Home Blog Page 320

MEAT ZERO คว้ารางวัล ‘THAIFEX-ANUGA Taste Innovation Show 2022’

0

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า แบรนด์ MEAT ZERO (มีทซีโร่) นวัตกรรมเนื้อจากพืช (Plant-Based)จากซีพีเอฟ ได้รับรางวัล “THAIFEX-ANUGA Taste Innovation Show 2022” ในงาน Thaifex-Anuga World of Food Asia 2022 จากนวัตกรรม PLANT-TEC ที่ CPF RD Center มุ่งมั่นพัฒนาร่วมกับศูนย์วิจัยชั้นนำระดับโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นระยะเวลามากกว่า 4 ปี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีรสสัมผัสเสมือนเนื้อสัตว์จริง ทั้งลักษณะและกลิ่น ตลอดจนให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ปราศจากคอเลสเตอรอล และไฟเบอร์สูง

อนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาดกลาง ซีพีเอฟ

ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวถือเป็นความภาคภูมิใจของซีพีเอฟ เพราะแบรนด์ MEAT ZERO เริ่มเปิดตัวเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา เป็นผลิตภัณฑ์ที่ซีพีเอฟมุ่งมั่นวิจัย ทำให้พืชออกมาเสมือนเนื้อสัตว์มากที่สุด จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ให้ความรู้สึกเสมือนรับประทานเนื้อสัตว์จริง จากนั้นจึงต่อยอดเป็นอาหารหลากหลายเมนูในราคาที่ผู้บริโภคทุกกลุ่มเข้าถึงได้

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวเมนูใหม่ “ลาบทอดจากพืชและมินิป๊อปจากพืช” ของว่างอร่อยอย่างเนื้อ ที่จะมาเปลี่ยนมื้อเดิมๆ ให้สนุกและเพลิดพลิน เอาใจลูกค้ากลุ่มมังสวิรัติยืดหยุ่น (Flexitarian) ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ตลอดจนกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“ขอขอบคุณผู้บริโภคที่เลือก MEAT ZERO มาเติมเต็มมื้ออร่อย ปัจจุบัน มีจำหน่ายในต่างประเทศแล้ว ได้แก่ สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งภายในนี้ จะขยายตลาดออกไปอย่างน้อย 8 ประเทศ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม มาเลเซีย อังกฤษ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา เป็นต้น เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์เนื้อจากพืชอันดับ 1 ของเอเชีย ภายใน 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ซีพีเอฟ พร้อมพัฒนาเมนูที่ทำจาก Plant-Based เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการเลือกรับประทาน รองรับความต้องการของคนทุกกลุ่ม และเอาใจผู้บริโภคที่สนับสนุน MEAT ZERO เป็นอย่างดีมาโดยตลอด”

ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช MEAT ZERO ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคคนไทย หลังจากเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2564 จนกลายเป็นแบรนด์เนื้อจากพืชอันดับ 1 ของไทยอย่างรวดเร็ว การันตีด้วยรางวัลชนะเลิศ BEST PLANT-BASED BRANDING จาก Root The Future Plant-Based Food Awards 2021 จากผลคะแนนโหวตของผู้บริโภค และยังคว้ารางวัล “ผู้ส่งออกด้านนวัตกรรมอาหารแห่งปี 2021” (The Export Initiative of the Year – Food) จากเวที The Asian Export Awards 2021 จัดโดย Manufacturing Asia สื่อชั้นนำด้านการส่งออกระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการคิดค้นนวัตกรรม PLANT-TEC หรือเทคนิคการสร้างรสสัมผัสเสมือนเนื้อสัตว์จริง

AWC จับมือ เครือโรงแรมอินเตอร์คอน พัฒนาคิมป์ตัน หัวหิน รีสอร์ท รับท่องเที่ยวหลังเปิดประเทศ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ร่วมลงนามกับ เครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป หรือ IHG เตรียมแผนพัฒนาครั้งใหม่ในการเสริมสร้างความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ล่าสุดพัฒนา คิมป์ตัน หัวหิน รีสอร์ท เพื่อสร้างประสบการณ์ความประทับใจที่โดดเด่นไม่เหมือนใครให้กับนักท่องเที่ยว โดยวางแผนเปิดให้บริการในปี 2567

การลงนามสัญญานี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งการเป็นพันธมิตรอันยาวนานระหว่าง AWC และ IHG หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านธุรกิจโรงแรม โดยความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและธุรกิจ หลังมาตรการเปิดประเทศ ซึ่งจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งและยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศไทย

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC เปิดเผยว่า AWC เชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยยังคงมีความแข็งแกร่งและจะเติบโตได้ดีต่อเนื่องในระยะยาว จึงเดินหน้าเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพื่อให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก โดยการสานต่อความร่วมมือกับกลุ่ม IHG ครั้งนี้ จะเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตโฟลิโอด้านธุรกิจโรงแรมและการบริการของเรา พร้อมด้วยคุณภาพและมาตรฐานการบริการระดับโลก เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้าในรูปแบบใหม่ที่พิเศษพร้อมตอบรับการเปิดประเทศอีกครั้ง

“คิมป์ตัน เป็นแบรนด์ที่มีความน่าสนใจ ทั้งในแง่ของการออกแบบที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงห้องอาหารและบาร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ดังนั้นจึงมีความเหมาะสมกับเมืองท่องเที่ยวอย่างหัวหินเป็นอย่างมาก อีกทั้งเป็นโอกาสดีในการช่วยยกระดับความเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมด้านไลฟ์สไตล์ให้กับหัวหินมากขึ้นอีกด้วย เราเชื่อมั่นว่าการผสานพลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่างกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล (IHG) จะทำให้เราเดินหน้าร่วมกันยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจและมีเอกลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวทั้งจากในและต่างประเทศ”

คิมป์ตัน หัวหิน รีสอร์ท เป็นโรงแรมคิมป์ตันแห่งที่สี่ในประเทศไทย มีห้องพักกว่า 124 ห้อง และเตรียมเปิดให้บริการโรงแรมในปี 2567 โดยแบรนด์คิมป์ตัน เป็นหนึ่งในพอร์ตโฟลิโอ Luxury & Lifestyle ของ IHG ที่ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วภายหลังจากการเปิดตัวครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ด้วยมาตรฐานการบริการที่ดี การออกแบบที่โดดเด่น และห้องอาหารที่มีชื่อเสียง โดยเป็นการปรับโฉมใหม่ของโรงแรมอิมพีเรียล หัวหิน ที่ปิดให้บริการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562

การลงนามสัญญาข้อตกลงในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมมือทางกลยุทธ์มีมาอย่างยาวนานระหว่าง IHG และ AWC จากความตั้งใจในการร่วมมือกันพัฒนาพอร์ตโฟลิโอของโรงแรมในประเทศไทยด้วยเป้าหมายสร้างห้องพักกว่า 1,200 ห้อง ซึ่งรวมห้องพักจำนวน 302 ห้องของอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง  ที่เตรียมเปิดให้บริการในปีนี้ เป็นส่วนสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้อีกด้วย โดยการประกาศการลงนามในครั้งนี้ เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการประกาศลงนามสัญญาสามฉบับเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย โรงแรมสองแห่งใจกลางกรุงเทพฯ ย่านไชน่าทาวน์ ได้แก่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล และ เดอะ วีนแยทท์ คอลเล็คชั่น ไชน่าทาวน์ รวมถึง เดอะ วีนแยทท์ อควอทีค พัทยา โรงแรมแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ในพัทยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ เดอะ วีนแยทท์ คอลเล็คชั่นภายใต้ IHG

คุณเซเรนา ลิม รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี ไอเอชจี กล่าวว่า การลงนามสัญญาในครั้งนี้ เป็นการลงนามสำหรับคิมป์ตันแห่งที่สี่ในประเทศไทย ต่อเนื่องจากคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย และ คิมป์ตัน เขาใหญ่ ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดยืนของแบรนด์ในประเทศไทยและทั่วโลก รวมไปถึงสร้างจุดยืนในการเป็นโรงแรมทางเลือกยอดนิยม สำหรับนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์การเข้าพักที่ไม่ซ้ำใคร

“ปัจจุบันมีโรงแรมในเครือ IHG ที่เปิดให้บริการแล้วในประเทศไทยกว่า 30 แห่ง และยังมีอีกกว่า 30 แห่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งเรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้สานต่อการทำงานร่วมกับ AWC ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กันในอีกหลายปีต่อไปข้างหน้า อีกทั้งเรายังมองเห็นโอกาสอีกมากมายในประเทศไทย จากการกลับมาของการท่องเที่ยวอีกด้วย โดยจากสถิติล่าสุดของ IHG แสดงให้เห็นว่า หัวหิน เป็นหนึ่งใน 10 จุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศไทย ที่ได้รับการค้นหามากที่สุดจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเราคาดหวังว่า คิมป์ตัน หัวหิน รีสอร์ท จะประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับแขกผู้เข้าพัก ทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศ ในปี 2567”

