Home Blog Page 348

กรมชลฯ เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือทุกฝ่ายใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ (กทม.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (24 ม.ค.65) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 55,406 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 73 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้ 31,474 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 9,678 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,284 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 6,588 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,485 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของปริมาณน้ำใช้การได้สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 5.36 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 84 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 3.63 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ร้อยละ 29 (แผนวางไว้ 2.81 ล้านไร่)

ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย ประกอบกับปัจจุบันมีการเพาะปลูกเกินแผนที่กำหนด จึงได้กำชับให้โครงการชลประทานโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา บริหารจัดการน้ำด้วยการหมุนเวียนน้ำในพื้นที่ให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้พื้นที่ที่เพาะปลูกแล้วเกิดความเสียหาย ด้านการเพาะปลูกพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้ควบคุมการเพาะปลูกให้เป็นไปตามแผน รวมทั้งดำเนินการตามมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 64/65 ทั้ง 8 มาตรการอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำ และแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดทรัพยากรน้ำเพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดช่วงแล้งนี้

เครือซีพี ส่งมอบหน้ากากอนามัย ให้กองกำลังผาเมือง หนุนภารกิจชายแดนภาคเหนือ ภายใต้สถานการณ์โควิด

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดย นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือซีพี และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นผู้แทน ส่งมอบ “หน้ากากอนามัย CP” จำนวน 20,000 ชิ้น ให้แก่กองกำลังผาเมือง โดยมีพลตรี นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เป็นผู้รับมอบ ณ หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารม้าที่ 3 กองกำลังผาเมือง จ.เชียงราย

พลตรี นฤทธิ์ เปิดเผยว่า กองกำลังผาเมือง มีภารกิจในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก รวมพื้นที่รับผิดชอบใน 24 อำเภอชายแดน ปัจจุบันจากเหตุโรคโควิด-19 ได้พบกับความท้าทายในการปฏิบัติงานทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติการ ต้องขอขอบคุณเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้การสนับสนุนหน้ากากอนามัยในครั้งนี้

นายจอมกิตติ เปิดเผยว่า เครือซีพี ได้ส่งมอบหน้ากากอนามัยซีพี ให้กองกำลังผาเมือง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์โควิด-19 อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยภารกิจดังกล่าวนี้ เป็นหนึ่งในนโยบายของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือซีพี ที่มอบหมายให้กับทุกกลุ่มธุรกิจเข้าไปช่วยเหลือสังคม ภายใต้โครงการ “ร้อยเรียงความดี ซีพี 100 ปี” เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างเสียสละ ทุกท่านถือเป็นกลุ่มเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ เชื่อมั่นทุกหน่วยงานมีมาตรการการป้องกันต่างๆ อย่างเคร่งครัด ทั้งเว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนแออัด ล้างมือ รวมถึงสวมใส่หน้ากากอนามัย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้น ยังพบว่าในบางพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัย ฉะนั้นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าว เครือซีพีได้เดินหน้าส่งมอบหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ให้กับกลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มเปราะบาง ที่ขาดแคลนทั่วประเทศแล้วกว่า 30 ล้านชิ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังส่งมอบอาหาร 2 ล้านกล่อง ให้ชุมชนภายใต้โครงการ “ครัวปันอิ่ม” 40 จุด ทั่วเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ล่าสุดดำเนินโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร”ภายใต้แนวคิด “ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี” ด้วยการปลูกและผลิตยาสมุนไพร แจกฟรี 30 ล้านแคปซูล เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเครือซีพี มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน ประชาชน และประเทศไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ซีพีเอฟ เปิดโรงงานแปรรูปหมู ให้หน่วยงานรัฐตรวจ​ พบสต๊อกปกติทุกแห่ง

0

รายงานข่าว​เปิดเผยว่า​ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร​ จำกัด​ (มหาชน)​ หรือ ซีพีเอฟ​ เปิดทุกโรงงานผลิตสินค้าเนื้อสุก ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าชมกระบวนการผลิตและรายงานสต๊อกสินค้าอย่างเปิดเผย​ ภายหลังที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี​ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบสต็อกเนื้อสุกรแช่แข็งทั่วประเทศ​ โดยซีพีเอฟได้ให้ความร่วมมือ ส่งบันทึกข้อมูลปริมาณสินค้าคงคลัง แก่พาณิชย์จังหวัดและปศุสัตว์จังหวัดเรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการผลิตสินค้าคุณภาพที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ พบมีการปฏิบัติตามกฎหมายทุกขั้นตอน สต๊อกสินค้าพื้นฐานตามปกติ

ล่าสุด​ โรงชำแหละหนองบัวลำภู ได้ต้อนรับคณะของ พ.ต.อ. ศักดา แสงเดือน ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมด้วย นายยงยศ แก้วก่อเกียรติ ปศุสัตว์อำเภอศรีบุญเรือง และทีมงาน เข้าเยี่ยมและติดตามข้อมูลการผลิต ปัจจุบันตัดแต่งชิ้นส่วนสุกร 100 ตัวต่อวัน มีการแจ้งกำลังผลิตต่อทางเทศบาลเป็นประจำทุกวัน สต๊อกการผลิตเป็นไปตามออเดอร์ลูกค้า และมีการจ่ายสินค้าออกทุกวัน สำหรับลูกค้าในจังหวัดหนองบัวลำภู เลย ขอนแก่น และอุดรธานี

ขณะเดียวกัน โรงชำแหละพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เปิดต้อนรับ นายกล้าหาญ ศรีทองม้วน หัวหน้าด่านกักกันสัตว์กาญจนบุรี พร้อมคณะเข้าติดตามสถานการณ์การผลิต พบว่า ซีพีเอฟมีการสต๊อกสินค้าพื้นฐานตามปกติ ไม่พบประเด็นต้องสงสัย พร้อมชื่นชมโรงงานในมาตรฐานอาหารปลอดภัย มาตรการจัดการป้องกันโรค ASF และมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ที่เข้มงวด

ส่วนที่ โรงชำแหละมะกอกเหนือ จังหวัดพัทลุง นางสาวณัฐฐิญา ชำนาญ พาณิชย์จังหวัดพัทลุง ร่วมกับ นายบุญส่ง รัตนพร ปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง นำคณะเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิต และติดตามสต๊อกสินค้า โดยไม่พบสิ่งผิดปกติ สินค้าคงคลังเป็นเป็นการสต๊อคสินค้าตามปกติเพื่อเตรียมส่งมอบแก่ลูกค้า และคณะได้กล่าวชื่นชมพร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ของซีพีที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

AWC ผนึก 6 ศูนย์การค้าใหญ่ในเครือ จัดกิจกรรมฉลองตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ ต้อนรับปีเสือทอง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ฉลองเทศกาลตรุษจีน 2565 กับกิจกรรมพิเศษผ่าน 6 ศูนย์การค้าใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, เกทเวย์ เอกมัย, เกทเวย์ แอท บางซื่อ, พันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน, ลาซาล อเวนิว และตะวันนา บางกะปิ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Chinese New Year 2022 Lucky เฮง เฮง เฮง” ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2565 รวมระยะเวลา 18 วัน

นายภีม ลิ่วลม หัวหน้าคณะกลุ่มรีเทลล์ AWC เปิดเผยว่า ในปี 2565 ศูนย์การค้าในเครือ AWC ทั้ง 6 แห่งทั่วกรุงเทพฯ มีแผนจัดงานเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ อย่างต่อเนื่องต้อนรับปีเสือทอง ล่าสุดคือ เทศกาลตรุษจีน โดยเตรียมจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อส่งมอบความสุขให้กับพันธมิตร และลูกค้าทุกคน กับกิจกรรม “Chinese New Year 2022 Lucky เฮง เฮง เฮง” ที่เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นยอดใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน พร้อมตอบโจทย์ทุกความสุข โดยการสร้างบรรยากาศและรังสรรค์ให้ศูนย์การค้าฯ ทั้ง 6 แห่งกลายเป็น “แลนด์มาร์ก” ของเทศกาลตรุษจีนในปีนี้ ด้วยการเนรมิตจุดถ่ายรูปเช็กอินทั้ง 6 ศูนย์การค้าฯ  ตลอดจนโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษต่างๆ ที่จัดเต็มให้กับลูกค้า ประกอบด้วย

