Home Blog Page 327

กสอ. ผนึก เซเว่นฯ เปิดตัวโครงการดันสินค้า SME เข้าโมเดิร์นเทรด พร้อมฟังสัมมนาออนไลน์ ถอดกลยุทธ์พิชิตตลาด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ร่วมกับ ศูนย์ 7 สนับสนุน SME ภายใต้การขับเคลื่อนของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ และ PIM เปิดตัวโครงการดีๆ เพื่อ SME ภายใต้ชื่อ “DIPROM MOVE TO MODERN TRADE” ผ่าน Zoom พร้อมจัดบรรยายพิเศษเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมและสนับสนุน SME ในวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.00-12.00 น.

นอกจากนี้ภายในงานจะได้พบกับ 2 SME ตัวท็อป อร -กนกกัญจน์ มธุรพร เจ้าของแบรนด์ “เอพริล เบเกอรี่” (April’s Bakery) ขนมเปี๊ยะเลื่องชื่อ และเจิ้น-โสรัจ มหรรณพกุล เจ้าของธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพชื่อดัง เกรนเน่ย์ (Grainey) ที่จะมาร่วมเสวนาแชร์ประสบการณ์และถ่ายทอดกลยุทธ์การทำตลาด สู่การพิชิตใจผู้บริโภค ในหัวข้อ “SME How to : ปั้นธุรกิจโต ด้วยเทรนด์การตลาดยุคใหม่”

ผู้สนใจร่วมรับฟังบรรยายและเสวนาออนไลน์ สามารถสแกน QR CODE เพื่อร่วมงาน หรือรับชมผ่าน Zoom ได้ที่ https://zoom.us/j/94279595051?pwd=czhzT2xDSEt2WUI5M1d3N1JWdWdnQT09 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

“เคทีซี” เตือน รับมือความเสี่ยงและภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ พร้อมแนะวิธีสังเกตและป้องกันการทุจริตบนออนไลน์

0

นายไรวินทร์  วรวงษ์สถิตย์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – ควบคุมงานปฏิบัติการและงานปฏิบัติการร้านค้า บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” เปิดเผยในงานเสวนา KTC FIT Talks 7 ตอน “รับมือความเสี่ยงและภัยคุกคามบนโลกออนไลน์” ว่าธุรกรรมการชำระเงินออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตรวดเร็ว โดยเฉพาะการชำระค่าสินค้าและบริการบนอีคอมเมิร์ซได้รับความนิยมสูงต่อเนื่อง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 9.79% ต่อปี ในช่วงปี 2560-2564 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าผ่านอี-มาร์เก็ตเพลซมากที่สุด ในขณะที่ผู้ขายนิยมขายสินค้าผ่านโซเชียล คอมเมิร์ซ มากที่สุด

สำหรับช่องทางการชำระค่าสินค้าและบริการออนไลน์ที่ได้รับความนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. แอปพลิเคชันของธนาคาร 2. ชำระเงินปลายทาง 3. ชำระด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิท 4. โอนหรือชำระเงินผ่านบัญชีธนาคาร และ 5. ชำระด้วยวอลเล็ตของแพลทฟอร์ม นอกเหนือจากการชำระค่าสินค้าและบริการเพื่อการอุปโภคบริโภคผ่านออนไลน์แล้ว นับตั้งแต่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกหนึ่งบริการที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นคือ การซื้อขายสินทรัพย์เพื่อการลงทุนออนไลน์ อาทิ บิทคอยน์ หุ้นและกองทุนรวม
 
“ท่ามกลางการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในโลกของการชำระออนไลน์ที่ต้องมีความเสถียร ใช้งานง่ายและรวดเร็ว สิ่งที่เคทีซีให้ความสำคัญสูงสุดคือ ความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกในการทำทุกธุรกรรมการเงิน ด้วยการพัฒนาระบบบริหารการป้องกันภัยทุจริตที่มีประสิทธิภาพ ผ่าน 4 องค์ประกอบหลักคือ บุคลากร สร้างทีมงานที่มีศักยภาพในการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งให้ความรู้บุคลากรในองค์กรเพื่อให้เกิดการวิเคราะห์ที่ดี และเพิ่มความรู้เท่าทันให้ผู้บริโภคเพื่อให้เกิดความระมัดระวัง  กระบวนการปฏิบัติงาน มีมาตรฐานและยืดหยุ่นสูง เพื่อให้สามารถตรวจจับและป้องกันเหตุทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปรับปรุงกระบวนการงานให้มีความทันสมัย  เทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต  การบริหารจัดการข้อมูล ติดตามและอัพเดทข้อมูลสถานการณ์ที่มีแนวโน้มการทุจริตทั้งจากภายในและต่างประเทศ รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบภายใต้หลักเกณฑ์ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี การป้องกันภัยจากการทุจริตต่างๆ จะเกิดประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น หากสมาชิกและผู้บริโภคได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และมีการป้องกันตนเองในเบื้องต้น”
 
“ลักษณะการทุจริตบนระบบการชำระออนไลน์ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ เช่น Friendly Fraud (การทุจริตจากคนแวดล้อมใกล้ตัว) Fake Website (เว็บไซต์ปลอม) Bin Attack (การสุ่มเลขบัตร) และโดยเฉพาะ Social Engineering (การหลอกโอนขอ OTP หรือ One Time Password และหลอกโอนเงิน) จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแอบอ้างเป็นหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น ตำรวจหรือไปรษณีย์ เป็นต้น  โดยตัวอย่างเหตุการณ์ที่พบได้แก่ ผู้ทุจริตส่ง QR Code ปลอมหลอกให้ลูกค้าสแกนทำรายการ / ลูกค้าได้รับอีเมล์หลอกลวงหรือหน้าเว็บไซต์ปลอม (Email Phishing) จากมิจฉาชีพ หลอกให้ทำการอัพเดทข้อมูลบัตรเครดิตและถูกนำไปใช้เข้าระบบและทำรายการธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต”
 
