Home Blog Page 325

ซีพี – ซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ขับเคลื่อนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน สู่เป้าหมาย 1,000 รร. ภายในปี 2568

0

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือซีพี และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เครือซีพี ซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตาม “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” สานต่อดำเนิน “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและในถิ่นทุรกันดาร ได้บริโภคไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างโภชนาการที่ดี และการเติบโตสมวัย ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา โดยตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 905 โรงเรียน มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 180,000 คน และเป็นแหล่งเรียนรู้การจัดการอาชีพเกษตรเชิงธุรกิจให้กับครู 12,000 คน ตลอดจนชุมชน 1,900 แห่ง ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ มีไข่ไก่บริโภคในราคาย่อมเยาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เกิดการพัฒนาระบบการบริหารจัดการผลผลิต นำไปสู่ความยั่งยืนของโครงการ ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพิ่มขึ้นปีละ 25 โรงเรียน คาดว่าภายใน 2568 จะมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯ 1,000 โรงเรียน

นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เป็นหนึ่งในโครงการที่ซีพีเอฟดำเนินการภายใต้ 3 เสาหลัก คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และ ดินน้ำป่าคงอยู่ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) ในข้อ 2 การขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร และ ข้อ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน ทุกช่วงอายุ ซึ่งตลอด 34 ปีของการดำเนินโครงการดังกล่าว ซีพีเอฟให้การสนับสนุนโรงเรือน อุปกรณ์การเลี้ยง พันธุ์สัตว์ และอาหารสัตว์สำหรับการเลี้ยงรุ่นแรก (ระยะเลี้ยงประมาณ 60 สัปดาห์) ให้กับโรงเรียน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ไข่ การดูแลสุขภาพสัตว์ การจัดการโรงเรือน ตามหลักวิชาการและสุขาภิบาล รวมถึงให้คำแนะนำการบริหารจัดการผลผลิตและบัญชี เพื่อให้โครงการฯมีผลประกอบการที่ดี และมีเงินเข้ากองทุนโครงการฯ สำหรับการเลี้ยงเองในรุ่นถัดไป โดยการเลี้ยงไก่ตั้งแต่รุ่นที่ 2 เป็นต้นไป โรงเรียนจะได้รับพิจารณาให้สามารถซื้อพันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่ไข่ในราคาพิเศษ โดยส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้นมีซีพีเอฟเป็นผู้ให้การสนับสนุน

“เครือซีพี ซีพีเอฟ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนโครงการฯ ประกอบด้วย หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) และ บมจ.สยามแม็คโคร มุ่งมั่นต่อยอดความสำเร็จของโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เป็นศูนย์เรียนรู้และคลังความรู้ในโรงเรียนที่เปิดให้ชุมชนเข้ามาเรียนรู้อาชีพเกษตร เทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ไข่ การจัดการฟาร์ม และการตลาด เพื่อนำโมเดลธุรกิจเกษตรฉบับย่อไปประยุกต์ใช้ในอาชีพ” นายสมคิด กล่าว

นอกจากนี้ ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ยังเป็นคลังเสบียงสำหรับชุมชน โดยผลผลิตไข่ไก่ที่ได้นำมาทำเป็นอาหารกลางวัน และนำผลผลิตส่งให้นักเรียนถึงที่บ้านตามบ้านตามวิถี New Normal เพื่อให้เด็กๆได้บริโภคไข่ไก่เสริมสุขภาพให้แข็งแรงแม้อยู่ในช่วงโควิดก็ตาม ขณะเดียวกัน สามารถบริหารจัดการผลผลิตไข่ไก่จำหน่ายให้แก่ชุมชน หรือผู้ปกครองนักเรียน เป็นคลังเสบียงอาหารที่มั่นคงของชุมชน ทำให้ประชาชนได้บริโภคไข่ไก่คุณภาพดี สด ใหม่ สะอาด และปลอดภัย ผลผลิตจากฝีมือของลูกหลาน ในราคาย่อมเยา ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารของครัวเรือน

โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ยังเป็นโครงการต้นแบบของการบริหารจัดการทรัพยากรเกิดประโยชน์คุ้มค่า ตั้งแต่ผลผลิตไข่ไก่ที่ถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวัน ผลผลิตส่วนเกินถูกจำหน่ายให้ชุมชนในราคาย่อมเยา ขณะเดียวกัน โรงเรียนต่อยอดนำผลผลิตไข่ไก่มาแปรรูปเป็นอาหารหลากหลายประเภท อาทิ เบเกอรี่ เป็นการสร้างอาชีพทางเลือกให้กับนักเรียนนำไปใช้ได้ในอนาคต มูลไก่ซึ่งเป็นของเสียถูกนำมาทำเป็นปุ๋ย และนำกลับมาใช้กับแปลงผักในโรงเรียน นักเรียนนำความรู้การทำปุ๋ยไปใช้ที่บ้าน มีการเรียนรู้ในการนำเปลือกไข่ที่เหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์

นายสมคิด กล่าวว่า ซีพีเอฟนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลี้ยงไก่ อาทิ นำระบบแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ที่ถูกนำมาใช้ในการสื่อสารระหว่างโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ของซีพีเอฟ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประสานงาน สามารถให้คำแนะนำและแก้ปัญหาในการเลี้ยงไก่ได้อย่างทันท่วงทีใช้กูเกิลฟอร์ม (Google Form) ในการรวบรวมข้อมูลทางออนไลน์ ทั้งการรายงานข้อมูลผลผลิตไข่ไก่ จำนวนไข่ที่จำหน่ายให้ชุมชน ฯลฯ ซึ่งน้องๆนักเรียนต้องมีการรายงานอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ ทำให้ทราบข้อมูลที่รวดเร็วเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการผลิต

ทั้งนี้ โรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อขอข้อมูลได้ที่ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท โทรศัพท์ 092-870-0783 หรือ 080-937-1393 หรือดาวน์โหลดเอกสารการสมัครและหลักเกณฑ์ ที่เว็บไซต์ http://www.cp-foundationforrural.org

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ : “เพื่อนแชทมายืมเงิน ตัวจริงหรือตัวปลอม ตรวจสอบยังไง”

0

คุณพุฒิพงศ์ สกนธวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด มาแนะวิธิตรวจสอบกรณีมีแชทส่งจากเพื่อนมาขอยืมเงิน

สิ่งที่ควรทำ คือตรวจสอบว่า ใช่คนที่เรารู้จักหรือเปล่า, ตรวจสอบกลุ่มเพื่อน, ตรวจสอบการโพส, ตรวจสอบโปรไฟล์

เพราะปัจจุบัน มิจฉาชีพเข้าหาเราในช่องทางหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เราจึงต้องระมัดระวังตัวให้ดี

สัตวแพทย์ ย้ำอากาศร้อน กินเนื้อหมูปรุงสุก ปลอดภัยจากไข้หูดับ

0

สัตวแพทย์ ม.เกษตร ย้ำผู้บริโภคงดรับประทานเนื้อสุกรดิบ หรือสุกๆดิบๆ ลดความเสี่ยงเป็นโรคไข้หูดับ อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แนะเลือกซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งจำหน่ายมีมาตรฐาน สังเกตุลักษณะเนื้อหมูมีสีแดงธรรมชาติ ไม่ช้ำเลือด ไม่มีกลิ่นเหม็น ทำความสะอาดเนื้อสุกร เก็บในภาชนะสะอาดและอุณหภูมิที่เหมาะสม รักษาสุขอนามัย ปรุงสุกก่อนบริโภคเพื่อทำลายเชื้อโรคต่างๆ

ผศ.น.สพ.ดร อลงกต บุญสูงเนิน

ผศ.น.สพ.ดร อลงกต บุญสูงเนิน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายชันสูตรโรคสัตว์ กำแพงแสน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน มีการข่าวรายงานพบคนไทยป่วยเป็นไข้หูดับในหลายพื้นที่ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการรับประทานเมนูสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ หลู้ ส้า ก้อย ซอยจุ๊ หมก เป็นอีกปัญหาสุขภาพที่สำคัญ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทุกปี

จากรายงานแนวทางการป้องกันควบคุมโรคสเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส (2564) กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า โรคไข้หูดับ มีการแพร่ระบาดมานานมากกว่า 10 ปีแล้ว ระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2562 พบอัตราผู้ป่วยและเสียชีวิตส่วนใหญ่ในภาคเหนือ รองลงมาเป็นภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตามลำดับ

ในแต่ละปียังพบผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม มักพบผู้ป่วยโรคนี้จำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากช่วงเทศกาลและวัฒนธรรมการในการบริโภคอาหาร ความชอบในการรับประทานเนื้อสุกรดิบ หรือสุกๆดิบๆ ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนเชื้อสเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis: S. suis) เป็นต้น

โรคไข้หูดับ มีสุกรเป็นสัตว์พาหะนำโรค ซึ่งมักไม่แสดงอาการป่วย แต่จะมีอาการเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ดังนั้น การเลี้ยงสุกรในสภาพแวดล้อมที่ไม่แออัด อากาศในโรงเรือนถ่ายเทได้ดี มีการป้องกันอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันได้ มีระบบป้องกันโรค สุกรจะมีร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคได้ดี ซึ่งทำให้สุกรเหล่านั้น มีความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อได้ต่ำมาก

ปัจจุบันระบบการจัดการฟาร์มสุกรมีความทันสมัย โดยเฉพาะในฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ที่แสดงถึงมาตรฐานการผลิตเนื้อสุกรสู่ผู้บริโภค (From farm to table) ที่มั่นใจได้ว่ามีความปลอดจากเชื้อ S.suis อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของการป้องกันและเฝ้าระวังเชิงรุก ด้วยการกระจายข่าวสารเตือนภัยประชาชนให้ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง เพื่อลดเสี่ยงต่อการเกิดโรค จึงเป็นวิธีการควบคุมและป้องกันที่ดี

ผศ.น.สพ.ดร อลงกต แนะนำเพิ่มเติมว่า ในฐานะผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงควรตระหนักและยึดหลักปฏิบัติเพื่อสุขภาวะที่ดี ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วย ได้แก่

  • 1) เลือกซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งจำหน่ายที่ได้มาตรฐาน สะอาด ผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์ หรือกรมอนามัย
  • 2) สังเกตเนื้อสุกรมีสีแดงธรรมชาติ ไม่ช้ำเลือดหรือมีจุดเลือดกระจายทั่ว ไม่มีกลิ่นเหม็น ผิวเรียบไม่มีตุ่มก้อน และเนื้อไม่แฉะ
  • 3) เก็บรักษาเนื้อสุกรในภาชนะที่สะอาด แยกเป็นสัดส่วนสำหรับพร้อมนำไปปรุงอาหาร หากต้องการเก็บไว้นานควรเก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส หรือเก็บในอุณหภูมิตู้เย็นระหว่าง 5 – 7 องศาเซลเซียสสำหรับเนื้อสัตว์ที่เตรียมพร้อมปรุง
  • 4) ล้างมือและวัตถุดิบให้สะอาดก่อนนำไปปรุงอาหาร
  • 5) ปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียสในเวลาไม่น้อยกว่า 2 นาทีเพื่อทำลายเชื้อโรคต่างๆ งดบริโภคเนื้อสุกร เลือด และอวัยวะภายในที่ดิบ หรือสุกๆดิบๆ ซึ่งนอกจะลดความเสี่ยงอาการป่วยไข้หูดับในช่วงอากาศร้อนแล้ว ยังลดเสี่ยงจากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อโรคที่เป็นอันตราย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษได้

Jerhigh สานต่อ ‘หมอหมาใจหล่อ ปี 4’ ช่วยหมาจร 12 มูลนิธิ-สถานสงเคราะห์ทั่วไทย

0

“Jerhigh (เจอร์ไฮ)” แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารสุนัข บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลเพ็ทฟู้ด จำกัด ภายใต้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สานต่อโครงการ “หมอหมาใจหล่อ ส่งต่อความรักให้หมาจร ปี 4” จับมือ สัตวแพทย์ 12 ท่าน จาก 12 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เชิญชวนคนรักสุนัขร่วมทำบุญด้วยการโหวต “หมอหมาใจหล่อแห่งปี” ผ่านทาง www.jerhigh.com จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2565 ซึ่งคะแนนโหวตทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นการบริจาคผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขเจอร์ไฮ (1 โหวต = จำนวน 10 กรัม มูลค่า 7 บาท) สำหรับผลโหวตในปีนี้ แปลงเป็นเงิน รวมมูลค่า 6,300,000 บาท และทาง Jerhigh สมทบอีก 500,000 บาท รวมทั้งสิ้น 6,800,000 บาท พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารสุนัข Jerhigh ผ่านหมอหมาใจหล่อไปยัง 12 มูลนิธิหรือสถานสงเคราะห์สัตว์จรทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือสุนัขจรให้อิ่มท้อง กระตุ้นให้คนเลี้ยงสุนัขมีความรับผิดชอบ ให้ความรัก และลดปัญหาการทอดทิ้ง ในปีนี้ ยังจัดกิจกรรม ‘นางฟ้าหมาจร’ เชิดชูบุคคลที่ช่วยเหลือสุนัขจร ทั้งการให้อาหาร พาไปรักษา รวมถึงหาทุนทรัพย์และที่พักอาศัย จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ ผู้กองลูกตาล-ร.ต.อ.หญิง วาวจุฑา แสงนภา และ อิม-ไอยวริญ บวรวิวรรธน์

นายกิติศักดิ์ ลิ้มอำไพ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลเพ็ทฟู้ด จำกัด กล่าวว่า โครงการหมอหมาใจหล่อ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา Jerhigh ส่งต่อความรักให้น้องสุนัขอิ่มท้องมากกว่า 16,000 ตัว รวมมากกว่า 20 มูลนิธิและสถานสงเคราะห์ ที่ช่วยเหลือและดูแล ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากคนทั่วไปและกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง ที่ร่วมส่งคะแนนโหวตมาให้น้องๆ ว่าที่สัตวแพทย์ 12 ท่าน จาก 12 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือน้องหมาจร และเป็นครั้งแรกกับกิจกรรม ‘นางฟ้าหมาจร’ อีก 2 ท่าน ที่มาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการสุนัขจร นอกจากนี้ Jerhigh ยังมีกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย เพื่อเอาใจคนรักสุนัข ตอบแทนที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเราด้วยดีมาตลอด

ทั้งนี้ ภายในงาน พิธีกรชื่อดัง พีท-พล นพวิชัย ร่วมพูดคุยกับว่าที่สัตวแพทย์ พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน สังกัด Yes I am ได้แก่ ไอซ์-ธนมลวรรณ รวมถึง ทิวลิปและกัน-อรรถพันธ์ 1 ในคู่จิ้นสายวายที่ฮอตที่สุดในยุคนี้ การจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ ตลอดจนกิจกรรมอีกมากมาย เพื่อให้เจ้าของและน้องสุนัขสุดน่ารักได้ร่วมสนุกและใช้เวลาร่วมกัน สามารถติดตามข่าวสาร พร้อมทั้งโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่ Facebook Page : JerHigh Official

โครงการ “หมอหมาใจหล่อ ส่งต่อความรักให้หมาจร ปี 4” จะส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขคุณภาพ เกรดพรีเมียม แก่มูลนิธิเพื่อน้องหมาทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1. หมอพลอย – ณภาภัช โรจนกุล จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ บริจาคให้โครงการบ้านรักสุนัขของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช 2. หมอพลอย – วิลาสินี เรืองเกษม จาก มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น บริจาคให้บ้านพักพิงเจ้าสี่ขาเพื่อน้องหมาวัดบัวขวัญ จ.สุพรรณบุรี 3. หมอใบปอ – ปรางค์ชมพู ขวัญพฤกษ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก บริจาคให้ The man that rescues dogs จ.ชลบุรี 4. หมอน้ำหวาน – ณิชกานต์ เพ่งผล จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บริจาคให้บ้าน The หมา ทุ่งตำเสา จ.สงขลา 5. หมอภีม – ชโนดม นาประไพ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย บริจาคให้ Khanom welfare ขนอมสงเคราะห์สัตว์ จ.นครศรีธรรมราช 6. หมอโอ๊ก-ธนดล ขันถม จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม บริจาคให้ สถานสงเคราะห์ บ้านเอเอฟสี่ขา จ.มหาสารคาม 

7. หมอเบียร์ – สกลเกียรติ์ ฉัตรหิรัญพงศ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริจาคให้ The ARK Chiangmai จ.เชียงใหม่ 8. หมออู๋ – ปณพล หวังศุภกิจโกศล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร บริจาคให้บ้านสุขใจหมาจรป้าเกด บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา 9. หมอกร – ภาสันต์ ดีอุดมวงศา จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น บริจาคให้ Saved Souls Foundation จ.ขอนแก่น 10. หมอวีลล์ – ภูมิธันว์ สุวรรณชัยศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล บริจาคให้บ้านรักหมาศาลายา ของ มหาวิทยาลัยมหิดล 11. หมอเม้ง – พรภ​วิ​ษย์ ​เอี่ยม​รักษา​ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริจาคให้ เกาะสุนัข จ.นครปฐม และ 12. หมอพิม – พิมพิศา กิติวินิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริจาคให้ มะหมาบ้านป้ามณี จ.ปทุมธานี

AIS ก้าวสู่ปีที่ 32 ยกระดับประเทศด้วยประสบการณ์ Metaverse จาก AIS 5G

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “ก้าวสู่ปีที่ 32 ของการให้บริการคนไทย AIS ได้ทุ่มเทสร้างโครงข่าย Digital จากเทคโนโลยี 5G ที่มีคลื่นมากที่สุดให้แก่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นในการอยู่เคียงข้าง สนับสนุนการใช้ชีวิตของทุกคน และภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกว่า 2 ปีที่เผชิญวิกฤตการ Covid-19 และดิจิทัลได้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในทุกๆด้าน วันนี้ในโอกาสที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า  พนักงาน AIS กว่า 13,000 คนจึงขอส่งมอบคำขอบคุณในความไว้วางใจที่มีให้มาโดยตลอด พร้อมยืนยันที่จะพัฒนาบริการดิจิทัลที่ดีที่สุดตลอดไป”

“ท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นหน้าที่ในการปรับตัวเพื่อให้สามารถส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ทุก generation อยู่เสมอ ดังนั้น AIS จึงประกาศก้าวสู่การเป็น Cognitive Telco หรือ องค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ ในอีก 3 ปีข้างหน้า ใน 3 องค์ประกอบ คือ 1. สร้างการมีส่วนร่วม (Interactive) กับลูกค้าตลอดเวลา 2. สามารถสร้างรูปแบบบริการเฉพาะบุคคลแบบ Personalization ของลูกค้าได้อย่างตรงใจ 3. รวดเร็วและตอบสนองในระดับ Real Time เพื่อให้เท่าทันทุกความต้องการของลูกค้า  ทั้งนี้จะต้องมีการวางโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงระบบ IT ให้เป็นเครือข่ายอัจฉริยะผ่านการใช้ AI, Data Analytic ในระดับสูง ดังเช่นในวันนี้ที่เราเป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียว ที่เริ่มเข้าสู่โลก Metaverse ก่อนใคร จากการที่ได้ทำงานร่วมกับ Metaverse Human อย่างน้องไอ ไอรีน ตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา และครั้งนี้ได้นำ Metaverse มาประยุกต์และผสมผสานทั้งในการส่งมอบประสบการณ์ผ่าน V-Avenue.Co บน Avatar Park ที่เริ่มเปิดให้ลูกค้าเข้ามาสร้างตัวตนและสัมผัสกับโลก Metaverse ได้แล้ว ก่อนที่จะมีการจัดกิจกรรมใน Metaverse Community เร็วๆนี้ และการนำเสนอผ่าน Performance ของ AIS Family จาก แบม แบม GOT 7 และ น้องไอ ไอรีน ที่เราเชื่อว่า จะเป็นทั้งการส่งมอบประสบการณ์ และ การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่อยู่ใน Ecosystem ให้มองเห็นโอกาสที่จะใช้ Metaverse มาประยุกต์ในการทำธุรกิจ อันจะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรม Digital ในประเทศให้เดินได้อย่างเท่าทันกับสากลนั่นเอง”

นายสมชัย กล่าวว่า “โดยแนวคิดของ AIS นั้นยังคงมุ่งเน้นไปที่คุณภาพที่ดีที่สุดและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้แก่ Stakeholder ทุกกลุ่ม รวมถึงการนำนวัตกรรมที่จะสร้างโอกาสให้แก่อุตสาหกรรมต่างๆและประเทศไทย อย่าง Metaverse มาริเริ่มก่อนอย่างเป็นรูปธรรมเป็นรายแรก  ส่วนยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจจะมุ่งเน้นใน 3 กลุ่ม คือ 1. Mobile 5G ที่เป็นธุรกิจหลัก พร้อมเสริมศักยภาพด้วยการเป็นโครงข่ายอัจฉริยะ AI, Data Analytic 2. AIS Fibre และ Enterprise Business ที่ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่ที่ใช้นวัตกรรมพร้อมจุดแข็งของพาร์ทเนอร์สร้างความแข็งแกร่งใน Ecosystem ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. New Digital Service ที่จะเริ่มเห็นความคืบหน้าในครึ่งปีแรกนี้ อาทิ AISCB ที่ให้บริการ Digital Lending”

ทั้งนี้ เพื่อขอบคุณและยืนยันการทำหน้าที่ผู้ให้บริการที่ดีที่สุด เอไอเอสพร้อมส่งมอบความพิเศษที่ตั้งใจจัดมามอบให้อย่างเต็มที่ ประกอบด้วย

  • ของขวัญพิเศษสำหรับลูกค้าคนสำคัญ จับรางวัลมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ที่มอบให้ลูกค้า ทั้งลูกค้า AIS และ AIS Fibre
  • พลังความสุขจาก AIS Point ที่มอบให้กับลูกค้าซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนลดเงินสดได้อย่างไม่จำกัดที่ร้านค้าใกล้บ้านที่เข้าร่วมโครงการร้านค้าถุงเงินของธนาคารกรุงไทยกว่า 400,000 ร้านค้าทั่วประเทศ
  • การผนึกกำลังร่วมกับ เซ็นทรัล รีเทล ให้ลูกค้าใช้ AIS Points แลกรับคูปองสำหรับซื้อสินค้าในเครือเซ็นทรัล ครอบคลุมสาขาทั่วประเทศไทยตลอดทั้งปี 
  • คอนเสิร์ตแบบจัดเต็มสำหรับลูกค้า AIS เท่านั้น กับ TEAM AIS5G Faniverse Concert 26 มิถุนายน 2565 นี้
  • เตรียมถ่ายทอดสดรายการ THE MATCH Bangkok Century Cup 2022  ศึกแดงเดือด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล นัดประวัติศาสตร์ในไทยที่จัดมาแบบสุดพิเศษเอาใจแฟนบอลผ่านทาง AIS Play แบบ 360 องศา และในโรงภาพยนตร์ SF เพื่อให้ลูกค้า AIS เท่านั้น ได้รับชมแบบเต็มอรรถรส

“และนี่คือความมุ่งมั่นจากหัวใจชาว AIS แทนคำขอบคุณไปสู่ทุกท่าน พร้อมกับคำสัญญาที่ยืนยันว่า เราพร้อมจะอยู่เคียงข้าง นำขีดความสามารถของพวกเราสนับสนุนการใช้ชีวิต การทำงาน และยกระดับเศรษฐกิจจากฐานราก สู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อท่าน และเพื่อประเทศไทย ตลอดไป” นายสมชัย กล่าวยืนยันในท้ายที่สุด

KCC ถือฤกษ์ดีวันที่ 5 เดือน 5 เทรดกระดาน mai

0

บมจ.บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล หรือ “KCC” หนึ่งในบริษัทที่มีความคร่ำหวอดในธุรกิจ AMC พร้อมเข้าเทรดวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ mai วันที่ 5 พ.ค.นี้ ใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ในการซื้อขาย “KCC” เดินหน้านำเงินที่ได้จากการระดมทุนขยายพอร์ตหนี้ NPLs เพิ่ม ดันปีนี้พอร์ตทะลุ 1 พันล้าน มองอนาคตเติบโตต่อเนื่องตามปริมาณหนี้ NPLs ของระบบสถาบันการเงินไทย   ด้าน โบรกฯ ชั้นนำ ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 4.94-5.40 บาทต่อหุ้น

นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล   จำกัด (มหาชน) หรือ KCC เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 5 พ.ค.2565 นี้ โดยใช้ชื่อย่อ “KCC” ในการซื้อขายหลักทรัพย์ ด้วยเป้าหมายการทำธุรกิจที่ต้องการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพด้วยความรวดเร็ว        มีประสิทธิภาพ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพด้วยความโปร่งใส และมีความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเป็นหนึ่งในบริษัทบริหารสินทรัพย์ชั้นนำที่มีธรรมาภิบาล   ที่ดีของประเทศ จะสนับสนุนให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต 

นอกจากนี้ บริษัทจะนำเงินระดมทุนที่ได้จากการเสนอขายหุ้น ไอพีโอ ไปลงทุนซื้อหนี้ NPLs โดยในปี 2565  โดยตั้งงบประมาณการลงทุนในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งจะหนุนให้พอร์ตหนี้ NPLs ของบริษัทฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นทะลุ 1,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2564 พอร์ตหนี้ NPLs ของบริษัทฯ อยู่ที่ 565.57      ล้านบาท และอนาคตมีโอกาสเติบโตได้อีกจากฐานทุนของบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้น มีการจัดหาแหล่งเงินทุนที่หลากหลายเพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจของบริษัท และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุน  

นายทวี กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าในช่วงปี 2565 สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินจะมีการนำสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาเปิดประมูลมากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มของหนี้เสียในระบบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ต่อเนื่องและภาวะเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง จึงมั่นใจเป้าหมายผลการดำเนินงานปี 2565 จะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2564 ที่มีรายได้จากการดำเนินงาน 125.75 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 52.42 ล้านบาท และหากดูผลงานในอดีตของบริษัทฯ ก็จะพบว่าเติบโตต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยปี 2562 มีรายได้จากการดำเนินงาน 57.10 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 12.03 ล้านบาท ปี 2563 มีรายได้จากการดำเนินงาน 128.10 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 49.06 ล้านบาท     

ด้าน นายวัชรินทร์ เลิศสุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจที่โดดเด่น มีจุดแข็งในความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้บริหารที่คร่ำหวอดในธุรกิจ AMC กว่า 20 ปี และในอนาคตมีโอกาสที่การลงทุนในเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้จะเติบโตจากเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ ประกอบกับผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับ 89-90% มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ณ สิ้นปี 2564 ในระดับต่ำเพียง 0.63 เท่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์           เอ็ม เอ ไอ (mai) จะหนุนให้บริษัทเติบโตได้ต่อเนื่องในอนาคต

นางสุพัตรา ภู่พัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหรือ Lead Underwriter กล่าวว่า การเสนอขายหุ้น IPO ของ KCC ในช่วงที่ผ่านมา จำนวน 160 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขาย 3.70 บาท/หุ้น ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเกินกว่าคาดหมาย ตอกย้ำถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ ที่เป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรม AMC ที่มีโอกาสเติบโตตามปริมาณหนี้ NPLs ของระบบสถาบันการเงินที่จะเพิ่มสูงขึ้น 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำจัดทำบทวิเคราะห์และประเมินกรอบราคาเหมาะสมของ KCC อยู่ในกรอบ ที่ 4.94-5.40 บาทต่อหุ้น 

โดย บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า KCC เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพด้านธุรกิจและที่อยู่อาศัยมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาวหลังระดมทุนนำเงินจากไอพีโอไปซื้อหนี้ NPLs และจะก้าวสู่การเติบโตใน 3 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับแนวโน้ม NPLs ของสถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของโควิด 19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยประเมินแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2565-2566 จะเติบโต 32% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน (YOY) และ94%YOY จากการเข้าซื้อหนี้ NPLs เข้ามาบริหารมากขึ้น หนุนแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยรับเติบโตโดดเด่น ประเมินราคาเหมาะสมปี 2565 ที่ 5.40 บาท 

“KCC จะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นหลังระดมทุนหนี้สินต่อทุน (D/E) จะลดลงเหลือ0.5เท่า จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 0.63 เท่าและต่ำกว่านโยบายที่กำหนดไว้ 2 เท่าอยู่มาก รองรับการก่อหนี้เพื่อขยายธุรกิจในอนาคตได้”                          

บทวิเคราะห์ยังระบุ หากดูปริมาณหนี้ NPLs ในระบบสถาบันการเงินที่สิ้นปี 2564 มีกว่า 5.3 แสนล้านบาท จะพบว่าสัดส่วนสินทรัพย์ด้วยคุณภาพภาคธุรกิจ มีสัดส่วนมากถึง 73% ของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งหมด และหากดูสถิติในอดีต NPLs ภาคธุรกิจตั้งแต่ปี 2554 – 2564 โตเฉลี่ย 5.9% ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อ KCC ที่จะมีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาให้บริหารเพิ่มขึ้นในอนาคต

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด ระบุว่า KCCจะเป็นหนึ่งในธุรกิจ AMC ที่ดีที่สุดรายหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ เห็นได้จากอัตรากำไรขั้นต้น และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับสูง         และการที่ NPLs ในระบบที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตโควิด 19 จะสนับสนุนการเติบโตของKCCในช่วง 2 ปีนี้จากพอร์ต NPLs ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และจะหนุนให้รายได้ดอกเบี้ยรับช่วง 2565-2566 สูงขึ้นมาอยู่ที่ 226 ล้านบาทเพิ่มขึ้น117% และ306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% ตามลำดับ และประเมินกำไรสุทธิปี 2565-2566 จะเติบโตแข็งแกร่ง ขึ้นมาอยู่ที่ 72 ล้านบาท และ113 ล้านบาท ตามลำดับ และประเมินราคาเหมาะสมของ KCC ที่ 4.94 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับ PBVแล้วจะอยู่ที่ 2.55 เท่าในปี 2565 ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มซึ่งอยู่ที่ 3.33 เท่า  

“ทรีนีตี้” แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นเดือนพ.ค.

0
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

“ทรีนีตี้” แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นเดือนพ.ค. ให้รอซื้อที่แนวรับแรกของดัชนีที่ระดับ 1,630 จุด ส่วนแนวรับสำคัญเดือนนี้ อยู่ที่ Low เดิมในช่วง 1,580-1,600 จุด ชี้ตลาดหุ้นถูกกดดันจาก 6 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทั้งเงินเฟ้อสูง,บาทอ่อน,โบรกจ่อหั่นคาดการณ์กำไร บจ.รับผลกระทบต้นทุนที่สูงขึ้นจากน้ำมันดีเซลขยับ และแรงขายต่างชาติหลังซื้อสุทธิกว่า 1.2 แสนล้าน

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือนพ.ค.2565 ว่า คาดว่าในช่วงแรกของเดือน ตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะปรับตัวรีบาวด์ขึ้นมาบ้าง จากผลการประชุม FOMC ที่ไม่น่าจะมีอะไร Surprise ในทางลบ หลังจากที่นักลงทุนได้ Price in ต่อประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 50bps ไปแล้ว บวกกับหาก Fed จะมีการประกาศมาตรการ QT ออกมา เราก็ไม่คิดว่าจะเป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่าระดับ 9 หมื่นล้านเหรียญฯต่อเดือน ตามที่ FOMC Minutes ส่งสัญญาณออกมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม หลังการ รีบาวด์ช่วงต้นเดือน คาดว่า SET Index จะเริ่มกลับเข้าสู่โหมดการปรับฐานได้ จากทั้งปัจจัยด้าน Seasonal เช่นการไหลออกของ Fund flow จากการส่งเงินปันผลกลับ ซึ่งจะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่ามากขึ้นไปอีก รวมถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เช่นการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้างได้

ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ตั้งรับ และชะลอการลงทุนจนกว่าดัชนี SET จะย่อลงมาจนมีความน่าสนใจทางด้าน Valuation มากขึ้น หลังจากที่ตอนนี้ Earning yield gap ของ SET Index ปรับลดลงอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ระดับ -2SD และ -1SD แล้ว หากใช้ Bond yield สหรัฐฯและ Bond yield ของไทยในการคำนวณตามลำดับ (รูปที่ 1-2) บ่งชี้ถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประเมินแนวรับแรกของดัชนีในเดือนนี้ที่ 1630 จุด ส่วนแนวรับสำคัญ มองไปยังระดับ Low เดิมที่ 1580-1600 จุด

นายณัฐชาต กล่าวต่อว่า มองปัจจัยเสี่ยงที่อาจผลักดันให้เกิดการปรับฐานของดัชนี SET ในเดือนนี้ ได้แก่
1) การขึ้นราคาน้ำมันดีเซล จะส่งผลให้ธุรกิจต่างๆมีต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งการส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวมายังผู้บริโภคนั้น ก็จะทำให้การจับจ่ายใช้สอยลดลงไปด้วย มองปัจจัยนี้จะทำให้ Downside risk ของระบบเศรษฐกิจมีมากขึ้น โดยเฉพาะภาค Domestic demand
2) ปัจจัยราคาดีเซลที่ขยับขึ้น คาดว่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อในประเทศปรับตัวสูงขึ้นได้อีก ซึ่ง SET มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบเสมอที่ระดับเงินเฟ้อสูงกว่า 5% ขึ้นไป
3) ความเป็นไปได้ที่นักวิเคราะห์จะเริ่มออกมาหั่นประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนลง จากระดับต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น รวมถึงอุปสงค์ภายในที่อ่อนแอลง เมื่อมาประกอบกับ Bond yield สหรัฐฯและไทยที่อยู่สูง คาดจะทำให้ Earning yield gap ของ SET Index อยู่ในระดับต่ำต่อไป
4) การเร่งตัวของเงินเฟ้อและเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่อง จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ธปท.ในการที่จะต้องหันมาให้น้ำหนักกับการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินมากขึ้น อย่างเช่นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงถัดไป ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ PE Contraction ได้
5) คาดการณ์ของตลาดต่อความเป็นไปได้ที่ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ Bond yield ระยะสั้นของไทยพุ่งสูงขึ้น และทำให้ 2s10s spread ของไทยทำจุดต่ำสุดใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งมักไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นและกลุ่ม Domestic cyclical ที่อิงกับเศรษฐกิจ
6) ธุรกรรม Short sales ที่คาดว่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง หลังผ่านพ้นช่วงการขึ้นเครื่องหมาย XD ต่างๆไปแล้ว ซึ่งมักเป็นปัจจัยทางฤดูกาลที่เกิดขึ้นประจำในเดือนพ.ค.ของทุกปี (รูปที่ 3) ซึ่งเมื่อมาประกอบกับยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่ค้างอยู่ตั้งแต่ต้นปีกว่า 1.2 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้เราค่อนข้างมั่นใจว่าจะเห็นแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติปรากฏขึ้นได้ในเดือนพ.ค.นี้

นายณัฐชาต กล่าวว่า ในสภาวะที่ Yield curve ของไทยยังคงแบนราบ (Flattening) อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณเงิน M2 ของไทยยังคงขายตัวด้วยอัตราเร่ง (รูปที่ 4) คาดว่าจะเห็นการปรับตัว Outperform ของหุ้นเติบโตขนาดกลาง-เล็ก เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Domestic cyclical และ Domestic value ต่อไปได้ ทั้งนี้ หากเลือกหุ้นในกลุ่มนี้ที่เราแนะนำ 10 ตัวในเดือนที่ผ่านมาซึ่งได้แก่ SA, TSR, SIMAT, IP, SVOA, IT, SUN, CHAYO, LEO, AMR จะพบว่าตัวที่ราคายังคง Laggard จะได้แก่ SA, SIMAT, IT เป็นต้น มองเป็นตัวหุ้นที่นักลงทุนสามารถเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้

ส่วนในฝั่งของหุ้นขนาดใหญ่นั้น เรายังคงชื่นชอบกลุ่ม Defensive growth ทั้ง Healthcare / Consumer staple / AMC เพียงแต่ว่าด้วยราคาหุ้นกลุ่ม Healthcare และ AMC ที่ขึ้นมาแรงแล้วในช่วงที่ผ่านมา มองว่าหากต้องการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ณ บริเวณนี้ สามารถโฟกัสไปที่กลุ่มที่ราคายังคง Laggard อย่างเช่น Consumer staple ได้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังคงมี Valuation ที่อยู่ในระดับต่ำทั้ง 3 ตัว ได้แก่ CPALL, MAKRO, BJC

สำหรับธีมที่หยิบยกเพิ่มเติมมาในเดือนนี้ก็คือหุ้นที่ได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่าอย่างกลุ่มส่งออก เนื่องจากเราประเมินว่าเงินบาทในเดือนนี้อาจมี Downside risk ที่เพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ หากเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ยังคงชื่นชอบไปยังกลุ่ม FOOD & AGRI มากกว่ากลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่น้อยกว่า โดยจากการคัดกรองของเรา พบว่าหุ้นที่ยังคงมี Upside จากราคาเป้าหมายของเรา/Consensus และยังมีระดับ Forward PE ที่ไม่แพงนักเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย จะพบว่าได้แก่ ASIAN, GFPT, KSL, SUN, XO

ซีพี ออลล์ จับมือกรุงไทย เสนอขาย “หุ้นกู้ดิจิทัล ซีพีออลล์” ผ่านแอปเป๋าตัง 24 – 26 พ.ค.นี้

0

นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ซีพี ออลล์ และ ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ผนึกความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เตรียมออกหุ้นกู้ดิจิทัล อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.25% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน เสนอขายบนช่องทางออนไลน์ผ่าน วอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ เป๋าตังเป็นครั้งแรก ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทั่วไปเข้าถึงหุ้นกู้ได้อย่างเท่าเทียม ตอบโจทย์ความต้องการลงทุนในกิจการที่มีความมั่นคง เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมค้าปลีก ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

สำหรับหุ้นกู้ดิจิทัล ซีพี ออลล์ ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุ 5 ปี อัตราผลตอบแทน 3.25% ต่อปี กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน โดยหุ้นกู้ดิจิทัลดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A+ แนวโน้ม “คงที่” (Stable) จากบริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 ทั้งนี้ การเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัล ซีพี ออลล์ ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เป็นการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปบนช่องทางดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวกปลอดภัย สอดรับกับแนวคิดของบริษัทที่เน้นความสะดวกสบาย ภายใต้สโลแกน “สะดวก ครบ จบที่เดียว” ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ซึ่งจะตอบโจทย์ผู้ลงทุนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ลงทุนรายย่อย และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนที่ให้ตอบแทนที่น่าพอใจ

“เรามั่นใจว่าการออกเสนอขาย หุ้นกู้ดิจิทัล ซีพี ออลล์ ในครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุน ที่มั่นใจในบริษัทฯ ซึ่งเป็นกิจการที่มีความมั่นคง เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย และมีศักยภาพในการเติบโตสูง ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจมุ่งสู่การให้บริการผ่านออนไลน์ ด้วยกลยุทธ์แบบ O2O ที่ผสมผสานช่องทาง Omni-Channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งการให้บริการผ่านออลล์ ออนไลน์ (ALL Online) ที่เน้นแนวคิด สะดวก ครบ จบที่เดียว รวมถึงบริการเดลิเวอรี่ของ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ (7-Eleven Delivery) ที่จัดส่งสินค้าถึงบ้าน ผ่านทางแอปพลิเคชัน เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคอีกด้วย” นายเกรียงชัยกล่าว
ทั้งนี้ “ซีพี ออลล์” เป็นผู้ประกอบธุรกิจหลักในการบริหารร้านสะดวกซื้อที่มีเครือข่ายกระจายครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัด ซึ่งมุ่งมั่นในการส่งมอบสินค้าและบริการที่สะดวกสบาย หลากหลาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้เข้าถึงสินค้าและบริการ ภายใต้แบรนด์ “เซเว่น อีเลฟเว่น” โดย ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯ มีสาขา “เซเว่น อีเลฟเว่น” เปิดให้บริการ 13,134 สาขาทั่วประเทศ และภายในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 700 สาขา”

นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัลบนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนหุ้นกู้ดิจิทัล ซีพี ออลล์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านค้าปลีกของประเทศได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเสมอภาค ซื้อขายได้สะดวก รวดเร็ว แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ได้รับหุ้นกู้และได้รับเงินทันที พร้อมทั้งแสดงข้อมูลการถือครองหุ้นกู้ ราคาซื้อขาย ครบจบในที่เดียว ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

“ความร่วมมือกับ ซีพี ออลล์ ในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการออม การลงทุนหุ้นกู้ภาคเอกชนในธุรกิจค้าปลีกและเป็นก้าวสำคัญในการขยายศักยภาพของแอปฯ เป๋าตัง ให้ตอบโจทย์เรื่องการออมและการลงทุนไปอีกขั้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้าและประชาชนอย่างยั่งยืนในอนาคต ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) ในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการนำนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนายกระดับตลาดทุนไทย นำเสนอบริการที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นผลิตภัณฑ์แบบ Scripless ไม่ต้องใช้เอกสาร ลดการเดินทางไปที่สาขา โดยทำรายการบนแอปฯ เป๋าตังได้ทันที ซึ่งเป็นช่องทางที่ประชาชนส่วนใหญ่คุ้นเคย มีผู้ใช้งานกว่า 33 ล้านคน ช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการลงทุนได้ทั่วถึง ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีระบบที่โปร่งใส ปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน อีกทั้งยังเป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ Sharing Economy ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับตราสารหนี้ของประเทศอีกด้วย”

สำหรับผู้ที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัล ซีพี ออลล์ สามารถลงทะเบียนวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยคาดว่าเปิดจองซื้อพร้อมกันตั้งแต่เวลา 08.30 น. วันที่ 24 พฤษภาคม 2565 จนกว่าจะมีผู้จองซื้อหุ้นกู้เต็มตามจำนวนที่เสนอขาย ไม่เกินเวลา 15.00 น. ของวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 1,000 บาทสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถศึกษาขั้นตอนการลงทะเบียน แอปฯเป๋าตังและวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ได้ผ่าน www.krungthai.com/th/krungthai-update/promotion-detail/916 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ้นกู้ได้จากร่างหนังสือชี้ชวนเพื่อการเสนอขายหุ้นกู้ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=411234&SD= Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111 หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

เกษตรกรเลี้ยงสุกรให้ความร่วมมือรัฐ คงราคาหน้าฟาร์ม ช่วยลดค่าครองชีพผู้บริโภค

0

นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ เปิดเผยถึงสถานการณ์สุกรในขณะนี้ว่า ผลกระทบของภาวะโรค ASF เมื่อช่วงปลายปี 2564 ปรากฏผลชัดเจนในวันนี้ ตามรอบการผลิตสุกร ปัจจุบันทั้งแม่พันธุ์สุกร ลูกสุกรหย่านม และสุกรขุน หายไปจากระบบมากกว่า 50% จากการที่เกษตรกรเลิกเลี้ยงและหยุดการเลี้ยงไปมากกว่าครึ่งของประเทศ จากเกษตรกร 2 แสนราย เหลือเพียง 8 หมื่นราย เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ของอุตสาหกรรม ประกอบกับต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาธัญพืชที่นำมาผลิตอาหารเพื่อการเลี้ยงสัตว์ที่ปรับสูงขึ้นมาตลอด เช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เวลานี้ราคาพุ่งไปถึงกิโลกรัมละเกือบ 13 บาท ซึ่งเกษตรกรทุกคนยังคงรอความชัดเจนจากภาครัฐ ในแนวทางแก้ปัญหาต้นทุนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เกษตรกร ผู้เลี้ยงสุกรทุกภูมิภาคเห็นพ้องกัน ในการร่วมสนองนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล ด้วยการ “รักษาระดับราคาหน้าฟาร์ม 100 บาทต่อกิโลกรัม” ในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ

“ผลจากโรค ASF ทำให้เกษตรกรในภาคเหนือมากกว่า 80% จำเป็นต้องหยุดการเลี้ยง คงเหลือเพียง 20% ที่ยังสามารถเลี้ยงหมูได้ต่อไป ส่งผลให้ปริมาณหมูหายไปจากระบบและไม่เพียงพอต่อการบริโภค พื้นที่ภาคเหนือจึงต้องพึ่งพาชิ้นส่วนหมู และหมูขุนจากภูมิภาคอื่นๆ ราคาเนื้อหมูในภาคเหนือจึงสูงกว่าพื้นที่อื่นเล็กน้อย และปัจจุบันอุตสาหกรรมหมูไทย ยังคงมีผู้เลี้ยงที่หลากหลาย ทั้งเกษตรกรรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ ที่พร้อมใจรักษาอาชีพเลี้ยงหมูเอาไว้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคอย่างเด็ดขาด สำหรับการปรับราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด จากปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอกับการบริโภค โดยไม่มีการขึ้นราคาตามอำเภอใจ แต่เป็นการสะท้อนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างแท้จริง และเพื่อให้เกษตรกรพออยู่ได้บ้างจากต้นทุนสูงการผลิตที่ปรับตัวขึ้นกว่า 30-40% ที่สำคัญปริมาณสุกรในขณะนี้มีไม่มากและอยู่ในมือเกษตรกรทั้งสิ้น”

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ กล่าวว่า แม้ว่าเกษตรกรจะไม่สามารถเข้าเลี้ยงสุกรได้ แต่ยังคงต้องลงทุนในการป้องกันโรคและกำจัดโรคให้หมดไปจากฟาร์ม เพื่อให้สามารถเลี้ยงสุกรได้อีกครั้ง แต่ทุกคนต่างพบอุปสรรคด้านการประกอบอาชีพ เพราะสถาบันการเงินไม่อนุมัติเงินกู้ยืม เนื่องจากขาดหลักประกันว่าจะมีรายได้มาผ่อนชำระได้ตามที่กำหนด ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เกษตรกรขอเรียกร้องไปยังภาครัฐได้ออกมาตรการช่วยเหลือ อาทิ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ โดยเร็วที่สุดเพื่อให้มีแรงและกำลังในการเลี้ยงสุกรเพื่อเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของความมั่นคงด้านอาหารโปรตีนแก่คนไทยต่อไป

“จากกลไกตลาด ที่ปริมาณผลผลิตหมูไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาหมูเพิ่งจะปรับขึ้นมาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเท่านั้น ราคาจำหน่ายในขณะนี้ที่ 98-100 บาทต่อกิโลกรัม เพียงให้เกษตรกรพอหนีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 98.81 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อประคองอาชีพนี้ให้สามารถเลี้ยงหมูรุ่นต่อไปได้เท่านั้น เพราะต้นทุนการเลี้ยงต่างเพิ่มขึ้นหมด โดยเฉพาะค่าน้ำมันที่ปรับขึ้นไปแล้ว ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงและภาคขนส่งพุ่งขึ้นแน่นอน โดยเกษตรกรร่วมกันรักษาระดับราคาหมูหน้าฟาร์มไว้เช่นนี้ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของผู้บริโภคและช่วยให้ตลาดปรับตัวได้ นอกจากนี้ เกษตรกร “ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำเข้าเนื้อหมูอย่างเด็ดขาด” เพราะเป็นการซ้ำเติมปัญหาและบิดเบือนกลไกตลาด ทั้งยังลดแรงจูงใจของผู้เลี้ยงที่กำลังจะกลับเข้าระบบ กลายเป็นอุปสรรคในการเพิ่มซัพพลายสุกรที่ภาครัฐกำลังเร่งผลักดันอยู่ และยังเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะรับสารเร่งเนื้อแดงที่อาจปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์นำเข้า เกษตรกรขอเพียงปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน ก็จะช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดได้ อย่างที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วทุกครั้งที่ผ่านมา”

กรมสรรพากร แจงไม่ได้มุ่งเก็บภาษีพ่อค้าแม่ค้าโครงการคนละครึ่ง

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้ออกข่าวเพื่อชี้แจงกรณีที่มีข่าวการเรียกเก็บภาษีจากพ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง

โดยกรมสรรพากรขอชี้แจงว่า กรมสรรพากรไม่ได้มุ่งเน้นจัดเก็บภาษีสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมโครงการรัฐโครงการใดโครงการหนึ่งแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา เมื่อมีเงินได้จากการค้าขาย ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่ได้รับการยกเว้น หากมีเงินได้ถึงเกณฑ์การยื่นแบบแสดงรายการตามกฎหมายกำหนด มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ

นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า “ผู้ที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการจึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ส่วนจะมีภาษีที่ต้องชำระหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับรายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน สำหรับการหักค่าใช้จ่าย กฎหมายให้สิทธิ์ในการเลือกว่าจะขอหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 60 หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงก็ได้ โดยหลักสำคัญของการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น หากบุคคลธรรมดามีเงินได้จากการค้าขายถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 มีหน้าที่ต้องนำรายได้ที่ได้รับในปีภาษีมายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นปกติอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร ๑๑๖๑ (RD Intelligence Center)