตอาหารปลอดภัย สร้างความมั่นคงทางอาหารของโรงเรียนและชุมชน ขณะที่การสำรวจความต้องการของผู้บริโภคก่อนการทำโครงการ ทำให้สามารถวางแผนในการเพาะปลูกได้ง่าย ลดปัญหาการตลาด

ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED) ซึ่งปัจจุบัน ดูแลโรงเรียน CONNEXT ED จำนวน 301 แห่งทั่วประเทศ ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสระบุรี ผ่านการทำหน้าที่ของ School Partner ของซีพีเอฟ 65 คน ซึ่งเป็นอาสาสมัครช่วยให้คำแนะนำแก่โรงเรียนในการพัฒนาโครงการต่างๆ และเป็นเพื่อนคู่คิด คอยช่วยเหลือและสนับสนุน ในการวางแผนการทำงานร่วมกับโรงเรียน ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 5 ด้านหลัก คือ 1. การเปิดเผยข้อมูลโรงเรียนสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส 2. กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม 3. การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 4. เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ และ 5. การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา

โออาร์ เผยผลประกอบการปี 64 มีกำไรสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมปรับทิศทางธุรกิจ เน้นเติบโตร่วมกับสังคมและชุมชน

0

OR เผยผลประกอบการปี 2564 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 11,474 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30.5% แม้ในไตรมาส 4 อัตรากำไรในกลุ่มธุรกิจ Mobility จะอ่อนตัวลงจากภาวะกดดันในการปรับราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ แต่ในไตรมาส 4 กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ยังคงแข็งแกร่ง และในปี 2564 ได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน”

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปี 2564 มีรายได้ขายและบริการ 511,799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 11,474 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2,683 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30.5% ทั้งจากรายได้ขายและบริการ และ EBITDA ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติให้เสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปี 2564 ที่อัตรา 0.19 บาทต่อหุ้น โดยจะจ่ายในวันที่ 28 เมษายน 2565 

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่

และในปี 2564 OR ได้ปรับทิศทางในการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตของธุรกิจ พร้อมกับการเติบโตของผู้คนและสิ่งแวดล้อม OR จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” หรือ “Empowering All Toward Inclusive Growth” และได้กำหนดพันธกิจใหม่เพื่อสร้างให้เกิดการเติบโตร่วมกัน โดยผ่านการดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) การมุ่งมั่นสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบ (All Lifestyles) การขยายฐานธุรกิจเพื่อสร้างความสำเร็จและการยอมรับในตลาดโลก (Global Market) และการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับสู่นวัตกรรมในแบบฉบับ OR (OR Innovation) โดยภาพรวมผลการดำเนินงาน กลุ่มธุรกิจ Mobility ดีขึ้นจากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันจะปรับลดลง 5.1% ผลการดำเนินงานของ กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากการมาตรการในการควบคุมการแพร่กระจายของโรค COVID-19 อย่างเข้มงวด มีการล็อกดาวน์ทั่วประเทศไทยในบางช่วงของปี สำหรับ กลุ่มธุรกิจ Global มีผลการดำเนินงานปรับตัวลดลง โดยหลักมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่มีการใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดในบางประเทศ อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้เทียบกับไตรมาสที่แล้ว EBITDA  ในไตรมาส 4 จำนวน 4,418  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 367 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.1% โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่เพิ่มขึ้นกว่า 46.0% สำหรับกลุ่มธุรกิจ Mobility เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตรากำไรอ่อนตัวลงจากภาวะกดดันในการปรับราคาขายหน้าสถานีบริการในช่วงราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง เพื่อช่วยบรรเทาภาระภาคประชาชน ส่วนกลุ่มธุรกิจ Global ปรับตัวลดลง 23.1% ส่วนภาพรวมของค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 28.9%

ในปี 2564  ที่ผ่านมา OR ได้เปิดดำเนินการศูนย์กระจายสินค้าสำหรับธุรกิจค้าปลีก โรงงานผลิตผงผสมเครื่องดื่ม Café Amazon และโรงงานผลิตเบเกอรี่ Café Amazon ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพิ่มเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจ คาเฟ่ อเมซอน รวมทั้งได้ลงทุนเพื่อต่อยอดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Mobility & Lifestyle เพื่อตอบสนองผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร อาทิ การขยายการให้บริการชาร์จรถไฟฟ้า EV Station PluZ ทั้งในและนอก PTT Station การเข้าลงทุนใน บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด บริษัท อิ่มทรัพย์ โกลบอล คูซีน จำกัด และบริษัท คามุ คามุ จำกัด อีกทั้งยังมีการร่วมกับ บริษัท บลูบิก กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จัดตั้ง “Orbit Digital” เพื่อยกระดับขีดความสามารถขององค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ หรือการร่วมกับ 500 Tuktuks ในการจัดตั้งกองทุน ORZON Ventures เพื่อส่งเสริม Start-up ที่มีศักยภาพในการเติบโตและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ OR เป็นต้น และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ทวีความรุนแรง OR ในฐานะบริษัทของคนไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งเบาความเดือนร้อนของคนไทย โดยได้ริเริ่มโครงการเพื่อช่วยเหลือสังคมชุมชนผ่าน โครงการส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether อย่างต่อเนื่อง และได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นคู่ค้าเป็นจำนวนกว่า 320 ล้านบาท โดยได้ช่วยเหลือแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน และ LPG รวมถึงร้านค้าก๊าซหุงต้ม และลดการจัดเก็บค่า Royalty fee และ Marketing fee รวมทั้งลดอัตราค่าเช่าให้กับผู้ประกอบการร้านเช่า เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME รักษาการจ้างงาน และสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน 

นางสาวจิราพร กล่าวอีกว่า การดำเนินงานในปี 2565 OR  มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจโดยมุ่งสร้างโอกาสเพื่อการเติบโตร่วมกับสังคมชุมชน (People) และสิ่งแวดล้อม (Planet) ควบคู่ไปกับผลการดำเนินงาน (Performance) โดยการใช้จุดแข็งด้าน Physical Platform อาทิ PTT Station ร้าน Cafe Amazon ในทำเลที่มีศักยภาพทั่วประเทศและในต่างประเทศ ควบคู่กับ Digital Platform เช่น ระบบ Loyalty Program การชำระเงินผ่าน Digital Payment รวมกับความเชี่ยวชาญด้านการตลาด การบริหารงานอย่างมืออาชีพ และความเชื่อถือทั้งจากคู่ค้าและลูกค้าที่มีต่อ OR มาอย่างยาวนาน เพื่อส่งต่อโอกาสให้กับผู้ประกอบการในทุกขนาดเติบโตไปพร้อมกัน (Inclusive Growth) โดยสำหรับกลุ่มธุรกิจ Mobility จะมุ่งรักษาสถานะความเป็นผู้นำในประเทศไทยในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน และขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจไปเป็นธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน (Energy Solution Ecosystem) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคโดยมุ่งเน้นสู่การใช้พลังงานสะอาด สำหรับกลุ่มธุรกิจ Lifestyle มุ่งรักษาความเป็นผู้นำในตลาดร้านกาแฟ รวมทั้งแสวงหาพันธมิตรธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึง Start-up ที่มีศักยภาพในการเติบโตและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ OR เพื่อสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สำหรับกลุ่มธุรกิจ Global มุ่งขยายฐานการดำเนินธุรกิจสู่ตลาดโลก โดยใช้ประโยชน์จากแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับ ความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจของ OR ผสมผสานและปรับผลิตภัณฑ์ของ OR ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแต่ละประเทศ (Localization) และสำหรับกลุ่มธุรกิจ OR Innovation OR มุ่งเน้นการสร้างธุรกิจที่แก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้ศักยภาพที่ OR มีอยู่ร่วมกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ ในการร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อสร้างตลาดใหม่และธุรกิจใหม่ เพื่อยกระดับสู่นวัตกรรมในแบบฉบับ OR (OR Innovation) ซึ่งจะทำให้ OR เติบโตไปพร้อมกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

กรมชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด หลังฝนตกหลายพื้นที่

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ(กทม.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ 

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

ดร.ทวีศักดิ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (21 ก.พ.65) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 52,406 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 28,468 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้น้ำไปแล้ว 13,044 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 59 ของแผนฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 12,355 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 5,659 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้น้ำไปแล้ว 3,577 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 63 ของแผนฯ

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2564/65 ทั้งประเทศมีการทำนาปรังไปแล้วกว่า 6.97 ล้านไร่ เกินแผนไปแล้วร้อยละ 8 เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการทำนาปรังไปแล้วประมาณ 4.26 ล้านไร่  เกินแผนไปแล้วร้อยละ 51

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบัน มีปริมาณฝนตกในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลดีต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและในแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทาน เร่งกักเก็บน้ำ เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนให้ได้มากที่สุด พร้อมบริหารจัดการน้ำด้วยความประณีตและเกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง  ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนในอีก 2 เดือนข้างหน้า ด้วยการตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน และประตูระบายน้ำ ให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพพร้อมหมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ

CPF ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ ใช้หลัก 3C PLATFORM ผลิตอาหารปลอดภัย สร้างอุตสาหกรรมไก่เนื้อของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

0

นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านมาตรฐานอาหารสากลและความยั่งยืน ในฐานะประธานคณะกรรมการสวัสดิภาพสัตว์ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ เป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นผลิตอาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และใส่ใจในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนการผลิต ยึดมั่นแนวทางปฏิบัติและประกาศนโยบายด้านสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare Policy) มุ่งเน้นสุขภาพที่ดีของคน สัตว์ และดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดทั้งกิจการในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ กำหนดนโยบายด้านสวัสดิภาพสัตว์ เป็นหนึ่งในเป้าหมายกลยุทธ์ความยั่งยืน CPF 2030 Sustainability in Action ของบริษัท

นอกจากนี้ หลักสวัสดิภาพสัตว์ หรือ หลักอิสระ 5 ประการ ที่ ซีพีเอฟ ยึดเป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานแล้ว บริษัทยังคำนึงถึงปัจจัยสู่ความสำเร็จในการส่งเสริมอุตสาหกรรมไก่เนื้อของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ภายใต้หลักการ 3C PLATFORM ประกอบด้วย

1C – Consolidation คือ การใช้ประโยชน์จากปัจจัยความสำเร็จหรือจุดแข็งของอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ เริ่มต้นจากที่ฟาร์มซึ่งมีหัวใจหลักในการเลี้ยงสัตว์ 4 ประการ คือ

  1. ระบบป้องกันโรคขั้นสูง ซึ่งซีพีเอฟร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ จัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์สัตว์ปีกปลอดโรคไข้หวัดนก (Compartment) ตามมาตรฐานขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) เพื่อป้องกันโรคเชิงรุกขั้นสูงสุด ด้วยการใช้หลักการประเมินความเสี่ยง เพื่อนำมากำหนดมาตรการปฏิบัติที่ตรงจุดของความเสี่ยงเกิดโรค โดยเชื่อมโยงทั้งห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ โรงงานอาหารสัตว์ สู่ฟาร์มและโรงงานแปรรูป
  2. การเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมเหมาะสม ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี “ไก่ได้อยู่ดีมีความสุข” ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของอาหารตอบโจทย์สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health)
  3. ประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยง และ 4. การมีจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
    เพื่อสมดุลสิ่งแวดล้อมที่ดี และการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานที่ดี

ปัจจัยด้าน 2C-Contribution คือ การสนับสนุนการใช้นวัตกรรมต่อยอดธุรกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยหลักการ BCG Model เช่น การนำ ไบโอเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ (Feed) ฟาร์มปศุสตว์ (Farm) จนถึงการแปรรูปอาหาร (Food) เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทางเลือกลดการนำเข้า ขณะเดียวกันทำให้เกิดความแม่นยำในการพัฒนาสูตรอาหารตามพันธุกรรมของสัตว์ (Precision Nutrition) รวมทั้งให้การสนับสนุนสถาบันการศึกษา หรือ องค์กรภาครัฐได้ศึกษาวิจัยพัฒนาการผลิตวัคซีนป้องกันโรคที่ตรงกับสาเหตุก่อโรค (Autogenous vaccine) สำหรับปศุสัตว์ไทย เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศและเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ สนับสนุนแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Approach) คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพดี ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันโรคอุบัติใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นต้น

สุดท้ายปัจจัย 3C – Collaboration คือ การผนึกกำลังอย่างเข้มแข็งสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน สถาบันการศึกษา โดยมีเป้าหมายในการมุ่งพัฒนา Product Champion ของประเทศไทย เช่น มุ่งเน้นความร่วมมือในการผลิตและส่งออกเนื้อไก่โดยคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

“ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซี่งปัจจุบัน สัตว์ในฟาร์มของบริษัท 100% ได้รับการเลี้ยงตามหลักอิสระ 5 ประการ ภายใต้การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบและสมเหตุสมผล สร้างหลักประกันเนื้อสัตว์คุณภาพดี และอาหารปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค”

นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ซีพีเอฟ นำเทคโนโลยี Smart Farm มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มไก่เนื้อ โดยติดตั้งระบบอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติในการประมวลผลข้อมูลในฟาร์ม ช่วยควบคุมการจัดการฟาร์ม เพื่อให้ไก่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมตลอดช่วงการเลี้ยง เช่น ระบบ Smart Eyes สามารถติดตามการกินอาหารและน้ำของสัตว์ แบบ Real-Time ช่วยลดความเสี่ยงของโรคและพาหะของโรคจากการสัมผัสจากคน

ทั้งนี้ ในปี 2564 ซีพีเอฟ ได้รับการปรับเลื่อนชั้นมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์จากองค์กรสากลระดับโลก ขึ้นจาก Tier 4 สู่ Tier 3 ในรายงานเกณฑ์มาตรฐานทางธุรกิจตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (The Business Benchmark on Farm Animal Welfare Report : BBFAW) ซึ่งให้ความเชื่อมั่นว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นรักษามาตรฐานตามหลักสวัสดิภาพสัตว์อย่างต่อเนื่อง

AWC โตต่อเนื่อง ปี 64 ทำกำไรรวม 861 ล้านบาท

0

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2564 มีรายได้รวมตามงบการเงิน 3,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.6 จากไตรมาสก่อนหน้านี้ มีกำไรสุทธิตามงบการเงิน 967 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ช่วงไตรมาสที่ 4/2564 ที่ผ่านมา AWC ได้รับผลดีจากนโยบายผ่อนคลายล็อกดาวน์และการเปิดประเทศในเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเริ่มพื้นตัว และการดำเนินธุรกิจของบริษัทเริ่มกลับเข้าสู่สภาพใกล้เคียงปกติ อีกทั้งยังมีสัญญาณดีจากสถานการณ์โควิดที่มีแนวโน้มคลี่คลายขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับกำไรจากการรวมมูลค่ายุติธรรมของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2564 บริษัทมีกำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และหากเทียบกับไตรมาส 3/2564 (QoQ) กำไรสุทธิของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.7 แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการพื้นตัวของธุรกิจและความพร้อมในการกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัท

“ไตรมาส 4/2564 เป็นไตรมาสที่ผลประกอบการของเราดีที่สุดในรอบปี ถือเป็นสัญญาณบวกของการเริ่มฟื้นตัวกลับมาของเศรษฐกิจในภาพรวม เราจึงมีความมั่นใจอย่างมากว่า หากสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายในปี 2565 นี้ ทุกกลุ่มธุรกิจของ AWC จะกลับมาฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ดังนั้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเราจึงมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการดำเนินงานในทุกส่วนเพื่อให้บริษัทมีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นพร้อมทั้งลงทุนพัฒนาโครงการคุณภาพใหม่ๆ และร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการกลับมาของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย”

ทั้งนี้ หากรวมผลการดำเนินงานรวมทั้งปี 2564 บริษัทมีกำไรสุทธิตามงบการเงินจำนวน 861 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 192.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยในช่วงปี 2563-2564 ที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมุ่งพัฒนาโครงการคุณภาพเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าและเป็นทรัพย์สินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดเป็นบวกสะท้อนถึงการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยได้แรงเสริมจากการร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกที่แข็งแกร่ง ที่สามารถดึงฐานลูกค้าศักยภาพสูง ให้กลับมาเดินทางท่องเที่ยวได้ทันทีหลังจากสถานการณ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น

AWC มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ด้วยการเปิดโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ภูเก็ตให้เป็นจุดหมายปลายทางของโลก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกสู่จังหวัดภูเก็ต และเปิดให้บริการโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ รูปโฉมใหม่หลังการปรับปรุง พร้อมเปิดตัวห้องอาหารไฮไลท์แห่งใหม่ “โรลลิงริบส์ บริว บาร์แอนด์บาร์บีคิว” ใจกลางย่านสุรวงศ์-สีลม เพื่อสร้างประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ใหม่ให้ผู้บริโภค ตอกย้ำจุดยืนกรุงเทพมหานคร จุดหมายปลายทางแห่งการทำงานและพักผ่อนระดับโลก ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีโครงการคุณภาพ ที่พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในปี 2565 ได้แก่ โครงการเดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น, โรงแรมมีเลีย เชียงใหม่ และโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง

และยังเสริมโอกาสการเติบโต ด้วยแผนการจัดตั้งองค์กรการร่วมทุน (Investment Vehicle) เพื่อเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย มีมูลค่าเงินลงทุนรวมสูงสุดประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 16,500 ล้านบาท โดยบริษัทฯ จะเข้าร่วมลงทุนประมาณร้อยละ 15 – 60 ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด และส่วนเงินลงทุนที่เหลือจะเป็นการร่วมลงทุนจากผู้ลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งอยู่ในช่วงศึกษาโครงสร้างและสัดส่วนการเข้าลงทุนเพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้ การดำเนินการนี้จะเป็นการวางรากฐานในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ โดยมาจากค่าธรรมเนียมในการพัฒนาและบริหารโครงการที่จะได้รับจากองค์กรการร่วมทุน (Investment Vehicle) นี้ ด้วยศักยภาพของกลุ่ม AWC และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย พัฒนาชุมชุมโดยรอบ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

“บริษัทมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ด้วยการพัฒนาคุณภาพโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งการสร้างโครงการคุณภาพเสริมพอร์ตทรัพย์สินให้เติบโตเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการพัฒนาประสิทธิภาพของการดำเนินงานเพื่อเพิ่มศักยภาพของการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังมีการปรับรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมลูกค้า รวมถึงพัฒนากลยุทธ์และกระบวนการดำเนินงานขององค์กรให้พร้อมรับกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยความมั่นคงและยั่งยืน บริษัทเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยจะกลับมาเติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกว่า ด้วยการเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยโครงการคุณภาพของกลุ่ม AWC เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เดินทางมาชื่นชมความสวยงามของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก”