Home Blog Page 349

กรมชลฯ​ ชวนแกล้งข้าว ทำนา​ “เปียกสลับแห้ง” ช่วยประหยัดน้ำ เพิ่มผลผลิต ทางรอดภัยแล้ง

0

โครงการชลประทานเชียงใหม่ ต่อยอดงานวิจัยการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว ชวนชาวนาเปลี่ยนวิธีการทำนา หวังลดต้นทุนการผลิต และช่วยประหยัดน้ำจากการทำนาได้มากกว่าร้อยละ 30 – 40 ทั้งยังเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูแล้งปี 2565 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีอยู่ในเกณฑ์จำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำเป็นต้องวางแผนการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะน้ำเพื่อการเกษตรที่มีสัดส่วนการใช้น้ำค่อนข้างมาก เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำ จึงได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำในอ่างฯไม่ถึงร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงปลายปี 2564 – ต้นปี 2565 อาจจะเกิดภัยแล้งได้ในบางพื้นที่​ กรมชลประทาน ได้รณรงค์ให้เกษตรกรและทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

จากสถานการณ์น้ำข้างต้น โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้ต่อยอดงานวิจัยการบริหารจัดการน้ำในการทำนา แบบเปียกสลับแห้ง โดยสมาชิกกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน ได้ร่วมกันทำแปลงสาธิตทดลองการทำนาเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว ในพื้นที่หัวงานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน ตำบลออนเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำเพาะปลูกข้าวโดยวิธีประหยัดน้ำในช่วงวิกฤติ เนื่องด้วยอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน มีปริมาณน้ำเก็บกักในเกณฑ์น้ำน้อย จึงรณรงค์ให้มีการทำนาปลูกข้าวแบบประหยัดน้ำ แต่ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นกว่าการปล่อยน้ำท่วมขังในแปลงนา ด้วยวิธีการทำนาเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว โดยจะเรียกว่า“ทฤษฎี เปียก 5 แห้ง 15”

โดยสรุปผลการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในพื้นที่ของโครงการชลประทานเชียงใหม่​ ใช้ปริมาณน้ำเพียง 480 ลบ.ม./ไร่ จากปกติใช้น้ำฤดูแล้งประมาณ 800 ลบ.ม./ไร่ และฤดูฝน 1,200 ลบ.ม./ไร่​ สามารถทำผลผลิตได้ถึง 770  กก./ไร่ เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 170 กก./ไร่
ถือเป็นการทดลองที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก และสามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ นำไปขยายผลได้อีกด้วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้พอสมควร

นายดำรง เล็กดี รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน กล่าวว่า “ผลผลิตที่ได้เกินคาดเป็นที่น่าพอใจและก็รู้สึกประหลาดใจ ตนเองจะได้เอาวิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งนี้สร้างการรับรู้และนำไปต่อยอดให้เกษตรกรสมาชิกผู้ใช้น้ำทดลองทำในแปลงนาตนเอง เพื่อเพิ่มผลผลิต อีกทั้งยังได้ประหยัดน้ำต้นทุน มีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดฤดูกาลต่อไป”

สำหรับการขยายผลโครงการฯ ในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 นี้ โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้มีการเผยแพร่และส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ไปยังพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำแม่โก๋นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว  จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5000 ไร่ ทั้งนี้ หากเกษตรกรในพื้นที่ใด สนใจเรื่องการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีทดลองการใช้น้ำชลประทาน โครงการชลประทานใกล้บ้านได้ในวันเวลาราชการ

AWC​ ชวนเที่ยว​ “เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น” รับตรุษจีน