AWC เชื่อมั่นว่าการเดินหน้าสานต่อความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานกับ IHG เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าและยั่งยืนร่วมกัน ผ่านการลงนามสัญญาการพัฒนาโรงแรมลักซูรีระดับโลกอย่างคิมป์ตัน หัวหิน รีสอร์ทในครั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยว พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวภายใต้พันธกิจสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยต่อไป

เครือซีพี – มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ฯ มอบทุนฝึกอาชีพด้านการบริบาล ปีละ 100 คน

0

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า จากข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย วิเคราะห์ว่า ปี 2565 ประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ และในปี 2574 จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศ และจากสถานการณ์จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการประเมินและคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มติดสังคม กลุ่มติดบ้าน และกลุ่มติดเตียง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ “กลุ่มติดเตียง” มีประมาณ 3% หรือ 4 แสนคน จากผู้สูงอายุที่มีอยู่ประมาณ 13 ล้านคน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคม ที่ภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับมือวางโครงสร้างกับสังคมผู้สูงอายุระยะยาว ในด้านสวัสดิการและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งร่างกายและจิตใจ จึงทำให้ “อาชีพนักบริบาล” เป็นอาชีพที่มีความสำคัญอีกหนึ่งอาชีพในอนาคต

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพด้านการบริบาล สนับสนุนทุนฝึกอบรมวิชาชีพด้านการบริบาล โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ความรู้ด้านการบริบาลดูแลผู้สูงอายุ ในหลักสูตร 70 ชั่วโมง 420 ชั่วโมง และ 840 ชั่วโมง แก่ผู้ที่ขาดโอกาส และขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้ได้มีอาชีพทางเลือกที่มั่นคง สามารถเลี้ยงดูแลตัวเองและครอบครัวได้ นับตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการฯแล้วทั้งสิ้น 154 คน และประกอบอาชีพอยู่ในสายงานการบริบาลทั่วประเทศ โดยได้รับใบรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข

ทางด้าน นางสาวสุธิตา ศรีสุนนท์ หรือน้องแนน อายุ 26 ปี หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพด้านการบริบาล รุ่นที่ 1 ในหลักสูตร การดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง ของโรงเรียนเป็นเลิศการบริบาล จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีร่วมของมูลนิธิฯ เมื่อเรียนจบหลักสูตรแล้ว ได้ประกอบอาชีพรับงานดูแลผู้สูงอายุป่วยติดเตียงที่บ้านเคสโดยตรง จนถึงปัจจุบัน

“เริ่มต้นจากศูนย์ ไม่มีความรู้เรื่องงานบริบาลเลย เมื่อเข้ามาร่วมโครงการนี้ จนเรียนจบหลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน ทำให้เข้าใจทั้งทฤษฎีและสามารถนำไปปฏิบัติงานได้จริง และทำให้พร้อมที่จะก้าวออกมาทำงานในสายงานนี้ได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ ทำให้มีรายได้ ที่นอกจากจะเลี้ยงดูครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากแล้ว ยังสามารถเก็บเงินส่วนหนึ่งเพื่อสานฝันที่จะเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนบ้านเกิดของตนเอง หวังช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแลในราคาย่อมเยา แต่ได้คุณภาพและมาตรฐานการดูแลตามหลักการบริบาล” น.ส.สุธิตา กล่าว

ทั้งนี้ เยาวชนหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพด้านการบริบาล สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท http://www.cp-foundationforrural.org/project-28-2564/ หรือเบอร์โทรศัพท์ 02-766-7342 หรือ 02-766-7337

freshket ผนึก OR และ Betagro Holding, Openspace Ventures กับ 2 กองทุนชั้นนำ ระดมทุนรอบซีรีส์ B 800 ล้านบาท

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า freshket ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series B จำนวน 23.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 800 ล้านบาท โดยมีบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เป็นผู้นำการลงทุนมูลค่า 14.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 500 ล้านบาท และมีผู้ร่วมลงทุนคือบริษัท เบทาโกร โฮลดิ้ง จำกัด (“Betagro Holding”) ซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัวแต้ไพสิฐพงษ์และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) โอเพ่นสเปซ เวนเจอร์ (Openspace Ventures) โวลต้า เซอร์เคิ่ล (Volta Circle) และ ออร์ซอน เวนเจอร์ส (ORZON)

นางสาวราชสุดา รังสิยากูล

นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการ ORion บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ในฐานะกรรมการ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด เปิดเผยว่า OR ตัดสินใจลงทุนใน freshket เพิ่มเติมหลังจากที่ได้ลงทุนผ่าน ORZON Ventures ไปแล้วก่อนหน้านี้ ด้วยวัตถุประสงค์ในการลงทุนของ OR ที่เน้นความร่วมมือกับธุรกิจในเชิงกลยุทธ์และสามารถเติบโตไปด้วยกัน และ OR ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจของตลาดร้านอาหารและโรงแรมในประเทศไทย รวมถึงโอกาสที่ freshket จะเข้ามาเสริมกลยุทธ์ด้าน Food & Beverage ของ OR เพื่อเป็นอีกช่องทางให้ผู้ประกอบการร้านอาหารในเครือของ OR สามารถสั่งซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น ในราคาที่เหมาะสม ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหาร อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางการขยายธุรกิจของ OR ที่มุ่งเน้นการเติบโตแบบ Outside-In หรือการเติบโตโดยการเข้าไปร่วมมือกับธุรกิจที่สร้างจากพันธมิตรใหม่ ๆ จากภายนอกเพื่อประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศของ OR (OR Ecosystem) และใช้ศักยภาพที่ OR ให้เป็นประโยชน์ต่อ freshket โดยการสนับสนุนทำเลเพื่อเป็นจุดการกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย และเตรียมผลักดันธุรกิจของ freshket ผ่านแพลตฟอร์มของ OR ในอนาคตเพื่อเข้าถึงลูกค้าทั้งกลุ่ม B2B และ B2C ต่อไป

นอกจากนี้ freshket ยังมีวิสัยทัศน์ในการสนับสนุนเกษตรกร และพร้อมเป็นสื่อกลางในการสร้างอาชีพและความโปร่งใสทางด้านราคาให้กับทุกฝ่าย การร่วมลงทุนใน freshket ในครั้งนี้จึงสอดคล้องกับเจตจำนงของ OR ในการสร้างการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับการเติบโตของผู้คนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ใหม่ของ OR นั่นคือ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” หรือ “Empowering All toward Inclusive Growth” ได้เป็นอย่างดี 

นางสาวพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ CEO และ Co-Founder ของ freshket เปิดเผยว่า การระดมทุนครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ freshket ทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Supply Chain เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบปฏิบัติการและการให้บริการ พร้อมทั้งรองรับการเติบโตของธุรกิจไปสู่กลุ่มสินค้าใหม่ ๆ และขยายขอบเขตให้ครอบคลุมการให้บริการในต่างจังหวัด รวมถึงการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีสำหรับการคาดการณ์ความต้องการจากลูกค้า (Demand Forecasting)  เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสำหรับทุกฝ่าย ลดขยะอาหาร และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการต้นน้ำ โดยผู้บริโภคจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ สด ใหม่ ในราคาเหมาะสม พร้อมทั้งบริการที่สะดวกสบายและน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ บริษัทได้รับการสนับสนุนและความไว้วางใจจาก OR ซึ่งเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ในประเทศไทยและภูมิภาค รวมทั้งจาก Betagro Holding และกองทุนชั้นนำระดับภูมิภาคอย่าง Openspace Ventures ORZON Ventures และ  Volta Circle ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนและการสนับสนุนสตาร์ทอัพ ก็ได้เข้าร่วมลงทุนในรอบนี้เช่นกัน 

นายคมจักร รัตคาม Chief of Staff (CoS) ของ freshket กล่าวว่า การระดมทุนในรอบนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เฟรชเก็ตเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในปีนี้ โดยเติบโตไปพร้อมกับเครือข่ายธุรกิจและช่องทางการจัดจำหน่ายในเครือ OR และผู้ร่วมลงทุนรายอื่น รวมถึงด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้น

นางณิชาภัทร อาร์ค ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของกองทุน Openspace Ventures กล่าวว่า หลังจากที่กองทุนฯได้เป็นผู้นำด้านการลงทุนในรอบซีรีส์ A ของเฟรชเก็ตเมื่อปลายปี 2563 ก็ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเฟรชเก็ตอย่างใกล้ชิด ได้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการพัฒนาการบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าของเฟรชเก็ต ประกอบกับตลาดวัตถุดิบเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ ทำให้โอกาสเติบโตของเฟรชเก็ตมีสูง ดังนั้นจึงได้ตัดสินใจร่วมลงทุนเฟรชเก็ตเพิ่มในรอบซีรีส์ B และยังพร้อมที่จะร่วมงานกับเฟรชเก็ตอย่างใกล้ชิดต่อไป

ด้านของบริษัท Betagro Holding ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อธุรกิจร้านอาหาร และ e-commerce ที่ต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น บริษัทจึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี และเหมาะสมที่จะลงทุนใน freshket ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของบริษัท 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า freshket เป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจำหน่ายวัตถุดิบอาหารออนไลน์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดยตั้งใจให้เป็นศูนย์รวมสินค้าเกษตรและวัตถุดิบคุณภาพจากทั้งเกษตรกรและซัพพลายเออร์ พร้อมคัดวัตถุดิบคุณภาพส่งตรงถึงมือลูกค้า ทั้งกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และครัวเรือน โดยมูลค่าตลาดการซื้อขายวัตถุดิบของกลุ่มร้านอาหารและโรงแรมในประเทศไทยมีมูลค่าการซื้อต่อปีเกือบ 2 แสนล้านบาท 

ปัจจุบัน freshket ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าร้านอาหารและโรงแรมรวมถึงลูกค้าทั่วไป สั่งวัตถุดิบประมาณ 100 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเติบโตมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบจากตอนที่ระดมทุนซีรีส์ A เมื่อ 20 เดือนที่แล้ว แม้ในสภาวะโรคระบาดและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

สินเชื่อสวัสดิการ “สู้ภัยโควิด” ผ่อนภาระข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานองค์กรอิสระและองค์กรมหาชน (สำหรับหน่วยงาน MOU) เพื่อการอุปโภคบริโภคหรือชำระหนี้สินเชื่ออื่น ๆ

0

อาชีพข้าราชการ, พนักงานรัฐวิสาหกิจ, พนักงานองค์กรอิสระและองค์การมหาชน เป็นหน้าที่การงานในความสนใจของหลายคน  ด้วยเรื่องค่าตอบแทนที่ได้รับทุกเดือน สวัสดิการที่ดี ทำให้ชีวิตมีความมั่นคงในระยะยาว จึงทำให้มีคนจำนวนมากเลือกทำงานในเส้นทางสายอาชีพนี้

ค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ จะมาในรูปแบบ “สวัสดิการ”  ซึ่งเป็นการให้ค่าตอบแทนเพื่อช่วยให้ผู้ทำงานรู้สึกมีความมั่นคงในการดำรงชีวิต

สวัสดิการบางรายการ ยังครอบคลุมถึงคนในครอบครัวอีกด้วย  จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญกับเรื่องสวัสดิการเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 2 ปี ได้สร้างผลกระทบความเดือดร้อนเกิดขึ้นกับผู้คนในทุกระดับ   ซึ่งรวมถึงข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ  พนักงานองค์กรอิสระ และ องค์การมหาชน ด้วยเช่นกัน

ถือเป็นข่าวดีสำหรับบุคลากรในหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/องค์กรอิสระ/องค์การมหาชน เมื่อ “ธนาคารออมสิน” ได้ออกผลิตภัณฑ์การเงิน สินเชื่อสวัสดิการ “สู้ภัยโควิด” 

สินเชื่อสวัสดิการ “สู้ภัยโควิด”  มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานองค์กรอิสระ และ องค์การมหาชน (สำหรับหน่วยงาน MOU) ในด้านการอุปโภคบริโภค หรือ ชำระหนี้สินเชื่ออื่นๆ โดยสามารถยื่นกู้สินเชื่อได้โดยไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน 

ผู้กู้สามารถกู้ได้สูงสุดรายละ 500,000 บาท  และกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี  โดยมีอัตราดอกเบี้ย MRR – 0.25 ต่อปี หรือ MRR ต่อปี  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขข้อตกลงของแต่ละหน่วยงานที่มีข้อตกลงกับธนาคารออมสิน   ส่วนระยะเวลาดำเนินการ ต้องจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2565

สำหรับคุณสมบัติผู้กู้ มีดังนี้ คือ 

  • 1. เป็นบุคลากรในหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/องค์กรอิสระ/องค์การมหาชน ที่หน่วยงานส่วนกลางมีข้อตกลงกับธนาคารออมสิน 
  • 2.มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 60 ปี ยกเว้น ข้าราชการอัยการและข้าราชการตุลาการ เมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี 
  • 3.เป็นผู้ฝากเงินประเภทเผื่อเรียกของธนาคาร และ
  • 4. ต้องไม่มีภาระสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ธนาคารออมสิน) ในวันที่ยื่นกู้

*ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาสินเชื่อแต่ละราย หลักเกณฑ์เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ธนาคารออมสิน จึงขอประชาสัมพันธ์  พร้อมเชิญชวนให้บุคลากรของหน่วยงานต่างๆ ข้างต้น มาใช้บริการสินเชื่อสวัสดิการ “สู้ภัยโควิด”  โดยสามารถติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ ลงทะเบียนสมัครสินเชื่อได้เลยที่ https://loanreg.gsb.or.th/Page/GovermentDepartment/LoanRegisterCovid.aspx

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook: GSB Society

AIS ขานรับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG Economy ขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวในระหว่างการเข้าร่วมงาน “Better Thailand Open Dialogue ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” ว่า ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล เรามีเป้าหมายที่เป็นหัวใจหลักของการทำงานที่จะมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อสนับสนุนประเทศในทุกทาง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันแนวคิดของ BCG (Bio, Circular, Green) Economy : เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ถูกนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อส่งเสริมให้เกิด โมเดลเศรษฐกิจที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปยกระดับความสามารถในการแข่งขัน หรือ บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างดี

เอไอเอสจึงตอกย้ำแนวคิด “AIS The Sustainable Future” ในการเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน มุ่งสร้างคุณค่าอย่างสอดรับกับ BCG Economy โดยเฉพาะนวัตกรรมในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและเป็นสื่อกลางในการสร้างความร่วมมือให้กับทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านเทคโนโลยีหลัก อาทิ 5G , IoT , Blockchain และ Cloud มาขยายผลเพื่อสร้างนวัตกรรมต้นแบบ ต่างๆ อาทิ

E-Waste Blockchain โครงการต้นแบบที่นำความโดดเด่นของ Blockchain ที่มีความปลอดภัยสูงมาปรับใช้ โดยจะเริ่มนำมาใช้กับโครงการคนไทยไร้ E-Waste ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่า ใครบ้างเป็นคนทิ้ง จุดรับฝากที่นำไปทิ้ง รวมถึงการนำไปคำนวณปริมาณคาร์บอนเครดิต
E-Waste Show จากความร่วมมือระหว่าง AIS และ WMS ในการนำ E-Waste สู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล และขยายผลสู่การจัดทำเหรียญรางวัลประวัติศาสตร์เหรียญแรกของไทยที่ทำมาจากขยะอิเล็กทรอนิกส์
ECOSPACE นวัตกรรมอุปกรณ์ตรวจจับไฟป่า ผ่านเซนเซอร์วัดฝุ่น PM , อุณหภูมิ , ความชื้น และก๊าซCarbon monoxide (CO) ผ่านสัญญาณดาวเทียมที่ร่วมมือกับ University of Tokyo ผสมผสานกับ 5G/4G ของ AIS ผ่าน IoT ซึ่งสามารถคว้ารางวัล จากการแข่งขันประกวดนวัตกรรมทีม Startup จากรายการ S-Booster 2020 ที่จัดโดย Cabinet Office ของประเทศญี่ปุ่น

“การขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อสร้างนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน ถือเป็นอีกก้าวเดินที่สำคัญสู่การเป็น Cognitive Telco หรือองค์กรอัจฉริยะที่พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมที่จะนำพาประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ” นายสมชัย กล่าวตอนท้าย

TDX เตรียมเปิดให้บริการศูนย์ซื้อขายโทเคนดิจิทัล ไตรมาส 3 ปีนี้

0

TDX พร้อมเปิดให้บริการไตรมาส 3 นี้ หลังได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายโทเคนดิจิทัลจากกระทรวงการคลัง โดยจะให้บริการซื้อขาย Investment Token และ Utility Token ด้วยแพลตฟอร์มแบบเปิด (Open Platform) ที่พร้อมจะให้พันธมิตรเข้ามาเชื่อมต่อ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์ความต้องการลงทุนของคนรุ่นใหม่ในโลกไร้พรมแดน

นายกิตติ สุทธิอรรถศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย จำกัด (TDX) บริษัทในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจการเป็นศูนย์ซื้อขายโทเคนดิจิทัลจากกระทรวงการคลังแล้ว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 โดยในขณะนี้ อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมของระบบงานต่าง ๆ เพื่อให้สำนักงาน ก.ล.ต. ตรวจสอบ ก่อนที่จะเริ่มเปิดให้บริการในไตรมาส 3 ปี 2565 นี้ ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเชื่อมโยงตลาดทุน มุ่งสร้างโอกาสใหม่ในการระดมทุนให้กับภาคธุรกิจ และตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่

TDX ในฐานะศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล จะเปิดให้บริการการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนโทเคนดิจิทัลใน 2 รูปแบบ คือ โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) และโทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) รวมถึงให้บริการการชำระราคาซื้อขาย และการเก็บรักษาโทเคนดิจิทัล โดย TDX จะปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องภายใต้การดูแลของหน่วยงานกำกับดูแล นอกจากนี้ TDX ยังมีแผนที่จะผนึกกำลังกับพันธมิตรหลากหลายกลุ่มเพื่อร่วมกันสร้างให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้ลงทุนในการเข้ามาใช้บริการ

ผู้ประกอบการที่สนใจจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลกับ TDX สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย จำกัด (TDX) อีเมล [email protected]

เตือนประชาชน อย่าเชื่อ อย่าแชร์ เพจตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลอม

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกโรงเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ อย่าแชร์เพจปลอมแอบอ้างใช้ชื่อ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และภาพโลโก้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงภาพผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปทำการหลอกลวงหรือชักชวนลงทุนโดยให้ผลตอบแทนสูง

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอแจ้งว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเพจ หรือโฆษณาชักชวนลงทุนโดยให้ผลตอบแทนสูงตามโซเชียลมีเดียต่างๆ

หากพบเห็นหรือสงสัย ติดต่อ SET Contact Center www.set.or.th/cc หรือ 0 2009 9999

พีทีที สเตชั่น ช่วยเหลือเกษตรกรไทย รับซื้อมะม่วงแฟนซี และสับปะรดภูแล 3 แสนกก. แจกฟรีให้ลูกค้าเติมน้ำมัน

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทวงพาณิชย์ และนายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ร่วมเปิดโครงการพื้นที่ปันสุข ที่ พีทีที สเตชั่น เพื่อเติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย ที่ได้รับผลกระทบผลจากชะลอตัวของการรับซื้อผลผลิต ส่งผลต่อการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดและเสถียรภาพทางด้านราคา โดย โออาร์ รับซื้อผลผลิตมะม่วงแฟนซี และสับปะรดภูแล จากเกษตกรในภาคเหนือ รวมกว่า 300,000 กิโลกรัม นำมาจัดกิจกรรมให้กับลูกค้าผู้เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ครบ 300 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรีมะม่วงแฟนซี หรือสับปะรดภูแล จำนวน 1 ถุง ณ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม 2565 นี้

นายบุญมา เปิดเผยว่า โออาร์ ได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ผ่านกิจกรรมเติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทยใน พีทีที สเตชั่น โดยรับซื้อมะม่วงแฟนซี ประกอบด้วยสายพันธุ์ จินหงส์ R2E2 งาช้างแดง และแดงจักรพรรดิ พร้อมด้วยสับปะรดภูแล จากเกษตรกรในภาคเหนือ รวมปริมาณ 300,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,800,000 บาท สำหรับมอบให้ลูกค้าที่เติมน้ำมันตามเงื่อนไขกิจกรรม โดยรับมะม่วงแฟนซี หรือสับปะรดภูแลฟรี จำนวน 1 ถุงต่อ 1 ใบเสร็จ (น้ำหนักไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อถุง) ซึ่งถือเป็นการเติมเต็มรอยยิ้มให้ชุมชน และส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการที่ พีทีที สเตชั่น ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center และตรวจสอบรายชื่อ พีทีที สเตชั่น ที่เข้าร่วมรายการได้ที่ www.pttor.com

โครงการพื้นที่ปันสุขมีเป้าหมายในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สังคมชุมชน ผ่านการช่วยบรรเทาปัญหาราคาสินค้าตกต่ำและปริมาณสินค้าล้นตลาดของเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลผลิตทางการเกษตรได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งการเปิดพื้นที่ปันสุขจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน สอดคล้องกับแนวคิด Living Community ที่ โออาร์ มุ่งผลักดันให้ พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่พร้อมช่วยเติมเต็มความสุขให้กับชุมชนโดยรอบ และเติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกร โดยทุก ๆ คนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการใช้พื้นที่ภายในสถานีบริการให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

CPF ชูอาหารแห่งทศวรรษหน้า หนุนแนวคิดบริโภคยั่งยืน ในงาน Thaifex-Anuga World of Food Asia 2022

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดพื้นที่กว่า 250 ตร.ม. โชว์ศักยภาพผู้นำธุรกิจอาหารของโลก ภายในงาน Thaifex-Anuga World of Food Asia 2022 ภายใต้แนวคิด “FOOD FOR THE NEXT DECADE” ชูเทรนด์อาหารโลก 5 กลุ่มในอีก 10 ปีข้างหน้า ตอบโจทย์วิถีบริโภคยั่งยืน นำทีมโดย “Meat Zero” เนื้อจากพืช ที่คว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรมอาหาร (THAIFEX-ANUGA Taste Innovation Show 2022) ผลิตภัณฑ์ CP SELECTION รวมถึง ไก่เบญจา-หมูชีวา และกุ้งซีพี แปซิฟิก เพราะโลกไม่เพียงต้องการอาหารปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ แต่ยังต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับประชากรโลกกว่าหมื่นล้านคนในปี 2050 ได้อย่างยั่งยืน

ซีพีเอฟ แบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อจัดแสดงภายในงาน ถึง 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.) ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช (Plant-based Meat) แบรนด์ MEAT ZERO ที่ทำให้ “พืช…อร่อยแบบเนื้อสัตว์” ซึ่งคว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรมอาหาร หรือ THAIFEX-ANUGA Taste Innovation Show 2022 จากงานนี้ด้วย ทั้งนี้ เนื้อจากพืช เป็น 1 ใน 3 Top Trends อาหารโลกที่มีกระบวนการผลิตส่งผลกระทบต่อโลกน้อยที่สุด 2.) ผลิตภัณฑ์กลุ่มของสด “ไก่เบญจา” และ “หมูชีวา” เนื้อไก่และเนื้อหมูรางวัลนวัตกรรม ภายใต้แบรนด์ U-FARM และผลิตภัณฑ์เนื้อไก่-เป็ด-หมู และไข่สด ตรา “CP SELECTION” ที่ยกระดับความปลอดภัยอีกขั้น ด้วยนวัตกรรมโปรไบโอติก เสริมภูมิคุ้มกันให้หมู-ไก่ แข็งแรงตามธรรมชาติ 100% ปลอดสาร ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง 3.) ผลิตภัณฑ์กลุ่มพร้อมรับประทาน ทั้งเมนูไก่ เกี๊ยวกุ้ง สปาเก็ตตี้ ไปจนถึงเมนูข้าวแกง และเมนูเพื่อสุขภาพไฟเบอร์สูง-แคลลอรี่ต่ำ 4.)ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ INNOWENESS เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดอาการภูมิแพ้และหวัด พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ Jelly BlackBit เจลลี่ที่ผสมสมุนไพร กระชายขาว วิตามินซี และวิตามินดี ช่วยส่งเสริมการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน 5.) ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Cooking Helper ที่จะช่วยให้การทำอาหารเป็นเรื่องง่ายและสะดวกขึ้น อาทิ ซุป ซอส ผงปรุงรส เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่หันกลับมานิยมปรุงอาหารที่บ้านกันมากขึ้น

เมื่อการบริโภคอย่างยั่งยืนอยู่ภายใต้กระบวนการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซีพีเอฟ จึงหยิบยกเรื่องราวของการใช้นวัตกรรมเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ขณะเดียวกันต้องช่วยเพิ่มคุณภาพอาหารภายใต้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นด้วย เช่น การใช้ระบบเอไอ และออโตเมชั่น (AI & AUTOMATION) ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ในรูปแบบ “SMART FEED MILL” นวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์และระบบฟาร์มป้องกันโรค “SMART FARM” รวมถึง นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิตอาหารและเครื่องดื่มภายใต้ “SMART FACTORY” เพื่อตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและยั่งยืน ตอบรับยุทธศาสตร์ด้าน BIO-CIRCULAR GREEN ECONOMY ของประเทศ

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็น “ครัวของโลกที่ยั่งยืน” (Sustainable Kitchen of the World) ซีพีเอฟ มั่นใจที่จะเติบโตตามเทรนด์อาหารของโลกในทศวรรษหน้า รองรับการบริโภคอย่างยั่งยืนของประชากรโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงกว่า 10,000 ล้านคน ภายในปี 2050 บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเท และพัฒนาการผลิตอาหาร ตลอดห่วงโซ่การผลิต (Value Supply Chain) ภายใต้แนวทาง “PUT OUR HEART INTO FOOD” ใส่ใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น (INNOVATION) ให้ความสำคัญกับผู้คน (PEOPLE) และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและโลกเต็มไปด้วยความสุข (PLANET)

ซีพีเอฟ พร้อมแล้วที่จะนำทุกท่านไปพบกับการบริโภคอย่างยั่งยืนด้วยอาหารแห่งทศวรรษหน้า ที่บูทหมายเลข U01, U05 ในงาน Thaifex-Anuga World of Food Asia 2022 งานจัดแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 พฤษภาคม 2565 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี