Home Blog Page 323

กรมป่าไม้ – CPF พาน้องๆ เรียนรู้ฟื้นฟูป่า ผ่านห้องเรียนธรรมชาติ โครงการ”รักษ์นิเวศ เขาพระยาเดินธง”

0

ความร่วมมือ 3 ประสาน โดยกรมป่าไม้ ชุมชนในพื้นที่รอบเขาพระยาเดินธง ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำ ในโครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” ที่ดำเนินการมาตั้่งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน เข้าสู่ระยะที่สองของโครงการ (ปี 2564 -2568) ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม พลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรม 6,971 ไร่ สู่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ คืนความชุ่มชื้นกลับสู่ธรรมชาติ และเกิดความหลากหลายทางชีวภาพ และที่นี่… ยังเป็นห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อเรียนรู้การปลูกป่าและฟื้นฟูป่าอีกด้วย

นายถนอมพงษ์ สังข์ธูป หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสภาพป่าไม้เขาพระยาเดินธง กรมป่าไม้ เล่าว่า โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์และการฟื้นฟูป่า โดยที่ผ่านมา มีหน่วยงานราชการ สถานศึกษา บริษัทเอกชน ที่เข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง และตั้งแต่ปลายปี 2564 โครงการฯมีโอกาสต้อนรับน้องๆ ค่าย SMART-i CAMP ที่เข้ามาทำกิจกรรมและเรียนรู้การอนุรักษ์ป่า ทำฝายชะลอน้ำ การปลูกต้นไม้ ทำกิจกรรมรอบกองไฟ ฯลฯ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมมาแล้วถึง 4 ครั้ง สะท้อน ให้เห็นว่าผืนป่าที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นห้องเรียนธรรมชาติให้กับเด็ก เยาวชน และผู้ที่สนใจเรื่องการปลูกป่า

กิจกรรมครั้งล่าสุด ซึ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา น้องๆ ค่าย SMART-i CAMP ได้เรียนรู้รูปแบบการปลูกป่า ในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย 4 รูปแบบการฟื้นฟูป่า การเพาะกล้า การศึกษาธรรมชาติ โดยเด็กๆให้ความสนใจสอบถามเกี่ยวกับเรื่องการปลูกป่า การทำ Seed Ball และสัตว์ที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ เป็นการสร้างจิตสำนึกให้เด็กๆ รักและเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ที่ต่อยอดจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่า ให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติให้กับเด็ก เยาวชน ประชาชนที่สนใจ และหน่วยงานต่างๆ สามารถเข้ามาเรียนรู้กระบวนการ ฟื้นฟูป่าและสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

ด้านนายอนุชิต ศรีสุระ คณะทำงานโครงการยุทธศาสตร์รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ของซีพีเอฟ หรือ พี่ชิตของน้องๆ เล่าว่า กิจกรรมค่าย SMART-i CAMP ครั้งที่ 4 เป็นการนำเด็กๆ อายุระหว่าง 6-14 ปี จำนวน 14 คน ลงพื้นที่จริงที่โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ซี่งเราจัดกิจกรรมการทำ Seed Ball กิจกรรมยิง Seed Ball ปลูกต้นจำปาป่า และเดินเทรลศึกษาระบบนิเวศป่าในเวลากลางวัน น้องๆได้เก็บประสบการณ์ที่หลากหลาย เช่น พบไข่นกกระแตแต้แว้ดในพื้นที่ป่า และรอยเท้าของสัตว์ ซึ่งแสดงให้เห็นความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่า เด็กๆ ได้แบ่งกลุ่มทำงานร่วมกันในการปลูกต้นจำปาป่า ซึ่งที่นี่มีการปลูกไว้เพื่อเป็นแปลงอนุรักษ์ น้องๆ ยังบอกด้วยว่าพวกเขาจะต้องกลับมาดูการเติบโตของต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้

ด้าน ศิริภพ โสมาภา หรือคุณครูแก๊ป ผู้ก่อตั้ง SMART i -Academy กล่าวว่า SMART i-CAMP เป็น Summer Camp ในไทยที่โดดเด่นเรื่องของการฝึกกระบวนการการเรียนรู้ เสริมสร้างและเปิดรับแนวความคิดใหม่ ๆ เพิ่มจิตสำนึกต่อส่วนรวม และรู้จักคุณค่าของตัวเองมากยิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมผ่านหลักสูตรต่างๆ อาทิ ภาวะการเป็นผู้นำ การสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง การเข้าใจตนเอง ฯลฯ ซึ่งเราต้องการแหล่งเรียนรู้ให้เด็กๆ การนำเด็กๆลงพื้นที่ทำกิจกรรมที่โครงการเขาพระยาเดินธง ทั้งในรูปแบบของค่ายค้างคืน และกิจกรรมที่จบในวันเดียว เป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็ก ๆได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และที่นี่ยังเป็นพื้นที่มีเรื่องราวของการเป็นป่าเสื่อมโทรมมาก่อน โดยมีกรมป่าไม้ ซีพีเอฟ ร่วมมือและทุ่มเท จนเกิดผลสำเร็จในการฟื้นฟูป่าให้กลับมาเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

AWC โชว์ผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 65 กำไรสุทธิ 645 ล้านบาท

0

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2565 มีรายได้รวมตามงบการเงิน 2,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 151 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นกำไรสุทธิตามงบการเงิน 645 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  

โดยผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 1/2565 ของบริษัทมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2564 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังคงมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอนระดับที่สูงในช่วงต้นปี แต่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าการแพร่ระบาดครั้งก่อนหน้านี้ เนื่องจากสายพันธุ์ดังกล่าวมีอาการที่น้อยกว่า และประชาชนได้รับวัคซีนในอัตราที่สูง จึงทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ประกอบกับผลดี         จากนโยบายการเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าประเทศที่มีแนวโน้มพัฒนาไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้นนับตั้งแต่เกิดการระบาด ส่งผลให้ทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทมีการฟื้นตัวและเติบโตขึ้นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที และสร้างความเชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วภายในปีนี้และก้าวกระโดดต่อไปในอนาคต 

“ผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2565 ถือเป็นไตรมาสแรกของปีที่มีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มต้นการแพร่ระบาดของ COVID-19 ชี้ให้เห็นสัญญาณบวกของเศรษฐกิจในภาพรวมที่กลับมาฟื้นตัว ซึ่งทาง AWC มั่นใจว่ากลุ่มธุรกิจต่างๆ ในเครือจะสามารถกลับมาแข่งขันและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งปี 2565 นี้” นางวัลลภา กล่าว

โดยบริษัทมีกำไรสุทธิจากผลประกอบการโดยไม่รวมมูลค่ายุติธรรม เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการดำเนินงานของทรัพย์สินคุณภาพของบริษัทที่ตอบรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวหลังเริ่มมีการเปิดประเทศ

ทั้งนี้ รายได้รวมของบริษัทในไตรมาสดังกล่าว เพิ่มขึ้นจากอัตราการเข้าพักในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการในตลาด High-to-Luxury ที่ถือเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัทมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน โดยพบว่าโรงแรมของกลุ่มบริษัทมีค่าผลการดำเนินงานเทียบกับโรงแรมคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยโรงแรมที่มีค่า RGI (Revenue Generating Index) สูงสุดอยู่ที่ 245.9 รวมถึงการกลับมาฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมสำหรับประชุมสัมมนา (MICE) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากนโยบายการเปิดประเทศ และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของทางภาครัฐ  ส่วนในกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ เนื่องจากธุรกิจเริ่มฟื้นกลับตัว ทำให้มีจำนวนของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในช่วงต้นปีมีหลากหลายเทศกาลสำคัญที่ช่วยหนุนให้มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงาน มีจำนวนผู้เช่ารายใหม่เข้ามาทำสัญญาการเช่าพื้นที่สำนักงาน บนทำเลที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่นในมาตรฐานการให้บริการ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ รวมถึงปัจจัยด้านมาตรการกำกับดูแลสุขอนามัยและความปลอดภัยของอาคารสำนักงานเกรด A และ A- ของทางบริษัทที่ยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ตอกย้ำถึงกลยุทธ์ในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตทรัพย์สินของบริษัท (Well-Diversified) ซึ่งทำให้ AWC สามารถลดความผันผวนของระดับรายได้ และยังคงมีผลการดำเนินงานที่มั่นคงและแข็งแรง นอกจากนี้บริษัทมีโปรแกรม AWC Infinite Lifestyle เชื่อมโยงการให้บริการของทุกกลุ่มธุรกิจผ่านทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์การและความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้มาใช้บริการ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างฐานลูกค้าและเพิ่มแรงจูงใจในการเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสะดวกรวดเร็วไร้รอยต่อ สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ตลอดช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทยังคงเดินหน้าปรับกลยุทธ์ในการดำเนินงานต่างๆ เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ร่วมสร้างคุณค่าในระยะยาว และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยในปี 2565 ทางบริษัทเริ่มต้นแผนการดำเนินงานด้วยการเปิดโครงการเดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ริมสายน้ำเจ้าพระยาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พร้อมด้วยแผนการผลักดันเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวระดับลักชัวรี่ของภูมิภาค ด้วยการเปิดโรงแรมมีเลีย เชียงใหม่ โรงแรมจากเครือมีเลีย แห่งแรกของภาคเหนือ    ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา AWC มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าพัฒนาโครงการคุณภาพเพื่อเสริมศักยภาพและเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า รวมถึงการพัฒนาให้เป็นทรัพย์สินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง สะท้อนถึงการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์การดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ระดับโลก ในการสร้างคุณค่าในระยะยาวร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อช่วยยกระดับการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ รวมถึงกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ภายใต้พันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

“ออมสิน” ส่งโปรแรง ร่วมงาน Money Expo 2022 ชูเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 109 ดอกเบี้ยสูงสุด 10.90% พร้อมเปิดตัว GSB METAVERSE

0

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้เข้าร่วมงานมหกรรมการเงิน Money Expo 2022 ครั้งที่ 22 จัดที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2565 ด้วยแนวคิด “สร้างอนาคต สร้างธุรกิจ สร้างสังคม” มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิพิเศษด้านเงินฝาก สินเชื่อ และบริการทางการเงิน

โดยมีโปรโมชันเด่นด้านเงินฝาก ได้แก่ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 109 ดอกเบี้ยแบบ Step up สูงสุด 10.90% ต่อปี หรือเทียบเท่าเงินฝากประจำ 3.00% ต่อปี เพื่อส่งเสริมการออมเงินของแฟนคลับผลิตภัณฑ์เงินฝากธนาคารออมสิน เพียงเปิดบัญชีฝากเงินขั้นต่ำ 10,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท สามารถจองสิทธิ์ได้ภายในงาน เพียงวันละ 200 สิทธิ์ และจำกัดคนละ 1 บัญชีเท่านั้น โดยมีรายละเอียดการรับใบจองสิทธิ์ ดังนี้

  • วันที่ 12 พ.ค. 65 เวลา 13.00 น. จำนวน 200 สิทธิ์ สถานที่ต่อคิวรับใบจองสิทธิ์ ห้อง Jupiter 11-13
  • วันที่ 13 พ.ค. 65 เวลา 11.00 น. จำนวน 200 สิทธิ์ สถานที่ต่อคิวรับใบจองสิทธิ์ หน้าชาเลนเจอร์ 2
  • วันที่ 14 พ.ค. 65 เวลา 11.00 น. จำนวน 200 สิทธิ์ สถานที่ต่อคิวรับใบจองสิทธิ์ หน้าชาเลนเจอร์ 2
  • วันที่ 15 พ.ค. 65 เวลา 11.00 น. จำนวน 200 สิทธิ์ สถานที่ต่อคิวรับใบจองสิทธิ์ หน้าชาเลนเจอร์ 2

ด้านสินเชื่อมีโปรโมชันที่เป็นไฮไลต์ ได้แก่ สินเชื่อเคหะดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับคนอยากมีบ้านทั้งสร้าง/ซื้อบ้าน ต่อเติมซ่อมแซม หรือต้องการรีไฟแนนซ์มาจากสถาบันการเงินอื่น อัตราดอกเบี้ยปีแรก 1.750% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.50% ต่อปี ได้ยกเว้นค่านิติกรรมสัญญา และค่าบริการสินเชื่อ ให้สิทธิ์แก่ผู้ที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ในงาน ยื่นกู้ภายในวันที่ 30 มิ.ย.2565 ทำนิติกรรมสัญญาภายในวันที่ 30 ก.ย.2565 และลูกค้า 220 คนแรก ยังจะได้รับ Gift Card มูลค่าสูงสุด 5,000 บาท อีกด้วย

สินเชื่อ GSB Smooth BIZ สำหรับบุคคลธรรมดา/นิติบุคคล ที่ประกอบธุรกิจภาคการผลิต การพาณิชย์ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด ปีที่ 1-2 = 2.99% ต่อปี ผ่อนชำระนาน 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท พร้อมด้วยสินเชื่อเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้แก่ สินเชื่อ SMEs เต็มสุข เต็มสิบ / สินเชื่อออมสิน สร้างงาน สร้างอาชีพ / สินเชื่อออมสินห่วงใย (เพื่อสู้ภัยโควิด) เป็นต้น

และพบกับ “ออมสินเมตาเวิร์ส : GSB METAVERSE” ชุมชนแห่งใหม่บนโลกดิจิทัล ที่จะเปิดตัวครั้งแรกภายในงาน ให้ผู้ชมงานได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในโลกเสมือนจริง ที่ธนาคารออมสินนำมาให้ผู้ชมงานได้สัมผัสก่อนใคร

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่บูธธนาคารออมสิน ยังจะได้รับฟรี “กระปุกออมสินชิงช้าสวรรค์” โดยของมีจำนวนจำกัด พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย

เปิดสูตรโต “เอพริล เบเกอรี่-เกรนเน่ย์” ในร้านเซเว่นฯ ส่งสินค้าคุณภาพและช่องทางการตลาดใหม่ สู้โควิด

0

การนำสินค้าเข้าวางจำหน่ายในช่องทาง “โมเดิร์นเทรด” ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นช่องทางที่เพิ่มโอกาสสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบการหลายรายยังคงขาดองค์ความรู้ในการเริ่มต้นและเทคนิคในการเติบโต ศูนย์ 7 สนับสนุน SME ภายใต้การขับเคลื่อนของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ จึงได้จับมือ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ผนึกกำลังจัดกิจกรรมดีๆ เพื่อให้ความรู้ผู้ประกอบการ SME ภายใต้ชื่อ “DIPROM MOVE TO MODERN TRADE” พร้อมเชิญ 2 SME ชื่อดังอย่าง อร -กนกกัญจน์ มธุรพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหา ฟู้ด อินดัสทรีส์(ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ “เอพริล เบเกอรี่” (April’s Bakery) ขนมเปี๊ยะเลื่องชื่อ และ เจิ้น-โสรัจ มหรรณพกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูลเกิ้ล จำกัด เจ้าของธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพชื่อดังแบรนด์ เกรนเน่ย์ (Grainey) ที่เติบโตในตลาดโมเดิร์นเทรดช่วงโควิด-19 ได้แบบก้าวกระโดด มาร่วมเสวนาแชร์ประสบการณ์และถ่ายทอดกลยุทธ์การทำตลาด ในหัวข้อ “SME How to : ปั้นธุรกิจโต ด้วยเทรนด์การตลาดยุคใหม่”

โสรัจ มหรรณพกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูลเกิ้ล จำกัด

เดินหน้าเต็มสูบ มุ่งสู่โมเดิร์นเทรด

เจิ้น เล่าย้อนความให้ฟังถึงเส้นทางการเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดว่า เกรนเน่ย์ เป็นสินค้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตนเอง ซึ่งเคยมีน้ำหนักตัวกว่า 100 กิโลกรัม ประกอบกับการมองเห็นเทรนด์ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพในต่างประเทศ ว่ามีอัตราการเติบโต จึงเดินหน้าทำธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ โดยในช่วงแรกเน้นการทำตลาดต่างประเทศ แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ทำให้เราส่งออกไม่ได้ จึงต้องหันมาทำตลาดในประเทศแทน และตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศก็คือตลาดโมเดิร์นเทรด ซึ่งเซเว่น อีเลฟเว่น ถือเป็นตลาดโมเดิร์นเทรดที่เข้าถึงกลุ่มคนได้ง่าย จึงตัดสินใจนำสินค้าเข้าไปนำเสนอ ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องการนำสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรด แต่ด้วยราคาที่อาจจะสูงเกินไป อาจทำให้ขายได้ยาก ทางทีมเซเว่น อีเลฟเว่น จึงให้กลับไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถขายได้ในราคา 10 บาท ซึ่งเราก็ทำการคิดค้นจนสำเร็จและนำสินค้าตัวแรก “กราโนล่า บาร์” ไปจำหน่ายใน เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ในที่สุด และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับ อร ที่เล่าให้ฟังว่า จากแอร์โฮสเตสต้องลาออกด้วยปัญหาด้านสุขภาพ จึงต้องมองหาอาชีพให้กับตัวเอง ด้วยความชื่นชอบทำขนมจึงออกมาทำขนมขาย โดยพัฒนาสูตรขนมขึ้นมาจนได้เป็นขนมเปี๊ยะ “สูตรพายหมูแดงฮ่องกง” ซึ่งเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมายังไม่มีใครทำขาย จึงทำให้ได้รับการตอบรับที่ดี ช่วงแรกเปิดขายตามห้างสรรพสินค้า ในขณะเดียวกันก็มองหาช่องทางการขายอื่นเพิ่มเติม และตลาดโมเดิร์นเทรดอย่างร้านสะดวกซื้อก็เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจ โดยเราตั้งเป้าที่จะเข้าเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นอันดับแรก เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีสาขากระจายทั่วทุกภูมิภาค ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย จึงเดินหน้าค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับการเข้าตลาดร้านสะดวกซื้อ พร้อมกับไปขอรับคำปรึกษาจาก เซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำที่ดี จนทำให้สามารถนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายได้สำเร็จ

กนกกัญจน์ มธุรพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหา ฟู้ด อินดัสทรีส์(ประเทศไทย) จำกัด

เจาะบล็อกเกอร์เฉพาะกลุ่มบุกเป้าหมายใหม่-ปั้นสินค้าน่าถ่ายรูป

แม้ว่าสินค้าจะได้รับการตอบรับที่ดี แต่ทุกธุรกิจก็ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค เพื่อให้ได้เรียนรู้และแก้ปัญหาซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 2 คนก็ต้องผ่านบทเรียนนี้เช่นกัน เจิ้น เล่าให้ฟังว่า โควิด-19 ทำให้เรารู้ว่าในวิกฤตยังมีโอกาส โดยเราพบว่าช่วงโควิดเป็นช่วงที่ทุกคนต้องอยู่บ้าน และกลุ่มนักเรียน นักศึกษา จะใช้เวลาส่วนใหญ่ดูไลฟ์เกม เราจึงเจาะทำการตลาดในกลุ่มนี้โดยการเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนเหล่าเกมเมอร์ต่างๆ ที่มีกลุ่มผู้ติดตามจำนวนมาก ถือเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพรายแรกที่ทำการตลาดผ่านเกมเมอร์ จนเกิดกระแสแห่ซื้อสินค้าจนของขาดตลาด ทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตถึง 300% ทำให้เราเรียนรู้ว่า การทำการตลาดไม่จำเป็นต้องทำกับกลุ่มเฉพาะประเภทสินค้า แต่ให้ดูว่าช่องทางการทำตลาดนั้นเข้าถึงกลุ่มคนได้มากน้อยเพียงใด เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำ และนำมาสู่การบริโภคในที่สุด

ด้าน อร กล่าวเสริมว่า ช่วงวิกฤตโควิด-19 จำเป็นต้องปิดโรงงานบางแห่ง เนื่องจากห้างปิด ทำให้รายได้หายไปส่วนหนึ่ง ขณะที่รายจ่ายยังคงมีอยู่ เราจึงมองหาช่องทางการตลาดอื่นเพิ่มเติม พร้อมผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด โดยจากการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า คนรุ่นใหม่ชอบการถ่ายภาพ หากเราผลิตสินค้าที่น่ารับประทาน ถ่ายภาพออกมาสวย รสชาติอร่อย พร้อมทำการตลาดผ่านบล็อกเกอร์ที่ได้รับความสนใจในช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ช่องทาง Instagram , Facebook , TikTok ก็น่าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีเกินคาด จนทำให้สินค้าขาดตลาด ซึ่งทาง เซเว่น อีเลฟเว่น ก็แนะนำให้เราเพิ่มกำลังการผลิตและกำลังคน เพื่อผลิตสินค้าให้ได้ตามความต้องการของตลาด เรียกได้ว่าหากไม่มีช่องทางขายทางโมเดิร์นเทรด ธุรกิจเราคงไม่สามารถทำยอดขายได้หลัก 100 ล้านบาทต่อปีและไม่สามารถเติบโตมาได้จนถึงปัจจุบัน

คุณภาพต้องเป๊ะ-พร้อมเปลี่ยนแปลงให้ทันโลก

เมื่อมาถึงคำถาม How to ทำธุรกิจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ทั้ง 2 ผู้ประกอบการก็เปิดเผยแบบหมดเปลือกว่า สิ่งที่ทำให้ อร ประสบความสำเร็จได้ก็คือ คุณภาพ เราทำธุรกิจด้านอาหาร หากเราผลิตสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ผู้บริโภคก็จะไม่กลับมาซื้อสินค้าของเราซ้ำอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังต้องเปิดใจและไม่ปิดบังเรื่องต่างๆ กับคู่ค้า โดยเฉพาะเรื่องปัญหา เพื่อจะได้ร่วมกันแก้ไข ไม่ได้กระทบกับธุรกิจที่ทำร่วมกัน พร้อมกับมองหาช่องทางการตลาดอื่นเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงธุรกิจ

ขณะที่ เจิ้น มุ่งเน้นไปที่การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมแบบรอบด้านทั้ง ด้านการตลาด ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงมองหาโอกาสในการขยายช่องทางการตลาดใหม่ๆ ไม่จำกัดแค่ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง รวมถึงต้องมีความพร้อมอยู่เสมอ กล่าวคือ พร้อมที่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดโมเดิร์นเทรดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่แค่การเข้าตลาดโมเดิร์นเทรดได้ แต่การอยู่ในตลาดนี้ได้นานต่างหากคือความสำเร็จที่แท้จริง

สำหรับกิจกรรมอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการ SME ภายใต้ชื่อ “DIPROM MOVE TO MODERN TRADE” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่เปรียบเสมือนทางลัดสู่ตลาดขนาดใหญ่อย่างโมเดิร์นเทรด เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต

AIS แจ้งผลประกอบการไตรมาส แรกปี65 เตรียมอัดงบ 3.5 หมื่นล. ขยายศักยภาพ 5G

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 65 พบว่า บริษัทยังต้องเผชิญกับความท้าทายกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ผลประกอบการของ AIS ในไตรมาสแรก รายได้รวมอยู่ที่ 45,279 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.3 เทียบกับปีก่อน กำไรสุทธิ อยู่ที่ 6,311 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน

บริษัทมีกำไรสุทธิ  6,311  ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.0 เป็นผลจากการลงทุนในคลื่นความถี่เพิ่มเติมในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม AIS ยังคงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม และยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมพร้อมความครอบคลุมของโครงข่าย 5G และ เน็ตบ้าน อย่างต่อเนื่อง

“เริ่มต้นในไตรมาสแรกของปีนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศยังคงเจอกับสถานการณ์ความท้าทายอย่างรอบด้านทั้งภายในและภายนอก ทำให้ภาพรวมรายได้ของ AIS มีอัตราการเติบโตลดลงเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราก็ยังคงเดินหน้าลงทุนขยายศักยภาพโครงข่ายของ 5G ให้เกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน เพราะเราเชื่อว่าดิจิทัลเทคโนโลยี คือโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างการเติบโตให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยวันนี้ AIS ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราได้ก้าวข้ามจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มาเป็นผู้ให้บริการดิจิทัล และเรากำลังทำให้เห็นถึงศักยภาพของ AIS 5G ที่จะมาเปลี่ยนประสบการณ์ของคนไทยอีกครั้งด้วยนวัตกรรม Metaverse ที่วันนี้เราได้เชื่อมต่อโลกจริงและโลกเสมือนเข้ามาไว้ด้วยกันเป็นครั้งแรกของโลก หรือแม้แต่บริการที่ไม่เพียงจะสร้างประสบการณ์ดิจิทัลให้กับคนไทย แต่ยังสร้างโอกาสการเติบโตในรูปแบบใหม่ๆ ให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีผลกับการส่งเสริมการเติบโต Digital Economy ของประเทศด้วยนั่นเอง”

นายสมชาย กล่าวว่า AIS ยังคงลงทุนขยายโครงข่าย 5G/4G ของเอไอเอสอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมความเป็นผู้นำ ส่งผลให้ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 เทียบกับปีก่อน ในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหาร ลดลงร้อยละ 0.8 จากปีก่อน ส่งผลให้เอไอเอสมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม (EBITDA) อยู่ที่ 22,404 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.8 จากปีก่อน โดยมีผลการดำเนินงานแยกตามรายธุรกิจดังนี้

  • ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีรายได้ลดลงที่ร้อยละ 1.7 จากปีก่อน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ประกอบกับการแข่งขันที่ยังคงรุนแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา ในส่วนของจำนวนลูกค้ายังคงเติบโตอย่างแข็งแรง โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 506,500 เลขหมายในไตรมาสนี้ ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าโทรศัพท์มือถือรวมที่ 44.6 ล้านเลขหมาย สำหรับ 5G วันนี้ AIS ให้บริการครบทั้ง 77 จังหวัด และมีความครอบคลุมที่ร้อยละ 78 ของจำนวนประชากร มีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 2.8 ล้านราย เพิ่มจาก 2.2 ล้านราย เมื่อปลายปี 2564
  • ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่สามารถสร้างการเติบโตเหนือตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้เติบโตร้อยละ 27 เทียบกับปีก่อน มีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น 93,100 ราย โดยปัจจุบันมีลูกค้ารวม 1,865,100 ราย ตั้งเป้ามีฐานลูกค้า 2.2 ล้านรายในปีนี้ อีกทั้งเอไอเอสไฟเบอร์ยังมุ่งเน้นคุณภาพของการให้บริการโดยการการันตีการให้บริการลูกค้าภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมยกระดับตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านไปด้วยแพ็กเกจความเร็วในระดับ 2Gbps เป็นรายแรกในไทย และล่าสุดกับการเปิดตัวบริการ Wi-Fi อัจฉริยะที่นำระบบ AI เข้ามาจัดสรร Data Traffic การใช้งานอินเทอร์เน็ตภายในบ้าน ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ของตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ก้าวไปอีกขั้น โดยไม่เน้นเพียงการแข่งขันด้านราคา
  • ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร รายได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คิดเป็นร้อยละ 31 เทียบกับปีก่อน ด้วยเป้าหมายการเติบโตขยายธุรกิจสอดรับเป้าหมายการเป็น Cognitive Telco ผ่าน 5 กลยุทธ์หลักที่จะเน้นหนักมากขึ้น ได้แก่ การนำเครือข่าย 5G มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ, การสร้าง Intelligent Network, การสร้าง Digital Infrastructure และแพลตฟอร์ม, การเป็นผู้ใช้ Data และการสร้างทีมงานที่มีความเป็นมืออาชีพ ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายเพื่อสร้างความสมบูรณ์ของ Digital Business Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดของประเทศ

AIS ยังคงเดินหน้าตามแผนงานการก้าวสู่องค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะหรือ Cognitive Telco อย่างต่อเนื่อง ด้วยงบลงทุนกว่า 30,000-35,000 ล้านบาท ในการขยายศักยภาพ 5G เพื่อสร้างประสบการณ์ดิจิทัลให้กับคนไทยด้วยนวัตกรรม Metaverse ที่กำลังเข้ามาสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงรองรับการเติบโตของกลุ่มธุรกิจทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร และธุรกิจดิจิทัลเซอร์วิส

OR แจ้งผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 65 โตต่อเนื่อง กำไรสุทธิ 3.8 พันล้านบ.

0

OR เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 3,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,491 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 63.3% จากไตรมาสก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.32 บาท สูงกว่าไตรมาสก่อน 0.12 บาท หรือ เพิ่มขึ้น 60.0% มุ่งเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ๆ ตอบโจทย์ผู้บริโภคและตอบรับเทรนด์ในอนาคต ประกาศลงทุนใน Start-up ผนึกกำลังสร้างความหลากหลายทางธุรกิจ และร่วมสร้างโอกาสในการเติบโตไปด้วยกัน

นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2565 OR และบริษัทในกลุ่มมีรายได้จากการขายและบริการ 177,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,452 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักจากราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ขายของทั้งกลุ่มธุรกิจ Mobility และกลุ่มธุรกิจ Global เพิ่มขึ้น สำหรับ EBITDA  ในไตรมาส 1 อยู่ที่ 6,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,049 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 46.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยเพิ่มในทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งกลุ่มธุรกิจ Mobility จากภาพรวมกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นจากทั้งธุรกิจตลาดพาณิชย์และธุรกิจขายปลีกน้ำมัน ในขณะที่กำไรขั้นต้นของการขายน้ำมันดีเซลผ่านสถานีบริการชะลอตัวจากการลดภาระภาคประชาชนในการชะลอการปรับราคาหน้าสถานีบริการ โดยในไตรมาสนี้ OR มีกำไรสุทธิ จำนวน 3,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,491 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 63.3% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.32 บาท สูงกว่าไตรมาสก่อน 0.12 บาท หรือเพิ่มขึ้น 60.0%

ทั้งนี้ ในไตรมาสนี้ OR ได้เตรียมขยายการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ เดอะพรอมานาด และเทอร์มินอล21 สาขาอโศก พระราม 3 พัทยา และโคราช รวม 24 จุดจ่าย ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ในไตรมาส 3 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถไฟฟ้าสามารถเข้าถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Statoin PluZ ได้สะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่นิยมมาใช้บริการที่ห้างสรรพสินค้าและให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด และได้รวมกับไปรษณีย์ไทยและมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการศึกษาการใช้รถไฟฟ้าในการขนส่งไปรษณีย์และพัสดุ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และเป็นอีกก้าวสู่การเป็นผู้นำในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ต่อไปในอนาคต สำหรับในด้าน Lifestyle OR ได้เปิดตัวร้านค้า “Your Space” หรือร้านค้ามัลติแบรนด์ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของร้านค้าออนไลน์เช่าพื้นที่เพื่อจัดแสดงสินค้าให้ผู้ซื้อได้สัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ ช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์และสร้างยอดขาย ตอบโจทย์การขายสินค้าออนไลน์ยุคใหม่ ตอบโจทย์ผู้ขายเรื่องความคุ้มค่าเช่า ช่วยลดต้นทุนเจ้าของสินค้าไม่ต้องสต๊อคสินค้าที่ร้าน ปัจจุบัน OR ยังได้ลงทุนในสตาร์ทอัพ 6 รายผ่าน ORZON Ventures ได้แก่ Pomelo GoWabi Freshket Carsome Protomate และ Hangry  เพื่อสร้าง New S-Curve ต่อยอดการดำเนินธุรกิจด้าน Mobility และ Lifestyle รวมทั้งมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ และความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค 

“การดำเนินการเหล่านี้สอดคล้องกับพันธกิจของ OR ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) และการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างครบวงจรเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบ (All Lifestyles) รวมทั้งยังมุ่งเติมเต็มโอกาสเพื่อทุกการเติบโตร่วมกันกับพันธมิตร (Inclusive Growth) ด้วยการเสาะแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือ ทั้งในรูปแบบของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ และการลงทุนใน SMEs หรือสตาร์ทอัพอีกด้วย” นายพิจินต์ กล่าว

AIS ผนึก รพ.วิมุต ยกระดับสู่ Smart Hospital กระตุ้นอุตสาหกรรม Healthcare

0

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายบทบาทสู่การให้บริการไอซีทีแบบครบวงจร และสู่อุตสาหกรรมบริการสุขภาพและโรงพยาบาล โดยร่วมกับโรงพยาบาลวิมุต พลิกโฉม ยกระดับไปอีกขั้น สู่การเป็น Smart Hospital ด้วยดิจิทัลเทคโนโลยีเต็มรูปแบบจาก AIS 5G ทั้งบริการโซลูชันแบบครบวงจร, งานบริหารจัดการระบบ ICT, การจัดการข้อมูลและศูนย์ Data Center, การสื่อสารเชื่อมต่อการทำงานด้วย Cloud Contact Center รวมถึงบริการดิจิทัลที่มาช่วยอำนวยความสะดวก และเสริมประสบการณ์ในการใช้บริการรักษาพยาบาลของคนไข้ อาทิ แอปพลิเคชัน บริการเทเลเมดดิซีน (Telemedicine)

AIS มีความพร้อมในการให้บริการลูกค้าองค์กรในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมตั้งแต่ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการมีพาร์ทเนอร์ที่เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถส่งมอบบริการด้านโครงข่าย, ไอซีที และดิจิทัลโซลูชันได้อย่างครอบคลุมแบบครบวงจร การได้รับความไว้วางใจจากโรงพยาบาลวิมุตในการยกระดับศักยภาพของโรงพยาบาลสู่การเป็น Smart Healthcare ด้วยการเข้าไปทำงานแบบครบวงจรเป็นครั้งแรกในธุรกิจโรงพยาบาล ที่ครอบคลุมกระบวนการทำงานของโรงพยาบาลตั้งแต่การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเน็ตเวิร์คเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดด้านไอซีที (ICT) ทั้งระบบและทีมงานที่พร้อมแก้ไขปัญหา ตลอดจน ดิจิทัลเซอร์วิซสำหรับคนไข้ที่เข้ามาใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อเข้าถึงบริการทางการแพทย์

นับเป็นก้าวสำคัญของ AIS ที่สามารถนำศักยภาพของเครือข่ายอัจฉริยะ 5G และพลังของพาร์ทเนอร์มาให้บริการลูกค้าแบบครบวงจรทำให้องค์กรธุรกิจมีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทัดเทียมนานาชาติ พร้อมรับมือทุกโอกาส ความท้าทาย และการแข่งขัน

นายแพทย์สันติ เอื้อนรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า เป้าหมายหนึ่งของโรงพยาบาลวิมุตคือ การเป็น Smart Hospital หรือการนำดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการทำงาน ตั้งแต่การรักษาที่ตรงจุดด้วยเทคโนโลยี และเครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัย รวมถึงขั้นตอนการทำงานภายในและบริการการรักษาที่จะทำให้ผู้รับบริการเกิดประสบการณ์ที่ดีมีความพึงพอใจสูงสุด โดยเรามองหา Service Provider ที่จะมาทำงานร่วมกันที่มีความพร้อมทั้งในเรื่องของเครือข่ายสัญญาณที่มีประสิทธิภาพ การมีโซลูชันที่ช่วยเรื่องการจัดการฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการกับระบบการทำงานภายในที่สามารถเชื่อมต่อส่วนงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำและปลอดภัย รวมถึงการมีบริการที่ตอบโจทย์คนไข้ในยุคดิจิทัลอย่างแอปพลิเคชัน ที่จะมาช่วยเรื่องการนัดหมาย การแจ้งผลตรวจ หรือแม้แต่การปรึกษาแพทย์ผ่านทางออนไลน์

ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลวิมุต และ AIS เพื่อยกระดับการโรงพยาบาลให้ก้าวสู่การเป็น Smart Hospital แบบเต็มรูปแบบ ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีโครงข่าย เพื่อใช้ในการออกแบบบริการและโซลูชันการทำงานภายในตามโจทย์ข้างต้นของโรงพยาบาลวิมุต อาทิ

  • Turnkey IT Solutions นับเป็นครั้งแรกที่ AIS ใช้ศักยภาพด้านโครงข่ายและผสานความสามารถร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายเข้าไปให้บริการได้แบบครบวงจร ทั้งการวางระบบงานด้าน ICT การจัดการฐานข้อมูลหรือ Data Center ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ไอที
  • Managed IT Services การให้บริการอย่างครบวงจรด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเข้าไปสนับสนุน พร้อมให้คำแนะนำช่วยเหลือ และดูแลระบบการใช้งานตลอดเวลา
  • Digital Services การออกแบบแอพลิเคชันสำหรับโรงพยาบาลวิมุต รวมถึงระบบเพื่อให้บริการวัคซีน และบริการที่ช่วยยกระดับการทำงานทางการแพทย์ อย่างระบบเทเลเมดดิซีน เพื่อให้คนไข้หรือผู้รับบริการได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ในการรักษา
  • Cloud Contact Center ระบบการสื่อสารภายในที่ช่วยเชื่อมต่อการทำงานของส่วนต่างๆ ทั้งในแง่ของการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและง่ายต่อการบริหารจัดการ

“วันนี้เราได้ AIS เข้ามาทำงานร่วมกัน ตามแนวทางและเป้าหมายด้านการยกระดับมาตรฐานการแพทย์ระดับสากลด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่ง AIS สามารถส่งมอบบริการด้านดิจิทัล รวมถึงระบบการทำงานต่างๆ ที่ช่วยเสริมขีดความสามารถของทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรให้มีประสิทธิภาพมากสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพการบริการทางการแพทย์ ทำให้โรงพยาบาลวิมุตก้าวสู่ Smart Hospital ที่มีความสมบูรณ์แบบ และสามารถเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมด้านสุขภาพประเทศได้อย่างดี”

ทิพยประกันภัย ร่วมสนับสนุนกองประกวด Miss Teen Trans Thailand 2022

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า TIP Rainbow โดยบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนกองประกวด Miss Teen Trans Thailand 2022 เวทีการประกวดสำหรับเยาวชนกลุ่มเพศหลากหลาย LGBTQ+ มีวัตถุประสงค์เพื่อการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ในการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์และจิตอาสา

โดยบริษัทได้มอบแผนประกันภัย “TIP ด้วยรักตลอดไป” คุ้มครองอุบัติเหตุและภาวะโคม่าจากโรคร้ายแรง ให้กับผู้ได้รับตำแหน่ง Miss Teen Trans Thailand 2022, Miss TIP Rainbow 2022 และรางวัลพิเศษอื่นๆ รวม 7 รางวัล ทุนประกันรวม 3,300,000 บาท ณ วิวาเซ่ ยานนาวา พระราม3

กรมชลฯ แถลงผลจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 เดินหน้าต่อพร้อมรับมือฤดูฝนปีนี้

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมชลประทาน จัดแถลงผลงาน “สรุปการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65  และเตรียมรับมือฤดูฝน ปี 2565” หลังการจัดสรรน้ำฤดูแล้งที่ผ่านมา เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนอย่างเต็มศักยภาพ ตามมาตรการรับมือฤดูฝน 13 มาตรการของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.)

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว โดยมีนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน, ดร.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมแถลง พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และนายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมงาน ก่อนทำพิธีปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยเหลือประชาชนในช่วงฤดูฝน ผ่านระบบ Video Conference ไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ และถ่ายทอดสดผ่านเพจ Facebook กรมชลประทาน

อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมานี้ ผลการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร รวมไปถึงการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักต่างๆ เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้ง โดยปฏิบัติตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการอย่างครบถ้วน อีกทั้งยังมีปริมาณน้ำสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2565 ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

“สำหรับการจัดสรรน้ำในภาพรวมทั้งประเทศ พบว่ามีการใช้น้ำไปทั้งสิ้น 22,998 ล้าน ลบ.ม. (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศจัดสรรไว้รวมทุกกิจกรรม 22,280 ล้าน ลบ.ม. สำรองน้ำต้นฤดูฝน 15,557 ล้าน ลบ.ม.) เกินแผนที่ตั้งไว้เล็กน้อย  ด้านผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกรวมกว่า 8.11 ล้านไร่ (แผนวางไว้ 6.41 ล้านไร่) ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าปีนี้เราส่งน้ำเกินแผนไปประมาณ 718 ล้าน ลบ.ม. แต่เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้เพิ่มอีก 1.7 ล้านไร่  ซึ่ง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ได้ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรให้ชะลอการทำนาปรัง เนื่องจากมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ แต่ในฤดูแล้งที่ผ่านมา กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยการจัดสรรน้ำอย่างประณีต ทำให้พี่น้องเกษตรกรในเขตชลประทานมีรายได้จากการเพาะปลูกพืช ส่วนน้ำสำรองต้นฤดูฝนที่เราคาดการณ์ไว้ว่าจะต้องสำรองประมาณ 15,557 ล้าน ลบ.ม. ปรากฏว่าในวันเริ่มต้นฤดูฝน วันที่ 1 พ.ค. 65 เรามีน้ำต้นทุนอยู่ 19,950 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ 4,393 ล้าน ลบ.ม. ถือว่าเป็นกำไร นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ที่จนถึงขณะนี้มีการจ้างงานไปแล้วกว่า 74,000 คน” 

ส่วนสถานการณ์ฤดูฝนของประเทศไทย ปี 2565 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปีนี้จะเริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2565 และสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2565 โดยปริมาณฝนรวมของทั้งประเทศในช่วงฤดูฝนตกมากกว่าค่าปกติร้อยละ 3 ซึ่งต่ำกว่าปี 2564 ที่ผ่านมา ที่มีฝนตกสูงกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 8 ทั้งนี้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมจะเป็นช่วงที่ฝนจะตกน้อย หลังจากนั้นฝนจะตกชุกหนาแน่นในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 2565 กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยส่งเสริมการเพาะปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณฝนตกน้อยกว่าคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่สำคัญได้วางแผนบริหารจัดการน้ำภายใต้มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ทั้ง 13 มาตรการ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 โดยได้เตรียมการรับมือปัญหาอุทกภัย ด้วยการกำหนดวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำในลำน้ำ กำหนดคน กำหนดผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่างๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานจังหวัด ร่วมกันติดตามและวิเคราะห์หรือคาดการณ์สถานการณ์น้ำในลำน้ำ การจัดสรรทรัพยากร เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกล รถขุด รถแทรกเตอร์ หรือเครื่องมือต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา โดยในวันนี้ได้มีการปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลและเครื่องมือต่างๆ ที่ประจำอยู่ที่ศูนย์บริหารเครื่องจักรกลที่ 1-7 ของสำนักเครื่องจักรกล จำนวนรวม 5,382 หน่วย ออกไปเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศตลอดช่วงฤดูฝนนี้

กรมชลประทาน มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้งอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกร ได้มีน้ำใช้ในทุกกิจกรรมตลอดทั้งปีตามศักยภาพที่มีอยู่ ซึ่งการดำเนินงานต่างๆของกรมชลประทานจะสำเร็จไม่ได้เลย หากขาดความร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน เกษตรกร รวมถึงทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้การบริหารจัดการน้ำสำเร็จตามแผนที่วางไว้ จึงขอขอบคุณทุกภาคส่วนมา ณ โอกาสนี้

“แม็คยีนส์” เปิดตัวคอลเลคชั่นรักษ์โลก HEMP เสื้อผลิตจากใยกัญชง

0

แม็คยีนส์ เปิดตัว “HEMP” คอลเลคชั่นรักษ์โลกล่าสุด ผลิตเสื้อจากใยกัญชง สานต่อคอลเลคชั่น Earth Friendly ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เน้นความยั่งยืน วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่ 5 พ.ค.65  

นายเจมส์ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” เปิดเผยว่า ด้วยการตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อย ๆ แม็คยีนส์ ได้เปิดตัว “HEMP” คอลเลคชั่นรักษ์โลกที่มีความใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมการผลิตจากเส้นใยกัญชง ซึ่งเป็นพืชระยะสั้น กระบวนการปลูกไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถปลูกในพื้นที่เดิมได้ซ้ำโดยไม่เสียหน้าดิน ประหยัดน้ำในการปลูก และมีความยั่งยืนมากกว่าฝ้าย อีกทั้งเส้นใยยังให้คุณสมบัติที่แข็งแรงกว่าผ้าฝ้าย และยังมีผลการวิจัยและรับรองเป็นพืชที่มีความยั่งยืนมากกว่าฝ้ายหลายเท่า สามารถประหยัดน้ำในการปลูกถึง 30% รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูกน้อยกว่าฝ้ายเป็นอย่างมาก ทั้งดูดซับความชื้นดีกว่าไนลอน และให้ความอบอุ่นมากกว่าลินิน สีติดทนกว่าผ้าฝ้าย สวมใส่สบายในหน้าร้อน และให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว ทำให้ HEMP (ใยกัญชง) เป็นคอลเลคชั่นที่ผลิตจากสิ่งทออินทรีย์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง 

โดยในส่วนของการออกแบบจะเน้นดีไซน์ตัวอักษร และลายกราฟิกที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติ รวมไปถึงโทนสีที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับยีนส์ได้ง่าย สวมใส่สบาย เพื่อให้ HEMP(ใยกัญชง) เป็นสัญลักษณ์ของคอลเลคชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยสินค้าประกอบด้วยประเภทเสื้อเป็นหลัก ได้แก่ เสื้อยืด, เสื้อเชิ้ต และฮู้ดดี้ ราคาตั้งแต่ 895 – 2,395 บาท ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2565  

กลุ่มเป้าหมายหลักคอลเลคชั่นนี้ จะเน้นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็น Millennials ที่มีอายุระหว่าง 22-35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความตื่นตัวและต้องการมีส่วนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คอลเลคชั่น HEMP ยังเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของแม็คยีนส์ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 

บริษัทฯ มุ่งสื่อสารถึงคอลเลคชั่นรักษ์โลก และการนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม็คยีนส์ได้มีการเปิดตัวคอลเลคชั่นที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น Mc Save the World ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากนวัตกรรมการรีไซเคิลขวดพลาสติก PET  นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรม DRY DYE การย้อมผ้าไม่ใช้น้ำซึ่งถือเป็นครั้งแรกในไทยกับคุณสมบัติเพื่อโลกจากแม็คยีนส์ ประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น 

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษ์โลกกับแม็คยีนส์ได้แล้ววันนี้ กับคอลเลคชั่น HEMP ที่ร้านแม็คยีนส์สาขาที่ร่วมรายการ หรือช้อปออนไลน์ที่ www.mcshop.com  และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/mcjeans