Home Blog Page 319

แห่จองหุ้นกู้ดิจิทัล “ซีพี ออลล์” หมดใน 15 นาที ตอกย้ำความสำเร็จ ปชช.จองซื้อเต็มวงเงิน 8,000 ล.

0

นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทฯ เสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัล ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุ 5 ปี อัตราผลตอบแทน 3.25% ต่อปี กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน บนช่องทางดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ด้วยความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 โดยกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ปรากฏว่า หุ้นกู้ดิจิทัล “ซีพี ออลล์” ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนอย่างล้นหลาม โดยสามารถปิดการขายเต็มจำนวนที่ 8,000 ล้านบาท ได้ภายในเวลา 15 นาที

สำหรับหุ้นกู้ดิจิทัลดังกล่าว ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A+ แนวโน้ม “คงที่” (Stable) จากบริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565

“บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้ลงทุนที่ให้ความสนใจและให้ความไว้วางใจจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัล “ซีพี ออลล์” ในครั้งนี้ รวมถึงขอบคุณธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ที่ทำให้การจองซื้อราบรื่นและประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสนำเสนอทางเลือกในการลงทุนให้กับผู้ลงทุน ที่มีโอกาสเข้าถึงการลงทุนในตราสารของภาคเอกชนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจต่อไป”

ทั้งนี้ ซีพี ออลล์ เป็นผู้ประกอบธุรกิจหลักในการบริหารร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “เซเว่น อีเลฟเว่น” ที่ให้บริการความสะดวกกับชุมชน โดย ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯ มีสาขา “เซเว่น อีเลฟเว่น” เปิดให้บริการ 13,134 สาขาทั่วประเทศ และภายในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 700 สาขา ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจ มุ่งสู่การให้บริการผ่านออนไลน์ ด้วยกลยุทธ์แบบ O2O ที่ผสมผสานช่องทาง Omni-Channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งการให้บริการผ่านออลล์ออนไลน์ (ALL Online) ที่เน้นแนวคิด สะดวก ครบ จบที่เดียว รวมถึงบริการเดลิเวอรี่ของ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ (7Delivery) ที่จัดส่งสินค้าถึงบ้าน ผ่านทางแอปพลิเคชัน เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคอีกด้วย

นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จจากการเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัล “ซีพี ออลล์” บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ดิจิทัลผ่านช่องทางเป๋าตังที่มีมูลค่าสูงสุด ปัจจัยหลักมาจากการผู้ลงทุนมั่นใจการลงทุนในหุ้นกู้ของ “ซีพี ออลล์” ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ ที่มีโอกาสและศักยภาพในการเติบโตในอนาคต อีกทั้งช่องทางการลงทุนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนในทุกด้าน ผู้ลงทุนมีความคุ้นเคยกับการใช้งานที่ง่าย และสามารถซื้อขายหุ้นกู้ได้สะดวก รวดเร็ว แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งแสดงข้อมูลการถือครองหุ้นกู้ ราคาซื้อขาย ครบจบในที่เดียว ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการลงทุนตราสารที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
“ ธนาคารขอขอบคุณผู้ลงทุนทุกท่าน ที่ให้ความสนใจจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัล ซีพี ออลล์ จำนวนมาก โดยประชาชนสนใจจองซื้อเข้ามาพร้อมกันจำนวนมากตั้งแต่การเปิดขายในนาทีแรก ทำให้การจองซื้อสะดุดไปประมาณ 6 นาที ซึ่งธนาคารได้รับทราบปัญหาและดำเนินการแก้ไขในเวลารวดเร็ว ทำให้การจองซื้อหุ้นกู้ในครั้งนี้ ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น สามารถปิดการขายได้ภายในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม ธนาคารขออภัยสำหรับความไม่สะดวกในครั้งนี้ พร้อมเดินหน้านำเทคโนโลยีมาพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ผู้ลงทุนให้ดีขึ้นในทุกวัน”

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมรูปแบบใหม่ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้ตอบโจทย์ลูกค้าและประชาชนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง บนช่องทางดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก และปลอดภัย พร้อมสนับสนุนให้คนไทยวางแผนการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์ บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยบริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย (Infinitas by Krungthai) ให้เป็น Thailand Open Digital Platform เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทุกกลุ่มใช้บริการได้ แม้ไม่มีบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงไทย พร้อมเปิดกว้างร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับศักยภาพของ Platform ให้สามารถบริการครอบคลุมกิจกรรมในชีวิตของลูกค้าและประชาชนอย่าง ทั่วถึง ทั้งด้านบริการทางการเงิน สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงการออมและการลงทุน

CPF ร่วมงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 โชว์ 5 เทรนด์ “อาหารเพื่ออนาคต”

0

นายอาณัติ จุลินทร รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ร่วมงาน THAIFEX-ANUGA World of Food Asia 2022 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นในรูปแบบ “ไฮบริด” ผสมผสานทั้งการจัดงานในพื้นที่ (On Ground Trade Show) และงานแสดงสินค้าเสมือนจริง (Virtual Trade Show) ภายใต้แนวคิด “FOOD FOR THE NEXT DECADE” เทรนด์อาหารเพื่ออนาคต โชว์ศักยภาพการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “บริษัทอาหารแห่งอนาคต” (Food Tech Company) ที่มุ่งมั่นประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยสร้างสรรค์อาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ปลอดสาร มีคุณค่าทางโภชนาการ ด้วยกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ยึดหลักสวัสดิภาพสัตว์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมสุขภาพและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภคทั่วโลกที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 10,000 ล้านคนภายในปี 2050 โดยในงานนี้ ซีพีเอฟจัดแสดง 5 เทรนด์อาหารนวัตกรรมอาหารเพื่ออนาคต ประกอบด้วย1.) ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช แบรนด์ MEAT ZERO ที่ทำให้ “พืช…อร่อยแบบเนื้อสัตว์” 2.) ผลิตภัณฑ์กลุ่มของสด “ไก่เบญจา” และ “หมูชีวา” นวัตกรรมเนื้อไก่และเนื้อหมูที่เสริมด้วยโอเมก้า 3 และผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ “CP SELECTION” ที่ยกระดับความปลอดภัย ปลอดสาร ด้วยนวัตกรรมโปรไบโอติก 3.) ผลิตภัณฑ์กลุ่มพร้อมรับประทาน ไปจนถึงเมนูข้าวแกง และเมนูเพื่อสุขภาพไฟเบอร์สูง-แคลอรีต่ำ 4.) ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แบรนด์ INNOWENESS เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดอาการภูมิแพ้และหวัด พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ Jelly BlackBit เยลลีที่ผสมสมุนไพร กระชายขาว วิตามินซี และวิตามินดี เสริมระบบภูมิคุ้มกัน และโซนที่ 5.) ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Cooking Helper ได้แก่ ซุป ซอส ผงปรุงรส ช่วยการปรุงอาหารเองที่บ้านสะดวกขึ้น

“ปีนี้ เนื้อจากพืช แบรนด์ Meat Zero ได้เป็นสุดยอดนวัตกรรมอาหารของงานนี้ ซึ่งคัดเลือกจากนวัตกรรมมากกว่า 500 ผลิตภัณฑ์ทั่วโลกที่ส่งเข้าประกวด Meat Zero เป็น “พืชที่อร่อยเหมือนเนื้อ” ที่ช่วยตอบโจทย์การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคกลุ่ม Vegan และ Flexitarian มีจุดเด่นตรงลักษณะ รสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสเสมือนเนื้อสัตว์ มีทางเลือกให้ผู้บริโภคทั้งอาหารพร้อมทาน และอาหารพร้อมปรุงในราคาที่เข้าถึงได้ ที่สำคัญเป็นแบรนด์เนื้อจากพืชอันดับ 1 ของไทย รวมทั้งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในต่างประเทศ ส่งผลให้ ”

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ Meat Zero ยังได้รับรางวัลชนะเลิศ BEST PLANT-BASED BRANDING จาก Root The Future Plant-Based Food Awards 2021 และรางวัลสุดยอดผู้ส่งออกด้านนวัตกรรมอาหารแห่งปี (The Export Initiative of the Year – Food) จากเวที The Asian Export Awards 2021 จัดโดย Manufacturing Asia สื่อชั้นนำด้านการส่งออกระดับภูมิภาคเอเชีย นอกจากตลาดฮ่องกงและสิงคโปร์ ซีพีเอฟยังส่ง Meat Zero ให้กับผู้บริโภคเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และเตรียมส่งออกไปตลาดในยุโรปและสหรัฐอเมริกา พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช และโปรตีนทางเลือกอื่นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นแบรนด์ อันดับ 1 ของผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชในภูมิภาคเอเชีย และก้าวเป็น Top 3 ของตลาดโลกภายใน 3 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ ในแต่ละวัน ซีพีเอฟยังจัดกิจกรรมนำชมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเด่นๆ รวมทั้งสาธิตการปรุงอาหารจากเชฟชั้นนำทุกวัน พร้อมถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ค Fan Page : CPF และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจและผู้สนใจได้เยี่ยมชมสินค้าที่บูธแบบเสมือนจริง โดยลงทะเบียนที่ https://cpfvirtualexpo.com/ สำหรับเลือกซื้อสินค้า ตลอดจนนัดหมายเจรจาตกลงการค้าได้แบบไร้ขีดจำกัด

บูธ CPF เปิดทุกวันตั้งแต่ 24 – 28 พฤษภาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. และพลาดไม่ได้! กับสินค้าราคาพิเศษในวันจำหน่ายปลีก (Public Day) จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2565 ซีพีเอฟพาเหรดสินค้าคุณภาพส่งตรงจากโรงงาน มาจำหน่ายในราคาพิเศษ พร้อมโปรโมชั่นแบบจัดเต็ม ที่บูธ CPF ( U01-U15)​ ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 ศูนย์การค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี

เปลี่ยนสลากออมสินเป็นเงินก้อน ด้วย “สินเชื่อชีวิตสุขสันต์”

0

เงินช็อต! อยากมีเงินสักก้อนด่วนๆ ธนาคารออมสินมีทางออก…เพียงเปลี่ยนสลากออมสินให้เป็นเงินก้อน ด้วยสินเชื่อชีวิตสุขสันต์

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอเนกประสงค์ตามความต้องการของผู้กู้