0

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), บริษัท หวั่งหลี จำกัด และบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  ในงานเปิดเทศกาลแรกที่ “เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น”  ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย สืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ ชวนนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมความงามของอาคารสถาปัตยกรรมจีนโบราณและกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตรวมถึงการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการใช้พื้นที่ของสังคมและชุมชน เชิญร่วมกราบสักการะองค์เจ้าแม่หม่าโจ้วเพื่อขอพรเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ พร้อมชมการแสดงงิ้ว และการเปิดโรงทานในงานสิริมงคล 17-19 มกราคม และตลอดเทศกาลแรกของปี 17 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ พร้อมประสบการณ์ต่างๆ อาทิเช่น เพลิดเพลินกับร้านน้ำชา “Pagoda Chinese Tea Room” และ “Okura Oriental La Patisserie” สนับสนุนสินค้าคุณภาพจาก “เดอะ Gallery” โครงการเพื่อชุมชนจำหน่ายสินค้าจากศิลปินคุณภาพและศูนย์รวมสินค้าชุมชน และ “reConcept ร้านจำหน่ายของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์คุณภาพภายใต้แนวความคิด Everything old is new again ตามด้วยร้านค้าต่าง ๆ ที่จะทยอยเปิดให้บริการสร้างจุดนัดพบริมน้ำแห่งใหม่มัดใจนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีนี้
รวมทั้ง AWC ได้จัดเตรียมกิจกรรมพิเศษโดยเปิดเทศกาลความสุข ซึ่งรวมโอกาสวันขอบคุณเจ้าแม่หม่าโจ้ว วันตรุษจีน วันวาเลนไทน์ และเทศกาลโคมไฟ ซึ่งขอเชิญชวนมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความสุข สิริมงคลของเทศกาลแรก ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2565 รวมถึงพบกับเทศกาลแห่งความสุขอื่นๆ ครอบคลุมทุกเทศกาลตลอดปี 2565

ธนาคารออมสิน ชวนคนไทยวางรากฐานการเงินรับปีใหม่ ด้วย “เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ ดอกเบี้ยโดน ปลอดภาษี”

0

ย่างก้าวเข้าสู่ปีใหม่ สำหรับผู้มีนิสัยรักการออม และมีวินัยอย่างเคร่งครัดแล้ว จำนวนเงินออมของตัวเองในช่วงเวลาที่ผ่านมา ย่อมมีเพิ่มมากขึ้นตามเวลาที่หมุนเวียนไป  ทั้งนี้ การออม ถือเป็นบันไดขั้นต้น และเป็นทางเลือกการลงทุนขั้นพื้นฐานในการสร้างความสำเร็จตามเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนที่วางไว้   ไม่ว่าจะเป็นการออมเพื่อไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน,  การออมเพื่อเกษียณ, การออมเพื่อลงทุนเพิ่มรายได้  หรือ การออมเพื่อสะสมเงินไว้ใช้ซื้อสิ่งของหรือบริการตามที่ตัวเองต้องการ

ความสำคัญของ “การออม” คือ การสร้างวินัยทางการเงินให้กับผู้ออมเงินเอง จากการค่อยๆ ทยอยออมเงิน สะสมทีละเล็กทีละน้อย รอดูเงินออมของตัวเองเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป  ถือได้ว่าการออมเป็นรูปแบบที่มีความปลอดภัยและรักษาเงินต้นได้  มีระดับความเสี่ยงต่ำ แม้ว่าผลตอบแทนจากเงินออม เช่น เงินฝากเผื่อเรียก, เงินฝากประจำ จะไม่ได้สูงมากนักก็ตาม  แต่หากผู้ออมมีวินัยทางการเงินที่ดีแล้ว ก็จะสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง

การออม จึงเป็นการวางรากฐานการเงินที่ดี และมั่นคงให้กับตัวเอง เพื่อนำไปสู่ความมั่งคงทางการเงิน  และเดินหน้าสู่การมีอิสรภาพทางการเงินในที่สุด

“ธนาคารออมสิน”  จึงมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมการออมภาคประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารออมสิน ได้มีการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการออม  มาโดยตลอด

ล่าสุด ออกผลิตภัณฑ์  “เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ ดอกเบี้ยโดน ปลอดภาษี*”  ส่งเสริมการออมต้อนรับปีใหม่  จำนวน 2 ประเภท  คือ

1. เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 4 อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 0.35% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยเมื่อฝากครบ 4 เดือน

2. เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 0.45% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยเมื่อฝากครบ 7 เดือน

