Home Blog Page 326

ก.คลัง ชี้แจงร้านค้าโครงการคนละครึ่งถูกเก็บภาษีย้อนหลัง

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังออกมาชี้แจงกรณีกระแสในโซเชียลมีเดียว่าร้านค้าหลายแห่งงดรับการจ่ายเงินผ่านโครงการคนละครึ่ง รวมถึงระบบการจ่ายเงินผ่าน e-wallet หรือกระเป๋าตังค์ของรัฐ เพราะถูกเรียกเก็บภาษีรายได้บุคคลธรรมดาย้อนหลังจำนวนมาก สะท้อนว่านายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่เข้าใจปัญหาความความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้บรรยากาศเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ค่าครองชีพพุ่งสูง แต่มาตรการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกลับมีการขูดรีดภาษีเป็นการซ้ำเติมประชาชนนั้น

กระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการของรัฐหรือไม่ หากผู้ประกอบการมีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด มีหน้าที่ต้องนำเงินได้พึงประเมินมายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการประเมินตนเองของผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำเอกสารหลักฐานต้นทุนในการประกอบกิจการมาหักค่าใช้จ่ายจากยอดขายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้ที่จะต้องชำระ หรือหากไม่มีการเก็บเอกสารหลักฐานต้นทุนก็สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามที่กฎหมายกำหนดได้ ซึ่งภาระภาษีของผู้ประกอบการขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือในอัตราเหมาตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งค่าลดหย่อนต่าง ๆ ทั้งนี้ หากรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนดังกล่าว ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบการจะไม่มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะต้องชำระแต่อย่างใด และสำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ รวมทั้งนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กรมสรรพากรตามที่กฎหมายกำหนดไว้อีกประการหนึ่งด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้พัฒนากระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ในการจดทะเบียน ยื่นแบบภาษี ชำระภาษี และคืนภาษี ทุกขั้นตอนผ่านระบบ Tax from Home ซึ่งเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ผ่านทางเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th

ทั้งนี้ รัฐบาลดำเนินโครงการคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และส่งผ่านกำลังซื้อไปสู่ผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่ม เมื่อผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วและอยู่ในเกณฑ์เสียภาษีตามกฎหมายก็สามารถไปชำระภาษีได้ โดยฐานข้อมูลโครงการคนละครึ่งไม่ได้มีการเชื่อมต่อระบบกับกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบรายได้แต่อย่างใด ซึ่งสำหรับโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ได้สิ้นสุดโครงการเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565

ที่ผ่านมา มีผู้ใช้สิทธิ 26.27 ล้านราย และยอดการใช้จ่ายรวม 61,835.1 ล้านบาท และมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 4 จำนวน 1.36 ล้านราย โดยเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ 2.98 หมื่นราย แสดงให้เห็นถึง ความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า การผลิต และการจ้างงานที่เกี่ยวเนื่องตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 และ 2 ให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

กรมชลฯ รับมือพายุฤดูร้อนประเทศไทยตอนบน

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน” มีผลกระทบถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีน ได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศเวียดนามตอนบนแล้ว คาดว่าจะแผ่มาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ในวันนี้ (1 พ.ค. 65) ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 1 – 2 พฤษภาคม 2565 โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่

  • ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร และตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย หนองบัววลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโยธร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กาญจนบุรี และราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งในเขตชลประทาน และนอกเขตชลประทาน ได้กำชับโครงการชลประทานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อให้สามารถดำเนินแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว พร้อมตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน เน้นย้ำให้มีการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมโดยพิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำ

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบคโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ ในพื้นที่เสี่ยง สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที รวมทั้งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทั้งนี้หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือ ?สายด่วนกรมชลประทาน 1460

AIS Fibre เปิดตัว “Wi-Fi อัจฉริยะ” รายแรก รายเดียวในไทย ตอบโจทย์การใช้งานทุกคนในบ้าน

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส เปิดเผยว่า AIS Fibre เดินหน้ายกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม Home Broadband ด้วยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานคนไทย ที่มีการเชื่อมต่อบริการ หรือ Application 3 กลุ่มหลัก ที่กลายเป็น New Normal ของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยล่าสุด ระดมทีมวิศวกรพัฒนา Wi-Fi อัจฉริยะ ครั้งแรกในเมืองไทย จาก Artificial Intelligence – AI และ Machine Learning – ML ผ่าน AI-powered Smart Router จัดสรร Data Traffic การใช้งานในบ้านให้สมาชิกในครอบครัวที่แม้จะใช้บริการต่างกัน แต่ได้ความเร็วและความหน่วงในระดับสุดยอดแบบ VIP เหมือนกัน