คุณสมบัติผู้กู้

  • ลูกค้าสลากออมสินที่มีสถานะบัญชี Active
  • มูลค่าสลากออมสินตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป
  • บุคคลธรรมดาที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และมีความสามารถในการทำนิติกรรมได้ตามกฏหมาย (กรณี สลากออมสินพิเศษของผู้เยาว์ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม)
  • เป็นผู้ที่มีถิ่นที่อยู่แน่นอน สามารถติดต่อได้
  • เป็นผู้ฝากเงินประเภทเผื่อเรียกของธนาคาร

จำนวนเงินให้กู้

  • เงินกู้ระยะยาว  (LT) : ไม่เกิน 20 ล้านบาท
  • ให้กู้ไม่เกินร้อยละ 95 ของมูลค่าสลากออมสินพิเศษ

หลักประกัน

  • สลากออมสินพิเศษ (เป็นของผู้กู้ และบุคคลอื่น ซึ่งเป็นของสาขาที่ให้กู้ / อายุสลากต้องไม่น้อยกว่า 1 วัน / ไม่เป็นของผู้เยาว์ / ใช้สลากทั้งฉบับ หรือหลายฉบับรวมกัน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 10,000 บาท ต่อการกู้แต่ละครั้ง

ระยะเวลาโปรโมชัน

  • 1 เมษายน 2565 – 30 มิถุนายน 2565

? ดอกเบี้ยพิเศษระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 65 – 30 มิ.ย. 65

? อัตราดอกเบี้ยปีแรกตามประกาศของธนาคาร -0.50% ต่อปี ?

✅️ วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท

✅️ ให้กู้สูงสุด 95% ของมูลค่าสลาก

✅️ ผ่อนนาน 10 ปี

✅️ ยังได้ลุ้นรางวัลสลากออมสินทุกเดือน

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

สนใจติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3sLA5jI

FIVE STAR เปิดตัวเมนูใหม่ “ไก่ย่างกัญ” และ “ซอสกัญ” สูตรพิเศษจากใบกัญชา

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด ในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ภายใต้แบรนด์ FIVE STAR (ห้าดาว) เปิดตัวเมนูใหม่ “ไก่ย่างกัญ” นำความอร่อยในตำนานอย่างไก่ย่างห้าดาว หนังฉ่ำๆ เนื้อนุ่มๆ รสชาติเป็นเอกลักษณ์ถูกปากคนไทย คลุกเคล้าด้วยเครื่องเทศสมุนไพรไทยแบบจัดเต็มพร้อมใบกัญชา จนซึมเข้าเนื้อไก่ ช่วยชูรสชาติ ให้เมนูเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เผ็ดแซ่บกำลังดี กลิ่นหอมอบอวลขึ้นจมูก รับประทานคู่กับ “ซอสกัญ” แจ่วแซ่บสูตรพิเศษ ที่ผ่านการวิจัยและคิดค้นอย่างเหมาะสมด้านความปลอดภัย การันตีด้วยมาตรฐานห้าดาว ชาวสายเขียวหรือไม่เขียว ต้องลอง!

สุนทร จักษุกรรฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจห้าดาว ซีพีเอฟ

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจห้าดาว ซีพีเอฟ กล่าวว่า FIVE STAR มุ่งมั่นพัฒนาสูตรอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างไม่หยุดยั้งมามากกว่า 37 ปี จึงพัฒนาและคิดค้นเมนู “ไก่กัญและซอสกัญ” เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภคลิ้มลอง โดยนำเมนูไก่ย่างยอดนิยมมารังสรรค์ด้วยสูตรใหม่เสริมรสชาติ ให้อร่อยเข้มเต็มรส แบบที่ไม่เคยรับประทานที่ไหนมาก่อน

“หลังจากวางจำหน่ายเมนูไก่กัญและซอสกัญ ผู้บริโภคมีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ถึงความหอมอร่อย นอกจากนี้ FIVE STAR ยังออกแบบกล่องบรรจุอาหาร กล่องซอสแบบใหม่ดีไซน์เฉพาะ บริษัทฯ ตั้งใจคิดค้นเมนูใหม่ๆ เพื่อตอบรับกระแสความนิยมเอาใจผู้บริโภคทุกกลุ่ม รับรองได้ว่าจะเป็นเมนูไหน FIVE STAR ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน” นายสุนทร กล่าว

พิเศษ! ฉลองการเปิดตัวด้วยราคาเพียงชิ้นละ 69 บาท เท่านั้น (จากราคาปกติ 85 บาท) ตั้งเเต่วันที่ 1 พ.ค. 2565 – 31 ก.ค. 2565 ที่ร้าน FIVE STAR ใกล้บ้านคุณทุกสาขาทั่วประเทศ สามารถติดตามโปรโมชั่นดีๆ อีกมากมาย ได้ที่ Facebook Fanpage : Five Star Chicken หรือท่านใดที่สนใจอยากมีธุรกิจร้านอาหารแฟรนไชส์ร่วมกับ FIVE STAR พร้อมมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษาและดูแลตลอดกิจการ ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2800-8000 เว็บไซต์ https://fivestar.in.th/ และ LINE : @fivestarclass

ใครได้ลอง “ไก่ย่างกัญ”​ ที่ร้านห้าดาวใกล้บ้านกันแล้ว อย่าลืมแชร์ประสบการณ์รสชาติ ความอร่อย พร้อมรอยยิ้มที่มีให้กับเมนูนี้

KCC ติดปีก ทุ่มเกือบพันล้าน ลุยซื้อหนี้ ขยายพอร์ตโตก้าวกระโดด

0

นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ KCC เปิดเผยว่า ภายหลังจากบริษัทได้ระดมเงินทุน ทั้งจากตลาดทุนและตลาดเงิน ด้วยการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 592 ล้านบาท และจากการเสนอขายหุ้นกู้ มูลค่า 350 ล้านบาท ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาเกือบ 1,000 ล้านบาท ใช้ในการจัดหา สินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายเพิ่มขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าจะซื้อหนี้ NPLs จำนวน 800 ล้านบาท และจะทยอยซื้อหนี้ NPLs อย่างต่อเนื่อง คาดว่าปลายปี 2565 พอร์ตลูกหนี้ของบริษัทจะโตทะลุเป็นมากกว่า 1,000 ล้านบาท จากสิ้นไตรมาสแรกปี 2565 พอร์ตลูกหนี้ NPLs ของบริษัทอยู่ที่ 527 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมากกว่า 2 เท่าตัว ซึ่งจะหนุนให้ผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตตามไปด้วยและคาดว่า เมื่อสิ้นปี 2567 พอร์ตลูกหนี้ของบริษัทจะขยับขึ้นไปอยู่ในระดับที่มากกว่า 2,100 ล้านบาท

“บริษัทมีแผนชัดเจนว่าภายใน 3 ปี พอร์ตลูกหนี้ NPLs ของบริษัทจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นและการเข้าระดมทุนทำให้ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อนำมาขยายธุรกิจเปิดกว้างขึ้นและการที่บริษัทมีหนี้สินต่อทุน (D/E) ลงมาเหลือ 0.58 เท่า จากเดิม 0.63 เท่า ซึ่งยังห่างจากนโยบายที่วางไว้ที่ 2 ต่อ 1 เท่า ทำให้ยังมีความสามารถกู้เงินมาขยายพอร์ตหนี้ได้อีกมาก สอดรับกับปริมาณหนี้ NPLs ในระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยตัวเลขล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าทั้งระบบมี NPLs ณ สิ้นไตรมาสแรกที่ 5.3 แสนล้าน”

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทในงวดไตรมาส 1 ปี 2565 ยังสามารถรักษาความสามารถทำกำไรให้อยู่ในระดับสูง โดยบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น 87.73% และมีอัตรากำไรสุทธิ 65.92% หากดูสถิติเฉลี่ยต่อปีย้อนหลัง 4 ไตรมาสจะพบว่าบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 88.35% และมีอัตรากำไรสุทธิ 39.61%

อย่างไรก็ตามในไตรมาส 1 ปี 2565 นี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 19.12 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 5.67% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 20.27 ล้านบาท เนื่องจากมีลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจและลูกหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสามารถดำเนินการจ่ายชำระหนี้และปิดบัญชีได้ ทำให้กำไรจากรายได้ดอกเบี้ยรับลดลง แต่ในทางกลับกันการปิดบัญชีของลูกหนี้ทำให้บริษัทรับรู้รายได้และกำไรจากการรับชำระหนี้เพิ่มขึ้นและส่งผลให้บริษัทมีเงินสดรับเพิ่มขึ้น โดยสิ้นไตรมาสแรกบริษัทมีเงินสดรับเข้ามา 62.72 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11.15% ของพอร์ตลูกหนี้ NPLs และสินทรัพย์รอการขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีเงินสดรับ 32.82 ล้านบาท คิดเป็น 5.45% ของพอร์ตลูกหนี้ NPLs และสินทรัพย์รอการขายของบริษัท

“ถือว่าบรรลุพันธกิจของบริษัท ที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยฟื้นฟูและนำลูกหนี้ที่มีปัญหาให้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตามปกติได้ภายหลังจากดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ได้ตามแผน ซึ่งในไตรมาสแรกปีนี้มีลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อที่อยู่อาศัยหลายราย” นายทวี กล่าว

ทั้งนี้ ณ 31 มีนาคม 2565 บริษัทมีพอร์ตหนี้ NPLs คงเหลือ 527.40 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเชื่อธุรกิจ หรือ Corporate Loans 64% ที่เหลือ 36% เป็นลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย (Housing Loans) โดยลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจเกือบ 80% เป็นลูกหนี้ที่อยู่ในสถานะระหว่างเจรจาและปรับปรุงโครงสร้างหนี้

CPF ฟื้นทะเลสะอาด จับมือเครือข่ายชุมชน แก้ปัญหาขยะอย่างยั่งยืน

0

“ประเทศไทย” ทิ้งขยะลงทะเลเป็นอันดับต้นๆของโลก แม้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันจะดีขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่ปัญหาขยะทะเลเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยที่ทุกภาคส่วนต้องมีความตระหนักและลงมือทำ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ และดูแลความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง

ภายใต้ความมุ่งมั่นปกป้องทะเลโลก ( Restore the Ocean) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในฐานะบริษัทผลิตอาหารระดับโลก ที่ส่งมอบอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 4 พันล้านคน ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ดูแลและใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทางแหล่งวัตถุดิบในการผลิตอาหารอย่างรู้คุณค่า

ซีพีเอฟ นำร่อง“โครงการกับดักขยะทะเล” (Trap the sea Trash) โดยร่วมมือกับ ชุมชนต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 และเทศบาลตำบลบางหญ้าแพรกสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน ลดการทิ้งขยะ เก็บ ดักขยะ ในคลองสาธารณะ ของตำบลบางหญ้าแพรก ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำบริเวณปากอ่าวและทะเลอ่าวไทยตอนบน เพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเล ควบคู่ไปกับส่งเสริมการบริหารจัดการขยะทะเล ตามแนวทาง 3R คือ ลดการใช้ (Reduce) นำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้ชุมชนมีรายได้ จากการนำขยะไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นและถูกวิธี

สมบูรณ์ สินทะเกิด หรือ ป้าติ๋ม อายุ 65 ปี ประธานคณะทำงานโครงการกับดักขยะทะเล ชุมชนบางหญ้าแพรก กล่าวว่า ปัจจุบันคณะทำงานโครงการกับดักขยะทะเลมีสมาชิก 17 คน เป็นคนในพื้นที่หมู่ 4 หมู่ 5 และ หมู่ 6 ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งเดิมชุมชน และจิตอาสาช่วยกันดูแลเรื่องขยะกันอยู่แล้ว เพราะมีปริมาณขยะในคลองค่อนข้างเยอะ เราอยากสร้างความตระหนักให้ทุกครัวเรือนในชุมชนร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม เนื่องจากขยะที่ไหลออกสู่ทะเล ทำให้ระบบนิเวศทะเลเสื่อมโทรมลง ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพแบบนี้ไปเรื่อยๆ รุ่นลูกหลานของเราก็จะลำบาก คณะทำงานฯ ของเราจึงพยายามสร้างความเข้าใจกับคนในชุมชนจัดการขยะให้ เป็นที่เป็นทาง

โดยมีซีพีเอฟให้การสนับสนุนอุปกรณ์การเก็บขยะ ที่ดักขยะ การแยกขยะ เป็นขยะที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อไได้ เช่น ขวดพลาสติก ฝาพลาสติก ซึ่งสามารถสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนได้ หรือเป็นรายได้เสริมให้กับผู้ที่ว่างงาน ผู้สูงอายุ เป็นต้น มีการติดตามว่าชุมชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ส่วนขยะที่ไม่สามารถนำไปใช้ต่อได้ เช่น ที่นอน ถุงพลาสติก ก็จะส่งต่อให้เทศบาลฯนำไปกำจัด

“หลังจากที่เราร่วมกันทำกิจกรรมเก็บขยะมาหลายครั้ง เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือ คนที่เคยทิ้งขยะลงคลองมีจำนวนน้อยลง ปริมาณขยะในคลองก็น้อยลง น้ำในคลองสะอาดขึ้น มีปลาตัวเล็ก ตัวน้อยที่เข้ามามากขึ้น เราคาดหวังว่าโครงการกับดักขยะทะเล จะสามารถต่อยอดต่อไปได้ ส่งเสริมคนในชุมชนเห็นคุณค่าและเห็นประโยชน์ของการเก็บขยะ การแยกขยะ” ประธานคณะทำงานโครงการกับดักขยะทะเล ชุมชนบางหญ้าแพรก กล่าว

ด้านนางประทุม ชาวสมุทร อาชีพรับจ้าง เป็นหนึ่งในสมาชิกของ โครงการกับดักขยะทะเล ชุมชนบางหญ้าแพรก เล่าว่า ขอขอบคุณซีพีเอฟที่เข้ามาสนับสนุนการทำกิจกรรมของชุมชนในพื้นที่ จากที่เข้ามาร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่าชายเลนในพื้นที่ต.บางหญ้าแพรก ส่งเสริมการเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนบางหญ้าแพรก เพื่อให้ชุมชนมีรายได้และพึ่งพาตนเองได้ และเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมโครงการกับดักขยะทะเล บริเวณคลองฮะบ๊วย ท่าเทียบเรือบางหญ้าแพรก และคลองนาเกลือมณีรัตน์ ทำให้สภาพน้ำในคลองสะอาดขึ้น ปริมาณขยะน้อยลง คนในชุมชนที่เคยทิ้งขยะลงคลอง เห็นเพื่อนๆ ออกมาช่วยกันเก็บขยะในคลอง เดือนละ2-3 ครั้ง ก็มีความตระหนักมากขึ้น ช่วยกันดูแลปัญหาขยะในคลอง ไม่ทิ้งขยะลงคลอง คณะทำงานฯ คิดกันว่าจะเชื่อมโยงเรื่องการบริหารจัดการขยะไปสู่สถานศึกษาในพื้นที่ต่อไป เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกจากรุ่นสู่รุ่น

“โครงการกับดักขยะทะเล” ขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ป่าชายเลนของซีพีเอฟ ซึ่งที่ผ่านมา ซีพีเอฟจับมือชุมชนชาวบางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร และชุมชนชาวปากน้ำประแส จ.ระยอง โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2565 มีปริมาณขยะที่เก็บได้ในพื้นที่บางหญ้าแพรก 2,850 กิโลกรัม ทั้งขยะพลาสติกและขวดแก้ว ที่สามารถนำไปขายให้กับคนรับซื้อขยะ และนำเงินมาใช้สนับสนุนการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในชุมชน ส่วนขยะทั่วไป ทางเทศบาลนำไปกำจัดตามแนวทางที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมเก็บขยะบริเวณพื้นที่ปาชายเลน ต.ปากน้ำประแส อ.แกลง จ.ระยอง ซึ่งดำเนินการปีละ 2 ครั้ง โดยบริษัทฯ สร้างเครือข่ายร่วมทำกิจกรรม อาทิ กลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยววิถีชุมชนปากน้ำประแส กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลปากน้ำประแส อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม. ) โรงเรียนชุมชนวัดตะเคียนงาม เป็นต้น โดยกิจกรรมครั้งล่าสุด ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาสามารถเก็บขยะได้ 1,537 กิโลกรัม

ทั้งนี้ กิจกรรมเก็บขยะในโครงการกับดักขยะทะเล เป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557- 2561 เป็นระยะที่หนึ่งสามารถอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนไปรวม 2,388 ไร่ พื้นที่ยุทธศาสตร์ จ.ระยอง สมุทรสาคร ชุมพร พังงา และสงขลา และปัจจุบันอยู่ในระยะที่สองของโครงการ (ปี 2562 – 2566 ) มีเป้าหมายอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าเพิ่มเติม ในพื้นที่ป่าชายเลน จ.ระยอง จ.สมุทรสาคร และจ.ตราด มากกว่า 10,000 ไร่ ซึ่งผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน และยังพบปริมาณ กุ้ง หอย ปู ปลา เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวบ้านที่มีอาชีพประมงมีรายได้มากขึ้นด้วย โดยปัจจุบัน ซีพีเอฟ ได้สนับสนุนสู่การเป็นเส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร และ เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน ต. ปากน้ำประแส จ.ระยอง เพื่อให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ซีพีเอฟ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีส่วนร่วมปกป้องและดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า และท้องทะเล ซึ่งสอดรับกับแนวทางที่สหประชาติกำหนดแนวคิดสำหรับ”วันทะเลโลก” ปีนี้ 8 มิถุนายน 2022 การฟื้นฟู : ลงมือทำร่วมกันเพื่อท้องทะเล อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป

22 พ.ค. วันความหลากหลายทางชีวภาพ CPF มุ่งมั่นพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า

0

22 พฤษภาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้เป็นวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day for Biological Diversity) โดยในปี 2565 ภายใต้แนวคิด Building a shared future for all life สร้างอนาคตร่วมกันเพื่อทุกชีวิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าร่วมมือกับคู่ค้าธุรกิจและเกษตรกรในห่วงโซ่การผลิตอาหาร ยุติการบุกรุกและการทำลายป่า  เพื่อร่วมสนับสนุนการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งความมั่นคงด้านอาหารของโลก
 
นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร เดินหน้าจับมือกับคู่ค้าธุรกิจและเกษตรกร ยกระดับกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดำเนินการจัดหาวัตถุดิบและสินค้าคุณภาพ ปลอดภัยจากกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อยุติการตัดไม้ทำลายป่า ด้วยกระบวนการจัดซื้ออย่างรับผิดชอบและมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการบริโภคที่ยั่งยืน  ซีพีเอฟกำหนดเป้าหมายการจัดหาวัตถุดิบเกษตรหลักที่สำคัญได้แก่ ข้าวโพด  ปลาป่น น้ำมันปาล์ม กากถั่วเหลือง และมันสำปะหลัง ร้อยละ 100 จากทั่วโลกต้องปราศจากการบุกรุกพื้นที่ป่า ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่า เพื่อร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นต้นทางของวัตถุดิบในการผลิตอาหาร สร้างศักยภาพทางการแข่งขันคู่ค้าให้เติบโตไปด้วยกัน  
 
“เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าธุรกิจและเกษตรกรมีส่วนร่วมในปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพได้ตั้งแต่ต้นทาง คู่ค้าธุรกิจซีพีเอฟดำเนินตามนโยบายการจัดหาที่ยั่งยืนและแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้าธุรกิจ   เพื่อให้คู่ค้าธุรกิจส่งมอบวัตถุดิบและสินค้าคุณภาพสูง ปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบ ต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)” นางสาวธิดารัตน์กล่าว  
 
บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าธุรกิจรวมถึงคู่ค้า SMEs ให้มีความตระหนักและร่วมกันจัดหาวัตถุดิบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งผลิต รวมทั้งพัฒนาการดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเชื่อมโยงแนวทาง ESG  เข้ามาในกระบวนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน สอดคล้องตามนโยบาย “CPF 2030 Sustainability in Action” เพื่อให้คู่ค้าธุรกิจสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลง บริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจ ร่วมสร้างการเติบโตไปด้วยกัน

ซีพีเอฟยังดำเนินการตรวจประเมินและทบทวนความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของคู่ค้าธุรกิจครอบคลุมทุกกลุ่มวัตถุดิบทั้งในกิจการประเทศไทย เวียดนามและจีนแล้วครบร้อยละ 100 เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นว่าตลอดห่วงโซ่อุปทานที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า และปีนี้มีแผนขยายการประเมินความเสี่ยงไปยังคู่ค้าธุรกิจในกิจการต่างประเทศต่อเนื่อง  
 
นอกจากนี้ บริษัทฯ ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (FIT) ในการจัดหาข้าวโพดตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งปลูกสำหรับกิจการผลิตในประเทศไทยทั้งหมด ผ่านระบบ Corn Traceability System  ว่าเป็นข้าวโพดพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย  พร้อมทั้งดำเนิน โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เพื่อช่วยเกษตรกรมีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตและลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งมีความเข้าใจการปลูกช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ควบคู่กันด้วย

ปัจจุบัน ซีพีเอฟยังได้ขยายการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดไปยังกิจการต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ จีน อินเดีย และเวียดนาม รวมทั้งกิจการของเครือซีพี เช่น เมียนมา เป็นต้น พร้อมทั้งต่อยอดนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain Technology) ช่วยยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบข้าวโพดทำได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น สำหรับวัตถุดิบหลักอื่นๆ อาทิ กากถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม ปลาป่น ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งเพาะปลูกและผลิต อาทิ มาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืน  (Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO) เป็นต้น  
 
ทั้งนี้  ซีพีเอฟ ยังได้ดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” มาตั้งแต่ปี 2559 โดยผลสำเร็จจากการดำเนินการระยะที่ 1 (ปี 2559 -2563) ช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า รวม 5,971 ไร่ ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการระยะที่ 2 (ปี 2564 -2568) เพิ่มเติมอีก 1,000 ไร่ รวมเป็น 6,971 ไร่

กรมชลฯ เฝ้าระวัง ระดับน้ำเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้น

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ที่บริเวณท้ายเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ส่งผลทำให้มีปริมาณน้ำท่าเพิ่มมากขึ้น กรมชลประทานได้ตรวจวัดปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 561 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนในอัตรา 127 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ ปัจจุบันในหลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกหนัก และมีปริมาณน้ำในลำน้ำเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือนฉบับที่ 6 เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ (มีผลกระทบถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2565) ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคกลาง ยังคงมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มสูงขึ้น อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 300-500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ถึงบริเวณ ตำบลกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา และอำเภอท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดอยุธยา ระดับน้ำสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00 – 1.50 เมตร หากมีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณน้ำหลากเพิ่มขึ้น ที่จะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากกว่า 500 ลบ.ม./วินาที จะแจ้งให้ทราบต่อไป

กรมชลประทาน ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง และตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทานตลอดจนสถานีสูบน้ำให้มีสภาพพร้อมใช้งาน ได้ประสานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ท้ายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูล แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อไปยังสำนักงานชลประทานในพื้นที่หรือ โทรสายด่วน 1460

สิงห์อาสา ร่วมกับ คณะเกษตรฯ ม.ขอนแก่น สร้างแหล่งน้ำชุมชม บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนภาคอีสาน

0

สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และบริษัท ขอนแก่นบริวเวอรี่ จำกัด บริษัทในเครือฯ พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 สถาบัน จัดโครงการ “สิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน” สร้างบ่อน้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำให้ชาวบ้านไว้ใช้ตลอดทั้งปี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวบ้าน เพื่อการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถมีน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคทั้งในภาวะปกติและในช่วงหน้าแล้ง โดยในปีนี้จะทำแหล่งน้ำชุมชนต้นแบบที่จ.ขอนแก่นและมหาสารคาม เริ่มที่แรก ที่บ้านนาสีนวน ต.ขัวเรียง อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เมื่อ 20 พ.ค.65

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มัลลิกา ศรีสุธรรม ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า “ที่ผ่านมาคณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้ศึกษาพื้นที่ภาคอีสานว่ามีลักษณะเป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำและระบบโครงข่ายชลประทานที่ไม่สอดคล้องกับขนาดของพื้นที่ มีน้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค ทำการเกษตร กระบวนการเติมน้ำใต้ดินจึงเป็นแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแบ่งออกเป็นรูปแบบบ่อเปิดและบ่อปิด ตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยบ่อเปิดจะเป็นแหล่งน้ำสาธารณะที่ทุกคนสามารถผันน้ำไปใช้ได้ตลอดทั้งปี ในขณะที่บ่อปิดจะใช้วิธีขุดให้ลึกถึงชั้นบาดาลแล้วฝังท่อลงไป เพื่อช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ดินโดยรอบ เมื่อมีน้ำเพียงพอ ดินมีความชุ่มชื้น การปลูกพืชก็จะได้ผล ซึ่งทางมข. ได้ส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรปลูกพืชที่ยึดเกาะดิน ป้องกันน้ำหลากและเป็นพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ ต้นยางนา,ไผ่ซางหม่น และแฝกพันธุ์อินเดีย

คุณฌานนท์ โปษยะจินดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขอนแก่นบริวเวอรี่จำกัด บริษัทในเครือบุญรอดฯ เปิดเผยว่า บริษัทเชื่อว่านอกเหนือจากการดำเนินงานและพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคอีสานแล้ว เป้าหมายสูงสุดคือการได้เห็น “องค์กร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความสุขร่วมกันอย่างยั่งยืน” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทจึงมีนโยบายและโครงการต่างๆ มากมายเพื่อดูแลพี่น้องชาวขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ สำหรับโครงการในครั้งนี้ก็หวังว่าจะช่วยให้พี่น้องชาวขอนแก่นมีแหล่งน้ำชุมชนไว้ใช้อย่างยั่งยืน และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้จากการใช้แหล่งน้ำนี้ในการประกอบอาชีพให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

คุณอรรถสิทธิ์ พรหมสุข ผู้จัดการฝ่ายงานกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ที่สิงห์อาสาพร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 สถาบันได้ลงพื้นที่บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องภาคอีสานจากภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง โดยภารกิจที่ผ่านมาเราได้แจกจ่ายน้ำสะอาดให้กับชาวบ้านหลายชุมชน ติดตั้งธนาคารน้ำสิงห์ ซึ่งเป็นแท้งค์น้ำให้ชาวบ้านได้มีน้ำกินน้ำใช้ รวมถึงทำท่อประปาเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำจากภูเขาเข้าสู่หมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะกระจายไปยังพื้นที่ประสบภัยแล้ง ทั่วทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน โดยในปีนี้ นอกเหนือจากการร่วมกับเครือข่ายนำน้ำไปช่วยเหลือชาวบ้าน สิงห์อาสาได้ร่วมกับเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญอย่างคณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น นำองค์ความรู้เรื่องการเติมน้ำใต้ดินมาสร้างแหล่งน้ำชุมชนและถ่ายทอดให้ชาวบ้าน ให้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างยั่งยืน”

สำหรับเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ,มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร,มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จะดำเนินงานตามพันธกิจ สร้างแนวร่วมในการดูแลประเทศที่ประกาศไว้ โดยจะเฝ้าระวัง ลงพื้นที่สำรวจและเข้าช่วยเหลือบริเวณที่ประสบภัยแล้ง หรือประสบปัญหาอื่นๆใน 20 จังหวัดภาคอีสานต่อไป

ทั้งนี้ สิงห์อาสาจะช่วยสนับสนุนองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสร้างแหล่งน้ำชุมชนขยายพื้นที่ครอบคลุมทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้ได้มีโอกาสประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างเต็มที่ พร้อมเป็นกำลังใจให้แก่ชาวบ้านต่อไป เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

‘จุรินทร์’ ชมนวัตกรรมและอาหารคุณภาพจาก CPF ในงาน APEC 2022

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมรัฐมนตรีการค้าของ 21 เขตเศรษฐกิจ APEC 2022 (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting 2022 : MRT) เปิดงานเสวนานานาชาติ APEC BCG Symposium 2022 และเยี่ยมชมบูธ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมด้วย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และผู้นำระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจการค้า 21 ประเทศ โดยมี นายอาณัติ จุลินทร รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ซีพีเอฟ ให้การต้อนรับ

รมว.พาณิชย์ กล่าวขอบคุณ ซีพีเอฟ ในฐานะบริษัทของคนไทย ส่งมอบอาหารคุณภาพสู่พี่น้องคนไทย โดยเฉพาะการส่งออกไก่ไปต่างประเทศ หวังว่าพวกเราทุกคนจะได้ใช้ศักยภาพทั้งหมดช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ด้าน นายอาณัติ จุลินทร รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารระดับโลกที่ส่งมอบอาหารให้ผู้คนกว่า 4 พันล้านคน กว่า 50 ประเทศทั่วโลก รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างมากที่กรมเจรจาการค้าต่างประเทศ เล็งเห็นความสามารถของซีพีเอฟ มาร่วมโชว์ศักยภาพกับผู้นำ APEC รวม 21 ประเทศ ในการประชุมครั้งนี้ เรามุ่งมั่นผลิตอาหารคุณภาพสูง สด สะอาด ปลอดภัย ภายใต้วิสัยทัศน์ ”ครัวของโลก” ร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่คนไทยและประชากรโลก

“ซีพีเอฟ เข้าไปลงทุนและดำเนินธุรกิจแล้ว 15 ประเทศ ส่วนอีก 6 ประเทศ ซีพีเอฟในประเทศต่างๆ ค้าขายอยู่แล้วเช่นกัน การเข้าร่วมนิทรรศการครั้งนี้ จะเป็นการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของบริษัทฯ ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 300 คน จาก 21 ประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าในอนาคต” นายอาณัติ กล่าว

ซีพีเอฟ นำผลิตภัณฑ์สินค้าที่ได้รับรางวัลและความนิยมมาจัดแสดง ได้แก่ ไก่เบญจา อาหารพร้อมทานแนวเอเชีย แบรนด์ Kitchen Joy เกี๊ยวกุ้งซีพี ไข่ไก่สด Cage free แบรนด์ CP Selection และ Meat Zero เนื้อจากพืช (Plant-Based) โปรตีนจากพืชที่อร่อยเหมือนเนื้อสัตว์จริง จากนวัตกรรม PLANT-TEC ซึ่งคว้ารางวัล “THAIFEX-ANUGA Taste Innovation Show 2022” ในงาน Thaifex-Anuga World of Food Asia 2022

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วย สมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย, บรูไน, แคนาดา, ชิลี, จีน, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี, เปรู, ฟิลิปปินส์, รัสเซีย, สิงคโปร์, จีนไทเป, จีนฮ่องกง, สหรัฐอเมริกา, เวียดนาม และไทย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 พฤษภาคม 2565