จุดเด่นของการออมเงินในบัญชีเงินฝากเพื่อเรียกพิเศษ คือ เป็นการเก็บเงินไว้ใช้จ่ายทั่วไป เพื่อผลตอบแทนไว้เป็นหลักประกัน และเงินสำรองในอนาคต  ควบคุมการใช้เงินได้มากขึ้น สามารถเก็บออม และใช้จ่ายได้เมื่อต้องการ พร้อมยังได้รับผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจ กรณีผู้ออมเป็นบุคคลธรรมดา ก็จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย อีกด้วย

ผู้มีคุณสมบัติที่สามารถเปิดบัญชีดังกล่าว  ทั้ง บุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และ นิติบุคคลทุกประเภท เปิดให้รับฝากบัญชีเงินฝากเพื่อเรียกพิเศษทั้ง 2 ประเภท ตั้งแต่วันที่ 2- 31 เดือนมกราคม พ.ศ. 2565 นี้

หากสนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม  สำหรับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 4  ที่ลิงค์   https://bit.ly/3HNXAxP   และเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7  ที่ลิงค์  https://bit.ly/3q7fMMW   หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center 1115 และธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ

สายออมเงิน ต้องไม่พลาดโอกาสดีๆในการเริ่มสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเองครั้งนี้ !

กรมชลฯ แจงไม่ได้เก็บค่าน้ำทำนาไร่​ แค่กรอบตัวอย่างเพื่อรับฟังความเห็น

0
อธิบดีกรมชลประทาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวเรื่องกรมชลประทานจัดเก็บค่าน้ำทำนาไร่ละ 25 บาท/ปี ว่า​ เป็นเพียงการเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2565 ในประเด็นเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าชลประทาน ตามหลักการในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 มาตรา 8 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจในการออกกฎกระทรวงเพื่อเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้ใช้น้ำทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม

ทั้งนี้​ ปัจจุบัน​ กรมฯ​ ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าชลประทานในภาคเกษตรกรรมซึ่งให้เรียกเก็บได้ไม่เกินไร่ละห้าบาทต่อปี เนื่องจากไม่มีกฎกระทรวงเรียกเก็บแต่อย่างใด มีแต่เพียงกฎกระทรวงที่ให้อำนาจรองรับในการจัดเก็บค่าชลประทานเฉพาะนอกภาคเกษตรกรรม ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม การประปา และกิจการอื่น เป็นต้น ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์

เนื่องจากทางน้ำชลประทานตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวงเป็นทรัพยากรน้ำสาธารณะตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กำหนดแบ่งทรัพยากรน้ำสาธารณะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่หนึ่ง การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนการรักษาระบบนิเวศน์ จารีตประเพณี การบรรเทาสาธารณภัย การคมนาคม และการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อย , ประเภทที่สองการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และประเภทที่สามการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำหรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ ในการใช้น้ำประเภทที่หนึ่งไม่ต้องขออนุญาตใช้น้ำและไม่ต้องชำระค่าใช้น้ำ ส่วนการใช้น้ำประเภทที่ 2 และประเภทที่ 3 จะต้องขออนุญาตใช้น้ำและชำระค่าใช้น้ำตามหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่สองและการใช้น้ำประเภทที่สาม ซึ่งนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำจะได้ออกกฎกระทรวงกำหนดต่อไป

ดังนั้น กรมชลประทานจึงต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีความสอดคล้องกับอัตราการจัดเก็บค่าใช้น้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561

ส่วนในประเด็นการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เป็นการกำหนดหลักการขึ้นมาเพื่อรองรับตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้กำหนดให้กรมชลประทานดำเนินการศึกษาความเป็นได้ในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน

อย่างไรก็ตาม ตามหลักการในร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. …. เป็นเพียงกรอบตัวอย่างเบื้องต้นเพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ซึ่งทางมูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมายในฐานะผู้รับจ้างในการแก้ไขกฎหมายต้องสรุปภาพรวมของการรับฟังความคิดเห็นทั้ง 4 ภาค เสนอกรมชลประทานเพื่อพิจารณาให้เป็นไปตามสัญญาจ้างแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง ก่อนที่จะส่งมอบรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการยกร่างแก้ไขกฎหมายต่อไป โดยจะมีการพิจาณาอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรและในทุกภาคส่วนต่อไป

‘เฉลิมชัย’ ติดตามงานบริหารจัดการน้ำหน้าแล้ง ในพื้นที่ภาคใต้

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ม.ค.65 ที่สำนักงานชลประทานที่ 16 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและแนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2565 ในเขตพื้นที่ภาคใต้ โดยมี นายเอนก ก้านสังวร ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล พร้อมด้วย นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 นายเดช เล็กวิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 และ นายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 17 และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์น้ำ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบนโยบายให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ วางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งให้ครอบคลุม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือให้สามารถออกปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา พร้อมวางแผนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า รวมทั้งติดตามและเร่งรัดงานโครงการต่าง ๆ ที่ประชาชนได้ร้องขอมาในแต่ในพื้นที่ ที่สำคัญให้บูรณาการหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในการทำงานร่วมกัน และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้างานต่าง ๆ ของกระทรวงฯ อย่างต่อเนื่อง

ด้านผอ.สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา อิทธิพลของพายุและร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณภาคใต้ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในลำน้ำต่าง ๆ รวมทั้งเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือกว่า 1,189 หน่วย ประจำจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม อาทิ เครื่องสูบน้ำ 350 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 440 เครื่อง รถแทรกเตอร์/รถขุด 196 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่น ๆ อีก 203 หน่วย เป็นต้น เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชน และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด ทำให้ขณะนี้พื้นที่ส่วนใหญ่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 13 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง ตรัง สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2565 ในพื้นที่ภาคใต้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินการตามมาตรการการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการ อย่างเคร่งครัด โดยการเร่งเก็บกักน้ำและจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง พร้อมจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในพื้นที่ ตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ อาทิ การอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝน การเกษตร และการอุตสาหกรรม เป็นต้น รวมทั้งวางแผนสนับสนุนการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยก่อนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อสนับสนุนน้ำเตรียมแปลง และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก สายรอง ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมติดตามประเมินผลให้เป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้ สิ่งสำคัญคือการสร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแผนบริหารจัดการน้ำ โดยการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้า

กรมชลประทาน ระดมเครื่องมือ-เครื่องจักร รับมือภัยแล้งทั่วประเทศ

0

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า ได้สั่งการให้สำนักชลประทานทั่วประเทศคุมเข้มแผนบริหารจัดการน้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา พิจารณาเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าว รวมทั้งเร่งสร้างการรับถึงสถานการณ์น้ำ เพื่อให้เกิดความเคร่งครัดเพื่อช่วยกันประหยัดน้ำ

การเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือภัยแล้งปี 2565 ทั่วประเทศ กรมชลประทานได้เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร จำนวน 5,935 หน่วย ประจำ 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีเครื่องสูบน้ำจำนวน 2,140 เครื่อง รถบรรทุกน้ำจำนวน 503 คัน และเครื่องจักรกลเพื่อสนับสนุนงานอื่นๆ ที่คาดว่าจำเป็นต้องใช้ในการบริหารจัดการน้ำ จำนวน 3,292 หน่วย พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อการเตรียมพร้อมรับมือการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากข้อมูลเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2565 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำ รวมกันทั้งสิ้น 56,541 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ74 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 32,612 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 13,651 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำใช้การได้ 6,955 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 38 ของความจุอ่างฯ รวมกัน ปัจจุบัน (12 ม.ค.65) มีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,072 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ให้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติสนับสนุนการเกษตรก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำช่วยเสริม พร้อมกับเดินหน้าตามมาตรการรับมือการขาดแคลนน้ำ ปี 64/65 ทั้ง 8 มาตรการอย่างเคร่งครัด โดยเน้นย้ำน้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอตลอดทั้งปี ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ รวมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกร และประชาชนทุกภาคส่วน ให้ตระหนักถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด และร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า รวมทั้งควบคุมการเพาะปลูกข้าวนาปรังให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ บลจ. ยูโอบี เปิดตัว Thematic ETF กองแรกของไทย

0

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ​ สนับสนุนให้มีการพัฒนา กองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund: ETF) เพื่อเป็นเครื่องมือให้แก่ผู้ลงทุนในการกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศได้ง่าย สะดวก ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีอยู่ กองทุน ETF เป็นตราสารที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนทั่วโลก ด้วยมีความหลากหลายในด้านสินทรัพย์อ้างอิง สามารถนำมาจัดพอร์ตลงทุนได้ง่าย และมีต้นทุนต่ำ เป็นผลให้สินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของกองทุน ETF ทั่วโลก ณ กลางปี 2021 เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9.1 แสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

“สำหรับกองทุน ETF ในประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมุ่งที่จะเพิ่มความหลากหลายของสินทรัพย์อ้างอิง และขยายช่องทางการซื้อขายเพื่อความสะดวกของผู้ลงทุน พร้อมให้ความรู้ส่งเสริมความเข้าใจในการลงทุนผ่านกองทุน ETF ล่าสุด​ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับบริษัทจัดการลงทุนยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนา กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ฮีโร่ อีทีเอฟ หรือ UHERO ซึ่งนับเป็น Thematic ETF กองแรกของไทย มีธีมการลงทุนที่เป็นเมกะเทรนด์เกาะกระแสการเติบโตของธุรกิจเกมและอีสปอร์ต โดยจะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2565”

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กองทุน UHERO กองทุน Thematic ETF กองแรกของไทย เป็นการเปิดโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต ซึ่งเป็นกิจกรรมสันทนาการที่ได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตในช่วงที่โลกเผชิญกับสถานการณ์ระบาดของ COVID-19 รายได้ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกมเติบโตมากกว่า 20% ในขณะที่อีสปอร์ตเติบโตมากกว่า 15% (ที่มา : New zoo, Global X) และบลจ. ยูโอบี เชื่อว่ายังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ในระยะยาว กองทุน UHERO ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 เน้นลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ Global X Video Games & Esports ETF (กองทุนหลัก) โดยจะไปลงทุนตามดัชนี Solactive Video Games & E-sports Index ซึ่งดัชนีจะประกอบด้วย 30-40 บริษัทที่มีรายได้มาจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเกมและอีสปอร์ต

“UHERO เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอบสนองนโยบายของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการขยายโอกาสการลงทุนให้นักลงทุนไทยเข้าถึง ETF ในต่างประเทศได้ และตอกย้ำความเชี่ยวชาญการลงทุนในไทยและความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมการลงทุนใหม่ๆ กองทุนดังกล่าวผ่านการคัดสรรด้วยกระบวนการลงทุนจากทีมผู้เชี่ยวชาญของกลุ่ม บลจ. ยูโอบี และพันธมิตรการลงทุนในระดับสากล” นายวนากล่าว

ผู้ลงทุนที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูล Thematic ETF ได้ที่ www.setinvestnow.com/ETF และสำหรับผู้สนใจกองทุน UHERO สามารถปรึกษาการลงทุนหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายที่ บลจ. แต่งตั้ง หรือบลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) www.uobam.co.th โทร. 0-2786-2222 โดยเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 17-21 มกราคม 2565 

กินหมูนอก ฤาจะสู้กินหมูของไทย

0

บทความ​ โดย​ แทนขวัญ มั่นธรรม

กระแส “หมูแพง” ขณะนี้หายใจรดต้นคอตีคู่มากับการแพร่ระบาดของโอไมครอนในประเทศไทย บางวันกระแสหมูแพงแรงกว่าแซงไปสองก้าวด้วยซ้ำ เชื่อว่าประชาชนและกลุ่มบริโภคเนื้อหมูนิยม ได้รับทราบถึงต้นตอปัญหาที่แท้จริงแล้วว่าเกิดจากโรคระบาดทำให้หมูหายไปจากระบบ 50% และต้นทุนปัจจัยการผลิตเช่นอาหารสัตว์และค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันโรคเพิ่มขึ้น 30-40% เห็นตัวเลขแบบนี้ไม่ต้องสงสัยราคาขยับขึ้นมาเรื่อยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 จากหมูเนื้อแดงที่ราคา 135 บาท/กิโลกรัม ปัจจุบัน 250 บาท เสียงสะท้อนจากแม่ค้าน้ำเงี้ยวที่ตลาดคลองเตย บอกว่า ถ้าเป็นขาประจำมาซื้อจะได้ลดราคาเหลือ 220 บาท ถามว่าแพงไหมก็ยังแพงอยู่ดี แต่ที่ร้านก็ยังไม่ปรับราคาต้องช่วยๆ กันไป

หลายภาคส่วนประสงค์ดี เสนอหลากหลายแนวคิดแก้ไขให้สถานการณ์ดีขึ้น หนึ่งในวิธีที่มีการเสนอคือ “นำเข้าหมูนอก” เพื่อเพิ่มอุปทาน หมายให้ราคาลดลง ซึ่งเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบเรื่องการนำเข้า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยต้องระวังด้านสุขอนามัย ในโรคติดต่อที่อาจมากับเนื้อหมู รวมถึงกฎเกณฑ์ทางการค้าด้วย

ข้อเสนอการนำเข้าหมู จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ว่าต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือป้องกันปัญหาระยะยาวและสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนให้ลูกหลานไทย

แน่นอนวิธีการนำเข้าได้รับความนิยมชมชอบจากกิจการเขียงหมูเพราะมีของขายได้ราคา แต่เกษตรกรรายย่อยคงมีคำถามว่าแล้วจะส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงเอาหมูเข้าเลี้ยงเพื่อ…? เรื่องนี้ต้องมองแบบสมดุลควบคู่กันทั้งการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน เกษตรกรไทยนี่แหละพระเอกตัวจริง แต่ต้องศัลยกรรมให้สามารถแข่งขันได้ โดยการสนับสนุนด้านเงินทุน ปัจจัยการผลิตในราคาที่เหมาะสม ความรู้ด้านการป้องกันโรค และอื่นๆ ให้ผู้เลี้ยงสามารถยืนหยัดในอาชีพได้อย่างมั่นคง

ที่สำคัญเนื้อหมูนำเข้า ยังมีเรื่องคาใจคนไทยด้านสุขอนามัย โดยเฉพาะสารตกค้างและสารปนเปื้อนจากสารแรคโตพามีน (Ractopamine) ที่รู้จักกันดีในนามสารเร่งเนื้อแดง เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ หญิงมีครรภ์ ที่สำคัญกรมปศุสัตว์ไทยประกาศ “ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมูอย่างเด็ดขาด” โดยเป็นสารผิดกฎหมาย ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2546 และเป็นสารต้องห้ามของสหภาพยุโรป รวมถึงจีนเช่นกัน

รัฐบาลต้องใช้เหตุผลด้านความปลอดภัยของเนื้อสัตว์และสุขอนามัยของผู้บริโภคคนไทยมาเป็นปัจจัยในการพิจารณา แม้จะเป็นการนำเข้าเฉพาะกิจ อย่ามองเพียงว่าหมูต่างประเทศราคาถูกกว่าไทยและแก้ปัญหาระยะสั้นได้ ที่สำคัญเนื้อหมูนำเข้ามาแบบแช่แข็งเป็นชิ้นส่วน หาใช่หมูซีกตามวัฒนกรรมการบริโภคของคนไทย ทั้งการนำเข้าต้องใช้เวลาข้ามน้ำข้ามทะเลไม่ต่ำกว่า 2 เดือน ใช้เวลาผ่านพิธีการทางศุลกากรที่ปลายทางอีกประมาณ 3-5 วันทำการ ถ้าโชคร้ายตู้เย็นที่ส่งมาเสีย หมูละลาย คุณภาพตก แต่จำเป็นต้องขายเพราะไม่อยากขาดทุน ประเด็นนี้เท่ากับผลักภาระของถูก คุณภาพต่ำ ให้กับคนไทยโดยแท้ ใครจะรับผิดชอบ ถ้าอดใจรอให้เวลาเกษตรกรไทย เลี้ยงด้วยความเอาใจใส่ได้เนื้อหมูคุณภาพดี จะดีกว่าการนำเข้าหรือไม่ ตามสโลแกน ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ

สิงห์อาสา หนุนเขตดุสิต ตั้งศูนย์พักคอยรองรับเด็กป่วยโควิดทั่วกทม.

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ม.ค.65 สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมสนับสนุนการทำงานของสำนักงานเขตดุสิต ในการจัดตั้งศูนย์พักคอยเด็กป่วยโควิด-19 เขตดุสิต หรือ Community Isolation (CI) เพื่อรองรับผู้ป่วยเด็กและเยาวชนจากพื้นที่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีผลตรวจรับรองว่าติดเชื้อโควิด-19 โดยใช้พื้นที่บริเวณศูนย์สร้างสุขทุกวัยเกียกกาย ซึ่งมีความพร้อมในด้านอาคาร สถานที่ และมีศูนย์บริการสาธารณสุข 38 เขตดุสิต อยู่ในบริเวณเดียวกัน อีกทั้งยังประสานการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเด็ก เพื่อดูแลผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการดูแลที่นี่ โดยนายธานินทร์ เนียมหอม ผู้อำนวยการเขตดุสิต ได้ตรวจความพร้อมของสถานที่และรับมอบน้ำดื่มสิงห์,อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท), อุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 หลายรายการ อาทิ ชุดป้องกัน PPE, หน้ากาก N95, หน้ากากอนามัย, แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ และของเล่นเสริมสร้างพัฒนาการสำหรับเด็ก เป็นต้น หลังข้อมูลการติดเชื้อโควิดจากศบค. ตั้งแต่วันที่ 1ธ.ค.64 จนถึง 7 ม.ค. 65 พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ อยู่ในกลุ่มอายุ 0-19 ปี จำนวนมากกว่าพันราย

ทั้งนี้ ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สิงห์อาสา และเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ ได้ให้การช่วยเหลือ โดยสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ไปแล้ว กว่า 3 ล้านขวด รวมทั้งอาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) และอาหารปรุงสุก ตลอดจนส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องผลิตออกซิเจน, เครื่องวัดออกซิเจน, เครื่องวัดความดันโลหิต, ชุดป้องกัน PPE,หน้ากาก N95 และอุปกรณ์ป้องกันหลายรายการ ซึ่งได้ส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลักโรงพยาบาลสนาม และศูนย์บริการประชาชนไปแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนตามชุมชนต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กว่า100 ชุมชน โดยสั่งข้าวกล่องจากร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์มอบให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จัดทำแปลงเกษตรกำลังใจในบริษัทในเครือบุญรอดฯทั่วประเทศ นำผลผลิตทั้งแบบวัตถุดิบและปรุงสุกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง เพื่อช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วยและผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อาสาสมัครตลอดจนวัดและศาสนสถาน หลายจุดทั่วประเทศ ซึ่งหากนับตั้งแต่การแพร่ระบาดในครั้งแรกเมื่อปลายปี2562 บริษัทฯ ได้ดำเนินการช่วยเหลือผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ เป็นมูลค่าการช่วยเหลือรวมแล้วกว่า 250 ล้านบาท

รู้เก็บรู้ออม : วางแผนการเงินรับปีใหม่

0

สวัสดีปีใหม่ แก๊งพากันรวย ผู้ติดตามอ่านคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน…สู่ความมั่งคั่ง” คุณนายพารวยขออวยพรให้ทุกท่านพบเจอแต่เรื่องดีๆ เฮงเฮง…รวยรวย เก็บออมได้เงินเพิ่ม…ลงทุนได้กำไรพูน ตลอดปีนี้และตลอดไปเจ้าค่ะ

เริ่มนับหนึ่งวันใหม่ ปี พ.ศ.ใหม่ หลายคนใช้โอกาสนี้เริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ การวางแผนการเงิน เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน การออม หรือ การวางแผนภาษี จะได้ไม่ต้องวุ่นวายเอาช่วงท้ายๆปี เหมือนปลายปีที่ผ่านมา

คุณนายพารวยอยากจะชวนเข้าเว็บ www.setinvestnow.com ไปหาอ่านบทความเรื่อง “ช่วงชีวิตเปลี่ยน แผนการเงินต้องเปลี่ยน” อ่านแล้วเป๊ะปังมาก เพราะแจกแจงให้เรารู้ว่า ช่วงชีวิตแบบไหน ควรจัดการวางแผนการเงินอย่างไรถึงจะเหมาะเจาะ ถูกที่ ถูกทาง ถูกเวลาของแต่ละช่วงชีวิตคน

คนที่อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงาน ดราม่าในชีวิตไม่เยอะ ภาระชีวิตยังไม่แยะ ที่สำคัญ มีต้นทุนเวลาที่ได้เปรียบกลุ่มวัยอื่นๆ จึงควรจะเริ่มต้นวางรากฐานด้านการเงินที่ดีให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการใช้จ่ายเงิน กำหนดเป้าหมายการออม ทยอยการลงทุนแบบ DCA และวางแผนชีวิตตัวเอง จะเรียนต่อเพื่อเพิ่มโอกาสในอาชีพและรายได้ให้ตัวเอง หรือมองเรื่องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ก็ดีทั้งนั้น!!

ส่วน คนที่เริ่มสร้างครอบครัว แม้ว่าวัยนี้จะเริ่มมีอาชีพการงานที่เติบโต รายได้สูงขึ้น แต่ภาระความรับผิดชอบทางการเงินก็สูงตามด้วย ยิ่งครอบครัวมีลูกน้อย ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูก จัดเป็นค่าใช้จ่ายอันดับต้นๆ ไหนจะค่าเลี้ยงดู ค่ารักษาพยาบาล ค่าเรียน ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องบริหารจัดสรรการใช้จ่ายเงินให้ดี และต้องปรับแผนการเงินให้เหมาะกับความสามารถในการหาเงินมาใช้จ่ายเป็นค่าผ่อนบ้านและผ่อนรถในแต่ละเดือน รวมทั้งการปรับเพิ่มเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินให้เหมาะสมด้วย

สำหรับครอบครัวที่ลูกกำลังโตเป็นวัยรุ่น เป็นช่วงชีวิตที่ความตึงเครียดด้านการเงินน่าจะผ่อนคลาย ชีวิตเริ่มสบาย ภาระทางการเงินลดลง และถ้าก่อนหน้านี้ วางรากฐานการเงินไว้ดี เราก็จะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วงนี้ คนกลุ่มวัยนี้ควรจะลดหนี้ ปิดหนี้ได้ยิ่งดี, ปรับพอร์ตลงทุนเพื่อการเกษียณ เน้นความปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มขึ้น และลดลงทุนในหุ้นให้น้อยลง และศึกษาเรื่องบริหารเงินก้อนโตหลังเกษียณ เพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตและมีเงินใช้เพียงพอไปตลอดชีวิต

สำหรับกลุ่มสุดท้ายคือ คนที่รักษาความโสด แถมไม่มีลูกเป็นห่วงผูกคอ ด้วยแล้ว จะเรียกว่าเป็น คนมีบุญ หรือรักอิสระก็เถอะ ถ้าวางแผนการเงินมาดี ถือว่าเป็นผู้ที่มีความมั่นคงทางการเงินสตรองสุดๆ อย่างไรก็ตาม ต้องปรับแผนการเงินด้วยการเคลียร์หนี้ก่อนเกษียณให้หมด , รักที่จะอยู่คนเดียวแล้ว ก็ต้องดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรง, มีแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสม, วางแผนการใช้เงิน และระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายให้ดีด้วย

ใครอยู่ในกลุ่มไหนลองนำไปปรับใช้ วางแผนชีวิตของตัวเองให้เหมาะสม เพื่อช่วยให้ย่างก้าวของชีวิตเรานับจากนี้ เดินไปอย่างมีเป้าหมาย ไม่เหมือนชีวิตเก่าๆที่เลื่อนลอยไปวันๆ ดังเช่นปีเก่าที่ผ่านมา…!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