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส

“ที่ผ่านมา AIS Fibre ในฐานะผู้คิดนำ ทำก่อน ในทุกมิติ เชื่อมั่นเสมอว่า คุณภาพของเครือข่ายและงานบริการเป็นหัวใจสำคัญที่จะตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการแข่งขันด้วยราคา แต่ขาดการพัฒนานวัตกรรม เพราะวันนี้เราต่างใช้ชีวิตอยู่บน Online, On-Air แบบ Real time ตลอดเวลา ดังนั้นที่ผ่านมาเราจึงเป็นรายแรกและรายเดียวที่นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดมาให้บริการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น SpeedBOOST, Speed Toggle, Mesh Wi-Fi, การให้บริการภายใน 24 ชั่วโมง หรือ การยกระดับมาตรฐานความเร็วเน็ตบ้านไปที่ 2 Gbps ซึ่งนอกจากจะตอบสนองความต้องการผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมบรอดแบรนด์ของไทยให้เทียบเท่าระดับสากลอีกด้วย ซึ่งการที่จะทำงานในลักษณะนี้ได้ ต้องเกิดจากความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าอย่างแท้จริง และขีดความสามารถของทีมงาน ที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ ตลอดจนความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา”

จากการติดตามรูปแบบการใช้งานของลูกค้าโดยทีมวิศวกรของ AIS Fibre พบว่า มีบริการ 3 กลุ่ม ที่ลูกค้าใช้งานเป็นประจำและต่อเนื่อง ที่มีความต้องการในเรื่องความเร็วและความเสถียรของสัญญาณ Wi-Fi ต่อเนื่องเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน ประกอบด้วย Game, Work & Learn Application และ Live & Streaming จึงเป็นที่มาของการทุ่มเท คิดค้น วิจัย นำ Artificial Intelligent หรือ AI และ Machine Learning เข้ามาพัฒนาใน Router ให้สามารถบริหาร จัดการ data traffic แบ่งช่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบแยกท่อพิเศษ หรือ VIP Service ทั้งคำนวณการให้ลำดับความสำคัญในการเพิ่มสปีดความเร็วในการรับส่งข้อมูล และสามารถลดความหน่วง หรือ Latency ได้ถึง 50% อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตัวเอง เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานให้สมาชิกในบ้านที่แม้จะใช้บริการต่างกัน แต่จะได้คุณภาพบริการที่สุดยอดต่อเนื่องเสมอ

สำหรับ Wi-Fi อัจฉริยะนี้ มาพร้อมกับ AI-powered Smart Router ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

  • มีฟังก์ชัน AI ช่วยคัดแยกประเภทข้อมูลบริการ เพื่อจัดลำดับการใช้งานที่สำคัญภายในบ้าน
  • เพิ่มความเร็วหน่วยประมวลผล (Network Processor) ให้สามารถจัดสรรปริมาณการใช้งาน (offload Wi-Fi traffic) พร้อมกับเพิ่มอัตราความเร็วของการใช้งานให้กับแอปพลิเคชันที่ถูกระบุเป็นลำดับสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มความเร็วด้วยการผสานเทคโนโลยี Wi-Fi Slicing และ Wi-Fi Multimedia ที่เข้ามาช่วยลดค่า ความหน่วง (Latency) ช่วยให้ไม่เกิดสัญญาณค้างหรือกระตุก

ในเบื้องต้น Wi-Fi อัจฉริยะ สามารถบริหารแยกท่อการใช้งานครอบคลุมใน 3 กลุ่มบริการยอดนิยม ได้แก่

  1. Game Application ได้แก่ ROV, League of Legends, Free Fire, PUBG Mobile, Call of Duty, Dota 2, World of Warcraft, Overwatch, Hearthstone, CSGO, Apex Legends, FIFA20 และ Mobile Legends
  2. Work & Learn Application ได้แก่ ZOOM, Microsoft Teams, Webex และ Google Meet
  3. Live & Streaming Application ได้แก่ YouTube, Facebook และ Tik Tok

“เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า 3 กลุ่มหลัก ทั้งกลุ่ม Online Gamers ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความเร็ว และค่า Latency กลุ่มที่ Work & Learn Online ที่ต้องการคุณภาพความคมชัดของภาพและเสียง ตลอดจนความเสถียรในการใช้งานต่อเนื่อง และกลุ่มผู้ที่ใช้งานหลักๆ จำพวก Streaming หรือ Live สดขายของออนไลน์ ที่ต้องการคุณภาพ และความเสถียร ให้ทุกการ LIVE ไม่ขาดตอน สตรีมมิ่งไม่มีสะดุด เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้แนะนำนวัตกรรมล่าสุดนี้ให้แก่คนไทยเป็นรายแรกผ่าน แพ็กเกจ POWER4 Advance ที่จะมาพร้อมกับ อุปกรณ์รองรับเทคโนโลยี ใหม่ล่าสุด AI-powered Smart Router ให้ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับแบบ VIP ไปกับ Wi-Fi อัจฉริยะ ที่มาแบบเต็มสปีด ด้วยเน็ตบ้านความเร็วดาวน์โหลด/อัพโหลดสูงสุดถึง 1000Mbps (1Gbps) พร้อมทั้งซิมมือถือ AIS 5G กล่อง AIS PLAYBOX และContent Package แบบครบครัน ในราคาสุดคุ้ม โดยเปิดลงทะเบียนแสดงความสนใจล่วงหน้าได้ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 1-9 พ.ค. 65 และพร้อมเปิดสมัครทุกช่องทางได้ทั่วประเทศวันที่ 10 พ.ค. 65 เป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ AIS Fibre : www.ais.th/fibre/package_power4advance.html

ผู้เลี้ยงหมูรักษาระดับราคาไม่เกิน 100 บาท/กก. สนองนโยบายรัฐ ย้ำอย่านำเข้าหมู บั่นทอนอาชีพ

0

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศพร้อมใจกันสนองนโยบายรัฐบาล โดยรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มอยู่ไม่เกิน 100 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงที่ทุกฝ่ายพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว หลังเริ่มนโยบายเปิดประเทศ 1 พฤษภาคมนี้

“ผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศยินดีร่วมมือกับรัฐบาลในการรักษาระดับราคาสุกรเพื่อผู้บริโภค แม้ยังคงต้องรับภาระต้นทุนมาตรการด้านสุขภาพสัตว์ และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาสูงอย่างต่อเนื่อง และยังคงรอความชัดเจนกับแนวทางแก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็ตาม ด้วยขณะนี้กำลังเข้าสู่การเปิดประเทศ และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มไว้ไม่เกิน 100 บาท/กก.”

ทั้งนี้ รายงานข้อมูลสภาวะตลาดสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม (สัปดาห์ที่ 17/2565) วันที่ 30 เมษายน 2565 จากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ มีราคาดังนี้ ภาคตะวันตก 98-100 ภาคตะวันออก 98-100 ภาคอีสาน 98-100 ภาคเหนือ 100 ภาคใต้ 98

สถานการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่การเกิดโรคระบาด ASF ทำให้จำนวนเกษตรกรและปริมาณผลผลิตสุกรหายไปจากระบบกว่า 50% ส่งผลถึงปัจจุบันที่ปริมาณสุกรมีน้อยกว่าความต้องการบริโภค ไม่มีการกักตุนใดๆจากผู้เลี้ยงรายใหญ่ หรือรายกลางทั้งสิ้น รวมถึงไม่มีการจับมือขึ้นราคาตามอำเภอใจ ราคาที่ขยับจึงขึ้นอยู่กับระดับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ย้ำวอนรัฐอย่านำเข้าเนื้อสุกร รวมทั้งเร่งสกัดกั้นและกวาดล้างขบวนการ “ลักลอบนำเข้าหมู” ที่นำเนื้อสุกรและชิ้นส่วนผิดกฎหมายจากเยอรมนี บราซิล แคนาดา อิตาลี เกาหลี เบลเยียม และสหรัฐอเมริกาเข้ามาสำแดงเท็จว่าเป็นสินค้าอื่น เช่น เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารทะเล จนทำให้พบสินค้าเหล่านั้นกระจายขายอยู่ในประเทศโดยเฉพาะย่านราชบุรี-นครปฐม รวมถึง ยังมีความพยายามที่วิ่งเต้นยกระดับการลักลอบนำเข้า ให้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพื่อความสะดวกในการทำมาหากินด้วย ซึ่งเท่ากับบั่นทอนอาชีพเกษตรกร และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

ขณะนี้ทุกคนในวงการเลี้ยงหมู ต่างพยายามป้องกันโรค ASF และผลักดันให้ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยกลับมาเลี้ยงหมูรอบใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรกลับเข้าสู่ระบบอย่างมั่นใจและรวดเร็ว หากปล่อยให้มีการนำเข้าหมูก็จะลดแรงจูงใจในการกลับเข้าระบบของผู้เลี้ยง  ขณะที่หมูนำเข้านั้นมีโรคหมูประจำถิ่น ที่เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อระบบการเลี้ยงหมูของไทย และยังปนเปื้อนสารอันตรายอย่างเช่นสารเร่งเนื้อแดงซึ่งเป็นสารต้องห้ามและผิดกฎหมายไทย ตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ซึ่งจะก่อผลกระทบร้ายแรงต่อสุขอนามัยของผู้บริโภค   นอกจากอาชีพคนเลี้ยงหมูจะล่มสลาย ต้องพึ่งพาหมูนอกเรื่อยไป คนไทยยังต้องตายผ่อนส่งไปกับการถดถอยของความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจไทยคงยากที่จะฟื้นฟู

“การปล่อยให้กลไกตลาดทำงานจะขับเคลื่อนให้ทุกอย่างเข้าสู่สมดุลได้เอง ซึ่งเป็นการจูงใจให้ผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้นในระบบ ช่วยเพิ่มผลผลิตเนื้อหมูด้วย และเป็นการแก้ปัญหาราคาหมูอย่างยั่งยืน” นายกสมาคมฯ กล่าว

ผู้เลี้ยงไก่ มั่นใจผลิตไก่เนื้อเพียงพอต่อความต้องการ ในราคาสมเหตุผล

0

นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ภาคปศุสัตว์ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤตถึง 3 ชั้น คือ 1.โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกต่อเนื่องมากกว่า 2 ปี 2.ผลกระทบจากการบุกรุกของรัสเซียในยูเครน ทำให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้นทั่วโลกเป็นประวัติการณ์โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีประมาณ 30% ตลอดจนน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล หรือ มากกว่า 20% และ 3.การระบาดของโรค ASF ในสุกร ทำให้การผลิตเนื้อหมูหายไป 50% และโรคยังคงหลงเหลือในประเทศไทย ส่งผลราคาปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์ที่มีน้อยขณะที่ต้นทุนปัจจัยการผลิตและการป้องกันโรคปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับอุตสาหกรรมไก่เนื้อ แม้จะต้องเผชิญปัญหาจากวิกฤตซ้อนวิกฤตเช่นเดียวกัน แต่ผู้เลี้ยงไก่พยายามบริหารจัดการธุรกิจและต้นทุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ เสริมแหล่งโปรตีนทางเลือกให้กับผู้บริโภค ที่สำคัญราคาเข้าถึงได้มีแม้จำเป็นต้องปรับราคาหน้าฟาร์มเพื่อให้เกษตรกรไม่ขาดทุนจากเดือนมกราคม 2565 ที่ราคา 39 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 42 บาทต่อกิโลกรัม ในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นการปรับอย่างสมเหตุผลและมีปริมาณเพียงพอการผลิตเดินหน้าโดยไม่ให้หยุดชะงักและไม่ขาดแคลน

“สิ่งที่ภาคปศุสัตว์เป็นกังวลและจะส่งผลกระทบต่อการผลิตในระดับสูงคือ ราคาเนื้อสัตว์ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากรัฐบาลต้องรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ จึงขอความร่วมมือผู้เลี้ยงในการตรึงราคาไว้ แต่เมื่อต้นทุนการผลิตปรับขึ้นรอบด้านในสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ ควรให้กลไกตลาดทำงานเพื่อให้เกษตรกรสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ และผู้บริโภคได้อาหารในราคาที่เป็นธรรม”

นางฉวีวรรณ กล่าวว่า ผู้เลี้ยงไก่ก็ประสบปัญหาขาดทุนไม่ต่างกับผู้เลี้ยงหมู โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ความต้องการเนื้อไก่ลดลงมากและราคาตกต่ำ เนื่องจากผู้บริโภคไม่มั่นใจรวมถึงการประกาศให้ทำงานที่บ้านและการเรียนออนไลน์ของโรงเรียนทั่วประเทศ ทำให้ผู้เลี้ยงต้องชะลอการเลี้ยงและการจับสัตว์ ทั้งที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างสมดุลปริมาณที่ออกสู่ตลาดและราคาไม่ให้ตกต่ำมากจนเกษตรกรอยู่ไม่ได้

ในฐานะผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก เป็นเครื่องหมายรับรองอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อของไทยว่ายังเป็นที่ยอมรับของตลาดโลกทั้งเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลทั้งระบบฟาร์มเลี้ยงสัตว์และกระบวนการผลิตและแปรรูป โดยส่งออกไปยังประเทศที่มีกฎเกณฑ์ด้านสุขอนามัยสูง เช่น อังกฤษ และประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น

“เนื้อไก่มีโปรตีนสูงกว่าเนื้อหมู 3 เท่า แต่ราคาถูกกว่าเนื้อหมูมาก และเนื้อไก่ที่จำหน่ายในประเทศเป็นมาตรฐานเดียวกันกับมาตรฐานส่งออก ที่สามารถบริโภคทดแทนเนื้อหมูในช่วงที่ขาดแคลนและมีราคาสูงได้”

สำหรับราคาเนื้อไก่และชิ้นส่วนต่างๆในตลาดสดยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต้นทุนการเลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยราคา ณ วันที่ 28 เมษายน 2565 ไก่ทั้งตัวเฉลี่ยต่อกิโลกรัมอยู่ที 75 บาท อกไก่ 85 บาท น่องไก่ 65 บาท ขณะที่ราคาไก่หน้าฟาร์มอยู่ที่ 42 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น ซึ่งเนื้อไก่สามารถปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูไม่ต่างจากเนื้อหมู และเป็นทางเลือกในช่วงที่หมูมีราคาแพงได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณามาตรการสนับสนุนต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ให้มีการนำเข้าในส่วนที่ขาดแคลนและยกเลิกอุปสรรคการนำเข้า เช่น ภาษีและโควต้านำเข้า และให้ราคาเนื้อปรับขึ้นลงตามกลไกการตลาดและมีมาตรการป้องกันโรคที่เคร่งครัด เพื่อรักษามาตรการผลิตและส่งออกเนื้อไก่ของไทยตามมาตรฐานสากล สร้างหลักประกันอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภค

กัมพูชา มั่นใจ ซีพีเอฟ ปฏิบัติต่อแรงงานทุกคนเสมอภาคและเท่าเทียม ตามมาตรฐานสากล

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปรีดา จุลวงษ์ รองประธานกรรมการ ซี.พี. กัมพูชา และนางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือซีพี-ซีพีเอฟ เข้าพบและประชุมกับ นายอิต ซอมเฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพ ประเทศกัมพูชา เพื่อรายงานความคืบหน้าในการดำเนินธุรกิจของ ซี.พี.กัมพูชา รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติด้านแรงงานของบริษัทฯ

นายอิต ซอมเฮง กล่าวชื่นชม การลงทุนและดำเนินธุรกิจของซีพีเอฟในประเทศกัมพูชา ผ่าน บริษัท ซี.พี.กัมพูชา เป็นประโยชน์ต่อการสร้างงานสร้างอาชีพ และสร้างโอกาสให้ประชาชนชาวกัมพูชา นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังได้จัดจ้างชาวกัมพูชาจำนวนมากทำงานในประเทศไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศกัมพูชาอย่างมาก

นายอิต ซอมเฮง กล่าวย้ำว่า ซีพีเอฟ และ ซี.พี.กัมพูชา ยังเป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการด้านแรงงานตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ให้ความสำคัญกับการจัดจ้างแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และยึดมั่นตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสนับสนุนให้บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายปรีดา กล่าวว่า ซี.พี.กัมพูชาได้ดำเนินธุรกิจในประเทศกัมพูชามาเป็นระยะเวลา 26 ปี และให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจในกัมพูชามาโดยตลอด ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาลกัมพูชารวมทั้งกระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพ บริษัทฯ ยึดมั่นในการปฏิบัติด้านแรงงานอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมตามหลักสากล รวมถึงสนับสนุนให้มีการพัฒนาทักษะฝีมือและขีดความสามารถแรงงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ร่วมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อุปทานแก่ผู้บริโภคชาวกัมพูชา

นางสาวพิมลรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน สถานประกอบกิจการของซีพีเอฟในประเทศไทย มีการจัดจ้างแรงงานต่างชาติจำนวน 8,042 คน และยังต้องการแรงงานเพิ่มอีก 2,000 อัตรา โดยซีพีเอฟมีนโยบายการจัดจ้างแรงงานต่างชาติ รวมทั้งชาวกัมพูชาเป็นพนักงานของบริษัทฯ โดยตรง มีกระบวนการจ้างเป็นไปตามมาตรฐานสากล ที่สำคัญแรงงานทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมรวมถึงค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ และทักษะที่จำเป็นในการทำงาน และมีขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ก้าวทันกับสถานการณ์

ซีพีเอฟยังได้ร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (Labour Protection Network Foundation) ในการดำเนินโครงการช่องทางรับฟังเสียงพนักงาน Labour Voice Hot Line by LPN ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานได้แจ้งเรื่อง หรือขอคำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ในภาษากัมพูชา และภาษาเมียนมา รวมถึงการอบรมให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิแรงงาน

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ซีพีเอฟมีมาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัยเพื่อดูแลความปลอดภัยของพนักงานทุกคนรวมถึงพนักงานชาวกัมพูชาให้มีความปลอดภัยจากโรคระบาดตั้งแต่การเดินทาง สถานที่งานและที่พัก พร้อมทั้งยังได้ดูแลและอำนวยความสะดวกให้พนักงานกัมพูชาในระหว่างการทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างมั่นใจ ขณะที่บริษัทฯ ยังได้จัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ฉีดให้กับพนักงานทุกคนอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ในปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนจากหลายองค์กร อาทิ รางวัล “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น” ประจำปี 2564 ประเภทองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม รางวัลองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในเอเชีย 2021 จากนิตยสาร HR Asia นิตยสารด้านทรัพยากรบุคคลระดับภูมิภาคเอเชีย และล่าสุดได้รับรางวัล รายงานความยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับภูมิภาคเอเชีย ประจำปี 2021 ระดับสูงสุด Gold Medal ด้านสิทธิมนุษยชน อีกด้วย

พร้อมกันนี้ คณะผู้บริหารของซีพีเอฟและซี.พี.กัมพูชา ยังได้ลงพื้นที่ในจังหวัดกัมปอต เพื่อเยี่ยมชาวกัมพูชาที่เคยมาทำงานกับซีพีเอฟในประเทศไทย ซึ่งทุกคนกล่าวว่าภูมิใจที่ได้มาทำงานร่วมกับซีพีเอฟ และมีส่วนช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น และยินดีที่จะกลับมาทำงานกับซีพีเอฟอีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแนวทางในการสนับสนุน และส่งเสริมการศึกษาผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในประเทศกัมพูชา และประเทศไทย เพื่อต่อยอดการศึกษาให้แก่นิสิต-นักศึกษาชาวกัมพูชาได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาในประเทศไทย และกลับไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศกัมพูชาต่อไป

ไก่เบญจา กินแล้วดีต่อใจ เสริมโอเมก้า-3 เพื่อสุขภาพที่ดี

0
ดร.ไพรัตน์ ศรีชนะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักวิชาการอาหารสัตว์ ซีพีเอฟ

ดร.ไพรัตน์ ศรีชนะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักวิชาการอาหารสัตว์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการเป็นสาเหตุโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซีพีเอฟ จึงมีความมุ่งมั่นผลิตอาหารปลอดภัย เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ปลอดสาร ปราศจากยาปฏิชีวนะตกค้าง ผ่านกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานระดับสากล ส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพดี ปลอดภัย

หลักสวัสดิภาพสัตว์มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร หากสัตว์ได้รับอาหารที่ดี มีความเป็นอยู่สุขสบายในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างทั่วถึง จะส่งผลให้สัตว์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงดู ซึ่งไก่เบญจาทุกตัวมาจากพ่อแม่สายพันธุ์ดีเยี่ยมตามธรรมชาติ ไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (non-GMO) เลี้ยงในฟาร์มที่มีระบบป้องกันโรค เลี้ยงแบบปล่อยให้ไก่มีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ (Cage Free) แสดงพฤติกรรมได้ตามธรรมชาติ มีความเป็นอยู่สบายในโรงเรือนที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นที่เหมาะสม มีอาหารเพียงพอ ได้ดื่มน้ำสะอาด มีการปรับสูตรอาหารตามช่วงอายุทำให้ไก่เจริญเติบโตอย่างดีที่สุด ตลอดจนมีการตรวจสุขภาพไก่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไก่เบญจาทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ใช้ฮอร์โมน และได้รับการรับรองจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Sanitation Foundation; NSF) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ว่าไก่เบญจาไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู

ด้วยแนวคิด “You are what you eat” กินอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่แค่เฉพาะคนอย่างเดียว แต่สัตว์ก็เช่นกัน ซีพีเอฟ จึงมีการวิจัยและใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ไก่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับให้มีความแตกต่างจากไก่ทั่วไป จนได้สูตรอาหารสุดพิเศษสำหรับไก่ ที่ใช้ข้าวกล้องเป็นวัตถุดิบหลักในอาหารสัตว์ ทำให้ไก่เบญจามีคุณสมบัติเฉพาะตัว ทั้งรสชาติ ความหอม ความนุ่ม และความฉ่ำของเนื้อมากกว่าไก่ปกติ ซึ่งทีมวิจัยจะมีการทดสอบโดยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ และความชอบของผู้บริโภคควบคู่ไปด้วยอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราได้ส่งต่อสิ่งดีดีถึงผู้บริโภค

ดร.ไพรัตน์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน นอกจากวัตถุดิบหลักอย่างข้าวกล้อง ยังมีการใช้วัตถุดิบที่เป็นแหล่งของโอเมก้า-3 เช่น เมล็ดแฟลกซ์ (flaxseed) จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ “ไก่เบญจา เสริมโอเมก้า-3” จากผลวิจัยพบว่าเนื้อไก่มีปริมาณโอเมก้า-3 สะสมมากกว่าเนื้อไก่ทั่วไปถึง 2.5 เท่า และมีปริมาณโอเมก้า-6 ต่อ 3 ในสัดส่วนที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นด้วย

ไก่เบญจา เสริมโอเมก้า-3 เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างสรรค์อาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ถูกหลักโภชนาการ ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภค คงรสชาติอร่อยถูกปาก คำนึงถึงความรู้สึกและความเป็นอยู่ของสัตว์ทุกตัวเป็นสำคัญ บนหลักการ “สัตว์แข็งแรง คนก็แข็งแรง”

ออมสินปล่อย สินเชื่อสวัสดิการ “สู้ภัยโควิด” สำหรับข้าราชการ-พนง.รัฐวิสาหกิจ

0

สินเชื่อสวัสดิการ “สู้ภัยโควิด” เป็นสินเชื่อที่ธนาคารออมสินออกผลิตภัณฑ์มาสำหรับบุคลากรในหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/องค์กรอิสระ/องค์การมหาชน ที่หน่วยงานส่วนกลางมีข้อตกลงกับธนาคารออมสิน เพื่อการอุปโภคบริโภค หรือชำระหนี้สินเชื่ออื่นๆ โดยไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน

กำหนดวงเงินกู้สูงสุด 500,000 บาท และผ่อนนานสูงสุดนาน 10 เดือน

คุณสมบัติผู้กู้

  1. เป็นบุคลากรในหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/องค์กรอิสระ/องค์การมหาชน ที่หน่วยงานส่วนกลางมีข้อตกลงกับธนาคารออมสิน (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขข้อตกลงของแต่ละหน่วยงาน)
  2. มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 60 ปี ยกเว้น ข้าราชการอัยการและข้าราชการตุลาการ เมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี
  3. เป็นผู้ฝากเงินประเภทเผื่อเรียกของธนาคาร
  4. ณ วันยื่นกู้ต้องไม่มีภาระสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ธนาคารออมสิน)

อัตราดอกเบี้ย 5.995% (MRR-0.25%) หรือ 6.245% (MRR)*

ระยะเวลาโปรโมชั่น ตั้งเเต่วันนี้ ถึง 30 ธันวาคม 2565 (จัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2565)

ติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

สมัครเลย > https://bit.ly/3rWF6FK

รายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3rZsWw2

*ขึ้นอยู่กับข้อตกลงเงื่อนไขของเเต่ละหน่วยงาน
** เงื่อนไขอื่นๆเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

สถานการณ์สุกร : ผลผลิตลด บริโภคเพิ่ม ต้นทุนพุ่ง ขบวนการลักลอบนำเข้าสุกรซ้ำเติม ขอกลไกตลาดทำงาน

0

ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุกรทั้งประเทศมีผลผลิตสุกรลดลง 40-50 % นับแต่ได้รับผลกระทบจากโรค ASFในสุกรช่วงก่อนหน้านี้ เป็นผลให้มีปริมาณไม่สอดคล้องกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาว สำหรับสถานการณ์การเลี้ยงสุกรขณะนี้ เกษตรกรยังไม่มั่นใจกับภาวะโรคที่เกิดขึ้น ผู้เลี้ยงส่วนหนึ่งจึงลดความเสี่ยงในการนำสุกรเข้าเลี้ยง ขณะที่บางรายก็ยังงดการนำสุกรเข้าเลี้ยง ในรายที่ยังเลี้ยงอยู่ก็ลดปริมาณการเลี้ยงไม่เต็มประสิทธิภาพ กลายเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์ผลผลิตลดลงไปอีก

คณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิตสุกรได้ประเมินต้นทุนการเลี้ยงสุกรไตรมาส 2/2565 ที่กิโลกรัมละ 98.81 บาท กลายเป็นวิกฤตของเกษตรกร จากต้นทุนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีหลายปัจจัย ได้แก่

ประการแรก ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2563 เป็นต้นมา ยิ่งเมื่อมีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ต่างก็เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกธัญพืชรายใหญ่ของโลก กลายเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาธัญพืชทั่วโลกยิ่งปรับสูงขึ้นไปอีก ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นอาหารสำหรับสุกรสูงขึ้นเฉลี่ย 25-30% ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นธัญพืชที่ไทยสามารถผลิตได้เองปีละประมาณ 5 ล้านตัน น้อยกว่าความต้องการใช้ที่มีอยู่จริงปีละ 8 ล้านตัน เท่ากับยังขาดแคลนอีก 3 ล้านตัน

ประการที่สอง ต้นทุนป้องกันโรค

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า จากการระบาด ASF ในสุกร เกษตรกรผู้เลี้ยงจึงลงทุนในการทำระบบป้องกันโรคระบาดในฟาร์มอย่างเข้มงวด พร้อมกับยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) มีการพักคอก ปรับปรุงโรงเรือน และใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อเตรียมระบบการเลี้ยงก่อนการนำสุกรเข้ามาเลี้ยงใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก เพื่อให้สามารถเลี้ยงสุกรได้อย่างปลอดภัย

ประการที่สาม ต้นทุนค่าน้ำ-ไฟ-น้ำมัน

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บอกว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ช่วงฤดูร้อน เกษตรกรต้องดูแลสภาพอากาศในโรงเรือนเพื่อคงประสิทธิภาพในการทำให้โรงเรือนมีความเย็นในระดับคงที่ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยต้องเปิดระบบทำความเย็นแทบทั้งวัน จึงจำเป็นต้องใช้น้ำและไฟฟ้าเพื่อเดินระบบมากขึ้น บางฟาร์มมีระบบปั่นมอเตอร์พัดลมโดยใช้น้ำมัน ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่ม ยิ่งรัฐบาลจะเลิกพยุงราคาน้ำมันดีเซลในวันที่ 1 พ.ค.2565 นี้ ภาระหนักก็จะตกที่เกษตรกร เพราะต้องใช้น้ำมันทั้งในการเลี้ยงและขนส่งสุกร

นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวน ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้สุกรที่ปรับตัวไม่ได้ เกิดความเครียดสะสม ทำให้มีอัตราเสียหายมากขึ้น ผลผลิตที่ได้ลดลง ต้นทุนการเลี้ยงก็ยิ่งสูงขึ้น เกือบ 99 บาทต่อกิโลกรัมดังกล่าวข้างต้น ขณะที่ประกาศราคาแนะนำสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเกษตรกรในปัจจุบันอยู่ที่ 96-98 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน ซึ่งที่ผ่านมาภาคผู้เลี้ยงทั่วประเทศต่างให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการพยุงราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มไม่ให้เกิน 100 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อดูแลค่าครองชีพผู้บริโภค ทั้งที่เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนก็ตาม

ประการที่สี่ แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ

นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภายใต้ ให้ข้อมูลเรื่องนี้ว่า วันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากที่สุดในอาชีพ หลังจากพบโรค ASF ในสุกร ทำให้การเลี้ยงสุกรต้องหยุดชะงัก เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากภาวะโรคระบาด และขณะนี้เกษตรกรยังไม่สามารถขอกู้เงินในระบบได้ เนื่องจากสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ เพราะผู้เลี้ยงไม่มีรายได้และยังไม่มีหลักประกันในอาชีพ เรียกง่ายๆว่า “เกษตรกรขาดที่พึ่ง” แม้จะอยากทำอาชีพเลี้ยงสุกรต่อ แต่ก็มีอุปสรรคเพราะไม่มีทุน การจะเริ่มเลี้ยงสุกรรอบใหม่ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จากการต้องปรับปรุงระบบการเลี้ยงและการป้องกันโรคให้ได้มาตรฐาน จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย เรื่องนี้ภาครัฐต้องเร่งพิจารณาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ประการที่ห้า ขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรซ้ำเติม

เรื่องนี้ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ยังคงมีกลุ่มผู้เลี้ยงที่หลากหลาย ทั้งรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ ที่ปรับตัวกับสถานการณ์ ด้วยการเลี้ยงหมูขุนใหญ่ขึ้น จับออกขายที่น้ำหนัก 110-120 กิโลกรัม ทำให้ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนานขึ้น ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็ต้องจับออก ไม่มีการกักหมูไว้เพื่อเก็งกำไร หากแต่ยังพบว่ามีการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรผิดกฎหมายจากหลายประเทศมาสวมเป็นเนื้อสุกรไทย เพื่อฉวยโอกาสทำกำไร ซึ่งเป็นภัยร้ายกับผู้บริโภคโดยตรงเพราะหลายประเทศในตะวันตกยังอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ได้ ขณะเดียวกันผู้เลี้ยงยังเสี่ยงต่อโรคต่างถิ่นที่อาจติดมากับสินค้าเหล่านี้ ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศุลกากร และกรมปศุสัตว์ ต้องเร่งปราบปราม ”ขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกร” เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรไทยในระยะยาว และปกป้องเศรษฐกิจชาติที่ต้องเสียหายจากขบวนการลักลอบ

บทสรุป

ปัญหารอบด้านที่เกิดขึ้น ทั้งผลผลิตลด ต้นทุนเพิ่ม และขบวนการลักลอบนำเข้าสุกรที่ซ้ำเติม ทั้งสองสมาคมผู้เลี้ยงสุกรย้ำว่า เกษตรกรขอเพียงความเข้าใจจากผู้บริโภคและภาครัฐ ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี โดยไม่มีการควบคุม ให้เกษตรกรสามารถขายสุกรในราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นทางออกของปัญหา และทางรอดของเกษตรกร

ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น 2565

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า นายสมใจนึก เองตระกูล ประธานกรรมการ ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะกรรมการ บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH ร่วมแถลงผลการดำเนินงาน ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 ผ่านระบบออนไลน์ (E-AGM) ณ ห้องประชุม บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) อาคารสำนักงานใหญ่

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนตามแผนดำเนินธุรกิจ และการลงทุนในปี 2565 ที่จะครอบคลุมทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจประกันภัย กลุ่มธุรกิจสนับสนุนธุรกิจประกันภัย และกลุ่มธุรกิจอื่นด้วย ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในขณะนี้ยังคงมีความรุนแรงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก ทำให้ในปีนี้บริษัทฯ จึงยังคงจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ผ่านระบบออนไลน์ (E-AGM) เพื่อความสะดวกและด้วยความห่วงใยกับผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้อีกด้วย