นายนพรัตน์ สุริยา ผู้จัดการ – ควบคุมและป้องกันการทุจริต เคทีซี กล่าวถึงการรับมือในยุคสังคมไร้เงินสดว่าผู้บริโภคสามารถร่วมป้องกันตนเองเบื้องต้นได้ง่ายๆ โดย 1. ระมัดระวัง ไม่หลงเชื่ออีเมลลวง ทุกธนาคารและสถาบันการเงินไม่มีนโยบายแจ้งให้ลูกค้าเข้าใช้บัญชีผ่านทางอีเมล 2. ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่น่าเชื่อถือ  3. ตั้งการแจ้งเตือนเมื่อมีการทำธุรกรรม ผ่าน SMS หรือให้อีเมลกับธนาคารและสถาบันการเงิน และ 4. ล็อคเอาต์ออกจากระบบทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน สำหรับการป้องกันความเสี่ยงจาก QR Code ปลอม ทำได้โดยตรวจสอบความเรียบร้อยสมบูรณ์ถูกต้องของ QR Code ใช้สแกนเนอร์ที่มีความปลอดภัยและมีฟังก์ชันเตือนเมื่อเป็น QR Code ปลอม / ระมัดระวังการสแกน QR Code ที่ติดตั้งในที่สาธารณะ / ไม่พิมพ์ข้อมูลส่วนตัวหลังจากสแกน QR Code / ตรวจสอบชื่อเว็บไซต์หรือ URL หลังการสแกน QR Code เพราะมิจฉาชีพมักใช้ชื่อคล้ายคลึงกัน / หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอปฯ จาก QR Code ควรดาวน์โหลดจาก Apple Store หรือ Google Play แทน สำหรับสมาชิกเคทีซี แนะนำให้เพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล ด้วยการดาวน์โหลดและใช้แอปฯ “KTC Mobile” ซึ่งปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้นล็อคอินด้วยรหัสผ่าน 6 หลัก
 
นายพันธ์เทพ ชนะศึก  ผู้อำนวยการ – หน่วยงานควบคุมและป้องกันการทุจริต เคทีซี กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือปัญหาทางออนไลน์ว่า เคทีซีทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแสและติดตามสังเกตการณ์เหตุผิดปกติวิสัย ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริตของมิจฉาชีพ เพื่อการป้องปราบที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยล่าสุดทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พัฒนาความช่วยเหลือปัญหาที่เกิดขึ้นทางออนไลน์ไปอีกขั้น ด้วยการแจ้งเตือนภัย และเปิดให้ผู้บริโภคสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com  หรือขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่โทร. 1441 นอกจากนี้ ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ยังได้เปิดสายด่วน โทร. 1212 เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคออนไลน์เชิงรุกตลอด 24 ชั่วโมง อีกด้วย

“KCC” ปลื้มขาย IPO เกลี้ยง! เตรียมเข้าเทรด mai ต้น พ.ค.นี้

0

บมจ.บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล (KCC) ปลื้ม หุ้น IPO 160 ล้านหุ้นขายเกลี้ยง  นักลงทุนเชื่อมั่นธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) หรือ AMC อนาคตสดใส มั่นใจปี 65 เติบโตต่อเนื่อง นำเงินลุยซื้อหนี้ NPLs พร้อมเข้าซื้อขายวันแรกใน mai ต้นเดือนพ.ค.นี้ 

นางสุพัตรา ภู่พัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหรือ Lead Underwriter  บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ KCC เปิดเผยว่า หุ้น IPO ของ KCC ที่เปิดให้นักลงทุนจองซื้อระหว่างวันที่  22,25 และ26 เมษายน ที่ผ่านมา นักลงทุนให้ความสนใจเข้ามาจองซื้อเต็มจำนวนและเกินกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขาย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ KCC บริษัทที่ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) หรือ AMC มายาวนานกว่า 20 ปีและในอนาคตอุตสาหกรรม AMC ยังมีแนวโน้มเติบโตตามปริมาณหนี้ NPLs ของสถาบันการเงินไทยที่จะพุ่งขึ้นภายหลังวิกฤตโควิด-19และความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อส่งผลทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และเชื่อมั่นว่า KCC จะได้รับการตอบรับที่ดีในวันเข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในหมวดธุรกิจการเงินในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2565 นี้

ทั้งนี้ KCC เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 160 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท กำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ราคา 3.70 บาท/หุ้น โดยมีผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย 4 บริษัท ได้แก่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บล.เอเซีย พลัส จำกัด และบล.คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน)

ด้าน นายวัชรินทร์ เลิศสุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ KCC กล่าวว่า KCC  มีปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจที่โดดเด่น มีจุดแข็งในความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้บริหารที่คร่ำหวอดในธุรกิจ AMC กว่า 20 ปี โดยเฉพาะมีความถนัดในการบริหารหนี้สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ใช้บุคลากรในการบริหารจัดการไม่มาก จึงมีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำและในอนาคตมีโอกาสที่การลงทุนในเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้จะเติบโตจากเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ ประกอบกับผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับ 89-90% มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E Ratio) ณ สิ้นปี 2564 ในระดับต่ำเพียง 0.63 เท่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ครั้งนี้จะสนับสนุนให้ KCC มีศักยภาพ  ในการประมูลหนี้ NPLs เพิ่มขึ้นและหนุนให้พอร์ตหนี้ NPLs เติบโตขึ้นจากสิ้นปี 2564 บริษัทฯ มีพอร์ตหนี้ NPLs ที่ 565.57 ล้านบาท

“มองว่า KCC จะเป็นอีกหุ้นในใจสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาบริษัทที่มีจุดแข็งและพร้อมเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต ตามปริมาณหนี้ NPLs ในระบบที่สถาบันการเงินจะนำออกมาประมูลที่จะมีเพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้” นายวัชรินทร์ กล่าว

ทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KCC

นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KCC กล่าวว่า ขอขอบคุณนักลงทุนที่เชื่อมั่นในศักยภาพและการเติบโตของ KCC ที่เข้ามาจองซื้อหุ้น  IPO ของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยหลังจากนี้จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนประมาณ 592 ล้านบาท ไปลงทุนในการจัดหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายเพิ่มขึ้นจากพอร์ต ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ที่มีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายรวมประมาณ 587.33 ล้านบาท ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และ/หรือชำระหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดที่ออกโดยบริษัทฯ และ/หรือภาระหนี้สินอื่นใดของบริษัทฯ เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตมั่นคงยั่งยืนในอนาคต สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2565 คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากปี 2564 ที่มีรายได้จากการดำเนินงาน 125.75 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ  52.42 ล้านบาท และหากดูผลงานในอดีตของบริษัทก็จะพบว่าเติบโตต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยปี 2562 มีรายได้จากการดำเนินงาน 57.10 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 12.03 ล้านบาท ปี 2563 มีรายได้ 128.10 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 49.06 ล้านบาท

ออมสิน เปิดกู้ “สินเชื่อ GSB SMEs เต็มสุข เต็มสิบ” ช่วยเหลือ SMEs ได้ไปต่อ

0

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ขนาดกลางและขนาดย่อม โดยที่ผ่านมาธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือในหลายมาตรการตามข้อสั่งการของรัฐบาลโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ยังมีอยู่ ล่าสุดธนาคารออมสิน ได้เปิดให้กู้ สินเชื่อ GSB SMEs เต็มสุข เต็มสิบ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ทุกกลุ่มกิจการ โดยเปิดให้กู้ได้ทั้งผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ให้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เริ่มต้นที่ 2.99% ต่อปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 2 ปีและผ่อนได้นานสูงสุด 10 ปี

วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

สำหรับหลักประกันการกู้สามารถจะเลือกใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อทั้งวงเงิน (กรณีกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท) หรือใช้สมุดเงินฝากออมสิน สลากออมสินพิเศษ พันธบัตร ที่ดินและอาคาร โฉนดที่ดิน หรือคอนโดมีเนียม เป็นหลักประกัน กรณีหลักประกันไม่เพียงพอสามารถใช้ บสย.ร่วมค้ำประกันด้วยก็ได้

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถยื่นกู้ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2565 ที่สาขาธนาคารออมสินทุกแห่งทั่วประเทศ

สินเชื่อ GSB SMEs เต็มสุข เต็มสิบ จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อผู้ประกอบการ SMEs ขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีศักยภาพและต้องการเงินทุน แต่ขาดหลักประกันหรือมีหลักประกันไม่เพียงพอ โดยกู้เพื่อเป็นเงินลงทุนและเสริมสภาพคล่องในกิจการ หรือกู้เพื่อการรีไฟแนนซ์จากสถาบันการเงินอื่น ซึ่งเป็นความตั้งใจของธนาคารออมสินที่อยากช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้อย่างทั่วถึงด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรน สามารถผ่านพ้นความยากลำบากนี้และดำเนินธุรกิจต่อไปได้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 และที่ facebook : GSB Society

5 เคล็ดลับ กว่าจะเป็น ‘ไส้กรอก CP’ แบรนด์อันดับ 1 ที่คนไทยมั่นใจ

0

“ไส้กรอก” เป็นอีกเมนูอาหารยอดนิยมของคนไทย ซึ่งมี “ไส้กรอก ซีพี” ที่สามารถให้ความมั่นใจของผู้บริโภค ทั้งในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัยมาอย่างยาวนาน และตอกย้ำเป็นไส้กรอกในใจของคนไทย ด้วย Marketeer นิตยสารการตลาดชั้นนำของไทย “Marketeer No.1 Brand ประจำปี 2021” เผยผลสำรวจว่า “ไส้กรอก ซีพี” เป็นแบรนด์ยอดนิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศ No.1 Brand Thailand ในหมวด อาหารอุ่นร้อนด้วยไมโครเวฟ และ ไส้กรอก

กว่าจะเป็น ไส้กรอก ซีพี แบรนด์ในใจของคนไทย ให้ความมั่นใจในรสชาติอร่อย และปลอดภัยมาอย่างยาวนาน มีเคล็ดลับสุดยอด 5 ประการดังนี้