Lucky ที่ 1 ส่วนลด และสิทธิพิเศษจากร้านค้าภายในศูนย์การค้าฯ

Lucky ที่ 2 รับฟรีแผ่นทองมงคลปีเสือ และของมงคลเสริมดวง ที่ได้ผ่านพิธีเสริมโชคลาภจากวัดเล่งเน่ยยี่ 2 เมื่อช้อปปิ้งครบตามเงื่อนไขของศูนย์การค้าฯ

Lucky ที่ 3 รับฟรีกระเป๋าถือปีขาลนำโชค มูลค่า 650 บาท เมื่อช้อปตามเงื่อนไขของศูนย์การค้าฯ พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต KTC เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ที่โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, ศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัย, ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน และศูนย์การค้าลาซาล อเวนิว รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 12 % (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด)

Lucky ที่ 4 ชมการเชิดสิงโต 9 สี 9 มงคล และมังกรทอง ยาว 30 เมตรสุดอลังการ เอาฤกษ์เอาชัยและเพื่อความเป็นสิริมงคล ให้มีโชคลาภ และความเจริญรุ่งเรืองแก่พันธมิตรคู่ค้า และลูกค้าทุกคน (ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่จุดประชาสัมพันธ์ของศูนย์การค้าฯ)

Lucky ที่ 5 จุดเช็กอินถ่ายภาพโคมไฟทั่วศูนย์การค้า พิเศษสำหรับโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ และศูนย์การค้าลาซาล อเวนิว พบกับ Lucky Tree ต้นไม้นำโชค ร่วมเขียนคำขอพร โดยมีความเชื่อที่ว่า ถ้าหากกระดาษที่เราเขียนคำขอพรลงไปได้แขวนอยู่บนกิ่งของต้นไม้ ยิ่งสูงเท่าไหร่ คำอธิษฐานนั้นจะเป็นความจริง (ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่จุดประชาสัมพันธ์ของศูนย์การค้าฯ)

ทั้งนี้ ศูนย์การค้าทุกแห่งของ AWC ให้บริการด้วยมาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัยสูงสุด และพร้อมสร้างความมั่นใจในการมาช้อปปิ้งให้กับลูกค้าทุกคน โดยให้ความสำคัญกับเรื่อง Social Distancing แต่ยังคงรักษาบรรยากาศการเฉลิมฉลองของเทศกาล เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของคนไทย ไปพร้อมๆ กับดูแลด้านความสะอาด และความปลอดภัยอย่างเต็มที่ โดยทุกศูนย์การค้าฯ ได้เตรียมพร้อมยกระดับมาตรการความปลอดภัย ภายใต้แคมเปญ ‘AS WE CARE เพราะเราห่วงใย’ เพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 โดยเน้นวินัย ลดการแออัด และรักษาระยะห่างแบบ New Normal อย่างเต็มที่

ผู้สนใจสามารถติดตามโปรโมชั่น และกิจกรรมต่างๆ จากทั้ง 6 ศูนย์การค้าในเครือ AWC ได้ทาง Facebook ประกอบด้วย เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ www.facebook.com/Asiatique.Thailand, เกทเวย์ เอกมัย www.facebook.com/gatewayekamai, เกทเวย์ แอท บางซื่อ www.facebook.com/GatewayatBangsue, พันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน www.facebook.com/pantipplaza.ngamwongwan, ลาซาล อเวนิว www.facebook.com/LasallesAvenue และตะวันนา บางกะปิ www.facebook.com/TawannaBangkapi.twn

ยาฟ้าทะลายโจร ซีพี ส่งมอบอีก 1.5 แสนเม็ด ถึงมือชาวเชียงราย

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้า “ร้อยเรียงความดีซีพี 100 ปี” สนับสนุนภารกิจมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรอย่างต่อเนื่อง ตามเจตนารมณ์ ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือซีพี ในโครงการ “ซีพี ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร” ร่วมสนับสนุนทุกภาคีเครือข่ายและหน่วยงาน ป้องกันผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์ชนิดใหม่หรือ “โอมิครอน” ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น เร่งมอบยาทะลายโจรต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแก่คนไทย

ล่าสุด นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมกับนายกนก ศรีวิชัยนันท์ ปลัดจังหวัดเชียงราย รับมอบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จำนวน150,000 แคปซูล หรือ 2,000 กระปุก จากเครือซีพี เพื่อส่งมอบให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปจัดสรรและส่งต่อแก่ชุมชนในพื้นที่ต่อไป โดยมี นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์เครือซีพี และผู้ช่วยบริหารสำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นผู้แทนมอบ ณ ศาลากลางจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พื้นที่ จ.เชียงราย เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โคโรนาไวรัสอย่างใกล้ชิด พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในสถานที่ราชการและหน่วยงานของรัฐ ตามคำสั่งศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคเทศบาลนครเชียงราย (ศปก.ทน.ชร) พร้อมเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด ทั้งการเว้นระยะห่างทางสังคม ล้างมือด้วยสเปรย์แอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ลดการจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดในครั้งนี้ อาจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และยังคงมีคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาหรือยาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้

ด้านนายจอมกิตติศิริกุล กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นนโยบายของท่านประธานอาวุโสเครือซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ ภายใต้แนวคิด “ร้อยเรียงความดี ซีพี 100 ปี” ที่ต้องการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงยาสมุนไพรไทย เพื่อใช้เสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย พร้อมใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในช่วงเริ่มต้นที่มีอาการเล็กน้อย ร่วมกับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน โดยครั้งนี้ ซีพี เดินหน้าผนึกกำลังกับกลุ่มธุรกิจในเครือฯ อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ซีพีเอฟ , บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) CP All พร้อมทั้งภาคีเครือข่าย นำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแทนความห่วงใย ส่งมอบถึงมือพี่น้องชาวเชียงราย ทั้งนี้ เครือซีพีดำเนินการปลูกต้นฟ้าทะลายโจรบนที่ดิน 100 ไร่ใน จ.สระบุรี และเก็บเกี่ยวเพื่อนำมาผลิตยาฟ้าทะลายโจร 30 ล้านแคปซูล แจกจ่ายฟรีแก่ประชาชน เพราะฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณช่วยป้องกันไข้หวัดสร้างภูมิคุ้มกัน โดยได้ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งการบรรจุแคปซูลยังได้รับรองมาตรฐานจาก GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของโรงงานผลิตยา และดำเนินการผลิตตามพ.ร.บ.ยาสมุนไพร ผ่านการรับรองการขึ้นทะเบียนยาสมุนไพร กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาที่มีข้อกำหนดด้านปริมาณสารสำคัญ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) ในวัตถุดิบอย่างเคร่งครัด

อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ก่อสร้างคืบหน้าเกินครึ่ง ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวลุ่มน้ำกวง

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการใช้น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากในบางปีหากมีฝนตกเหนือเขื่อนมาก ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนก็จะมาก แต่ในบางปีหากมีฝนตกเหนือเขื่อนน้อย ก็ทำให้เกิดปัญหาน้ำในเขื่อนน้อยและไม่เพียงพอใช้ โดยเฉพาะที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ประมาณปีละ 137 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน ตามนโยบายของรัฐบาล โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำช่วงที่ 1 จากลำน้ำแม่แตงไปเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล และก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำช่วงที่ 2 จากอ่างเก็บน้ำแม่งัดฯ ไปลงอ่างเก็บน้ำแม่กวงฯ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำแม่กวงฯ ทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น อยู่ในเกณฑ์เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำด้านท้ายตลอดทั้งปี โดยปริมาณน้ำที่ผันไปจากลำน้ำแม่แตง จะเป็นปริมาณน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูฝน ที่มักจะก่อให้เกิดน้ำท่วมการนำน้ำส่วนเกินดังกล่าวไปใช้จึง ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดด้วย

สำหรับอุโมงค์ส่งน้ำจะมีความยาวทั้งหมดประมาณ 49 กิโลเมตร โดยอุโมงค์ช่วงที่ 1 (ช่วงแม่แตง-แม่งัด) จะมีความยาวประมาณ 26 กิโลเมตร ผันน้ำได้ปีละประมาณ 113 ล้านลูกบาศก์เมตร ไปเก็บไว้ที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จากนั้นปริมาณน้ำดังกล่าวจะรวมกับปริมาณน้ำที่เกินความต้องการของเขื่อนแม่งัดฯ อีกปีละประมาณ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็น 160 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่งผ่านอุโมงค์ช่วงที่ 2 (ช่วงแม่งัด – แม่กวง) ที่มีความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร ไปเติมให้กับเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทำให้เขื่อนแม่กวงฯ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์เพียงพอที่จะจัดสรรน้ำสนับสนุนพื้นที่ด้านท้ายได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

ในส่วนของการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้านผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ นั้น กรมชลประทานได้ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิต รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชนที่ได้รับผลกระทบฯ

ปัจจุบัน การก่อสร้างโครงการฯมีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 66 หากก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการฯ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา ได้เฉลี่ยปีละประมาณ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ ในลุ่มน้ำกวง ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการส่งน้ำในช่วงฤดูฝนของพื้นที่ชลประทานด้านท้ายอ่างฯได้ประมาณ 175,000 ไร่ และในฤดูแล้งยังส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้มากขึ้นจากเดิม 17,060 ไร่ เป็น 76,129 ไร่ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้นจากเดิมปีละประมาณ 13.31 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 49.99 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่สำคัญช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและลดความเสียหายจากสภาวะน้ำท่วมในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตงได้อีกกว่า 14,550 ไร่ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่โดยรอบโครงการฯให้มีความมั่นคงด้านน้ำ อันจะนำไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

แนะเกษตรกรรายย่อยปรับการเลี้ยงหมู ฟื้นการผลิต ย้ำโรค ASF ไม่ติดต่อสู่คน

0

ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ กำแพงแสน ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า จากวิกฤติสุกรครั้งนี้ หลายส่วนที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบคงมีความกังวลเรื่องของการเตรียมรับมือและการปฏิบัติตัว ในเบื้องต้นคือ การยอมรับและทำความเข้าใจกับโรคนี้เพื่อหาแนวทางแก้ไข โรค ASF หรือ African Swine Fever จริงๆไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ โดยพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1907  หรือเกิดขึ้นมาแล้วประมาณ 100 ปีมาแล้ว เพียงแต่ว่าเพิ่งจะพบการแพร่ระบาดในเอเชียจีน เวียดนาม กัมพูชาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดพบในไทย โรคนี้มีความรุนแรง เมื่อสุกรได้รับเชื้อจะมีอาการป่วยและจะตายอย่างรวดเร็วภายใจ 5 – 7 วันหลังแสดงอาการ และแพร่เชื้อทางอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย น้ำเชื้อ และสามารถแพร่ระบาดในวงกว้าง ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน 

การป้องกันโรคนี้ต้องรู้จัก “พาหะนำโรค” ก่อน สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่สามารถผ่านเข้าไปในโรงเรือน หรือฟาร์ม  เป็นพาหะนำโรค ASF ได้ทั้งหมด แม้จะไม่ได้มีอาการป่วยแต่สามารถนำเชื้อไปติดสุกรได้ เช่น นก สามารถแพร่เชื้อจากโรงเรือนหรือฟาร์มไปสู่อีกที่หนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างไกล หากปล่อยให้นกเข้าไปในโรงเรือน กินอาหารจากสุกรที่ป่วย และบินไปโรงเรือนหรือฟาร์มอื่นๆ ก็จะนำเชื้อไปแพร่กระจายต่อ รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาทิ หนู สุนัข แมว ยุง แมลงสาบ แมลงวัน หรือแม้กระทั่งคนเองก็เป็นพาหะนำโรคได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ อาหารเหลือจากคน เพราะถ้าอาหารนั้นมีการปนเปื้อนเชื้อ ASF แล้วนำไปให้สุกรกิน จะทำให้สุกรมีโอกาสป่วยได้ สุดท้ายคือ กิจกรรมการขนส่งเคลื่อนย้าย หากรถขนส่งหมูมีการปนเปื้อนและเกษตรกรสัมผัส ก็จะติดเชื้อแล้วนำพาเชื้อมาสู่คอกสุกรได้  

เกษตรกรรายย่อยจะสามารถกลับมาเลี้ยงสุกรได้ แต่ต้องปรับรูปแบบการทำฟาร์มสุกรที่จะเปลี่ยนแปลงไป โดยต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ มีการสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่เคยมีการแพร่ระบาด พร้อมเตรียมระบบการจัดการและแนวทางป้องกันที่ได้มาตรฐานมากขึ้น ซึ่งการทำระบบ Biosecurity สามารถตอบโจทย์ได้ดี โดยเฉพาะในฟาร์มขนาดเล็ก มีการจราจรน้อยกว่ากลับทำได้ง่ายกว่าฟาร์มใหญ่ๆ และในอนาคตอันใกล้นี้จะมีรูปแบบการเลี้ยงที่ตอบโจทย์กลุ่มเกษตรกรมากขึ้น ส่วนเรื่องของวัคซีนยังไม่ใช่ความต้องการลำดับต้นๆ เนื่องจากวัคซีนทำยาก และการระบาดรุนแรง สุกรส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้อ จะสามารถสร้างภูมิคุมกันได้ แต่ฆ่าเชื้อไม่ได้ ส่วนมากสุกรตายก่อน เพราะฉะนั้นหลายประเทศจะใช้วิธีทำลาย 

ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลว่าจะติดเชื้อ ASF จากเนื้อสุกร  ยืนยันว่าโรค ASF ไม่ติดต่อสู่คน ซึ่งมีการยืนยันโดยองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) แต่เพื่อความมั่นใจ ผู้บริโภคควรซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีตรามาตรฐานกำกับ สังเกตลักษณะของเนื้อสุกรต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอม ไม่มีกลิ่นผิดปกติ ล้างเนื้อสุกรให้สะอาดก่อนนำมาประกอบอาหาร และต้องปรุงในอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสระยะเวลาประมาณ 30 นาที หรือ 80 องศาเซลเซียสระยะเวลา 15 นาทีขึ้นไป งดรับประทานอาหารดิบๆ หรือสุกๆดิบๆ เพราะนอกจากเชื้อ ASF แล้วก็ยังมีโรคอื่นๆ เช่น ไข้หูดับที่รุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานช่วยเหลือเกษตรกรปี 65 กว่า 2 หมื่นคน

0
ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ ด้วยการจัดจ้างแรงงานทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 มีแผนจัดจ้างแรงงานทั้งสิ้น 75,000 คน วงเงินงบประมาณ 4,465 ล้านบาท ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 1 – 10 เดือน วงเงินจ้างแรงงาน/คน จะอยู่ที่ประมาณ 8,700 – 87,000 บาท ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานแล้ว 22,120 คน

ทั้งนี้ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ คือ 1. จังหวัดเชียงใหม่ 2,303 คน 2. จังหวัดกาฬสินธุ์ 1,872 คน และ 3. จังหวัดอุบลราชธานี 1,730 คน

สำหรับโครงการจ้างแรงงานชลประทาน ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทานบริการประชาชน

กรมชลฯ ขานรับกอนช. คุมเข้มแผนใช้น้ำลุ่มเจ้าพระยา ย้ำน้ำกินน้ำใช้เพียงพอตลอดแล้งปีนี้

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) มีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งพื้นที่ภาคกลาง ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เน้นย้ำน้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอตลอดฤดูแล้ง พร้อมกำหนดแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงและแผนเผชิญ เหตุรองรับสถานการณ์ภัยแล้งในบางพื้นที่ไว้ล่วงหน้า รวมทั้งเร่งรัดโครงการสำคัญต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ นั้น

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

สถานการณ์น้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน (18 ม.ค. 65) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,457 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 6,761 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 2,225 ล้าน ลบ.ม. จึงได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา บริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน ที่สำคัญให้จัดทำแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงและแผนเผชิญเหตุไว้รองรับสถานการณ์ภัยแล้งในบางพื้นที่ไว้ล่วงหน้าด้วยแล้ว

ในส่วนของการทำนาปรัง ปัจจุบันมีการทำนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปแล้วประมาณ 3.25 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ร้อยละ 16 (แผนวางไว้ 2.81 ล้านไร่) เกษตรกรส่วนหนึ่งจะใช้น้ำจากบ่อน้ำหรือแหล่งน้ำของตนเองในการทำนาปรัง ส่วนที่ใช้น้ำจากระบบชลประทาน ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ติดตามและควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ตลอดแล้งนี้ ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แจง ไม่ได้กีดกัน WORLD กลับเข้าเทรด ยันดำเนินการอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ

0

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พบข้อมูลซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Singapore Exchange (“SGX”) เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เกี่ยวกับการเข้าทำสัญญาจำหน่ายหุ้นบริษัท เวิลด์ อินดัสเทรียล เอสเตท จำกัด (“WIE”) ให้แก่ NauticAWT Limited (“NauticAWT”) โดยบริษัท เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“WORLD”) จึงขอให้ WORLD ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าทำสัญญาดังกล่าว พร้อมทั้งให้ชี้แจงผลกระทบต่อคุณสมบัติด้านฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของ WORLDในการขอกลับมาซื้อขายอีกครั้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2565 WORLD ได้ชี้แจงข้อมูลผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า การเข้าทำสัญญาดังกล่าวกับ NauticAWT เป็นเพียงการตกลงเพื่อทำการศึกษาความเป็นไปได้กรณีการขายเงินลงทุนใน WIE ให้แก่ NauticAWT ตามแผนธุรกิจของ WORLD ซึ่งจะดำเนินการระหว่างปี 2565-2566 และได้ชี้แจงว่าเนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังไม่ได้มีมติอนุมัติให้มีการจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ และรายการที่เกี่ยวโยงกัน คณะกรรมการบริษัทจึงมีความเชื่อมั่นว่า WORLD มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai รวมทั้งคณะกรรมการบริษัทได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินการของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกรณีนี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอชี้แจงให้ทราบเกี่ยวกับการดำเนินการของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกรณีนี้ว่า เนื่องจาก WORLD มีเหตุเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน และต่อมา WORLD มีการดำเนินการแก้ไขเหตุเพิกถอนเพื่อให้หลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนกลับมาซื้อขายอีกครั้ง โดย WORLD มีหน้าที่ที่จะต้องนำส่งหลักฐานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อแสดงให้เห็นว่า WORLD มีคุณสมบัติที่จะกลับมาซื้อขายอีกครั้ง ซึ่งตามแนวทางดำเนินการเพื่อแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนหุ้นสามัญจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของบริษัทจดทะเบียนที่จะกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

  • บริษัทจดทะเบียนต้องมีส่วนผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท
  • บริษัทจดทะเบียนต้องมีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิในงวดสะสมก่อนยื่นคำขอ (โดยต้องเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินงานตามปกติที่เกิดจากธุรกิจหลักที่จะประกอบธุรกิจต่อไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต ภายใต้การจัดการของผู้บริหารส่วนใหญ่กลุ่มเดียวกันอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนยื่นคำขอ) – บริษัทจดทะเบียนต้องมีฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่มั่นคงตามสภาพธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง
  • บริษัทจดทะเบียนต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ดำรงสถานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนในการพิจารณาให้บริษัทจดทะเบียนที่มีเหตุเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนกลับมาซื้อขายอีกครั้ง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหน้าที่ที่จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้กับบริษัทจดทะเบียนที่ยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอนและขอกลับมาซื้อขายอีกครั้งทุกรายอย่างเท่าเทียมกันและไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจดทะเบียนที่ยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอนและขอกลับมาซื้อขายอีกครั้งมีคุณสมบัติในการกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและปกป้องผู้ลงทุนโดยทั่วไปเป็นสำคัญ สำหรับกรณี WORLD ที่ได้ยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอนและขอกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงในระหว่างการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์ฯเกี่ยวกับข้อมูลการเข้าทำสัญญาจำหน่ายหุ้น WIE ของ WORLD ให้แก่ NauticAWT ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ SGX เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ซึ่ง WIEเป็นบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจขายคอนโดมิเนียมและพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นธุรกิจหลัก โดยเป็นบริษัทย่อยเดียวที่สร้างรายได้และผลการดำเนินงานให้กับ WORLD อีกทั้ง WIE ยังเป็นธุรกิจที่ WORLD ใช้ประกอบการยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอนและขอกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai เพื่อแสดงให้เห็นว่า WORLDยังมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานตามปกติที่เกิดจากธุรกิจหลักที่จะประกอบธุรกิจต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เนื่องจากตามหลักเกณฑ์การขอพ้นเหตุเพิกถอนและขอกลับมาซื้อขายอีกครั้งได้กำหนดให้ “บริษัทจดทะเบียนต้องมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานตามปกติที่เกิดจากธุรกิจหลักที่จะประกอบธุรกิจต่อไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต” เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องพิจารณาในการให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือตลาดหลักทรัพย์ mai ดังนั้น เมื่อมีข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงจำเป็นที่จะต้องขอให้ WORLD ชี้แจงข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่จากข้อมูลที่ WORLD ชี้แจงเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2565 ว่าการทำสัญญาดังกล่าวกับ NauticAWT เป็นเพียงการตกลงเพื่อทำการศึกษาความเป็นไปได้กรณีการขายเงินลงทุนใน WIE ให้แก่ NauticAWT ซึ่งในชั้นนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คำชี้แจงของ WORLD ดังกล่าวยังไม่ชัดเจนเพียงพอและไม่สอดคล้องกับข้อมูลของ NauticAWT ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ SGX ดังนั้น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลที่ครบถ้วนและมีความชัดเจน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ WORLD ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นดังต่อไปนี้ ผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในวันที่ 25 มกราคม 2565

1. เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าทำ Share And Purchase Agreement กับ NauticAWT ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ SGX มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำรายการจำหน่ายหุ้น WIE ไว้โดยละเอียด รวมทั้งท้ายเอกสารข่าวได้ระบุชื่อผู้บริหารของ WORLD ไว้ด้วย จึงขอให้ WORLD ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการทำสัญญากับ NauticAWT พร้อมทั้งหลักฐานที่แสดงว่าเป็นเพียงข้อตกลงในการศึกษาความเป็นได้ในการขายเงินลงทุนใน WIE เท่านั้น

2. ตามที่ WORLD ได้ชี้แจงว่า คณะกรรมการตรวจสอบได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับการเข้าทำ Share And Purchase Agreement อย่างรอบคอบและรัดกุมแล้วก่อนเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทพิจารณาอนุมัติ จึงขอให้ WORLD ชี้แจงความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวโดยละเอียด

3. เนื่องจาก WIE เป็นธุรกิจหลักที่ WORLD ใช้ประกอบการยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอนและขอกลับมาซื้อขายอีกครั้ง ดังนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า WORLD ยังคงมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานตามปกติที่เกิดจากธุรกิจที่จะประกอบธุรกิจต่อไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต จึงขอให้ WORLD ชี้แจงว่า หาก WORLD มีการจำหน่ายหุ้น WIE แล้ว จะมีผลกระทบต่อรายได้และกำไรสุทธิของ WORLD ที่ต้องมาจากการดำเนินงานตามปกติที่เกิดจากธุรกิจหลักที่จะประกอบธุรกิจต่อไปอย่างต่อเนื่องในอนาคตหรือไม่อย่างไร นอกจากนี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ WORLD นำส่งสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัท และสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ ที่ได้พิจารณาเกี่ยวกับการเข้าทำ Share And Purchase Agreement มายังตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อประกอบการพิจารณาการขอกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ด้วย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอยืนยันว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำกับดูแลให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนหรือต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้มีข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างครบถ้วน เพียงพอ และเท่าเทียมกัน