Home Blog Page 324

สิงห์อาสา เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน จ.สุราษฎร์ธานี

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับมูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่เร่งด่วนบริเวณ ต.ปากหมาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัย ซึ่งเป็นผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องกลายเป็นมวลน้ำขนาดใหญ่ไหลจากเทือกเขาแก่งกรุงเข้าปะทะบ้านเรือนประชาชนจนเสียหายหลายสิบหลัง สิงห์อาสาและเครือข่ายอาสาสมัครจึงเร่งส่งมอบน้ำดื่มและอาหารพร้อมทาน (ข้าวรีทอร์ท) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้นโดยเร็ว เนื่องจากอาจมีมวลน้ำระลอกใหม่หลากเข้าพื้นที่อีกครั้ง

นายสงวน คงเพชร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.ปากหมาก เผยว่า “น้ำท่วมในครั้งนี้เกิดจากฝนตกหนักสะสมหลายวัน ทำให้น้ำจากบนเขาไหลเข้าท่วมที่อยู่อาศัยของชาวบ้านอย่างรวดเร็วเนื่องจากตำบลปากหมากอยู่บริเวณเชิงเขาซึ่งมีลักษณะลาดชัน ความแรงของน้ำได้สร้างความเสียหายไปกว่า 60 หลังคาเรือน และมี 8 หลังคาเรือนที่ถูกน้ำซัดจนพังทั้งหลัง ทรัพย์สินภายในบ้านเสียหายทั้งหมด แม้เหตุจะเกิดขึ้นตอนกลางวันแต่ชาวบ้านก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายทรัพย์สินได้ทัน ถนนหลายสายยังถูกตัดขาด ส่งผลให้การสัญจรลำบาก ไม่สามารถออกไปหาซื้ออาหารได้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนหนักที่สุดในรอบ 10 ปี”

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิงห์อาสาพร้อมด้วยเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นได้จัดทีมลงพื้นที่ประสบเหตุทันที พร้อมกับนำน้ำดื่มและข้าวรีทอร์ทที่สามารถเปิดรับประทานได้ทันที อุดมด้วยคุณค่าและสารอาหารที่จำเป็น ไปมอบให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนหลายร้อยชีวิต เพื่อบรรเทาทุกข์เบื้องต้นและเป็นการส่งมอบกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย

ทั้งนี้ สิงห์อาสาพร้อมเครือข่ายจะยังติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยายังมีคำเตือนให้เฝ้าระวังเหตุน้ำหลากต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งสิงห์อาสาจะอยู่เคียงข้างประชาชนในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้พี่น้องคนไทยต่อไปจนกว่าเหตุการณ์จะแนวโน้มดีขึ้น

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ : “เว็บคุกกี้คืออะไร กินได้ไหมคะ”

0

คุยกับ คุณพุฒิพงศ์ สกนธวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด มาไขคำตอบว่า เว็บคุ้กกี้คืออะไร

เวลาเราเข้าใช้งานเว็บไซต์ สังเกตมั้ยว่าหน้าเว็บชอบเด้งข้อความมาว่าเราจะยอมรับเว็บคุ้กกี้มั้ย หลายคนคงสงสัยว่ามันคืออะไรกัน

เว็บคุ้กกี้ มีไว้เพื่อให้เว็บที่เราเข้าใช้งาน สามารถจดจำเราได้เวลา เผื่อเรายังใช้งานไม่เสร็จ และกลับมาเข้าเว็บใหม่ครั้งต่อไป เว็บนั้นก็จะรู้จักเราว่า เราเคยเข้าใจและติดต่อก่อนหน้านี้ และงานที่ดำเนินการอยู่ ทำอยู๋ถึงขั้นตอนไหน เพื่อจะได้ติดตามงานต่อไปได้

ส่วนทำไมถึงใช้คำว่า คุ้กกี้ อยากรู้กดเข้าไปดูคลิปกันต่อเลย

‘ขวัญชัย’ ผงาดแชมป์สวิงอาชีพ สิงห์-เอสเอที ไทยแลนด์พีจีเอ ที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน

0

ขวัญชัย แท่นนิล นักกอล์ฟเจ้าถิ่นหลั่งน้ำตาผงาดแชมป์ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์รายการที่สี่ในชีวิตบนสนามบ้านเกิดด้วยสกอร์รวม 12 อันเดอร์พาร์ 201 หลังคณะกรรมการจัดการแข่งขันตัดสินใจตัดการแข่งขันเหลือเพียง 54 หลุมเนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนองทำให้การแข่งขันรอบสุดท้ายไม่สามารถเล่นได้ ในการแข่งขันกอล์ฟอาชีพไทยแลนด์พีจีเอทัวร์ รายการ “สิงห์-เอสเอที ประจวบคีรีขันธ์ แชมเปียนชิพ 2022” ชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านบาท ณ สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน หรือ รอยัล หัวหิน กอ์ฟ คอร์ส ระยะ 6,713 หลา พาร์ 71 จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ 7 พ.ค.65

สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขัน “สิงห์-เอสเอที ประจวบคีรีขันธ์ แชมเปียนชิพ 2022” ชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านบาท โดยจัดภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ โควิด-19 จากทางภาครัฐอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ จากการสนับสนุนร่วมกันของ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น และ การกีฬาแห่งประเทศไทย, กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ, น้ำดื่มสิงห์, บริดจสโตน และ อินฟินิท รายการนี้เป็นแมทช์เปิดฤดูกาลไทยแลนด์พีจีเอทัวร์ 2022 แข่งขันแบบสโตรกเพลย์ 72 หลุม ระหว่างวันที่ 4-7 พ.ค. 2565 ณ สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน หรือ รอยัล หัวหิน กอ์ฟ คอร์ส ระยะ 6,713 หลา พาร์ 71 จ. ประจวบคีรีขันธ์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นรอบสุดท้ายของการแข่งขัน ซึ่งไม่มีนักกอล์ฟคนใดสามารถทีออฟออกไปได้แม้แต่คนเดียว เนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนองที่ตกลงมาตั้งแต่เช้าตรู่ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจึงตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันรอบสุดท้ายและใช้คะแนนการแข่งขัน 54 หลุม ส่งผลให้ ขวัญชัย แท่นนิล ที่ทำสกอร์สามวัน 12 อันเดอร์พาร์ 201 คว้าแชมป์ไปครองโดยเฉือนชนะ ชโยดม จันทร์จารุพงศ์ นักกอล์ฟจากแพร่ไปเพียงสโตรกเดียว รับเงินรางวัลไปครอง 240,000 บาท

นับเป็นการคว้าแชมป์ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์รายการที่ 4 ในอาชีพของ ขวัญชัย แท่นนิล นักกอล์ฟวัย 36 ปีชาวหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเป็นครั้งแรกที่ชนะที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน หรือ รอยัล หัวหิน กอ์ฟ คอร์ส

นายเกริกชัย บุญประเสริฐ ผู้อำนวยการการการแข่งขัน กล่าวว่า เนื่องจากมีกลุ่มฝนฟ้าคะนองตั้งแต่เช้าตรู่ ตกเป็นระยะเวลายาวนาน และมีประจุไฟฟ้าที่ปกคลุมบริเวณสนามด้วย เบื้องต้นได้พยายามจะให้โอกาสเล่นโดยมีแผนทั้งหมด 3 แผน แผนแรกก็สตาร์ต 2 ฝั่งทางหลุม 1 และหลุม 10 แต่ด้วยฝนที่คลุมบริเวณ 30 คูณ 300 กิโลเมตร ในแนวยาวมีลักษณะทิศทางที่เข้าสนาม คณะกรรมการการปรึกษากันว่า หากไม่สามารถเริ่มการแข่งขันได้ทัน ก็จะเปลี่ยนแผนเป็นสตาร์ตจาก 4 แท่นทีออฟ แผนสุดท้ายคือช็อตกัน คำนวณเวลาต้องออกไปเกิน 13.30 น. แต่สุดท้ายยังมีประจุไฟฟ้าขนาดปานกลางถึงสูงปกคลุมบริเวณสนาม จึงตัดสินใจประกาศยกเลิกการแข่งขันรอบสุดท้ายและใช้คะแนน 54 หลุม

สรุปผลการแข่งขันสิงห์-เอสเอที ประจวบคีรีขันธ์ แชมเปียนชิพ 2022 (สนามพาร์ 71)

  • 201 ขวัญชัย แท่นนิล 64-68-69 (เงินรางวัล 240,000 บาท)
  • 202 ชโยดม จันทร์จารุพงศ์ 73-67-62 (เงินรางวัล 132,000 บาท)
  • 207 เทพนคร ฝ่ายศูนย์ 70-68-69 (เงินรางวัล 132,00 บาท)
  • 208 ประหยัด มากแสง 72-67-69, ถิรวัฒน์ แก้วศิริบัณฑิต 68-70-70, ภีสะภัสสร์ ดวงทิพย์บุลากร 73-62-73 (เงินรางวัลคนละ 59,833.33 บาท)
  • 209 ณัฐวัฒน์ สุวจนกรณ์ 68-70-71, วรพล นุ่มเออ 68-69-72 (44,000 บาท)
  • 211 จักรภัทร ฮ้อแสงชัย 71-70-70, กรวิชญ์ อินมี 70-70-71, วรเดช แจ้งพันธุ์ 69-68-74 (เงินรางวัลคนละ 34,833.33 บาท), สิทธิพล นาคประนม (สมัครเล่น) 69-72-70
  • 212 ธรรมนูญ ศรีโรจน์ 75-69-68, สุพคม มีสม 72-71-69, บวร ชัยศรี 72-71-69, จาตุพล พุ่มสำเภา 71-69-72 (เงินรางวัลคนละ 29.900 บาท)

กรมชลประทาน เตรียมพร้อมรับมือพายุไซโคลน 7-9 พ.ค. 65 นี้

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ ในช่วงวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2565 โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 14-17 เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และเน้นย้ำให้มีการตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน พร้อมบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยให้พิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

รวมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือน้ำหลาก และสั่งการให้สำนักเครื่องจักรกล จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ ประจำจุดพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

แบงก์ชาติสั่งเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท บริหารสินทรัพย์ เอ็นเอ็ม แอ็สเซ็ท โปร จำกัด

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลและตรวจสอบบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.ก. บบส.) ได้ตรวจสอบพบว่า บริษัท บริหารสินทรัพย์ เอ็นเอ็ม แอ็สเซ็ท โปร จำกัด (บริษัท) ซึ่งได้รับการอนุมัติให้จดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ นั้น ได้ประกอบธุรกิจนอกขอบเขตการประกอบธุรกิจบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายดังกล่าว โดยบริษัทได้ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บุคคลทั่วไป และกล่าวอ้างว่าบริษัทเป็นสถาบันการเงิน ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่าสามารถนำหนังสือค้ำประกันของบริษัทไปใช้เป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาต่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้

ธปท. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของบริษัทในลักษณะข้างต้นได้ส่อไปในทางทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงฝ่าฝืนคำสั่งที่สั่งให้บริษัทระงับการออกหนังสือค้ำประกัน ซึ่งถือว่าเป็นเหตุที่มีความร้ายแรง ผู้ว่าการธปท.จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสาม แห่ง พ.ร.ก. บบส. มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนของบริษัท บริหารสินทรัพย์ เอ็นเอ็ม แอ็สเซ็ท โปร จำกัด ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2565 เป็นต้นไป

ธปท.ขอเรียนว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ มีขอบเขตการประกอบธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ตาม พ.ร.ก. บบส. เท่านั้น โดยประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. รวมถึงขอบเขตการประกอบธุรกิจได้จากเว็บไซต์ของ ธปท. หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน หมายเลขโทรศัพท์ 1213 ทั้งนี้ หากประชาชนพบว่ามีบริษัทบริหารสินทรัพย์ดำเนินการนอกขอบเขตการประกอบธุรกิจบริหารสินทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดขอให้แจ้งเบาะแสมาที่หมายเลขโทรศัพท์ 1213 เพื่อให้ ธปท. ใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำกับดูแล 

ถอดความสำเร็จ ผู้ประกอบการ Hi Pork ร้านแฟรนไชส์รูปแบบใหม่! ลงทุนหลักหมื่น สร้างรายได้มั่นคง

0

เป็นเวลามากกว่า 2 ปี สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนทั่วทุกมุมโลก หนึ่งในนั้นคือ การประกอบอาชีพ บางคนกลายเป็นผู้ว่างงาน ต้องย้ายถิ่นฐานกลับภูมิลำเนา บางคนต้องหาอาชีพเสริม เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มเติมรายได้ การมีธุรกิจของตัวเอง จึงได้รับความความสนใจเป็นอย่างมาก แต่การเริ่มต้นหยิบจับสร้างแบรนด์ใหม่อาจเป็นเรื่องท้าทายในยุคนี้ ร้านอาหารรูปแบบแฟรนไชส์ อย่าง “Hi Pork” (ไฮพอร์ค) จึงตอบโจทย์ผู้ประกอบการรุ่นใหม่สู้วิกฤตครั้งนี้ ทำให้ “นางสาววิไลวรรณ พงษ์มี” และ “นางสาวปาณิสรา ยวงอักษร” เลือกลงทุน กลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีรายได้หลักหมื่นต่อวัน

นางสาววิไลวรรณ พงษ์มี

นางสาววิไลวรรณ พงษ์มี เจ้าของร้าน Hi Pork สาขาห้างสรรพสินค้า Lotus’s บางกรวย-ไทรน้อย เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยเป็นพนักงานบริษัทมาก่อน พอถึงจุดหนึ่งรู้สึกอิ่มตัวจึงตัดสินใจออกมาเปิดร้านขายเครื่องสำอางในตลาด แต่ด้วยปัญหาด้านสุขภาพจึงจำเป็นต้องหยุดกิจการ ระหว่างนั้นพยายามมองหาธุรกิจใหม่ๆ กระทั่งเจอ FIVE Star เพราะเป็นลูกค้าประจำ รสชาติอาหารถูกปาก และถูกใจในคุณภาพ จึงติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันเปิดมา 3-4 ปีแล้ว รวม 2 สาขา ในพื้นที่ จ.นนทบุรี

“หลังจากธุรกิจ FIVE Star ประสบความสำเร็จ ได้ต่อยอดมายัง Hi pork ที่เน้นเนื้อหมูเป็นวัตถุดิบหลัก ด้วยประสบการณ์ที่เคยร่วมงานกับทีมงานคุณภาพและมาตรฐานของอาหาร รวมถึงทำเลที่น่าสนใจบริเวณด้านหน้าห้างโลตัส จึงตัดสินใจลงทุนในงบหลักหมื่น ซึ่งวันแรกที่เปิดร้านลูกค้าให้ความสนใจจำนวนมาก ด้วยราคาไม่แพงและมีรายการอาหารหลากหลายให้เลือกรับประทาน จนทุกวันนี้มีลูกค้าประจำแวะเวียนมาอุดหนุนตลอด ทำให้คืนทุนได้อย่างรวดเร็ว มีกำไรมาปรับปรุงและพัฒนาหน้าร้าน รวมถึงการบริการ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ซื้อ” นางสาววิไลวรรณ กล่าว

นางสาววิไลวรรณ เผยเคล็ดลับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จว่า ตนยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ต้องเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในทุกเมนูที่ปรุง อย่างน้ำมันที่ใช้ทอด ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง ปริมาณอาหารและราคาต้องเหมาะสมให้ทุกคนเข้าถึงได้ และจะบอกพนักงานที่ร้านตลอดว่า งานบริการต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อทำให้ลูกค้าประทับใจและเค้าจะกลับมาหาเราเอง

นางสาวปาณิสรา ยวงอักษร

ด้าน นางสาวปาณิสรา ยวงอักษร เจ้าของร้าน Hi Pork สาขาปั้มน้ำมัน ปตท. ไทรน้อย เล่าถึงแรงบันดาลใจเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ในแฟรนไชส์นี้ว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานบริษัทเอกชน แต่พื้นฐานเป็นคนชอบขายของ อยากมีรายได้เพิ่มที่ลงทุนไม่เยอะ ประกอบกับคนรอข้างเปิดแฟรนไชส์ FIVE Star ซึ่งเป็นร้านที่รับประทานประจำ ไม่ว่าจะเจอที่ไหนก็มั่นใจในรสชาติและคุณภาพ จึงสนใจอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยสืบค้นข้อมูลเจอแบรนด์ Hi Pork จากนั้นก็ติดต่อเจ้าหน้าที่และมีผู้เชี่ยวชาญของบริษัทมาให้คำปรึกษา ตั้งแต่แนะนำรูปแบบร้าน คำนวนเงินลงทุน หาทำเล จนถึงการทำโปรโมชั่นต่างๆ วันแรกที่เปิดร้านคนที่ผ่านไปมายังไม่คุ้นเท่าไหร่ เราจึงต้องชักชวนและพูดคุยกับลูกค้า แนะนำเมนูให้เข้าสนใจ ซึ่งที่ทางร้านจะเน้นข้าวกล่อง เพื่อความรวดเร็ว สะดวกสบาย และอิ่มท้อง สำหรับเมนูที่ขายดี คือ ชาชูหมูกรอบ ขนาดใหญ่ ในราคาย่อมเยา ลูกค้าประจำถามถึงทุกราย

“สิ่งแรกที่ตัดสินใจลงทุนแฟรนไชส์ Hi Pork คือ เชื่อมั่นในวัตถุดิบของร้าน เนื้อหมูคุณภาพดี เกรดพรีเมียม ที่นำมาปรุงจนได้รสชาติที่ถูกปาก มั่นใจว่า ผู้บริโภคจะได้รับประทานอาหารดีๆ อย่างแน่นอน และสิ่งสำคัญที่ต่อยอดให้ลูกค้าคุ้นเคยกับร้าน นั่นคือ ความสะอาด เป็นหัวใจหลักของร้าน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้คนจดจำอยากเข้ามาเลือกซื้ออาหารที่ร้านของเรา” นางสาวปาณิสรา กล่าว

Hi Pork เป็นธุรกิจร้านอาหารแฟรนไชส์สัญชาติไทย ของบริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด ในเครือบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ก่อตั้งภายใต้แนวคิด “Hi Pork ทานได้บ่อย อร่อยทุกมื้อ” โดยการคัดสรร ‘เนื้อหมู’ วัตถุดิบคุณภาพพรีเมียมมารังสรรค์เป็นเมนูต่างๆ ไม่ว่าจะปิ้ง ย่าง หรือทอด เสิร์ฟคู่กับข้าว พร้อมของกินเล่น เพื่อเติมเต็มทุกมื้อในราคาสุดคุ้ม บริษัทฯ มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจแฟรนไชส์ FIVE Star เป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือและแนะนำทุกขั้นตอนให้แก่ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างใกล้ชิด เช่น การอบรมบริหารจัดการร้าน การออกแบบร้านเตรียมพร้อมสำหรับเปิดกิจการ กิจกรรมทางการตลาด รวมถึงการใช้สูตรอาหารและซื้อวัตถุดิบสินค้าต่างๆ การันตีด้วยความสำเร็จของผู้ดำเนินธุรกิจมากกว่า 80 สาขา ภายใน 1 ปี และในปี 2565 ตั้งเป้าขยายเพิ่มเติมอีก 250 สาขาทั่วประเทศ หากใครสนใจและกำลังมองหาธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ ด้วยเงินลงทุนเพียงหลักหมื่นบาท สามารถสอบถามได้ที่ CPF Consumer Center โทร. 0-2800-8000 หรือ https://fivestar.in.th/franchise/hi-pork/ หรือ Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/hiporkofficial/

แฉ ขบวนการปั่นราคาหมู ปล่อยข่าวลวง กดดันเกษตรกร

0

นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีขบวนการปั่นราคาหมู และให้ข้อมูลข่าวสารด้านเดียวว่าราคาเนื้อหมูหน้าเขียงมีราคาสูงถึง 250 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อหวังให้เกิดกระแสสังคมและใช้หลักจิตวิทยา มากดดันให้เกษตรกรผู้เลี้ยงขายหมูมีชีวิตในราคาต่ำกว่าราคาประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ รวมทั้งอาจมีวัตถุประสงค์แอบแฝงอื่น อาทิ การหากำไรกับส่วนต่าง หรือเพื่อชี้เป้าให้พาณิชย์จังหวัดออกมาดูแลราคาหมูหน้าฟาร์ม ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นราคาจำหน่ายไม่ได้สูงดังที่กล่าว ยกตัวอย่างในพื้นที่ภาคเหนือที่ขาดแคลนเนื้อหมูอย่างรุนแรง ราคาจำหน่ายเนื้อหมูในช้อปหรือร้านค้าจำหน่ายทั่วไปยังอยู่ที่กิโลกรัมละ 160 กว่าบาทเท่านั้น ที่สำคัญเกษตรกรยังคงแบกรับภาระต้นทุนที่สูงกว่า 98.81 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาขายเพิ่งจะแตะ 98-100 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จากผลพวกของปัญหาโรค ASF ในหมู และภาวะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกด้าน รวมแล้วปรับขึ้นกว่า 30-40% ทั้งค่าการจัดการป้องกันโรคที่เข้มงวด ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น และอากาศแปรปรวนที่ส่งผลให้อัตราหมูเสียหายเพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่กระทบกับการผลิตหมูทั้งสิ้น

สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ

“ในขณะที่เกษตรกรยังต้องรับภาระขาดทุน และอยู่ในช่วงที่ยากลำบากที่สุดในอาชีพ กลับมีขบวนการปั่นราคารอล่วงหน้า ขบวนการนี้ได้ให้ข้อมูลและปั่นกระแสไว้ก่อนหน้าแล้ว ว่าราคาหมูหน้าเขียงขึ้นไป 250 บาท ทั้งๆที่ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่งจะพ้นต้นทุนมาไม่กี่วัน และภาคผู้เลี้ยงทั่วประเทศยังคงให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการร่วมกันจัดจำหน่ายหมูเนื้อแดงในห้างโมเดิร์นเทรด จัดรายการอยู่ที่ราคา 150-160 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภค ส่วนในช้อปจำหน่ายหมูและตลาดสดราคาอยู่ที่ 170-190 บาทต่อกิโลกรัม แตกต่างกันไปตามแต่อุปสงค์-อุปทานของแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับทุกฝ่าย ทั้งผู้เลี้ยง ผู้ขายหน้าเขียง และผู้บริโภค แม้ว่าเกษตรกรทุกคนจะมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงที่สูงมากขึ้นจากหลากหลายปัจจัย แต่ก็ยังคงช่วยกันประคับประคองไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค ขอให้ประชาชนและภาครัฐเข้าใจ ขอให้กลไกตลาดทำงาน และเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาราคาดังเช่นที่ผ่านมา”

นายยกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทย ยังคงมีผู้เลี้ยงที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยเกษตรกรรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ รวมแล้วกว่าแสนรายที่ร่วมกันรักษาอาชีพเลี้ยงหมูเอาไว้ ส่วนการปรับราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด และสะท้อนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ได้ทำตามอำเภอใจ หรือกำหนดโดยใครได้ วันนี้เกษตรกรเพียงแค่พออยู่ได้บ้าง ที่สำคัญปริมาณหมูที่มีไม่มากจากที่หายไปกว่า 50% เนื่องจากผลกระทบของ ASF ก็ล้วนอยู่ในมือเกษตรกรทั้งสิ้น ตอนนี้สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการเพิ่มปริมาณผลผลิตโดยเร็วที่สุด หลายฟาร์มใช้วิธีนำหมูขุนตัวเมียมาเป็นแม่พันธุ์ แม้จะรู้ว่าประสิทธิภาพการผลิตที่ไม่ดี จำนวนลูกแรกคลอดน้อยกว่ามาตรฐาน แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีลูกหมูเข้าเลี้ยง ทั้งหมดนี้คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร เมื่อปริมาณหมูไม่เพียงพอกับการบริโภค ราคาจึงปรับตามกลไกตลาด แต่เมื่ออุปสงค์สมดุลกับอุปทาน ราคาก็จะปรับตัวได้เอง โดยไม่ต้องมีการควบคุมราคา หรือใช้วิธีนำเข้าหมูมาบิดเบือนตลาดแต่อย่างใด

CPF มุ่งมั่นลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขึ้นทะเบียน T-VER ของอบก.

0

นายพีรพงศ์ กรินชัย รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สำนักวิศวกรรมกลาง ในฐานะประธานความมุ่งมั่นด้านการบริหารทรัพยากรที่เป็นเลิศ หนึ่งในกลยุทธ์ความยั่งยืน CPF 2030 Sustainability in Action เปิดเผยว่า ซีพีเอฟในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จึงได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการมูลสัตว์และน้ำเสีย และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ไบโอดีเซล ก๊าซชีวภาพและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และได้ขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T- VER) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. คาดว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้มากกว่า 60,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (หรือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ 6.5 ล้านต้น) โดย 59 % มาจากโครงการด้านการจัดการของเสีย และอีกมากกว่า 40 % มาจากโครงการด้านพลังงานทดแทน

พีรพงศ์ กรินชัย

สำหรับโครงการที่ขึ้นทะเบียนในโครงการ T-VER จำนวน 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ประเภทโครงการด้านพลังงานทดแทน กำลังการผลิตติดตั้งรวม 24 แห่ง โดยจะทําการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนหลังคาของโรงงานซีพีเอฟ ครอบคลุมโรงงานอาหารสัตว์บก โรงงานอาหารสัตว์น้ำ ฟาร์ม โรงงานแปรรูปอาหาร โรงงานอาหารสําเร็จรูป และศูนย์กระจายสินค้า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ 11,092 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โครงการบำบัดน้ำเสียฟาร์มสุกรด้วยระบบก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าทดแทนจากระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ประเภทโครงการพลังงานทดแทนและการจัดการของเสีย ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ 41,100 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งฟาร์มสุกรของซีพีเอฟ เป็นต้นแบบที่มีการใช้ระบบกักเก็บก๊าซชีวภาพในฟาร์มสุกร ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน และสามารถผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในฟาร์ม

นอกจากนี้ ยังมีโครงการผลิตไอน้ำจากก๊าซชีวภาพ ขนาด 5 ตัน ของโรงงานแปรรูปเนื้อไก่นครราชสีมา ประเภทโครงการพลังงานทดแทน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ 5,626 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โครงการ Biodiesel Production for Use as Fuel of Vehicle by CPF ประเภทโครงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ดำเนินการโดยโรงงานแปรรูปเนื้อไก่และอาหารแปรรูปสระบุรี ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ 3,961 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และโครงการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างประสิทธิภาพสูง ของโรงงานอาหารสำเร็จรูปแปดริ้ว เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน คาดว่าจะสามารถลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 41 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ในปี 2564 ซีพีเอฟ ยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากอบก. ภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) ประเภทโครงการด้านป่าไม้และการเกษตร จากโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง และพื้นที่สีเขียวในฟาร์มและโรงงาน และโครงการด้านพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งรวมแล้วสามารถดูดซับและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 22,255 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ทั้งนี้ T-VER เป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่อบก.พัฒนาขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยโดยความสมัครใจ และสามารถนำปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น หรือคาร์บอนเครดิต ไปใช้ในการรายงานผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยน หรือ ซื้อขาย ภายในประเทศ โดยประเภทของโครงการที่สามารถเข้าร่วม T-VER ได้แก่ โครงการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การพัฒนาพลังงานทดแทน การจัดการของเสีย การจัดการในภาคขนส่ง การปลูกป่า/ต้นไม้ การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า และการเกษตร

ซีพี ออลล์ ผนึกกำลัง ดีพร้อม รุกช่วยผู้ประกอบการรายย่อยสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือ “ดีพร้อม” ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ จัดกิจกรรม DIPROM MOVE TO MODERN TRADE เตรียมปั้นผู้ประกอบการรายย่อยที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดได้อย่างแข็งแกร่งทุกมิติ คาดว่าการนำร่องในความร่วมมือกันครั้งนี้จะมีผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริมเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดมากกว่า 25 ธุรกิจ

ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern Trade ในประเทศไทย มีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลคาดการณ์ระหว่างปี 2564 – 2566 พบว่ามีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 1.5-2.5% โดยปัจจัยหนึ่งมาจากการที่สามารถตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุดเพราะกระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ มีความหลากหลายของสินค้า และผลิตภัณฑ์ จึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบายภายใต้ภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานและศักยภาพ สำหรับการผลิตและจัดส่งสินค้าไปยังตลาดโมเดิร์นเทรด ซึ่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เห็นโอกาสสำคัญในครั้งนี้และได้เน้นย้ำให้  ดีพร้อม ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายทุกระดับ เร่งฟื้นฟูและพัฒนาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพความพร้อมรองรับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน จึงเดินหน้าจัดกิจกรรม “ดีพร้อม” พัฒนาผู้ประกอบการเกษตอุตสาหกรรมขยายสู่ช่องทางธุรกิจการค้าสมัยใหม่  (Gifted DIPROM – Modern Trade) เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางการตลาดและทดสอบตลาดของผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องตรงกับความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนเพื่อให้เข้ามาช่วยส่งเสริม สนับสนุนทุนเพื่อธุรกิจ พร้อมเปิดช่องทางตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน อันสอดคล้องกับนโยบาย “DIPROM CARE: ดีพร้อมแคร์” ในส่วนของการขยายพันธมิตรภาคธุรกิจ  (E-Engagement) เพื่อการสนับสนุนให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ รวมทั้งขยายช่องทางการตลาดและเพิ่มโอกาสในการจัดจำหน่าย พร้อมยกระดับครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ล่าสุด ดีพร้อม ได้ร่วมมือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม DIPROM MOVE TO MODERN TRADE ผ่านรูปแบบการสัมมนาออนไลน์ให้ความรู้และตามด้วยกิจกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และต่อยอดให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพให้เข้าสู่ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern Trade ได้อย่างแข็งแกร่ง อันเป็นส่วนหนึ่งที่จะมาช่วยกระตุ้นบริบททั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม 

ดร.ณัฐพล กล่าวเสริมว่า ในขณะเดียวกันกิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุนชนได้มีโอกาสวางจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งช่องทางออนไลน์ที่ ALL ONLINE บน 7 แอป และช่องทางออฟไลน์ภายในร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีอยู่กว่า 10,000 สาขาทั่วประเทศ ที่จะทำให้ธุรกิจของผู้ประกอบการมีโอกาสเติบโตสามารถขยายฐานผู้บริโภค ทั้งยังเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการตลาด พร้อมทั้งส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าใจตลาดที่เปลี่ยนแปลงด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้สร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าให้กับสินค้า รวมถึง
เปิดมุมมองการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) การจัดทำโปรโมชัน เพื่อส่งเสริมการขายซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจในยุคปัจจุบัน ตลอดจนเรียนรู้การธุรกิจด้วยกลยุทธ์ใหม่ ๆ โดย ดีพร้อม จะร่วมดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการที่มีความต้องการเข้าสู่ตลาดค้าปลีกแบบใหม่และมีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกผลิตภัณฑ์ โดยคาดว่านำร่องในความร่วมมือกันครั้งนี้จะมีผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริมเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดมากกว่า 25 ธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันระหว่างดีพร้อมและซีพี ออลล์ ในครั้งนี้ ถือเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึงกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจ แต่ยังไม่มีโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังช่องทางการจำหน่ายที่เป็นที่นิยมของกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในขณะเดียวกัน ดีพร้อม ยังคงเดินหน้าด้านความร่วมมือกับองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านต่าง ๆ ในการมุ่งเน้น ส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายทุกระดับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ
อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2565 อีกด้วย ดร.ณัฐพล กล่าวสรุป 

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ DIPROM MOVE TO MODERN TRADE ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการความร่วมมือสำคัญระหว่างภาครัฐและเอกชนที่จะเป็นโมเดลในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีให้เติบโตและสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ผ่านการให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ ซึ่งโครงการนี้มีระยะเวลาทั้งสิ้น 7 ครั้ง อบรมออนไลน์ทุกวันเสาร์ จำนวน 3 ชั่วโมง โดยจัดอบรมครั้งแรกในวันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2565 โดยตลอดระยะเวลาของการอบรม ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่เรื่องการเขียน Business Plan การทำ Marketing Plan เทคนิคการหาทุนเสริมธุรกิจ การบริหารการเงินแบบมืออาชีพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ เทรนด์ธุรกิจยุค 5G การยกระดับสินค้าด้วยนวัตกรรม จากผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ 7 สนับสนุน SME ที่ขับเคลื่อนโดยบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และดีพร้อม

สำหรับผู้ที่เข้าอบรมครบทั้ง 7 ครั้ง จะได้รับประกาศนียบัตร พร้อมโอกาสในการผลักดันเข้าสู่ตลาด MODERN TRADE  สอดรับกับ “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ในการช่วยส่งเสริมให้เอสเอ็มอีและผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ พร้อมกับเปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่ๆ ซึ่งสอดคล้องกับปณิธานของซีพี ออลล์ที่ว่า “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” ภายใต้กลยุทธ์ “3 ให้” ได้แก่ 1.ให้ช่องทางขาย เพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการ SME นำเสนอสินค้าเพื่อจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และผ่านช่องทางออนไลน์  2.ให้ความรู้ จัดอบรมสัมมนา
แก่ผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง 3.ให้การสนับสนุน ร่วมกับภาครัฐและเอกชนจัดโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SME

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม DIPROM MOVE TO MODERN TRADE สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2430 6877-78 ต่อ 1806-1807 หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ที่ www.diprom.go.th และ www.facebook.com/dipromindustry 

AIS จับมือ Central Retail สานพลังฟื้นฟูเศรษฐกิจ รับเปิดประเทศ ปล่อยแคมเปญใช้คะแนนแลกคูปองช้อปปิ้งสินค้า

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าผู้บริหารด้านการตลาด กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS  เปิดเผยว่า AIS และ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังจัดแคมเปญ AIS 5G x Central Retail Everyday Special ด้วยการใช้ AIS Points ผ่านแอป myAIS แลกรับคูปองมูลค่าสูงสุด 100 บาท สำหรับซื้อสินค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล และร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ครอบคลุมสาขาทั่วประเทศมากกว่า 2,400 ร้านค้า รวมสินค้ากว่าล้านรายการ ทั้งแฟชั่น ร้านอาหาร สินค้าสะดวกซื้อ สินค้าฮาร์ดไลน์ และอื่น ๆ

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าผู้บริหารด้านการตลาด กลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส

“วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของ AIS ที่ประกาศความร่วมมือกับเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของไทยและระดับโลก เพื่อนำศักยภาพของโครงข่าย Intelligence Network มาสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับ Digital Retail Ecosystem ของวงการค้าปลีก มอบประสบการณ์ที่ตรงใจในการเข้าถึงสินค้าและบริการให้แก่ลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวในวาระที่บรรยากาศการใช้ชีวิตกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการขอบคุณลูกค้าและส่งผลโดยตรงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน”

นายปรัธนา กล่าวอีกว่า การทำงานร่วมกับเซ็นทรัล รีเทล ทำให้เห็นแล้วว่า AIS สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตของภาคธุรกิจค้าปลีกได้ในทุกองศา ตั้งแต่การสร้างประสบการณ์ดิจิทัลในการช้อปปิ้ง การพัฒนาแพลตฟอร์ม ด้วยเน็ตเวิร์คอัจฉริยะ AIS 5G หรือแม้แต่การมอบสิทธิพิเศษที่รู้จัก และรู้ใจลูกค้า ซึ่งเป็นแคมเปญที่เราตั้งใจให้ลูกค้าได้ใช้ AIS Point มาแลกรับคูปองในการซื้อสินค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทลที่มีความครอบคลุมไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้ง ครั้งนี้จึงนับว่าเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจนต่อทำงานที่จะเปลี่ยนภาพของธุรกิจค้าปลีกให้สามารถสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโตได้ท่ามกลางความท้าทายในช่วงเวลานี้

นายไท จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เซ็นทรัล รีเทล มุ่งมั่นที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และยกระดับการให้บริการกับลูกค้าและร้านค้า จึงเป็นที่มาของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ AIS ในครั้งนี้ ที่จะช่วยต่อยอดประสบการณ์ในการช้อปปิ้งและตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเซ็นทรัล รีเทล และ AIS ได้ร่วมกันทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท จัดทำแคมเปญ AIS 5G x Central Retail Everyday Special ที่ยกขบวนสินค้ากว่าล้านรายการ และร้านค้ากว่า 2,400 ร้าน มาคืนกำไรให้กับลูกค้าคนสำคัญของเรา นับเป็นแคมเปญที่ดีที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด และยาวนานที่สุดตลอดทั้งปี ถือเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมามอบประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

“เรามุ่งนำเสนอรูปแบบการช้อปปิ้งใหม่ ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นค้าปลีกแห่งอนาคต ที่พร้อมมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สอดคล้องไปกับเทรนด์ของตลาด และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ การเป็นพันธมิตรกับ AIS จึงถือเป็นการร่วมมือทางธุรกิจครั้งสำคัญ ที่จะช่วยเติมเต็ม Ecosystem ให้สมบูรณ์แบบตามกลยุทธ์ CRC Retailligence ที่จะสร้างความสำเร็จและประโยชน์ร่วมกับพาทเนอร์ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน หรือ Inclusive growth ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม ชุมชมรวมถึงการสร้างประโยชน์ให้กับภาพรวมเศรษฐกิจของไทยที่กำลังกลับมาฟื้นตัวจากการเปิดประเทศอีกครั้ง”

โดยความร่วมมือระหว่าง AIS และเซ็นทรัล รีเทลในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership) ที่มีเป้าหมายสำคัญในการนำโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อกับการเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ออกมาเป็นสินค้าและบริการ เพื่อประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือระดับในการช้อปปิ้ง รวมถึงสิทธิพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับภาพรวมทั้งห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น คู่ค้า พาร์ทเนอร์ส่วนต่างๆ ผู้ประกอบการภายในห้าง, ศูนย์การค้า รวมถึงร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทลทั่วประเทศ พนักงานของทั้งสององค์กร และลูกค้า ในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • Virtual Commerce โลกของการช้อปปิ้งไม่ได้จบลงแค่การซื้อขายทั้งทางออฟไลน์ หรือออนไลน์เท่านั้น ด้วยเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) บนโครงข่าย AIS 5G ให้ลูกค้าสามารถเดินเลือกซื้อสินค้าในโลกเสมือนได้อย่างอิสระเสมือนอยู่ในห้างจริง โดยเซ็นทรัล รีเทล ได้ทลายข้อจำกัดของการเปิดหน้าร้านแบบเดิม สู่การสร้าง Virtual Commerce ด้วยการนำสินค้าต่างๆ ภายใต้แบรนด์ในเครือทั้งจาก เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG)/ พาวเวอร์บาย และซูเปอร์สปอร์ต มาไว้บนแพลตฟอร์ม V Avenue.co หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมทางการตลาดให้สายช้อปได้รับชมแฟชั่นโชว์ในโลกเสมือนเป็นครั้งแรกด้วย VR Technology อีกทั้งยังเตรียมเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกมายกระดับให้ เซ็นทรัล รีเทล ก้าวสู่องค์กรค้าปลีกแห่งอนาคต
  • พลังความสุขจากสิทธิพิเศษเพื่อลูกค้า ผ่านแคมเปญ AIS 5G x Central Retail Everyday Special ให้ลูกค้าสามารถใช้ AIS Points 5 คะแนน ผ่านแอป myAIS มาแลกรับคูปองมูลค่าสูงสุด 100 บาท สำหรับซื้อสินค้าณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, โรบินสัน, ซูเปอร์สปอร์ต, เพาเวอร์บาย, ไทวัสดุ, บีเอ็นบี โฮม, ออโต้วัน, ออฟฟิศเมท, บีทูเอส, มาร์คแอนด์สเปนเซอร์, มูจิ, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์ สโตร์, ท็อปส์ เดลี่, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, แฟมิลี่มาร์ท, มัทสึโมโตะ คิโยชิ และ เคาน์เตอร์แบรนด์ในเครือ Central Marketing Group ที่ร่วมรายการเท่านั้น รวมถึงร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ได้แก่ มิสเตอร์ โดนัท ,อานตี้ แอนส์ , เปปเปอร์ ลันช์ , ชาบูตง ราเมง, โคล สโตน ครีมเมอรี่,ไทยเทอเรส, โยชิโนยะ, เทนยะ, คัตสึยะ , อร่อยดี และ อาริกาโตะ ในมิสเตอร์ โดนัท สาขาที่ร่วมรายการ รวมกว่า 2,400 ร้านค้า โดยลูกค้าสามารถกดเก็บคูปองได้ที่แอป myAIS ทุกวันที่ 5,15,25 ของเดือน ตั้งแต่เวลา 9:00 น.เป็นต้นไป หรือจนกว่าสิทธิ์จะเต็ม รวม 100,000 คูปอง/เดือน ตั้งแต่ 5 พ.ค.- 25 ธ.ค. 2565 นับเป็นแคมเปญที่ดีที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด และยาวนานที่สุดตลอดทั้งปี