  1. ใช้วัตถุดิบเนื้อสัตว์คุณภาพสูง ปลอดภัย ปลอดสารและเนื้อไก่ไม่ใช้ฮอร์โมน

“ไส้กรอก CP” เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีจากฟาร์มของซีพีเอฟ อย่าง ‘เนื้อหมูปลอดสารเร่งเนื้อแดง’ และ ‘เนื้อไก่ไม่ใช้ฮอร์โมน 100%’ และใช้เนื้อหมูและเนื้อไก่แบบเต็มๆ ชิ้นในการผลิต ที่สำคัญวัตถุดิบจะถูกเก็บรักษาและขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิความเย็นตลอดทางมายังโรงงานผลิตไส้กรอก ทำให้ “ไส้กรอก CP” ทุกชิ้นผลิตจากเนื้อสัตว์ที่สด สะอาด และปลอดภัย

  1. ผลิตด้วยเทคโนโลยีไฮเทค เครื่องจักรทันสมัย ใช้หุ่นยนต์และแขนกล ไม่มีการสัมผัสผ่านมือโดยตรง

CPF ใส่ใจทุกกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ผ่านกระบวนการผลิตด้วยระบบสายพานอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง ตั้งแต่การใช้หุ่นยนต์เข้ามาจัดการเก็บวัตถุดิบอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้คนมาเกี่ยวข้อง และเครื่องจักรอย่างแขนกลอัจฉริยะ (Star Robot) มาใช้ในการจัดการสินค้าในคลังสินค้า จึงทำให้ทุกขั้นตอนที่เกิดขึ้นในโรงงานจะไม่มีการสัมผัสผ่านมือโดยตรง รวมทั้งมีการควบคุมอุณหภูมิทุกขั้นตอนการผลิตไส้กรอกให้อยู่ในระดับต่ำที่ 0-12 องศาเซลเซียส ช่วยรักษาความสด สะอาด ปลอดภัย

  1. ไม่ใส่สารและส่วนผสมที่ขัดต่อกฎหมายอาหาร

“ไส้กรอก CP” อร่อยได้โดยไม่ต้องใช้สารไนเตรท สารบอแรกซ์ ดินประสิว และส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอาหาร รวมทั้งยังควบคุมการใส่ ‘เกลือไนไตรท์’ (สารที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร) ในปริมาณที่เหมาะสม มีการตรวจวัดปริมาณไนไตรท์ในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มงวด โดย “ไส้กรอก CP” มีไนไตรท์ในอัตราต่ำกว่าเกณฑ์กำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงมาตรฐานขององค์กรสากลอย่างองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่ง เกลือไนไตรท์ ช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียที่สร้างสารพิษในอาหาร

  1. ใช้ระบบ RFID ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกซอง

“ไส้กรอก CP” ยังได้นำระบบ RFID (Radio – Frequency Identification) มาใช้ในการจัดเรียงลำดับการใช้วัตถุดิบเนื้อสัตว์ และตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบถึงต้นทางได้

  1. ระบบรมควันแบบปิดเพื่อกำจัดสารทาร์ให้ผู้บริโภค

CPF นำระบบรมควันแบบปิดที่มีเทคโนโลยีช่วยกรองควันคุณภาพที่ดีมาอบไส้กรอก และแยกสารทาร์ (TARs) ซึ่งเป็นสารหนักจากเขม่าควันเผาไหม้ ที่มีองค์ประกอบของสารก่อมะเร็งออกจากไส้กรอกได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้ “ไส้กรอก CP” กลิ่น สี รสชาติอร่อย น่ารับประทาน ปราศจากสารทาร์ที่เป็นองค์ประกอบของสารก่อมะเร็ง

นอกเหนือจากคุณภาพและความปลอดภัยของไส้กรอก CP ยังเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ไส้กรอกชนิดเทอร์โมฟอร์มแบบฟิล์มหลายชั้น (Multi-layer thermoforming film) เพื่อช่วยรักษาความสดใหม่ของอาหาร ป้องกันการซึมผ่านของออกซิเจน ร่วมกับการบรรจุอัตโนมัติช่วยลดการปนเปื้อนระหว่างการบรรจุ ทำให้อายุการเก็บของผลิตภัณฑ์นานขึ้น

ด้วย 5 เคล็ดลับของ “ไส้กรอก CP” เป็นที่มาของความเชื่อมั่นในความสด สะอาด ปลอดภัย ถูกหลักอนามัย และมีรสชาติอร่อยของ “ไส้กรอก CP” และการันตีด้วยรางวัล “Marketeer No.1 Brand ประจำปี 2021” เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

CPF ดึง มิว-ศุภศิษฎ์ จัดกิจกรรม ‘CP Bologna MewTaverse’ ดันติดอันดับ 1 เทรนด์ Twitter

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จัดกิจกรรม “CP Bologna MEWTaVerse” ปาร์ตี้สุดแซ่บบนโลกเสมือนจริง เพื่อเอาใจสายดื่มที่ยกให้ ‘CP โบโลน่าพริก’ เป็นอาหารครองใจ “ยิ่งดื่ม ยิ่งกิน ยิ่งเพลิน” และขยายตลาดสินค้าให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยการจำลองงานปาร์ตี้รูปแบบ Metaverse (เมตาเวิร์ส) ซึ่งเป็นครั้งแรกบนโลกเสมือนจริง นำโดย ‘มิว-ศุภศิษฎ์ จงชีวีวัฒน์’ พรีเซ็นเตอร์สุดฮอต ที่จะเปิด Space ให้ทุกคนร่วมเพลิดเพลินในบรรยากาศแสนฟิน โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 3,000 คน มากที่สุดในโลกตั้งแต่มีการจัดงานในรูปแบบนี้ รวมถึง After Party จากศิลปินชื่อดัง ‘นน-ธนนท์ จำเริญ’ ที่ขนความสนุกและสร้างความสุขอีกมากมาย กลายเป็นปรากฏการณ์ติดเทรนด์ Twitter (ทวิตเตอร์) อันดับ 1 ของไทย และอันดับที่ 3 ของโลก พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจหรืออยู่ในวงการ Digital เข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้เทรนด์ Metaverse กับกิจกรรมครั้งนี้อีกด้วย

บรรยากาศภายในงานโลก Metaverse แฟนคลับได้รับความสนุกแบบจัดเต็ม ทุกคนสามารถสร้าง Avatar ของตัวเอง ผ่านคาแรกเตอร์แบบ 8 Bit ซึ่ง ซีพีเอฟ เนรมิตให้ ‘CP Bologna MewTaverse’ เป็นโลกที่รวมสถานที่ชื่นชอบของวัยรุ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ความสนุกรูปแบบใหม่แก่สายดื่มให้โดนใจและแซ่บไปด้วยกัน ทั้งเวที Stadium Bolobar แหล่ง Hang out โดยหนุ่มมิว-ศุภศิษฎ์ ส่งความสนุกสุดแซ่บแก่ทุกคนภายในงาน ทั้งร่วมเล่นเกมส์ ร้องเพลง พร้อมมอบของที่ระลึก Box set แบบพรีเมียม สร้างความประทับใจให้ชาว Mewlions (มิวเลี่ยน) รวมถึงผู้โชคดีเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังได้ลุ้นรับคูปองส่วนลดมูลค่า 7 บาท สำหรับซื้อสินค้า ‘CP โบโลน่าพริก’ ในช่องทาง เซเว่น อีเลฟเว่น เฉพาะในงานนี้เท่านั้น!!!

หลังจากเต็มอิ่มกับบรรยากาศในสถานที่ต่างๆ แล้ว กิจกรรม After Party ที่จัดขึ้นริมชายหาดในโลก Metaverse ครั้งแรก โดยได้ศิลปินสุดฮอตชื่อดังอย่าง ‘นน-ธนนท์’ มาร่วมสร้างสีสัน เติมเต็มความสุขแก่สายดื่มอีกด้วย

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า การจัดงาน “CP Bologna MewTaverse” ในแพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงครั้งนี้ ถือว่า ซีพีเอฟ ก้าวผ่านข้อจำกัดของคำว่า Offline และ Online ให้ผู้บริโภคที่ชื่นชอบการดื่มและรับประทาน CP โบโลน่าพริก ได้ร่วมประสบการณ์สุดแซ่บพร้อมๆ กัน จุดเด่นคือ ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสประสบการณ์ความสนุก เสมือนกับอยู่งานอีเวนท์จริงๆ นับเป็นมิติใหม่ของการจัดกิจกรรมบนโลกเสมือนจริงในยุค 4.0 คาดว่า อีก 4 ปีข้างหน้า Metaverse จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

ซีพีเอฟ จัดแคมเปญ “สายดื่ม..ต้องมี CP โบโลน่าพริก” เพื่อสร้างพฤติกรรมใหม่ให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบการสังสรรค์ โดยนำ ‘CP โบโลน่าพริก’ ที่มีความอร่อย รสชาติจัดจ้าน เป็นตัวเลือกอันดับ 1 มารับประทานคู่กับเครื่องดื่มแก้วโปรด ช่วยให้ปาร์ตี้สนุกสนานขึ้นและได้การตอบรับอย่างล้มหลาม วางจำหน่ายแล้วที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ โลตัส แม็คโคร เป็นต้น

รู้เก็บรู้ออม : ไม่เชื่อ ไม่โอน ไม่ถูกหลอก

0

สัปดาห์นี้ คุณนายพารวยขอพูดถึง ภัยออนไลน์จากมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบการชักชวนลงทุนอีกครั้ง เพราะระยะหลังมีคนได้รับสายโทรศัพท์, ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์ และช่องทางโซเชียลมีเดีย ชักชวนให้โอนเงินเข้าลงทุนหรือร่วมลงทุนกันมากขึ้น

มีจำนวนผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อ และมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นทุกวัน ขณะที่พวกมิจฉาชีพก็คิดกลโกงใหม่ๆออกมาเพื่อหลอกหลวงผู้คนแบบถี่และเนียนขึ้น!!

นอกจากมิจฉาชีพจะใช้ตัวเลขผลตอบแทนสูงๆ หลอกว่าลงทุนแล้วจะรวยเร็วและรวยลัด เพื่อให้คนที่ถูกชักชวนหลงเชื่อโอนเงินมาลงทุนแล้ว มิจฉาชีพยังเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยการใช้รูปบุคคลที่มีชื่อเสียงในตลาดทุน หรือแอบอ้างใช้ชื่อองค์กรมาหลอกให้คนหลงเชื่อง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนต้องระวังอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมา มีหลายหน่วยงานทั้งรัฐและบริษัทเอกชนที่โดนแอบอ้างต้องออกมาให้ข่าวปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่มีนโยบายชักชวนคนให้โอนเงินเพื่อมาร่วมลงทุนแต่อย่างใด บางหน่วยงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินการลงทุนเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังโดนแอบอ้างชื่อ เพราะชื่อองค์กรเป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็เป็นเป้าหมายที่มิจฉาชีพมาอาศัยชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือไปหลอกลวงประชาชน ทั้งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายหลักทรัพย์, ส่งเสริมการออมและการลงทุน รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลและการส่งเสริมความรู้ให้กับนักลงทุน

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหนังสือเตือนภัยให้นักลงทุนและประชาชนระวัง อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ แอบอ้างชื่อ, ตราสัญลักษณ์ และภาพผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ฯมาชักชวน หลอกให้เปิดบัญชีโอนเงินเข้าร่วมลงทุน โดยให้ข้อมูลว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หุ้น หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ สุดท้ายคือการหลอกลวง ฉ้อโกง ซึ่งไม่ได้มีการลงทุนจริง

ตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้มี ส่วนรู้เห็น และไม่มีนโยบายเชิญชวนให้ประชาชนเข้าลงทุนหรือร่วมลงทุนใดๆ หากเจอใครมาชักชวนเข้าร่วมลงทุนโดยอ้างชื่อตลาดหลักทรัพย์ฯ นักลงทุนต้องท่องคัมภีร์นี้ให้ขึ้นใจ “ไม่เชื่อ ไม่โอน ไม่ถูกหลอก” เพียงเท่านี้ก็จะไม่พลาดตกเป็นเหยื่อ

ตลาดหลักทรัพย์ฯยังได้เผยแพร่ความรู้ “4 ไม่” ป้องกันเพจปลอมหลอกลงทุน ซึ่งนักลงทุนสามารถนำมาใช้ป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพได้เช่นกัน คือ 1.ไม่ลงทุนตามคำชักชวน โดยไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ระวังการแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียง 2.ไม่หลงเชื่อการอ้างผลตอบแทนที่สูงเกินจริง 3.ไม่รีบร้อน ต้องตรวจสอบตัวตนบริษัทก่อนลงทุน และ 4.ไม่โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา

หากสนใจลงทุนในตลาดหุ้น ควรศึกษาหาข้อมูลความรู้ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และสามารถตรวจสอบรายชื่อ ผู้ให้บริการเปิดพอร์ตลงทุนที่ได้รับอนุญาต ได้ที่ www.set.or.th และ www.setinvestnow.com

มี “สติ” และหมั่นตรวจสอบ อัปเดตข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนความรู้การลงทุนต่างๆจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ เว็บของตลาดหลักทรัพย์ฯถือเป็นช่องทางสำคัญไม่ให้เราโดนหลอก ต้องเสียทั้งเงิน เจ็บทั้งใจในภายหลัง!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

กรมชลฯ พร้อมบริหารน้ำเป็นระบบ รับมือฤดูฝน

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ(กทม.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (25 เม.ย.65) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 44,486 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 20,549 ล้าน ลบ.ม. ได้มีการจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้ว 22,223 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 100 ของแผนฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,386 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 3,690 ล้าน ลบ.ม. และมีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 6,143 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 108 ของแผนฯ ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ฤดูฝน โดยยังคงมีอากาศร้อนจัดสลับฝนตกในหลายพื้นที่ จึงให้เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำแม่น้ำเจ้าพระยา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ วางแผนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวให้เหมาะสมกับช่วงเวลา ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เพื่อลดความเสี่ยงจากผลผลิตเสียหาย โดยได้มอบหมายให้สำนักงานชลประทานทั่วประเทศ ประสานงานและตรวจสอบพื้นที่ที่มีการปรับปรุงอาคารชลประทาและทางน้ำที่อาจจะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมเตรียมแผนการแก้ไขบัญหาไว้ล่วงหน้า รวมไปถึงเน้นย้ำให้ดำเนินการปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด เน้นย้ำให้มีการตรวจสอบอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยพิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งหมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ ติดตาม วิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆ พร้อมกันนี้ได้ให้สำนักเครื่องจักรกล ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ให้กับบุคลากรของหน่วยงานในทุกพื้นที่ ให้สามารถบำรุงรักษาและใช้งานเครื่องจักร เครื่องมือได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ให้เตรียมแผนสำรองในการขนย้ายเครื่องจักรเครื่องมือที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงเตรียมอุปกรณ์ต่างๆให้ครบตามความต้องการในการใช้งาน โดยพิจารณาจากสถานที่ใช้งานเป็นหลัก เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานต่อไป

อิตาเลียนไทย ข้องใจผลอุทธรณ์ขยายโรงน้ำมหาสวัสดิ์ เรียกร้อง กปน. แจงข้อเท็จจริง

0

นายดนัย ภูมิวัฒน์ รองประธานบริหารกลุ่มงานระบบจ่ายน้ำและสาธารณูปโภค บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง ได้มีหนังสือ กค (กอร)0405.5/14496 แจ้งผลการอุทธรณ์กรณีการประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ตามประกาศ กปน. และเอกสารรายชื่อผู้ชนะประมูลงานก่อสร้างขยายกำลังการผลิตน้ำที่โรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ ขนาด 800,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน พร้อมงานที่เกี่ยวข้อง สัญญา GE-MS5/6-9 ด้วย วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) มายังผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) โดยระบุว่า การอุทธรณ์ฟังขึ้น และมีผลต่อการจัดซื้อและจัดจ้างอย่างมีนัยสาคัญ ในกรณีดังกล่าวนี้ ทาง ITD ซึ่งเป็นบริษัทที่ชนะการประมูลในครั้งนี้อย่างถูกต้อง จึงมีความข้องใจการพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์ เพราะไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรมประปา ดังนั้น จึงกำลังพิจารณาว่า อาจจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิ์ในการร้องให้มีการตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่สุจริต จะมีการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป เพื่อรักษาชื่อเสียงของบริษัทเพราะ อาจจะเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถนาไปปฎิบัติได้แบบมีนัยสาคัญ ตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง พรบ.60

“ ทั้งนี้ เงื่อนไขในเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ 2.11 การประปานครหลวง กำหนดให้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีผลงานก่อสร้างระบบตกตะกอนและ ระบบกรองน้ำสำหรับระบบผลิตน้ำประปา พร้อมงานที่เกี่ยวข้องขนาดไม่น้อยกว่า 100,000 ลบ.ม.ต่อวันในสัญญาเดียวกันวงเงินไม่น้อย กว่า 300,000,000 บาท ซึ่งตามเงื่อนไขนี้ไม่สามารถตีความทางภาษาหรือทางเลี่ยงคำได้ เนื่องจากเป็นหลักสากลใช้กันทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และ ทางบริษัทยังเชื่ออีกว่า ทุกบริษัททำเข้ายื่นเสนอราคา มีความรู้ด้านวิศกรรมประปาอย่างสูง ซึ่งกล่าวโดยสรุปคือ คำวินิจฉัยถูกต้องตามหลักวิศกรรมประปาหรือไม่ ที่ผู้ใช้ดุลยพินิจอาจจะไม่มีความรู้หรืออาจจะไม่รู้และไม่เข้าใจ ระบบการผลิตน้าประปา ไปตีความเรื่องน้ำสูญเสีย และทำให้สังคมเข้าใจผิด เกิดการบิดเบือนข้อเท็จจริง”

สำหรับ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ITD มีข้อสังเกต ดังนี้

  1. ระบบผลิตน้ำประปาตามข้อกำหนดการประปานครหลวง ต้องไม่รวมน้ำสูญเสียไม่ใช่ดุลยพินิจ แต่เป็นหลักวิศวกรรมประปาที่สาคัญ ด้วยประเทศไทยพัฒนามามากแล้ว ไม่ใช่ต้องเทียบเคียงหรือ สมมุติเอาเองว่า กำหนดให้ครบ เพราะองค์ความรู้นี้เผยแพร่อย่างกว้างขวาง
  2. หากดูตามหลักวิศวกรรมประปา ทางการประปานครหลวง ไม่ได้ใช้ ดุลยพินิจที่ผิดพลาด แต่ใช้หลักวิศวกรรมประปาที่เป็นมาตรฐานทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น ตามข้อกำหนดTOR ข้อ2.11 การประปานครหลวงกำหนดให้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีผลงาน ก่อสร้างระบบตกตะกอนและระบบกรองน้ำสาหรับระบบผลิตน้ำประปา พร้อมงานที่เกี่ยวข้องขนาดไม่น้อยกว่า 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในสัญญาเดียวกัน วงเงินไม่น้อยกว่า 300,000,000 บาทนั้น ถูกต้องโดยไม่ต้องตีความ และบริษัทที่ยื่นเสนอทุกราย ก็มีความเชี่ยวชาญในระบบผลิตประปา และรู้โดยสามัญสำนึกอยู่แล้วว่า หลักวิศวกรรมประปาที่ถูกต้องคืออะไร
  3. ถ้าเอกสารคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ สามารถใช้เป็นมาตราอ้างอิงได้ในอนาคตว่า ระบบผลิตน้าประปารวมน้ำสูญเสียนั้น หมายความว่า งานก่อสร้างขยายกำลังผลิตน้ำที่โรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ ขนาด 800,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ผู้รับเหมาที่ได้งานนี้สามารถใช้เอกสาร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในการต่อรองในชั้นศาล เพราะว่า น้ำสูญเสีย คือข้อกำหนดรวมในระบบผลิตน้ำประปา ไม่เท่ากับว่า การประปานครหลวง จะต้องรับงานก่อสร้าง ที่ผลิตน้ำประปา ออกมาเป็นน้ำคลองให้ประชาชนใช้กัน ใช่หรือไม่
  4. ขอให้การประปานครหลวงใช้ดุลยพินิจ ให้ถูกต้อง ตามที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้กล่าวไว้ อย่าทำให้การประปานครหลวง ต้องเสียหายมิฉะนั้นแล้ว ประชาชนจะไม่ได้น้ำประปามาใช้
  5. โรงผลิตน้ามหาสวัสดิ์ 800,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ต้องใช้ผู้มีประสบการณ์ และแบบที่ออกมานั้น เป็นเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยมากจึงต้องใช้ผู้ชำนาญการ ไม่ใช่งานก่อสร้างทั่วไป ซึ่งทาง ITD มีความพร้อมทุกด้าน
  6. ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ทบทวนมติแก้ไขใหม่ ให้ถูกต้องอย่าใช้ดุลยพินิจท่ขัดต่อหลักวิศวกรรมและมาตราฐาน ที่คงไว้ซึ่งความถูกต้อง และ
  7. ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ใช้ดุลยพินิจด้วยความสุจริตโดยรอบคอบ และควรเชิญการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค เพื่อมาร่วมแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนี้

ITD ขอเรียกร้องให้ กปน. ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การยีนอุทธรณ์นั้น กปน.ได้ทำเอกสารชี้แจงไปยัง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องครบถ้วน ตามหลักวิศวกรรมประปาเพื่อประกอบการพิจารณาโดยสุจริตอย่างแท้จริง เพราะโครงขนาดใหญ่ของประเทศ ต้องมีเจ้าหน้าที่องค์กรต่อต้านคอร์รับชั่นเข้ากระบวนการจัดซื้อทุกขั้นตอน แต่อาจจะยกเว้นขั้นตอนส่งเอกสารตอบข้ออุทธรณ์ ไปกรมบัญชีกลาง หรือไม่ เพื่อเอื้อให้บริษัททั้งสองรายที่ไม่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น ผู้เสนอราคา สามารถผ่านได้หรือมีมือที่มองไม่เห็นในขั้นตอนนี้อย่างไร เพราะมีข่าวต่างๆ ออกมาก่อน จะมีเอกสารจริงประกาศ และมีการให้ข่าวในทางลบกับผู้ชนะการประกวดราคา ITD ซึ่งเสมือนเป็นการฟอกขาวให้ก่อนหรือไม่ เพื่อให้สังคมเบียงประเด็นในข้อสงสัยว่า หลักวิศวกรรมประปาที่เป็นหลักมาตรฐาน สามารถเลี่ยงคำได้หรือไม่อย่างไร

ส.ผู้เลี้ยงสุกรอีสาน กระทุ้งรัฐกวาดล้าง ‘ขบวนการลักลอบนำเข้าหมู’ บ่อนทำลายเกษตรกร-ผู้บริโภค-เศรษฐกิจชาติ

0

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในปัจจุบันว่า จากปัญหา ASF โรคระบาดในสุกรที่พบในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา ปัจจุบันยังคงพบปัญหานี้บางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงต่างระมัดระวังและบริหารความเสี่ยงด้วยการหยุดเข้าเลี้ยงสุกรไปก่อน ส่วนในรายที่ยังคงเลี้ยงสุกรอยู่ต้องปรับวิธีการเลี้ยงและการจัดการป้องกันโรคอย่างเข้มงวดขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 300 บาทต่อตัว ซึ่งเกษตรกรยินดีแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดในฝูงสัตว์ของตนเอง อย่างไรก็ตาม กลับพบว่ายังคงมี “ขบวนการลักลอบ” นำเนื้อสุกรและชิ้นส่วนผิดกฎหมายจากหลายประเทศ อาทิ เยอรมัน บราซิล แคนาดา อิตาลี เกาหลี เบลเยียม และสหรัฐอเมริกา โดยสำแดงเท็จว่าเป็นสินค้าอื่น อาทิ เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารทะเล นำมากระจายขายปะปนกับหมูไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะตลาดแถวนครปฐมและราชบุรี ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลายเกษตรกรไทย ผู้บริโภค และเศรษฐกิจชาติ

สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“ในขณะที่ทุกคนในวงการเลี้ยงหมูต่างพยายามป้องกันโรค ASF และพยายามผลักดันให้ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยกลับมาเลี้ยงหมูรอบใหม่ให้เร็วที่สุด ซึ่งทั้งเกษตรกร ภาคเอกชน และทุกคนในแวดวงผู้เลี้ยงได้ช่วยกันในทุกด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรกลับเข้าสู่ระบบอย่างมั่นใจและรวดเร็ว แต่กลับมี “ไอ้โม่ง” ที่ทำมาหาทำกินบนความทุกข์ของคนเลี้ยงหมูและคนไทย ขบวนการนี้ใช้วิกฤติเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง โดยไม่สนใจว่าเนื้อหมูที่ลักลอบนำเข้านั้น มีโรคหมูที่เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อระบบการเลี้ยงหมูของไทย และยังปนเปื้อนสารอันตรายอย่างเช่นสารเร่งเนื้อแดงซึ่งเป็นสารต้องห้ามและผิดกฎหมายไทย ตามพ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ และยังก่อผลกระทบร้ายแรงต่อผู้บริโภค ที่สำคัญรัฐต้องสูญเสียรายได้จากสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีตามระบบ เกษตรกรจึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศุลกากร และกรมปศุสัตว์ เร่งสกัดกั้นและกวาดล้างขบวนการนี้ให้สิ้นซาก ถ้ายังปล่อยให้หมูเถื่อนลอยนวล คนเลี้ยงหมูก็ตายสนิท คนไทยก็ตายผ่อนส่ง เศรษฐกิจไทยย่ำแย่แน่นอน”

สำหรับสถานการณ์ราคาสุกร ยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 94-98 บาทต่อกิโลกรัม โดยการปรับราคาขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตและการบริโภคในแต่ละภูมิภาคเป็นตัวกำหนด ตามกลไกตลาดที่แท้จริง ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรทั่วประเทศต่างร่วมกันบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ และคงระดับราคาไว้ไม่เกิน 100 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน แม้ว่าจะมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากการปรับปรุงระบบการเลี้ยงและการป้องกันโรค ต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาตลอด ค่าไฟ ค่าพลังงานโดยเฉพาะค่าน้ำมันที่รัฐบาลจะเลิกตรึงราคา 30 บาทต่อลิตร ในวันที่ 1 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ และยังมีภาระค่าใช้จ่ายค่าน้ำใช้ ที่เกษตรกรหลายพื้นที่ต้องซื้อน้ำใช้แล้วจากผลกระทบของภัยแล้ง รวมถึงอากาศร้อนและแปรปรวนส่งผลต่ออัตราสูญเสียในฟาร์มเลี้ยงที่สูงขึ้น ทำให้ผู้เลี้ยงมีต้นทุนสูงถึงกว่า 98 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว การปล่อยให้กลไกตลาดทำงานจึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกร