Home Blog Page 328

โออาร์ = โอกาส ‘โออาร์’ ร่วมสร้าง ‘โอกาส’ ไปกับคุณ

0

แนวทางการดำเนินธุรกิจของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ที่ผ่านมานั้น บริษัทมีนโยบายชัดเจนที่จะเติบโตร่วมกับสังคมและชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมด้านสภาพความเป็นอยู่ของชุมชน รวมไปถึงสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี ซึ่งก็ได้ดำเนินการตามแนวทางมาอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับความร่วมมือกับคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ก็ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ การเติบโตไปด้วยกัน และในรอบปีที่ผ่านมา ปรากฏข่าวความเคลื่อนไหวทางธุรกิจของ โออาร์ ที่จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันมากขึ้น ทั้งการเข้าถือหุ้น หรือร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ล้วนสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของ โออาร์  คือ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” หรือ “Empowering All toward Inclusive Growth”   

ด้านของความร่วมมือทางธุรกิจนั้น โออาร์ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโต สร้างอาชีพ และการกระจายความมั่งคั่ง สู่คู่ค้า ผู้ประกอบการขนาดย่อม ผ่านการเติบโตโดยการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) เป็นหลัก

เห็นได้จากความร่วมมือของ โออาร์ กับคู่ค้าธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น Flash Pacamara โอ้กะจู๋  ONO Sushi Kamu Tea รวมไปถึงความร่วมมือทางธุรกิจอย่าง ORBIT Digital หรือ ORZON Ventures

นอกจากนี้  โออาร์ ยังได้ประกาศเดินหน้าลงทุนในสตาร์ทอัพอีก 5 ราย  ที่ต่างเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในไทยและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่าน ORZON Ventures นั่นคือ GoWabi แอปพลิเคชันด้านบริการความงามและสุขภาพ freshket  ตลาดออนไลน์ขายวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารแบบครบวงจร สำหรับร้านอาหารและโรงแรม Pomelo ธุรกิจสินค้าแฟชั่นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ Carsome แพลตฟอร์มซื้อขายรถยนต์มือสองออนไลน์ และ Protomate ผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยี AI

จริงอยู่ที่ว่า โอกาสเป็นเรื่องที่หลายคนเฝ้ารอ และอาจไม่ได้เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง  แต่สำหรับ โออาร์ แล้ว เชื่อว่า “โอกาส” นั้น ไม่ได้ถูกสร้างมาจากคนเพียงคนเดียว

การร่วมกันสร้าง “โอกาส” ให้เกิดขึ้น  ต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีแนวคิดตรงกัน พร้อมเดินเคียงข้าง คอยเติมเต็มโอกาสให้กันและกัน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตครั้งใหม่อย่างไม่สิ้นสุดร่วมกัน

หากต้องการทำความเข้าใจว่า โออาร์ = โอกาส เป็นอย่างไร คำกล่าวของคุณจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์ ว่า วันนี้ โออาร์ พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน และเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบครัน ตอบโจทย์การชีวิตในทุกรูปแบบ โออาร์ จะไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจที่มุ่งเน้นแสวงหากำไร ไม่ได้มองว่าผู้คนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ แต่ล้วนเป็นชีวิตที่เราอยากให้เติบโตไปด้วยกัน ย่อมอธิบายความหมายดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

และยิ่งเมื่อได้รับชมคลิปวิดีโอล่าสุดที่ โออาร์ เพิ่งปล่อยออกมา ก็ยิ่งฉายภาพให้ “บิ๊กเกรียน” เห็นถึง “โอกาส” ว่า มีความสำคัญและความหมายทั้งต่อผู้ให้และผู้รับเพียงใด

เชื่อว่า ผู้ประกอบการทุกรายล้วนมีเป้าหมายทางธุรกิจที่จะต้องฟันผ่า ทั้งการดำเนินกิจการให้ประสบความสำเร็จ และการเติบโตซึ่งต้องอาศัยความพร้อมของปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน ทรัพยากร ระยะเวลา ซึ่งความไม่พร้อมดังกล่าว เป็นข้อจำกัดและอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

บทบาทของ โออาร์  จึงไม่ใช่เป็นการเข้ามาทำธุรกิจ แต่เป็นการเข้ามามีส่วนในการร่วมสร้างโอกาส เพื่อเติบโตไปด้วยกัน ด้วยการเสริมศักยภาพให้กับคู่ค้าทางธุรกิจ และก้าวไปให้ได้ไกลกว่าเดิม 

ตอกย้ำให้เห็นความเชื่อมั่นในคุณค่าและศักยภาพของคนและพร้อมที่จะส่งต่อ “โอกาส” เพื่อเติมเต็มโอกาสและเติบโตร่วมกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นคำตอบที่อธิบายความหมายของ “โออาร์ = โอกาส” ได้อย่างชัดเจนเป็นที่สุด

เกษตรกรเลี้ยงหมูโอดปัญหารอบด้านต้นทุนสูงเป็นประวัติการณ์ ราคาขายขาดทุนซ้ำเติม

0

นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ เปิดเผยว่า เกษตรกรกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นถึง 98.81 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาประกาศสุกรขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มอยู่ที่ 94 – 98 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับว่าเกษตรกรยังคงแบกรับภาระขาดทุน แต่ผู้เลี้ยงยังยืนหยัดสู้เพื่อรักษาอาชีพเดียวนี้ไว้และประคับประคองการผลิตสุกรต่อไปเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค ทั้งที่ในภาคการเลี้ยงต่างได้รับผลกระทบจากภาวะต้นทุนการเลี้ยงที่สูงมาก จากปัจจัยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2563 และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติสงครามในยูเครน ที่ผลักดันให้ธัญพืชอาหารสัตว์ทุกชนิดราคาเพิ่มขึ้น และกระทบกับปัจจัยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นด้วย ทั้งยังมีปัญหาสภาพอากาศร้อนแล้งและอากาศแปรปรวนที่ส่งผลต่อผลผลิต ทำให้มีอัตราเสียหายเพิ่มขึ้น สุกรโตช้า จำนวนสุกรจับออกน้อยลง ต้นทุนการเลี้ยงจึงสูงขึ้น และยังต้องซื้อน้ำสำหรับใช้ในฟาร์มในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย

“ราคาหมูเนื้อแดงในตลาดสดขณะนี้ประมาณ 160-180 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับทุกฝ่าย ทั้งผู้เลี้ยง ผู้ขายหน้าเขียง และผู้บริโภค ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรในภูมิภาคต่างๆ ก็ให้ความร่วมมือกับห้างค้าปลีก-ค้าส่ง จำหน่ายหมูเนื้อแดงในราคา 154-155 บาทต่อกิโลกรัม เป็นทางเลือกและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน ทั้งสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เกษตรกร และผู้ผลิตอาหารสัตว์ ต่างร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ ด้วยการซื้อข้าวโพดภายในประเทศ แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่แพงทั่วโลก เกษตรกรก็ยังคงช่วยกันประคับประคองราคาหน้าฟาร์มไม่ให้เกินกิโลกรัมละ 100 บาท มาโดยตลอด หากเปรียบเทียบราคาหมูของไทยแล้ว ยังถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชาที่ราคาขึ้นไปที่กิโลกรัมละ 100 กว่าบาทแล้ว ตามกลไกตลาดที่เกิดขึ้นจริงจากปริมาณหมูที่ไม่เพียงพอกับการบริโภค”

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ปริมาณผลผลิตสุกรลดลงจากปัญหาโรคระบาดเมื่อช่วงก่อนหน้า ผู้เลี้ยงที่มีระบบการป้องกันโรคที่ไม่ดีพอก็จะเสียหายมาก และกว่าจะกลับมาเลี้ยงรอบใหม่ได้ต้องใช้เวลาอีก 6-12 เดือน รายที่ยังสามารถเลี้ยงต่อไปได้ ก็เพราะให้ความสำคัญกับการยกระดับด้านการป้องกันโรคและระบบการเลี้ยงที่เป็นมาตรฐาน ทั้งเกษตรกรรายเล็กและรายกลาง ที่ปรับสู่มาตรฐาน GFM รวมถึงผู้ประกอบการและบริษัทเอกชน ที่ใช้มาตรฐาน GAP ตามที่กรมปศุสัตว์ผลักดัน ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ยังคงมีกลุ่มผู้เลี้ยงที่หลากหลาย ทั้งรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ นอกจากนี้ผู้เลี้ยงยังปรับตัวกับสถานการณ์ ด้วยการเลี้ยงสุกรใหญ่ขึ้น จากปกติสุกรขุนจับออกจำหน่ายที่น้ำหนัก 100 กิโลกรัม เป็น 110-120 กิโลกรัม ทำให้ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนานขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาก็ต้องจับออก ไม่มีการกักหมูไว้เพื่อเก็งกำไร เพราะนั่นคือต้นทุนการผลิตที่ต้องเพิ่มขึ้นเช่นกัน ขอให้ผู้บริโภคเข้าใจภาระที่เกษตรกรต้องแบกรับ ซึ่งการบริโภคเนื้อสุกรของคนไทยที่ 19 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือราว 1 กิโลกรัมกว่าๆต่อเดือนนั้น ทำให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่บาท แต่กลับช่วยต่อลมหายใจให้เกษตรกรได้มีแรงทำอาชีพนี้ต่อ ไม่ต้องเลิกเลี้ยงไปจนหมด ซึ่งจะกระทบกับความมั่นคงอาหารของประเทศอย่างแน่นอน

รู้เก็บรู้ออม : จับโป๊ะ! เพจปลอมหลอกลงทุน

0

คุณนายพารวยขอทำหน้าที่แจ้งเตือนภัยมิจฉาชีพ เพื่อสกัดเพจปลอมหลอกลงทุน ต่อกันอีกสัปดาห์ เพราะนาทีนี้ ภัยออนไลน์รูปแบบนี้กำลังระบาดหนักมาก และโจรพวกนี้ชุกชุมยิ่งกว่ายุงลายเสียอีก

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราพูดถึงรูปแบบการหลอกให้คนหลงเชื่อโอนเงินไปลงทุน เพราะหวังว่าจะได้ผลตอบแทนสูง รวยเร็ว อย่างที่มิจฉาชีพชักชวน แถมอัปความน่าเชื่อถือด้วยการแอบอ้างใช้ชื่อหน่วยงาน, โลโก้ หรือรูปถ่ายผู้บริหาร, บุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่ง “ปลอมทั้งหมด”

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกมาเตือนนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระวังถึงพฤติกรรมการหลอกลวงดังกล่าว ด้วยการออกคำเตือน “ไม่เชื่อ ไม่โอน ไม่ถูกหลอก” ต่อจากที่ก่อนหน้านี้ ได้จัดทำความรู้ “4 ไม่ ” ป้องกันเพจปลอมหลอกลงทุน คือ 1.ไม่ลงทุนตามคำชักชวน โดยไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ระวังการแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียง 2.ไม่หลงเชื่อการอ้างผลตอบแทนที่สูงเกินจริง 3.ไม่รีบร้อน ต้องตรวจสอบตัวตนบริษัทก่อนลงทุน และ 4.ไม่โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา โดยได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

และเพื่อเป็นการตอกฝาโลงให้สนิท ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ออกมาแนะถึงวิธีสังเกต เพื่อจับโป๊ะพวกเพจปลอมหลอกลงทุนของมิจฉาชีพที่ใช้ความเพียรพยายามทำให้เพจพวกนี้ดูเนียนและน่าเชื่อถือ โดยมีจุดสังเกตง่ายๆ ตามนี้

หนึ่ง ให้ดูที่ยอดไลก์ของเพจ สังเกตได้จากจำนวนแฟนเพจ, จำนวนผู้ติดตาม ถ้าเป็นเพจจริงก็จะมีตัวเลขคนที่เป็นแฟนเพจ หรือคนติดตาม จำนวนมาก ส่วนเพจไหนมีจำนวนแค่เป็นหลักสิบหลักร้อย ให้เอาปากกามาวงว่า ต้องสงสัยจะเป็นเพจปลอมสูง

สอง สังเกตหน้า About หรือข้อมูลเกี่ยวกับเพจ กรณีเป็นเพจจริง จะมีการแสดงรายละเอียดของธุรกิจและข้อมูลติดต่อไว้ชัดเจน เช่น ชื่อบริษัท, ที่ตั้ง, หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ

สาม ให้ดู URL หรือยูอาร์แอลของเพจ คือที่อยู่ของเพจบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งยูอาร์แอลจะแสดงบนแถบที่อยู่ของเว็บเบราเซอร์ หากเป็นเพจปลอม URL ที่เห็นก็จะดูเป็นตัวอักษรแปลกๆ หรือตัวสะกดไม่ถูกต้อง

และสี่ สังเกตตรงเครื่องหมายรับรองตัวตน หรือ Verified Badge มีลักษณะเป็นวงกลมสีน้ำเงิน เพจจริงส่วนใหญ่จะมีเครื่องหมายนี้แสดงอยู่ตรงชื่อเพจ เพื่อเป็นการแสดงความน่าเชื่อถือของเพจเอง ดังนั้น หากเพจที่ชักชวนเราไปลงทุน แล้วไม่มีเครื่องหมายนี้ ก็ให้สงสัย และระวังตัวไว้ก่อน ควรตรวจสอบให้ดีก่อนจะลงทุน

หากเจอเพจที่มีคุณลักษณะต้องสงสัยข้อใดข้อหนึ่ง ดูแล้วเป็นเพจปลอมแน่ๆ ก็อย่าปล่อยผ่านให้คนชั่วลอยนวล โดยเราควรจะช่วยกันเข้าไปกดรัวๆ รีพอร์ตเพจนั้นเสีย เพื่อจะได้หยุดพฤติกรรมการโกง ไม่ให้ไปหลอกลวงใครต่อใครอีก

“คุณนายพารวย” อยากจะย้ำอีกรอบว่าเราต้องรู้ให้เท่าและรู้ให้ทันเสียก่อน โดยสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลความรู้การลงทุน ตลอดจนข่าวสารต่างๆที่ www.setinvestnow.com ได้ตลอดเวลา

เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง สามารถลงทุนได้อย่างปลอดภัย และไม่พลาดตกเป็นเหยื่อของพวกเพจปลอมหลอกลงทุน!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สายด่วน 1185 AIS ผนึกตำรวจไซเบอร์ เตรียมดำเนินคดีพวกมิจฉาชีพ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า หลังจาก AIS เปิดบริการสายด่วน 1185 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน หรือ AIS Spam Report Center ที่นับว่าเป็นผู้ให้บริการรายแรกในธุรกิจโทรคมนาคม ไปเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา โดย AIS ได้ดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้า รวมถึงได้ตรวจสอบข้อมูลพบมิจฉาชีพทั้งเบอร์โทรและ SMS แล้วกว่า 1,000 ราย ซึ่งได้ทำการส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตำรวจไซเบอร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศหรือภัยไซเบอร์ ทำให้วันนี้บริการสายด่วน 1185 เข้าไปช่วยยกระดับขีดความสามารถการทำงานของตำรวจไซเบอร์ให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ล่าสุดตำรวจไซเบอร์ได้รวบรวมเอกสารขอข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทยอยออกหมายเรียกพยานเอกสาร เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป เพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกค้าและประชาชนได้อีก

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “จากการทำงานเชิงรุกของ AIS ในการมุ่งแก้ไขปัญหาภัยไซเบอร์จากกลุ่มมิจฉาชีพ ตอกย้ำเจตนารมณ์การเป็นเครือข่ายปลอดภัยสำหรับคนไทย ผ่านการเปิดตัวสายด่วน 1185 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน หรือ AIS Spam Report Center ให้ลูกค้า AIS สามารถโทรฟรีเพื่อแจ้งเบอร์โทรหรือ SMS มิจฉาชีพเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ถึงวันนี้เราได้ตรวจสอบข้อมูลทั้งเบอร์โทรและ SMS พบว่าเป็นมิจฉาชีพแล้วกว่า 1,000 ราย โดยเราได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแจ้งผลกลับไปยังลูกค้า และระงับสัญญาณเบอร์โทรและ SMS ภายหลังที่ได้ทำการตรวจสอบพบการกระทำผิดโดยทันที พร้อมทั้งส่งข้อมูลมิจฉาชีพไปยังกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตำรวจไซเบอร์ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายสูงสุดในการปกป้องลูกค้าให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย และมุ่งดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดตามกฎหมายขั้นสูงสุดเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ”

พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง

ทางด้าน พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ กล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณทาง AIS ที่ขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุกและให้ความสำคัญกับปัญหาภัยด้านไซเบอร์ที่ประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ ด้วยการเปิดสายด่วน 1185 ที่รับเรื่องร้องเรียนเบอร์โทรและ SMS มิจฉาชีพ ส่งผลให้ภาคส่วนต่างๆ มีความตื่นตัวและเข้ามาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว และจากการทำงานร่วมกับ AIS อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราได้รับข้อมูลมิจฉาชีพที่กระทำความผิดละเมิดการใช้งานของประชาชน ซึ่งช่วยให้เราสามารถติดตามผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำ และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้เราได้ทยอยรวบรวมเอกสารขอข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการทยอยออกหมายเรียกพยานและผู้ต้องหาเพื่อมาดำเนินคดีกับมิจฉาชีพตามกฎหมายต่อไป”

AIS และ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตำรวจไซเบอร์ ยังคงทำงานร่วมกันอย่างสอดประสานเพื่อเอาผิดกับมิจฉาชีพที่สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกค้าและประชาชนอย่างจริงจัง มุ่งแก้ปัญหาให้ถึงต้นตอ ให้ลูกค้ามีความอุ่นใจจากการใช้งานบนโลกไซเบอร์ โดยลูกค้า AIS สามารถแจ้งเบอร์โทรและข้อความ SMS มิจฉาชีพ ได้ทางสายด่วน 1185 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

รู้เก็บรู้ออม : ประตูสู่เส้นทางอาชีพสายการเงิน

0

โอกาสทางการศึกษาของยุคสมัยนี้ ถือได้ว่าเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ขวนขวาย และแสวงหาความรู้ เพราะนอกเหนือจากสถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้โดยตรงแล้ว ยังมีหน่วยงาน และองค์กรต่างๆที่มีบทบาทและส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมจะทำหน้าที่ให้การสนับสนุน และคอยส่งเสริมอีกทางหนึ่ง

บทบาทหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากทำหน้าที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงความรู้ด้านการเงินและการลงทุนต่างๆให้กับนักลงทุนและผู้สนใจทั่วไปแล้ว สำหรับเส้นทางอาชีพสายการเงิน การลงทุน และการทำงานในแวดวงตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังทำหน้าที่เป็นเหมือน “พี่เลี้ยง” ให้กับผู้ที่เตรียมจะก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพนี้ หรือผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ด้วย

ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ริเริ่มโครงการทุน “New Breed Financial Professional” เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนระดับอุดมศึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจ พัฒนาขีดความสามารถและเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพบนเส้นทางวิชาชีพสายการเงิน

และยังได้สร้างฐานผู้ประกอบวิชาชีพรุ่นใหม่ที่มีความรู้และทักษะ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทุนในอนาคต โดยเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าสู่วิชาชีพด้านการเงินในตลาดทุน

ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ดำเนินโครงการทุนฯนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับทุนสนับสนุนการอบรมและทดสอบหลักสูตร Certified Investment and Securities Analyst (CISA) ระดับ Foundation เพื่อให้ได้ คุณวุฒิ AISA (Accredited Investment and Securities Analyst) ซึ่งเป็นคุณวุฒิความรู้ด้านการวิเคราะห์และการจัดการลงทุนที่มีมาตรฐานความรู้ระดับสากล และสำนักงาน ก.ล.ต. ยอมรับในการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านนักวิเคราะห์การลงทุน และผู้จัดการกองทุน

น้องๆนิสิตนักศึกษาที่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้มีแต่ได้กับได้จากสิทธิประโยชน์มากมายที่ตลาดหลักทรัพย์ฯสนับสนุนให้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรความรู้ทั้งแบบ e-Learning และ e-book 9 วิชา รวมถึงทุนสอบ AISA คนที่สอบได้คะแนนสูงสุด 30 อันดับแรก จะได้เข้าร่วม Exclusive Company Visit สถาบันการเงิน และบริษัทจดทะเบียนชั้นนำ

นอกจากนี้ ผู้สอบผ่านคุณวุฒิ AISA อาจจะมีโอกาสได้ทำงานในบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนในอนาคต เพราะมีการเชื่อมโยงรายชื่อผู้สอบผ่านให้บริษัทที่ต้องการบุคลากร ผ่านทางเครือข่ายตลาดหลักทรัพย์ฯ, สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยอีกด้วย

เรียกได้ว่า นอกจากจะติดอาวุธความรู้ให้แล้ว ยังช่วยเบิกทางสู่เส้นทางอาชีพสายการเงินให้อีกต่างหาก!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

พีทีที สเตชั่น เปิดพื้นที่ปันสุข แจกกระเทียม/หัวหอม 1 ถุง เมื่อเติมน้ำมันครบ 300 บาท

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทวงพาณิชย์ และนายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ร่วมจับมือสานต่อกิจกรรมเติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย รับซื้อพืชหัว 3 ชนิด จากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชหัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การโควิด-19 เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยระบายผลผลิตผ่านโครงการพื้นที่ปันสุข สำหรับผู้เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ครบ 300 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรี กระเทียม หรือ หอมแดง หรือ หอมหัวใหญ่ จำนวน 1 ถุง ที่ พีทีที สเตชั่น เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 22-24 เมษายน 2565 นี้      

นายบุญมา เปิดเผยว่า โครงการ พีทีที สเตชั่น พื้นที่ปันสุข เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทยครั้งนี้ โออาร์ ได้ร่วมมือกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือเกษตรกรไทยโดยการรับซื้อพืชหัว 3 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หอมแดง และหอมหัวใหญ่ และนำมามอบให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันที่ พีทีที สเตชั่น เพื่อเร่งระบายผลผลิต เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชหัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อการระบายผลผลิตออกสู่ตลาด และเสถียรภาพทางด้านราคาของผลผลิตโดย โออาร์ รับซื้อพืชหัวตามจำนวนที่ได้รับการจัดสรรจากกรมการค้าภายในทั้งสิ้น 105,690 ถุง น้ำหนักประมาณ 13,707 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,200,000 บาท ซึ่งกิจกรรมเติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทยใน พีทีที สเตชั่น ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรให้กลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง แต่ยังเป็นการเติมเต็มรอยยิ้มและส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการที่ พีทีที สเตชั่นอีกด้วย ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center และตรวจสอบรายชื่อพีทีที สเตชั่น ที่เข้าร่วมรายการได้ที่  www.pttor.com

ตลอดโครงการพื้นที่ปันสุข โออาร์ ได้เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย ช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามพันธกิจหลักขององค์กรที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน พร้อมสร้างความเติบโตและกระจายรายได้สู่สังคม เพื่อเป็นการเติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน ซึ่งเป็นทิศทางในการดำเนินธุรกิจของโออาร์ อีกทั้งยังพร้อมผลักดันให้ พีทีที สเตชั่น เป็น Living Community หรือศูนย์กลางที่จะร่วมเติมเต็มทุกความสุข และเติบโตไปพร้อมกับทุกชุมชนอย่างยั่งยืน​  

ไก่เบญจา พร้อมเสิร์ฟ “อกไก่ลอกหนัง” โอเมก้า 3-โปรตีนสูง แคลต่ำ เอาใจสายสุขภาพ

0

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า แบรนด์ “ยู-ฟาร์ม” (U-Farm) ในเครือซีพีเอฟ เปิดตัว “อกไก่ลอกหนัง” จาก “ไก่เบญจา หรือ Benja Chicken” ผลิตภัณฑ์สดใหม่ 100% จากธรรมชาติ เลี้ยงด้วยข้าวกล้องคัดพิเศษสูตรเฉพาะ ทำให้เนื้อไก่มีสีอมชมพู รสชาติดี มีความหอม นุ่ม ฉ่ำ มากกว่าไก่ปกติถึง 55% พร้อมเสิร์ฟความซูเปอร์พรีเมียมด้วยซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) อย่างเมล็ดแฟลกซ์ (Flax seed) ซึ่งเป็นแหล่งของโอเมก้า 3 ชั้นดี มาเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ โดยโอเมก้า3 มีส่วนช่วยการทำงานของระบบประสาทและสมอง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญเนื้อไก่เบญจายังมีโปรตีนสูง ในการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย แคลอรี่ต่ำ ปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตและไม่ใช้ยาปฏิชีวะนะ ตลอดการเลี้ยงดู การันตีมาตรฐานระดับโลกจาก NSF เหมาะกับผู้บริโภคทุกวัยเพื่อสุขภาพที่ดี 

อนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ

ผลิตภัณฑ์ ‘อกไก่ลอกหนัง’ ของไก่เบญจา ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากผู้บริโภคทั่วไป ร้านอาหาร และกลุ่มเชฟ ด้วยกระบวนการเลี้ยงแบบเคจฟรี (Cage Free) ไก่มีพื้นที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระ ภายในโรงเรือนที่มีระบบควบคุมอากาศและอุณหภูมิตามช่วงอายุอย่างถูกสุขลักษณะ ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ทำให้ไก่แข็งแรง รวมถึงการนำข้าวกล้องคัดพิเศษและ Flax seed ซึ่งเป็นซูเปอร์ฟู้ด ที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ชั้นเลิศ นับเป็นครั้งแรกของโลกในการนำนวัตกรรมดังกล่าวมาค้นคว้า วิจัย และพัฒนา เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ทำให้ไก่เบญจามีเนื้อสัมผัสพิเศษและโอเมก้า 3 มากกว่าไก่ทั่วไป ตอบโจทย์เทรนด์อาหารสุขภาพทั่วโลกที่กำลังมาแรงในขณะนี้ 

“ซีพีเอฟ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดี เข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียม อย่าง อกไก่ลอกหนัง ของ ยู-ฟาร์ม เน้นวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อเพิ่มช่องทางการซื้อที่สะดวกสบายแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะแม่และเด็ก รวมถึงกลุ่มคนรักสุขภาพซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกปี ได้ลิ้มลองเนื้อไก่เบญจาที่มีความหอม นุ่ม ฉ่ำ ปลอดสาร ปลอดภัย เต็มเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย จะนำไปทำเมนูไหน มั่นใจว่า อร่อยทุกจาน ถูกใจทุกคนอย่างแน่นอน” นางสาวอนรรฆวี กล่าว  

“ไก่เบญจา” (Benja Chicken) ไก่ซุปเปอร์พรีเมียม ได้รับรางวัล “สุดยอดสินค้านวัตกรรมระดับโลก” (Top Innovative Product) ในงาน Thaifex 2019 เป็นความสำเร็จจากการวิจัยผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอาหารสัตว์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จนได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้การผลิตอาหารโปรตีนในอนาคต พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทยก้าวสู่ระดับโลก ปัจจุบันวางจำหน่ายในต่างประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ และ ฮ่องกง สำหรับประเทศไทยหาซื้อได้ง่ายๆ ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ โลตัส, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, เดอะมอลล์, ฟู้ดแลนด์, ริมปิง จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

AIS ชูธงภารกิจ คนไทยไร้ E-Waste รับวัน Earth Day

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS เปิดเผยว่า AIS เดินหน้าภารกิจคนไทยไร้ E-Waste ตามเป้าหมายการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนพร้อมร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม เนื่องในวาระวัน Earth Day จึงเน้นย้ำสร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยเข้าใจถึงปัญหาและผลกระทบของขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการช่วยกันนำขยะ E-Waste เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีแบบ Zero Landfill โดยล่าสุดได้ขยายจุดรับทิ้งไปยังหน่วยงานต่างๆ เพิ่มเติม ประกอบด้วย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค , บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด , กลุ่มธุรกิจ TCP, สถาบันการเเพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ บมจ.ศุภาลัย ทำให้วันนี้โครงการคนไทยไร้ E-Waste มีจุดรับทิ้งแล้วกว่า 2,478 จุดทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ยังได้จับมือกับ ลาซาด้า ปล่อยแคมเปญ “ทิ้งรับ Code” ชวนคนไทยทิ้ง E-Waste แลกรับส่วนลดสุดพิเศษเมื่อช้อปปิ้งบนแพลตฟอร์ม ลาซาด้า

บริษัทมีเป้าหมายในการเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลรับผิดชอบต่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เพื่อเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ในด้านสิ่งแวดล้อม ได้มุ่งเน้นเรื่องการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste นอกเหนือจากการบริหารจัดการ E-Waste อย่างถูกวิธีตามมาตรฐานสากลแล้ว การจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม หัวใจสำคัญอยู่ที่การทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ เพื่อขยายผล ร่วมกันปลูกจิตสำนึก อันจะนำมาซึ่งความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการกำจัดขยะ E-Waste ในวงกว้าง

“ในโอกาสวันคุ้มครองโลกหรือ Earth Day ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่พวกเราควรรำลึกถึงสิ่งแวดล้อม และใคร่ครวญว่าเราจะต้องทำอะไรอีกบ้างเพื่อปกป้องธรรมชาติที่มอบแก่โลกใบนี้ รวมถึงหนึ่งในภารกิจสำคัญอย่างการลดอัตราการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ เอไอเอสจึงมุ่งทำทุกวิถีทางที่จะสนองตอบเป้าหมายดังกล่าว โดยได้ขยายจุดรับทิ้งขยะ E-Waste ต่อเนื่องร่วมกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำ อาทิ โครงการบ้านในเครือ ศุภาลัย กว่า 15 โครงการ, ศูนย์บริการซัมซุง 35 สาขา, โรงงานและบริษัทในเครือกลุ่มธุรกิจ TCP รวมถึงหน่วยงานรัฐอย่าง สถาบันการเเพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทำให้ปัจจุบันเรามีจุดรับทิ้งแล้วกว่า 2,478 จุดทั่วประเทศ และสามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้องตามมาตรฐานไปแล้วกว่า 307,414 ชิ้น จึงนับเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อบูรณาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบองค์รวมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ”

และ AIS ยังได้ร่วมกับลาซาด้า จัดกิจกรรม “ทิ้งรับ Code” เพื่อเชิญชวนคนไทยมาทิ้งขยะ E-Waste ผ่านจุดรับทิ้งเอไอเอสช้อปทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต สายชาร์จ หูฟัง พาวเวอร์แบงก์ แบตเตอรี่มือถือ โดยทุกการทิ้ง 1 ชิ้น จะได้รับ Code ส่วนลดไปใช้จ่ายซื้อสินค้าได้ผ่านร้านค้าบน ลาซาด้า ซึ่งนับว่าเป็นการทำงานที่สอดประสาน ผ่านแนวทางความร่วมมือที่สร้างการมีส่วนร่วมที่เปิดกว้างเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมถึงการจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างยั่งยืน

นางสาวญาณ์บดี จิตติกุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารและหัวหน้าฝ่ายการสร้างการเติบโตของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ลาซาด้าได้ร่วมจัดกิจกรรม “AIS x Lazada ทิ้งรับ Code” โดยเชิญชวนคนไทยนำเอาขยะ E-Waste มาทิ้งที่ AIS Shop ทั่วประเทศ โดยขยะ 1 ชิ้น ได้รับ 1 Code ซึ่งมีส่วนลดมูลค่า 40 บาท สำหรับใช้ซื้อสินค้าใน Lazada จำนวน 15,000 สิทธิ์ มากไปกว่านั้นความร่วมมือในครั้งนี้ยังสอดรับกับพันธกิจของลาซาด้าที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของพวกเราให้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

นายจองชุง ปาร์ค ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ซัมซุงวางกลยุทธ์ในการจัดการกับ E-Waste ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.Educate หรือ การสร้างการตระหนักรู้ถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ในวงกว้าง 2. Encourage หรือ การส่งเสริมให้ทิ้งขยะ E-Waste อย่างถูกวิธีโดยในมิตินี้ได้จับมือกับทาง AIS นำเอาจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์มาไว้ใน ศูนย์บริการซัมซุง 35 แห่ง และ 3.Identity หรือ สร้างภาพจำที่ดีให้ลูกค้าที่ต้องการทิ้งขยะดังกล่าวมีจุดทิ้งที่มั่นใจได้ว่าจะสามารถรวบรวมไปทำลายได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมแห่งการยั่งยืนใน Ecosystems ยุคปัจจุบัน

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า “กลุ่มธุรกิจ TCP ตระหนักถึงปัญหาขยะล้นเมืองและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหานี้อย่างเต็มที่ ปัจจุบันภายในกลุ่มธุรกิจ TCP ได้รณรงค์และสร้างวัฒนธรรมการคัดแยกขยะกับพนักงานทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องทุกปี สำหรับภายนอกเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ AIS ในการนำจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์มาจัดวางภายในกลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อให้ขยะเหล่านั้นได้ถูกกำจัดอย่างถูกวิธี ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ สิ่งนี้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน “TCP Sustainability Framework” ในด้าน Harmony ที่มุ่งเน้นการจัดการและดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน”

นางสาวธัญวรัตน์ ปัญญารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญด้านการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม รูปแบบ Waste Management ในกระบวนการก่อสร้าง เช่น ลดปริมาณความสูญเสียของวัสดุก่อสร้าง และจัดการกับเศษวัสดุก่อสร้างให้เกิดมูลค่าสูงสุด รวมทั้งลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ภารกิจร่วมกับ AIS ครั้งนี้ เพื่อมุ่งจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านกิจกรรม E-Waste Green Network โดยมีการนำจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ จัดวางภายในโครงการนำร่องของบริษัท 15 โครงการ ให้แก่ลูกบ้าน และที่สำนักงานใหญ่ อาคาร ศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ สำหรับพนักงานของศุภาลัยรวมถึงผู้เช่าสำนักงาน เพื่อเป็นการรณรงค์ให้มีการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี และยังสามารถนำไปกำจัดหรือเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล

พร้อมกันนี้ ทางสถาบันการเเพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการสนับสนุนที่ดีจาก AIS ที่นำเอาจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์มาจัดวางตามจุดต่างๆ ภายในโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ซึ่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นขยะอันตราย หากประชาชนนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกวิธีหรือถูกทิ้งปนกับขยะทั่วไป สามารถส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย จากการปนเปื้อนของสารเคมี และยังส่งผลเสียกับสภาพแวดล้อมตามมา ทางสถาบันการเเพทย์จักรีนฤบดินทร์ฯ เชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการจัดการกับภัยเงียบจากขยะชนิดนี้ให้ลดลงและหมดไปเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

โออาร์ ขับเคลื่อนเจตนารมณ์ ร้านกาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในวันคุ้มครองโลก

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีลงนามประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ ร้านกาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Coffee Shop) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมเนื่องในวันคุ้มครองโลก ประจำปี 2565 (Earth Day 2022) โดยมี นายสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ในฐานะเจ้าของแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) เข้าร่วมพิธี

สมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก โออาร์

นายสมยศ เปิดเผยว่า โออาร์ ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการของธุรกิจ เน้นการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายมุ่งหน้าสู่ความเป็น กลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 รวมถึงผลักดันให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่กระบวนการผลิตเริ่มต้นจนถึงการบริหารจัดการของเสียหลังการอุปโภคและบริโภค ในฐานะเจ้าของแบรนด์ คาเฟ่ อเมซอน ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่มีสาขามากเป็นลำดับที่ 6 ของโลก จึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แก้วและวัสดุต่าง ๆ ภายในร้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สามารถตอบโจทย์ BCG Economy ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) โดยการใช้แก้วสำหรับเครื่องดื่มร้อนซึ่งทำจากกระดาษเคลือบไบโอพลาสติกที่ย่อยสลาย, หลอดและแก้วสำหรับเครื่องดื่มเย็นที่ทำจากพลาสติก PLA ซึ่งเป็นไบโอพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้โดยการฝังกลบเป็นเวลา 180 วัน รวมถึงเป็นการต่อยอดการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการนำวัสดุเหลือใช้มาผลิตเป็นสินค้าหรือ upcycling เช่น เครื่องแบบพนักงาน เฟอร์นิเจอร์ภายในร้าน และสินค้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนเจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยการจัดการของเสียจากกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดน้ำเสียจากการแปรรูปกาแฟ และการจัดการขยะจากเปลือกกาแฟ เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ในการมุ่งเน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment)

การลงนามร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของ คาเฟ่ อเมซอน ในการส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการและการบริโภควิถีใหม่ที่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด ลดประมาณขยะและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด “ชีวิตวิถีใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” เพื่อก้าวสู่การบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

เซเว่นฯ จับมือสสว.หนุน SME เติบโตยั่งยืน มุ่งเสริมสร้าง “Reskills & Upskills”

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า “ศูนย์ 7 สนับสนุน SME” หรือ 7 SME Support Center ภายใต้การขับเคลื่อนของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ หนึ่งในหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ในทุกมิติ ล่าสุด ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดสัมมนาออนไลน์ “SME 3ก แกร่ง เก่ง กล้า” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “SME Unlock : ปลดล็อกอนาคต SME ด้วยการ Reskills & Upskills” พร้อมเปิดเกณฑ์คุณสมบัติ SME ที่จะได้รับการสนับสนุนตามมาตรการของหน่วยงานภาครัฐ

รศ.ดร.วีระพงศ์ กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อ SME ในช่วงไตรมาส 2/2563 ซึ่งเป็นระยะแรกของการแพร่ระบาด ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (GDP MSME) อยู่ที่ -17.1% ถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี (2560-2564) แต่เมื่อ SME เริ่มปรับตัวได้ประกอบกับได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมตรงจุด ทำให้ตัวเลขการฟื้นตัวของ GDP MSME ปี 2564 ขยายตัว 3.0%

สำหรับในปี 2565 สสว.ประมาณการณ์ว่า GDP MSME จะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4.9% โดยมีปัจจัยบวกสนับสนุนหลากปัจจัย อาทิ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์โลก การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐอย่างต่อเนื่องตามแผน การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวภายใต้มาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นและการลงทุนที่มากขึ้นของภาคเอกชนตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปีนี้ SME ไทยจะมีปัจจัยหนุนในการเติบโต แต่ก็ยังคงมีปัจจัยลบอยู่ด้วยเช่นกัน อาทิ มีผลิตภาพที่ต่ำเกินไป มีจุดอ่อนด้านการพัฒนาดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจน้อย และมีหนี้สินจำนวนมาก ปัจจัยลบเหล่านี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการเติบของของ SME รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะ SME มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ถึง 34.6% ซึ่งหมายความว่า หาก SME แข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรงด้วยเช่นกัน

สสว. ในฐานะหน่วยงานที่บูรณาการและผลักดันการส่งเสริม MSME จึงได้เร่งดำเนินการผลักดันแผนสนับสนุน SME โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่องหลักๆ ประกอบด้วย การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการขยายโอกาสทางการตลาด ซึ่งทั้ง 3 เรื่องหลักจะถูกขับเคลื่อนผ่านกลไกที่ สสว.อยู่หรือพัฒนาให้ดีขึ้น ประกอบด้วย

  • 1.ศูนย์กลางบริการข้อมูลสำหรับธุรกิจ (SME Portal) อย่าง SME ONE ศูนย์รวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อ SME
  • 2.การขยายผลโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS หรือ (Business Development Service) หรือเรียกง่ายๆ ว่าโครงการเอสเอ็มอีคนละครึ่ง เพื่ออุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาให้แก่เอสเอ็มอีแบบร่วมจ่าย (co-payment) ในสัดส่วนร้อยละ 50-80 ตามขนาดของธุรกิจ โดยเตรียมเปิดเฟส 2 ให้กับ SME ที่สนใจในวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 อนาคตให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
  • 3.การปรับปรุงกฎหมายเพื่อสนับสนุน SME หรือออกกฎหมายใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้
  • 4.การส่งเสริม SME เข้าสู่ระบบ (Formalization) ประเทศไทยได้ชื่อว่ามีเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบการนอกระบบเหล่านี้จะไม่ได้รับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือจากทางภาครัฐ
  • 5.การสร้างความรู้พื้นฐานทางการเงิน (Financial Literacy) มี SME จำนวนไม่น้อยที่ไม่มีการวางระบบการเงิน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่ม Micro โดยทาง สสว.ได้ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพิ่มเนื้อหาความรู้ทางการเงินในการเรียนออนไลน์ (SME Academy) ตลอดจนจัดทำหลักสูตรพื้นฐานทางการเงินสำหรับ Micro โดยเฉพาะ
  • 6.การขยายบทบาทการค้ำประกันสินเชื่อ ปัจจุบันระบบค้ำประกันสินเชื่อยังมีข้อจำกัด ทำให้การค้ำประกันยังมีปริมาณไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับวงเงินสินเชื่อทั้งหมด
  • 7.การปรับ SME สู่การทำธุรกิจบนฐานดิจิทัล เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
  • 8.การยกระดับเทคโนโลยีนวัตกรรม นวัตกรรมจะช่วยทำให้สินค้าของผู้ประกอบการมีความแตกต่างช่วยเพิ่มมูลค่า 9.การสนับสนุนให้ SME เข้าถึงตลาดภาครัฐของสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งเราจะดำเนินการจัดทำรายชื่อ/รายการสินค้าและบริการในกลุ่มสินค้าเป้าหมาย พร้อมประสานหน่วยงานจัดซื้อ เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีของ SME 10.การเชื่อม SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chain) เช่น การสนับสนุนข้อมูล เงินทุนในการเข้าสู่เวทีโลก

รศ.ดร.วีระพงศ์ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการที่รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไร หรือมีส่วนไหนที่ต้องพัฒนาก็ควรเร่งดำเนินการ Reskills และ Upskills เช่น เพิ่มช่องทางการขาย จัดทำระบบการเงินเพื่อเป็นข้อมูลในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พัฒนากระบวนการผลิตใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจะขับเคลื่อนแผนงานให้เป็นไปตามเป้าหมายได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการองค์ความรู้ เพื่อถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการ SME ในการสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ และงานสัมมนา “SME 3ก แกร่ง เก่ง กล้า” เป็นอีกหนึ่งช่องทางและกลไลสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับในปี 2565 ศูนย์ 7 สนับสนุน SME จะจัดสัมมนา “SME 3 ก แกร่ง เก่ง กล้า” จำนวน 6 ครั้ง ครอบคลุมเนื้อหา 6 เรื่องหลัก ได้แก่ ภาพรวมแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจ มาตรการและการสนับสนุนภาครัฐ การหาแหล่งเงินทุน การเตรียมความพร้อมสู่การขายในช่องทางโมเดิร์นเทรด การปรับตัวของเอสเอ็มอีต่อการแข่งขันในแพลตฟอร์มออนไลน์ และการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ประกอบการ SME ที่ประสบความสำเร็จ โดยผู้ประกอบการ SME สามารถติดตามข่าวสารต่างๆ ตลอดจนการจัดสัมมนาได้ที่ https://www.facebook.com/7smesupport หรือติดต่อขอรับคำปรึกษาโดยตรงได้ที่ 02-826-7750