Home Blog Page 329

‘เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 5’ และ ‘เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10’ ทางเลือกลงทุน ส่งเสริมการออม ความเสี่ยงต่ำ ไม่เสียภาษี

0

การฝากเงินกับธนาคาร  เรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกของการออมสำหรับคนส่วนใหญ่  หลายครอบครัว พ่อแม่จะเปิดบัญชีให้กับลูก หรือโรงเรียนหลายแห่ง ก็ร่วมกับธนาคารมาเปิดบัญชีให้กับเด็กนักเรียน เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการออม และส่งเสริมการมีวินัยในการออมเงิน  เป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับครอบครัวและประเทศต่อไป

ที่ผ่านมา “ธนาคารออมสิน” ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ  มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญ คือ การส่งเสริมการออมให้กับภาคประชาชน  ด้วยการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทุกครั้งนั้นคือ “เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ”

บัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ  ถือว่าเป็นรูปแบบเงินฝากที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นเดียวกับบัญชีเงินเผื่อเรียก แต่มีข้อแตกต่าง คือ การให้ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า และที่สำคัญคือ สำหรับบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย

ล่าสุด ธนาคารออมสินได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝาก  เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 5  และ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10  เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้รักการออม  ด้วยรูปแบบการออมที่เหมาะกับเป้าหมาย และการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดการออม เพื่อไว้เป็นหลักประกัน หรือเงินสำรองใช้จ่ายในอนาคต 

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 5  ให้ผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อปี  โดยจะจ่ายดอกเบี้ยเมื่อฝากครบ 5 เดือน ส่วนเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10  กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ 0.40% ต่อปี และจ่ายดอกเบี้ยเมื่อฝากครบ 10 เดือน โดยบัญชีเงินฝากทั้งสองประเภท  สำหรับผู้ฝากประเภทบุคคลธรรมดาไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย

ธนาคารออมสิน เปิดรับฝากทั้งบุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และนิติบุคคลทุกประเภท ไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย   โดยเปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท  และสามารถฝากเพิ่มได้ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท  และเมื่อฝากครบกำหนดเวลาของแต่ละประเภทบัญชีแล้ว  ธนาคารจะโอนยอดเงินฝากและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนของผู้ฝาก

ขณะเดียวกัน ผู้เปิดบัญชีสามารถถอนเงินเท่าใดก็ได้  และหากเป็นการถอนหรือปิดบัญชีก่อนครบระยะเวลาฝากนับตั้งแต่วันที่ฝาก ก็ยังจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทเผื่อเรียกตามที่ธนาคารประกาศกำหนด ณ วันถอน

ผู้รักการออม และประชาชนทั่วไป ไม่ควรพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ หากสนใจสามารถติดต่อเปิดบัญชี เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 5 และ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10  กับธนาคารออมสินได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2565 (หรือจนกว่าจะรับฝากครบวงเงิน)

 และสามารถอ่านรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 5: www.gsb.or.th/personals/special-savings5

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10: https://www.gsb.or.th/personals/special-savings10/

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook Fanpage  : GSB Society

AIS Business โชว์วิสัยทัศน์ 2022 เป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

0

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมา AIS Business ได้เข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร ภาคธุรกิจ และ SMEs ในหลายมิติ ด้วยความมุ่งมั่นในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยี หรือ Digital infrastructure เสริมขีดความสามารถด้านการแข่งขัน เพิ่มศักยภาพการทำงานในด้านต่างๆ เพื่อการทรานสฟอร์มภาคธุรกิจเข้าสู่ Digital Process แบบ 100% ด้วยบริการและโซลูชันด้านต่างๆ ผ่านความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทั้งในประเทศและระดับโลกอย่างมากมาย

สำหรับปีนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของ AIS Business ที่จะยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของโครงข่ายด้วย Intelligent Network เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Telco ที่จะมาช่วยต่อยอดเป้าหมายการทำงานในฐานะผู้นำตลาดที่มุ่งส่งเสริมและผลักดันดิจิทัลเทคโนโลยีสู่กลุ่มลูกค้าองค์กรของ AIS Business ด้วย 5 กลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงหน้าตาขององค์กรธุรกิจให้มีศักยภาพพร้อมรับมือทุกโอกาส ความท้าทาย และการแข่งขัน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยให้มีแรงขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเติบโตได้ในปีนี้

นอกเหนือจากการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยีเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับการใช้งานที่เหนือกว่าแล้ว วันนี้ AIS ยังคงเดินหน้านำศักยภาพโครงข่ายเข้าเชื่อมต่อการทำงานกับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้สามารถทรานสฟอร์มองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการทำงาน การบริหารต้นทุน และสร้างการเติบโตด้วยเครื่องมือด้านดิจิทัลที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ท่ามกลางสถานการณ์และความท้าทายรอบด้าน ทำให้ในปีที่ผ่านมาภาพรวมของรายได้กลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรเติบโตขึ้นกว่า 16%

สำหรับปีนี้การทำงานของ AIS Business ก็ยังคงเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิมเพราะมีเป้าหมายใหม่ที่เราต้องการขยับตัวเองขึ้นไปสร้างมาตรฐานใหม่ของตลาดด้วยการเป็น องค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Telco ผ่านการวางโครงสร้างพื้นฐานและดึงศักยภาพของพาร์ทเนอร์ภายใต้ Digital Business Ecosystem ที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ให้สามารถออกมาสร้างบริการและโซลูชันที่ตอบโจทย์การทำงานของทุกองค์กร และต้องการทรานสฟอร์มตัวเองตั้งแต่ภาคธุรกิจ SMEs ไปจนถึงระดับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

นายธนพงษ์ กล่าวว่า ด้วยศักยภาพของ AIS เรามองตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นหนึ่งใน Digital Business Ecosystem ที่วันนี้เราทำงานในฐานะผู้ส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รวมถึงสร้างขีดความสามารถใหม่ๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน ผ่านแนวทางการทำงานบน 5 กลยุทธ์สำคัญได้แก่

  • เชื่อมต่อ 5G Ecosystem เพื่อการทำงานของภาคธุรกิจอย่างรอบด้าน โดยดึงศักยภาพของโครงข่าย 5G ที่ AIS ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไว้รองสำหรับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และกลุ่มผู้ประกอบการ ให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพในเรื่องต่างๆ ภายใต้ Ecosystem เดียวกัน อาทิ AR/VR, Robotic, AI และ IoT ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ ทั้งภาครัฐและเอกชน
  • ยกระดับการทำงานของโครงข่ายด้วย Intelligent Network การเป็นผู้ให้บริการด้านการเชื่อมต่อที่ครบวงจรทั้งเครือข่ายใยแก้วนำแสงและเครือข่ายไร้สายสำหรับลูกค้าองค์กร ด้วยการมี Gateway ที่สามารถเชื่อมต่อทั้งแบนด์วิธในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทีมงานที่เชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเพื่อส่งมอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าตามรูปแบบและพฤติกรรมของการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • มุ่งเสริมความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์ม ด้วยการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ AIS สามารถขยายผลการให้บริการลูกค้าองค์กรในฐานะผู้ให้บริการด้านดิจิทัลแพลตฟอร์มด้าน CCII ที่ครอบคลุม เทคโนโลยีที่ครบครัน ทั้ง โซลูชันคลาวด์ (Cloud) บริการความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) บริการ IoT (Internet of Things) และบริการด้านไอซีทีโซลูชัน (ICT Solution)
  • เสริมอาวุธด้านการตลาด และเพิ่มโอกาสการเติบโตด้วย Business Big Data การนำประสบการณ์ด้านงานดูแลลูกค้าทั่วไป มาเสริมกับการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขัน รวมถึงอาวุธใหม่ๆ สำหรับการสื่อสารทางการตลาดที่จะสร้างยอดขายและการเติบโตได้มากยิ่งขึ้น
  • ส่งมอบบริการด้วยทีมงานมืออาชีพ การมี ซีเอส ล็อกซอินโฟ หรือ CSL เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ทำให้วันนี้ AIS Business เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในตลาดที่มีความพร้อมสูงสุด มีบุคลากรในสายงาน ICT ที่เชี่ยวชาญและรอบด้าน ทำให้การส่งมอบบริการเพื่อตอบโจทย์องค์กรธุรกิจมีความต่อเนื่อง แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ประเมิน ติดตั้ง บริหารโครงการ และบริการหลังการขายอย่างมืออาชีพ

ปีนี้ บริษัทจะยกระดับตัวเองจากผู้ให้บริการดิจิทัลสู่การเป็น Cognitive Telco หรือองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ ซึ่งจะทำให้ภารกิจในการนำเทคโนโลยีเข้าช่วยการทรานสฟอร์มให้ภาคธุรกิจมีเครื่องมือและขีดความสามารถจะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงวิสัยทัศน์ใหม่ของเราในครั้งนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศมีเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายในอนาคต

โออาร์ หนุนสถาบันคึกฤทธิ์ ๘๐ สืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทย

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ได้มอบเงินจำนวน 15 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐ โดยมีม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการ เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย รวมทั้งการจัดกิจกรรมของศูนย์ศิลปะการแสดงสถาบันคึกฤทธิ์ ๘๐

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า โออาร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษามรดกทางวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ไทยและดนตรีไทยให้อยู่คู่สังคมไทย โดยเฉพาะโขน ซึ่งเป็นมรดกสำคัญของชาติที่ควรรักษาไว้ไม่ให้สูญหาย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ โออาร์ คือ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” โดย โออาร์ สนับสนุนงบประมาณปีละ 3 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 5 ปี (ตั้งแต่ปี 2565 – 2569) รวม 15 ล้านบาท เพื่อให้สถาบันคึกฤทธิ์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนดนตรีและนาฏศิลป์ไทยให้กับเยาวชนจากชุมชนบริเวณโดยรอบ เช่น ชุมชนทุ่งมหาเมฆ ชุมชนสวนพลู ชุมชนในพื้นที่เขตสาทร รวมทั้งบุคคลทั่วไปได้ฝึกฝน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และช่วยให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีสุขอนามัยที่ดีอีกด้วย

ทั้งนี้ มูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้จัดตั้งศูนย์ศิลปะการแสดงสถาบันคึก ๘๐ ขึ้น ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย ปัจจุบัน เปิดสอนทั้งหมด 11 สาขา ได้แก่ โขนพระ โขนยักษ์ โขนลิง ละครรำ พากย์ และขับร้อง สำหรับดนตรีไทย   เปิดสอนขลุ่ย ขิม ซอ จะเข้ และระนาด โดยการสนับสนุนของ โออาร์ ในครั้งนี้จะช่วยเผยแพร่และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

KCC ตั้ง บล.ทรีนีตี้ ลีดอันเดอร์ไรท์เตอร์ ขายไอพีโอ 160 ล้านหุ้น

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายสุชาติ บุญบรรเจิดศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ KCC,  นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KCC และ ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ร่วมพิธีลงนามในสัญญาแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน พร้อมผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย อีก 4 บริษัท ได้แก่ นางสาวพัชพร สรรคบุรานุรักษ์   กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นายภควัฒน์ ตุลยนิติกุล  ผู้อำนวยการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน),  นางยอดฤดี สันตติกุล กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส จำกัด และ นายวรนันท์ ถาวรนันท์ กรรมการผู้จัดการ บล.คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) จำนวน 160 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็นร้อยละ 25.81 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขาย ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และ/หรือ ชำระหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดที่ออกโดยบริษัทฯ และ/หรือภาระหนี้สินอื่นใดของบริษัทฯ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ คาดว่าจะนำหุ้น KCC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

นักวิชาการ ยัน อุ่น-ปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟ ปลอดภัย มั่นใจได้

0

นักวิชาการ จุฬาฯ เผยการอุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟปลอดภัย มีระบบการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในการใช้งาน สะดวก รวดเร็ว คงคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้การทำอาหารง่ายขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมย้ำภาชนะพลาสติกที่ใช้อุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟแล้วไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ

รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด

รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การอุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟมักได้รับความนิยม เพราะสะดวก ง่าย รวดเร็ว ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีข่าวปลอมเกี่ยวกับอันตรายจากเตาไมโครเวฟแชร์เรื่อยมา ทำให้ยังคงมีข้อสงสัย กังวลใจว่าไมโครเวฟปลอดภัยหรือไม่

หลักการทำงานของเตาไมโครเวฟคือการให้ความร้อนแก่อาหารโดยตรง ซึ่งจะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรียกว่า “ไมโครเวฟ” ผ่านเข้าไปในโมเลกุลของน้ำในอาหาร ทำให้เกิดการขยับของโมเลกุลตามความถี่ของคลื่น จนเกิดการเสียดสี เกิดเป็นความร้อน อย่างไรก็ดี กลไกดังกล่าวไม่สามารถสร้างรังสีตกค้างภายในอาหารได้ เนื่องจากไมโครเวฟไม่ใช่กัมมันตรังสี แต่เป็นเพียงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่อยู่ระหว่างคลื่นวิทยุ กับรังสีอินฟราเรด (Infrared) ที่เหมือนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่น เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นอินเตอร์เน็ต 4G, 5G WIFI

เตาไมโครเวฟยังถูกออกแบบให้มีการป้องกันไม่ให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดออกมา สิ่งที่บุภายในตู้เป็นโลหะที่ทำหน้าที่สะท้อนคลื่นให้อยู่เฉพาะภายในเตา และที่ฝาหน้าของเครื่องก็มีโลหะที่สานกันอยู่ซึ่งสามารถสะท้อนคลื่นได้ และหากมีคลื่นรั่วไหลจริงเราจะรับรู้ได้ทันที เพราะจะมีความร้อนออกมาจากเครื่อง

ข้อดีของการอุ่น-ปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ อาจทำให้คุณค่าทางอาหารสูญเสียน้อยกว่าวิธีอื่น เนื่องจากใช้เวลาในการให้ความร้อนน้อยกว่า จึงอาจทำให้คุณค่าทางอาหารสูญเสียน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม สารอาหาร เช่น วิตามิน อาจสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน แต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ และระยะเวลาในได้รับความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญ

สำหรับผู้บริโภคที่มีความกังวลใจ ต้องขอย้ำว่า ผ่านมากว่า 70 ปี ตั้งแต่เริ่มมีการคิดค้นเตาไมโครเวฟจนมีการนำมาใช้ในครัวเรือนอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการใช้เตาไมโครเวฟ ดังนั้น ผู้บริโภคหมดกังวลในเรื่องนี้ได้เลย

ทั้งนี้ อาหารแช่แข็งหรืออาหารแช่เย็นพร้อมรับประทานมักนำมาใช้คู่กับไมโครเวฟก็คือ เพราะสะดวก อุ่นเสร็จสามารถรับประทานได้ทันที ยิ่งในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมารับประทานอาหารประเภทนี้มาขึ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องระมัดระวังนั่นคือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ ต้องทนความร้อนในกลุ่มพอลิโพรพิลีน (Poly-propylene: PP) พอลิเอทิลีน (polyethylene: PE) ซึ่งสามารถใช้กับเตาอบไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรนำกลับมาใช้อุ่นอาหารซ้ำ

รู้เก็บรู้ออม : วางแผนยื่นภาษีแต่เนิ่นๆ

0

ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมของทุกปีจะเป็นช่วงเวลาของผู้มีรายได้ที่จะต้องทำหน้าที่ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งกำหนดเวลาสุดท้ายสำหรับการยื่นแบบจะเป็นวันสุดท้ายของเดือน มี.ค. แต่หากเป็นการยื่นผ่านทางออนไลน์ ทางกรมสรรพากรก็จะขยายเวลาให้ไปถึงประมาณต้นๆเดือน เม.ย.

ถือว่าเรามีเวลาเหลือเฟือสำหรับการเตรียมข้อมูลเพื่อกรอกแบบฟอร์มยื่นภาษี แต่กระนั้นก็ยังมีคนอีกหลายคนที่ไม่พร้อมซะที และยื่นเอาวันสุดท้ายนั่นแหละ ถ้าทันก็ดีไป แต่ถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิด ยื่นไม่ทันขึ้นมา ก็มีอันต้องเสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น

มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มยื่นภาษีปีนี้ หรือหน้าเก่าแต่ยังไม่ประสาเรื่องเสียภาษีเท่าไร ขอแนะนำให้เข้า setinvestnow.com ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไปอ่านความรู้เรื่องการยื่นแบบเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์รายได้ที่ต้องเสียภาษี, วิธีคำนวณภาษี และประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจ อ่านแล้วมีประโยชน์มากมาย รับรองจบทุกเรื่อง เคลียร์ทุกประเด็น

เพราะการยื่นแบบโดยไร้การวางแผนภาษีที่ดีเท่ากับว่าผู้เสียภาษีได้ทำหน้าที่พลเมืองดีแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพียงแต่ภาษีก้อนโตที่เราจ่าย อาจมีผลต่อฐานะเศรษฐกิจส่วนตัว ด้วยเช่นกัน ปีนี้แทนที่จะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น ก็ต้องมาจ่ายภาษีสูงโดยไม่จำเป็น

การวางแผนภาษีจะช่วยทำให้เรารู้คำตอบว่าควรเสียภาษีเท่าไรและอย่างไรที่จะไม่สั่นคลอนความมั่นคงทางการเงินของตัวเอง และบรรเทาภาระภาษี ด้วยการจ่ายภาษีลดลงแบบถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากสิทธิประโยชน์ที่เราสามารถหักค่าใช้จ่ายจากรายได้แล้ว ยังมีค่าลดหย่อนหลายประเภท เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ค่าเลี้ยงดูบุตร, ค่าอุปการะพ่อแม่, เบี้ยประกันทั้งแบบประกันชีวิต หรือสุขภาพ, ค่าซื้อกองทุน RMF และ SSF, เงินบริจาค เป็นต้น

ทั้งหมดนี้สามารถนำมากรอกเป็นค่าลดหย่อน เพื่อหักตัวเลขรายได้ให้ลดลง รวมๆแล้วจะช่วยทำให้เราประหยัดภาษีลงได้โขทีเดียวเชียว!

ถ้าไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้เลย ปล่อยว่างช่องกรอกต่างๆในแบบยื่นภาษี ก็น่าเสียดายแทน เพราะเท่ากับว่าเราไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เป็นประโยชน์กับตัวเองเลย

เชื่อว่ามีผู้เสียภาษีหน้าใหม่จำนวนไม่น้อยเลยที่พลาดไม่ได้ให้ความสนใจในรายละเอียดพวกนี้ พอถึงเวลาที่ต้องยื่นภาษีในปีถัดมา ก็ต้องบ่นเสียดายตัวเองเมื่อเห็นตัวเลขภาษีก้อนโตที่ต้องจ่าย

ปีนี้คุณนายพารวยอยากให้ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องภาษี ไม่ใช่เรื่องยาก และวุ่นวายชวนปวดหัวอย่างที่คิด ลองเข้าไปวางแผนภาษีด้วยการออมและลงทุนผ่านโปรแกรม “วางแผนประหยัดภาษี” ใน www.setinvestnow.com

และวางแผนมาเสียดิบดี อย่าตกม้าตายง่ายๆ เผลอเรอยื่นแบบไม่ทันกำหนดนะคะ ประหยัดภาษีได้แต่ดันมาโดนค่าปรับฐานยื่นล่าช้า เสียดายเงินแทนเจ้าค่ะ.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS จ่ายค่าใบอนุญาตคลื่น 700 MHz งวดที่สอง เดินหน้าพัฒนา 5G เพื่อคนไทย

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ในมูลค่ารวม 17,154 ล้านบาท เป็นตัวแทนชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz งวดที่ 2 เป็นเงินจำนวน 1,835,478,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยมี นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

นายศรัณย์ กล่าวว่า “AIS เป็นรายแรกที่ประกาศเปิดตัวการให้บริการ 5G หลังจากที่เราได้รับใบอนุญาตเพียงไม่กี่วันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยถือครองคลื่นความถี่มากที่สุด ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ จนถึงปัจจุบัน AIS 5G ให้บริการแล้วด้วยความครอบคลุมสูงสุดทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 90% ในเขตกรุงเทพฯ ครอบคลุม 100% ในพื้นที่ EEC เพื่อมอบประโยชน์ให้กับคนไทยและประเทศชาติ โดยเฉพาะคลื่น 700 MHz ที่ AIS มีความถี่มากที่สุดถึง 30 MHz และได้นำมาใช้ในการขยายบริการ 5G ไปในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งสถานีฐานในปริมาณมากที่สุดด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี 5G ที่ตอบโจทย์การใช้ดาต้าในยุคที่ต้องเรียนหนังสือ หรือ ทำงานอยู่ที่บ้านได้อย่างสอดคล้องกับสถานการณ์”

ภาพรวมของการบริหารจัดการคลื่นความถี่นั้น ยังเดินหน้านำนวัตกรรมมายกระดับโครงข่ายด้วยเทคโนโลยีล่าสุดระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เช่น mmWave ด้วยความเร็วถึงระดับ 4 กิกะบิทต่อวินาที และ 5G CA ครั้งแรกของโลก รวมถึง Voice over 5G New Radio (VoNR) ให้โทรชัดใสได้บนเครือข่าย 5G SA รายแรกในไทย รวมไปถึงประสบการณ์ใช้งานในด้านอื่นๆ ทั้งความครอบคลุม, ความเร็ว, การเชื่อมต่อกับ IoT Device ตลอดจนอัตราความหน่วง เพื่อรักษาคุณภาพที่เป็นเลิศอยู่ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ยังได้เตรียมวางงบประมาณกว่า 30,000 – 35,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง รองรับโอกาสและการเติบโตในแง่ของผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการมองภาพใหญ่ของประเทศที่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยีที่แข็งแรง เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ ใช้เป็นจุดแข็งของประเทศในการแข่งขันและดึงดูดนักลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AIS มุ่งมั่นทำมาอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้นำ

เซเว่นฯ จับมือ สสว. จัดสัมมนาออนไลน์ เสริมศักยภาพ SME

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ศูนย์ 7 สนับสนุน SME หรือ 7 SME Support Center ภายใต้การขับเคลื่อนของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ จับมือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดสัมมนาออนไลน์ “SME 3ก แกร่ง เก่ง กล้า” ครั้งที่ 2  ในหัวข้อ “SME Unlock : ปลดล็อกอนาคต SME ด้วยการ Reskills & Upskills” ผ่าน Facebook Live CPALL เพื่อช่วยติดอาวุธด้านความรู้เสริมศักยภาพ SME ไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ในวันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2565 เวลา 13.30-16.00 น. 

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มาบรรยายพิเศษ เปิดเกณฑ์คุณสมบัติ SME ที่จะได้รับการสนับสนุนตามมาตรการของหน่วยงานภาครัฐ พร้อมเทคนิค Reskills & Upskills แบบไม่กั๊ก ผู้สนใจสามารถรับชมได้ฟรีเพียงสแกน QR CODE เพื่อร่วมงาน หรือรับชมผ่าน https://www.facebook.com/cpall7

นักวิชาการ แนะกิน-เก็บปลอดภัย เพื่อสุขภาพดีในหน้าร้อน

0

แนะนำคนไทยดูแลสุขภาพในช่วงฤดูร้อน นอกจากจะดูแลสุขอนามัยแล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็มีความสำคัญ ผู้บริโภคควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเลือกซื้อ จัดเก็บ และรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันเกิดโรคอาหารเป็นพิษ หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ เลี่ยงอาหารที่สุกๆดิบๆ เพื่อรับลมร้อนอย่างมีความสุข ไม่มีปัญหาสุขภาพมากวนใจ

รศ.ดร.กิติพงศ์ อัศตรกุล

รศ.ดร.กิติพงศ์ อัศตรกุล ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในช่วงฤดูร้อนมักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับโรคอาหารเป็นพิษหรือการเกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน จากการรับประทานอาหาร ซึ่งสาเหตุมาจากจุลินทรีย์ก่อโรคและจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย โดยส่วนใหญ่จุลินทรีย์เหล่านี้จะเจริญได้ดีในช่วงอุณหภูมิประมาณ 30-40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิของอากาศในฤดูร้อน (ระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี)

สาเหตุหลักๆ มาจากจุลินทรีย์ก่อโรคหลายชนิดที่อาจปนเปื้อนลงในผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ Escherichia coli (อีโคไล) และ Salmonella spp. (ซาลโมเนลลา) เป็นต้น โดยระยะฟักตัวของจุลินทรีย์แต่ละชนิดจะแตกต่างกัน บางชนิดสามารถสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ บางชนิดสามารถเจริญในร่างกายเราและทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ

หากมีการจัดการและดูแลวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารหรือ ขั้นตอนการเตรียมอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ รวมทั้ง การเก็บวัตถุดิบหรืออาหารไม่ถูกวิธี อาจส่งผลให้เกิดอาการดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ ดังนั้นผู้บริโภคควรระมัดระวังในช่วงนี้เป็นพิเศษ

นอกจากนี้ รศ.ดร.กิติพงศ์ แนะนำวิธีปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้

ประเด็นแรก การเลือกซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหารมีความสำคัญอย่างมาก ผู้บริโภคต้องเลือกซื้อวัตถุดิบที่สะอาด ไม่มีลักษณะที่ผิดปกติ เช่น เนื้อไก่ต้องมีสีเนื้อสด ไม่มีสีเขียวคล้ำ ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีเมือก ซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ มีการจัดเก็บวัตถุดิบในบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด มีมาตรฐาน เก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม

ประเด็นที่สอง การเก็บอาหารเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นของสด เช่น เนื้อสัตว์ นม ผักและผลไม้บางชนิด ต้องเก็บที่อุณหภูมิต่ำหรืออุณหภูมิตู้เย็นประมาณ 4 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า เนื่องจากการเก็บที่อุณหภูมิปกติ (นอกตู้เย็น) ส่งผลให้อาหารสดเกิดการเน่าเสียได้ง่าย นอกจากนี้ ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดมิดชิด แบ่งวัตถุดิบใส่ภาชนะบรรจุเพื่อง่ายต่อการใช้ เช่น ถ้าต้องการเก็บเนื้อสัตว์ประมาณ 1-2 วัน ให้เก็บในภาชนะบรรจุที่สะอาดในตู้เย็น หากต้องการเก็บเนื้อสัตว์นานกว่า 1 สัปดาห์ให้บรรจุเนื้อสัตว์ในถุงหรือกล่องพลาสติกแบบสุญญากาศเพื่อช่วยเพิ่มระยะเวลาในการเก็บให้นานขึ้น

ประเด็นสุดท้าย การปรุงอาหารเป็นขั้นตอนที่สามารถป้องกันผู้บริโภคจากการเกิดโรคอาหารเป็นพิษได้ ซึ่งต้องใช้ความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงเพียงพอต่อการทำลายจุลินทรีย์ เพื่อให้ได้อาหารที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภค ควรใช้ความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียสในระยะเวลาที่เหมาะสมกับชนิดและปริมาณอาหารที่ปรุง รวมถึง อุปกรณ์หรือเครื่องครัวต่างๆ ที่ใช้ในการปรุงอาหารต้องสะอาด ผู้ปรุงอาหารต้องมีสุขลักษณะที่ดี เช่น ใส่ถุงมือ ล้างมือก่อนและหลังปรุงอาหารเสร็จ เป็นต้น นอกจากนี้ ควรบริโภคอาหารทันทีเมื่อปรุงเสร็จ หากรับประทานไม่หมดควรเก็บในตู้เย็น ไม่วางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกตินานจนเกินไป และหากจะรับประทานอีกครั้งต้องอุ่นให้ร้อนเพื่อความปลอดภัย

ที่สำคัญ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายหรือผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือได้ โดยสังเกตได้จากเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อให้แน่ใจได้ว่าอาหารที่บริโภคสะอาดและปลอดภัย และควรดูแลเรื่องความสะอาดของอาหาร ภาชนะ เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดหน้าร้อน

เกษตรกรเลี้ยงหมูชี้อากาศแปรปรวน ทำต้นทุนเพิ่ม โอดราคาขายต่ำกว่าทุน

0

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร คาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งปี 2565 อาจมีแนวโน้มขาดแคลนน้ำ โดยไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม และอาจแล้งต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2565 จะทำให้ปริมาณน้ำทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำชลประทานแห้งลง ซึ่งผู้เลี้ยงประสบปัญหาภัยแล้งกันมาตลอด จากบทเรียนทุกปีที่ผ่านมา ทางเกษตรกรจึงกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้ง

สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“ปีนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวน ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน หมูปรับตัวไม่ได้ เกิดความเครียดสะสม ทำให้มีอัตราเสียหายมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้น ขณะเดียวกันจากประสิทธิภาพในการทำให้โรงเรือนมีความเย็นในระดับคงที่ตามที่กำหนดไว้ บางฟาร์มใช้การปั่นมอเตอร์พัดลม โดยใช้น้ำมันต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่ม เพื่อให้ความเย็นในโรงเรือนอยู่ในระดับที่กำหนดไว้ จำเป็นต้องใช้น้ำมากขึ้นใช้ไฟฟ้าเดินระบบมากขึ้นช่วงฤดูร้อนจึงเป็นช่วงที่ผู้เลี้ยงต้องดูแลหมูมากกว่าปกติ ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้น โดยคณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิตสุกร ได้ประเมินต้นทุนการผลิตสุกรขุนไตรมาส 2/2565 ที่กิโลกรัมละ 98.81 บาท เป็นต้นทุนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาสุกรหน้าฟาร์มมีราคากิโลกรัมละ 92-98 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนแล้ว สำหรับความเสียหายของสุกรที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 ที่ผ่านมา และยังมีอัตราเสียหายจากการเลี้ยง ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณสุกรขุนที่ออกสู่ตลาดขณะนี้มีจำนวนลดน้อยลง และมีน้ำหนักต่อตัวต่ำกว่า 100 กิโลกรัม ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรที่ต่ำลงตามไปด้วย

นายสิทธิพันธ์ กล่าวด้วยว่า หากประสบปัญหาแล้ง ผู้เลี้ยงจะมีค่าน้ำเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งปกติจะมีการใช้น้ำอยู่ที่ 30-40 ลิตรต่อตัวต่อวัน โดยจะทำให้มีค่าน้ำเพิ่มเป็น 300-600 บาทต่อสุกรขุน 1 ตัว หรือ 3-6 บาทต่อสุกร 1 กิโลกรัม จากเฉลี่ยแล้วราคาน้ำต่อเที่ยวจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อน้ำ 1 หมื่นลิตร สำหรับฟาร์มขนาดเล็กต้องใช้น้ำราว 2 เที่ยวต่อวัน ต้นทุนในส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 6,000 บาทต่อวัน หากเป็นฟาร์มใหญ่ขาดแคลนนํ้ามาก ต้นทุนจะสูงขึ้นมากขึ้นไปอีก กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบกับต้นทุนการเลี้ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้