Home Blog Page 318

AIS 5G – เฟรชแอร์ ยิงสดศึกแดงเดือด สุดเอ็กซ์คลูซีพบน AIS PLAY พร้อมผนึก SF เปิดโรงหนังเชียร์

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า AIS จับมือกับ บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดศึกแดงเดือดนัดประวัติศาสตร์ในไทย “THE MATCH Bangkok Century Cup 2022” ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2565 รายเดียวในไทย ชมฟรีผ่านทาง AIS PLAY ในทุกช่องทาง ทั้งแอปพลิเคชั่น เว็บไซต์ และกล่อง AIS PLAYBOX เต็มอิ่มไปกับเทคโนโลยีการถ่ายทอดสดแบบ 360 องศา ผ่านทาง AIS 5G Play VR เสมือนกับได้นั่งชมแบบติดขอบสนามจริง

นอกจากนี้ ยังได้ผนึกกำลังกับโรงภาพยนตร์เอส เอฟ ให้ลูกค้าสามารถตีตั๋วเข้าเชียร์การแข่งขันในโรงภาพยนตร์กันแบบจัดเต็ม และลูกค้า AIS ยังได้ลุ้นรับตั๋วเข้าชมเกมการแข่งขันจริง ด้วยที่นั่งที่ที่สุดสำหรับลูกค้า ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยจะเปิดลงทะเบียนและจับฉลากผู้โชคดีผ่านทางแอป myAIS

“ตลอดระยะเวลาการทำธุรกิจของ AIS ที่เรายังคงรักษาสถานะความเป็นผู้นำมาอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญนอกเหนือจากการมุ่งพัฒนาโครงข่าย Digital จากเทคโนโลยี 5G เพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนไทยแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าผ่านสิทธิพิเศษที่ดีที่สุดในทุกไลฟ์สไตล์ เช่นเดียวกับในครั้งนี้ที่เราได้ส่งมอบความพิเศษสำหรับลูกค้า AIS เท่านั้นกับศึกแดงเดือดระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล ที่กำลังเกิดขึ้นในรายการ THE MATCH Bangkok Century Cup 2022 ด้วยการจับมือกับ บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด ผู้จัดการแข่งขันเตรียมร่วมกันถ่ายทอดสดผ่านทาง AIS PLAY แบบเอ็กคลูซีฟช่องทางเดียวในประเทศไทย พิเศษไปกว่านั้นเรายังนำเทคโนโลยีการถ่ายทอดสดแบบ 360 องศา มาให้ลูกค้าได้รับชมผ่านทาง AIS 5G Play VR เสมือนได้นั่งชมติดขอบสนามอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสประสบการณ์นี้มาก่อน

นอกเหนือจากการรับชมผ่านทางหน้าจอบน AIS PLAY แล้ว เรายังเพิ่มความพิเศษให้ลูกค้าสามารถรับชมการแข่งขันผ่านจอโรงภาพยนตร์ด้วยระบบภาพและเสียงให้แฟนบอลได้รับชมและเชียร์กันแบบจัดเต็ม ผ่านความร่วมมือกับ เอส เอฟ ที่ลูกค้า AIS สามารถซื้อตั๋วเข้าชมการแข่งขันได้ในโรงภาพยนตร์เอสเอฟทั่วประเทศ มากไปกว่านั้นวันนี้ AIS ยังเตรียมบัตรเข้าชมการแข่งขันจำนวน 145 ใบ มูลค่าที่นั่งละ 20,000 บาท มาให้ลูกค้าทั้ง AIS 5G, AIS Fibre และ AIS Gomo ได้ร่วมลุ้นความสนุกผ่านทางแอป myAIS เพื่อมอบเป็นของขวัญตอบแทนความไว้วางใจที่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลการสื่อสารและดิจิทัลไลฟ์สไตล์ เรียกได้ว่าศึกแดงเดือดนัดประวัติศาสตร์นี้ ลูกค้า AIS จะได้รับแบบจัดหนักจัดเต็มครบทุกช่องทาง ทั้งการรับชมแบบออนไลน์ถ่ายทอดสด การรับชมแบบเสียงคมชัดในโรงหนังและการรับชมแบบติดขอบสนาม ถือเป็นอีกหนึ่งของขวัญชิ้นสำคัญที่สะท้อนความตั้งใจของเราที่อยากให้ทุกคนอยู่กับ AIS ที่ดีสุด”

นายวินิจ เลิศรัตนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด กล่าวว่า การแข่งขันศึกแดงเดือดนัดประวัติศาสตร์ในไทยนี้ถือเป็นครั้งแรกในเอเชีย นอกจากการจัดการแข่งขันในสนามราชมัลคลากีฬาสถานที่ต้องพร้อมในทุกด้าน เฟรชแอร์ฯ ยังได้ร่วมมือกับทาง AIS ถ่ายทอดสดการแข่งขันครั้งนี้ให้กับคนไทยได้รับชมพร้อมกัน เราเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพและความพร้อมในด้านโครงข่ายที่มีคุณภาพครอบคลุมทั่วประเทศจะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีนี้ให้กับคนไทยได้รับชมศึกแดงเดือดได้อย่างมีความสุข มากไปกว่านั้นการถ่ายทอดการแข่งขันนี้ยังตอกย้ำอีกว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในระดับเอเชียที่มีความพร้อมครบทุกมิติในการเป็นเจ้าบ้านต้อนรับในทุกอีเว้นท์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ในอนาคต”

นายสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอส เอฟ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกับ AIS ที่จะส่งมอบแมตช์ประวัติศาสตร์แดงเดือดในไทยครั้งนี้ให้แฟนๆ ได้รับชม เสมือนเชียร์อยู่ในสนามจริงๆ ถือเป็นการถ่ายทอดสดฟุตบอลในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศเป็นครั้งแรกของไทย ผ่านระบบเสียงสมบูรณ์แบบ บนจอยักษ์ภาพคมชัด ที่โรงภาพยนตร์ในเครือเอส เอฟ เท่านั้น ซึ่งเราได้เตรียมความพร้อมรองรับแฟนบอลของทั้ง 2 ทีม และรับรองได้ว่าแฟนบอลทุกคนในโรงภาพยนตร์จะได้รับชมอย่างสนุกไปพร้อมๆกับแฟนบอลในสนามอย่างแน่นอน โดยลูกค้า AIS สามารถซื้อบัตรเข้ารับชมแมตช์แห่งประวัติศาสตร์ THE MATCH BANGKOK CENTURY CUP 2022 LIVE VIEWING AT SF CINEMA ได้เร็วๆ นี้”

AIS พร้อมปฏิบัติตามกม. PDPA ตอกย้ำภารกิจคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลลูกค้า และความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูงสุด

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า ในฐานะที่ AIS เป็นผู้นำด้านการให้บริการดิจิทัลที่มีลูกค้ามากกว่า 44.6 ล้านเลขหมาย รวมถึงกลุ่มลูกค้าองค์กรตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการ SMEs ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ หน้าที่สำคัญนอกเหนือจากการพัฒนาสินค้าและคุณภาพบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มแล้ว AIS ยังมีภารกิจในการจัดการระบบฐานข้อมูลสารสนเทศทั้งข้อมูลจากการดำเนินธุรกิจและข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและแผนความยั่งยืนด้านการปกป้องระบบสารสนเทศและคุ้มครองข้อมููลส่วนบุุคคลของลููกค้า

สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS

PDPAแนวทางการทำงานตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานับจากวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act) หรือ กฎหมาย PDPA ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่ปี 2562 AIS มีการกำกับดูแล ศึกษา ปรับปรุง พัฒนาเครื่องมือและกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ต่อการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดย AIS มีการดำเนินงานตามกรอบกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องครอบคลุมการดำเนินงาน ตั้งแต่ระดับนโยบายมาจนถึงระดับปฏิบัติการ

ทั้งนี้ AIS ยืนยันความพร้อมต่อกระบวนการทำงาน รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ให้กับบุคลากรภายในองค์กร คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจและลูกค้าถึงความสำคัญในการคุ้มครองและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ให้สอดรับกับกฎหมาย PDPA โดย AIS ได้เพิ่มมาตรการเพื่อกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ จัดลำดับชั้นความลับของข้อมูลโดยนำเครื่องมือทางดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้งานทั้งองค์กร รวมถึงได้ดำเนินการแจ้งประกาศความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสื่อสารให้ลูกค้าทราบถึงการปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ วัตถุประสงค์ของการเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล มาตรการการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล สิทธิของลูกค้าต่อข้อมูลส่วนบุคคล และสร้างองค์ความรู้ขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย PDPA ในมิติต่างๆ

นางสายชล กล่าวว่า AIS ได้สื่อสารแจ้งประกาศคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าทั้งลูกค้าที่ใช้บริการมือถือและเน็ตบ้าน รวมถึงลูกค้าองค์กร คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ให้เข้าใจถึงระเบียบและข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง อาทิ วัตถุประสงค์ของการเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ข้อจำกัดในการใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล มาตรการการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล สิทธิของลูกค้าต่อข้อมูลส่วนบุคคล และช่องทางในการติดต่อกับบริษัทฯ อีกทั้งยังได้เพิ่มมาตรการเพื่อกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ มีการจัดลำดับชั้นความลับของข้อมูล นำเครื่องมือทางดิจิทัลเทคโนโลยีมาให้ทุกหน่วยงานในบริษัท ใช้ตรวจสอบการส่งข้อมูลส่วนบุคคลอย่างปลอดภัยสูงสุดทั้งกระบวนการ อาทิ DLP (Data Leak Protection) และมีเครื่องมือที่ใช้เข้ารหัสข้อมูลสำคัญ เพื่อปกป้องข้อมูลสารสนเทศของการดำเนินธุรกิจและข้อมูลส่วนบุคคล

“วันนี้เราขอยืนยันความพร้อมและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ต่อการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวทางของกฎหมาย PDPA ที่จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในทำงานเพื่อการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า รวมถึงความปลอดภัยด้านไซเบอร์ตามมาตรฐานสากล ด้วยการใช้ศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ตามแผนการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน และในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลของประเทศ ที่จะร่วมกันปกป้อง สร้างการรับรู้ ตลอดจนเสริมภูมิคุ้มกันด้านการใช้งานดิจิทัลอย่างแข็งแกร่ง เพื่อให้การเดินหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากซึ่งอุปสรรคและความเสี่ยงใดๆ”

ออมสิน ช่วยมูฟออนชีวิต ด้วย “สินเชื่อเพื่อคุณ” ฟื้นได้หลังวิกฤตโควิค-19

0

ธนาคารออมสิน ออกผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อเพื่อคุณทางออกของปัญหา… ถึงเวลามูฟออนชีวิต ช่วยให้คุณฟื้นได้หลังวิกฤตโควิค-19

เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในการดำรงชีพ ฟื้นฟูอาชีพหลังสถานการณ์ Covid-19

คุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อ

  • มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 60 ปี ยกเว้น เป็นลูกค้าเดิมของโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐ ที่ธนาคารคัดเลือก กรณีผู้ประกอบอาชีพอิสระเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี
  • มีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถติดต่อได้
  • ไม่เป็นลูกจ้างหรือพนักงานของธนาคารออมสิน
  • เป็นลูกค้าเป้าหมาย ตามที่ธนาคารกำหนด จำแนกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
    • ลูกค้าเดิมของโครงการสินเชื่อ สินเชื่อตามนโยบายรัฐ ที่ธนาคารคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยต้องมีประวัติการชำระหนี้ดีติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า 12 งวด และไม่มีหนี้ค้างชำระ หรือชำระหนี้ปิดบัญชีแล้ว
    • เป็นลูกค้าเดิมหรือลูกค้าใหม่ ที่มีรายได้ประจำ

กำหนดวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 30,000 บาท

อัตราดอกเบี้ย

  • อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ร้อยละ 15 ต่อปี (หรือเท่ากับร้อยละ 1.25 ต่อเดือน)
  • อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เท่ากับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญา บวกร้อยละ 3.00 ต่อปี (หรือเท่ากับร้อยละ 18 ต่อปี)

ระยะเวลาดำเนินโครงการ ยื่นขอสินเชื่อและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 หรือจนกว่าจะครบวงเงินโครงการ

?สำหรับผู้มีรายได้ประจำ
?อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.25 ต่อเดือน (ร้อยละ 15 ต่อปี)
?ไม่ต้องใช้หลักประกัน
?วงเงินกู้สูงสุด 30,000 บาท
?ระยะเวลา 2 ปี

ลงทะเบียนขอสินเชื่อ >> https://bit.ly/39KzZlH
รายละเอียดเพิ่มเติม >> https://bit.ly/3G9216B

ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2565
เงื่อนไขอื่นๆเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่าน Call Center 1115 และ 1143

ทิพยประกันภัย จับมือ สยามพิวรรธน์ เปิดตัว “InsurVerse Capsule BY DHIPAYA INSURANCE ” และสิทธิประโยชน์มากมาย

0

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผนึกกำลังเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอีโค่ซิสเต็ม ตอกย้ำกลยุทธ์ Collaboration to Win  พร้อมมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้าเปิดตัว “InsurVerse Capsule by DHIPAYA INSURANCE” ครั้งแรกในประเทศไทย นำนวัตกรรมสุดล้ำที่เข้าใจ Digital Lifestyle  ที่จะยกระดับ Experience ของลูกค้าให้สามารถเข้าถึงบริการทั้งการประกันภัยและ Entertainment ได้อย่างไร้รอยต่อ  พร้อมมอบโปรแกรมประกันที่ให้ความคุ้มครองลูกค้าด้วยแพ็กเกจและโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าทิพยประกันภัยที่เข้ามาช้อปปิ้งภายในศูนย์การค้าหรือช้อปผ่าน ONESIAM SuperApp  

ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮล ดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิพยประกันกัย ได้นำนวัตกรรมในการให้บริการที่ล้ำสมัยสะดวกสบาย เข้าถึงง่าย รวมถึงมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากกรมธรรม์ โดยจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างโปรแกรมสิทธิประโยชน์แก่ลูกค้าเพิ่มเติม

ล่าสุดได้เปิดตัว “InsurVerse Capsule BY DHIPAYA INSURANCE”  เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อมอบประสบการณ์การบริการรูปแบบใหม่ ในลักษณะตู้คีออสที่ออกแบบอย่างทันสมัย สามารถเลือกใช้บริการที่หลากหลายทั้งด้านประกันภัยและ Entertainment จากทิพยประกันภัย อาทิ เลือกซื้อประกันภัย ตรวจสอบกรมธรรม์ แจ้งเคลม ค้นหาศูนย์ซ่อม โรงพยาบาล และยังสามารถ VDO Conference เพื่อรับคำปรึกษาหรือแก้ไขปัญหาในการทำประกันภัยกับเจ้าหน้าที่ทิพยประกันภัยผ่านกล้องที่ติดตั้งภายในได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบ TIP Coin เพื่อแลกรีดีมสิทธิประโยชน์ที่มีให้เลือกหลากหลาย และยังมี Gimmick น่ารักๆ สามารถถ่ายภาพที่ระลึกกับเพื่อนๆและครอบครัว  กับ Digital Photo ที่สามารถรับไฟล์ภาพได้ทันทีอีกด้วย 

โดย “InsurVerse Capsule BY DHIPAYA INSURANCE”  เปิดตัวพร้อมกัน 8 โลเคชั่น เพื่อให้ลูกค้ามาเปิดประสบการณ์ใหม่ร่วมกันได้แล้วที่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และไอคอนสยาม         

นอกจากนี้ ทิพยประกันภัย และ สยามพิวรรธน์ ยังได้สร้างสรรค์แคมเปญร่วมกันในหลายรูปแบบ เพื่อให้ลูกค้าสมาชิกทั้งของ ทิพยประกันภัย และลูกค้าของวันสยามและไอคอนสยาม จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ผ่าน ONESIAM SuperApp อีกด้วย

นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “กลยุทธ์ Collaboration to Win ของสยามพิวรรธน์ในการเสริมสร้างอีโคซิสเต็มให้แข็งแกร่งร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้ดำเนินการมาอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่องในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้าของศูนย์การค้ากลุ่มวันสยามและไอคอนสยาม ผ่านการคิดสร้างสรรค์ ศึกษา และเข้าใจความต้องการของลูกค้าตามแนวทาง Customer Centric เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ นอกจากการนำสินค้าและบริการที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์แล้ว เรายังห่วงใยใส่ใจลูกค้าในทุกช่วงเวลา ขณะเดียวกันทุกวันนี้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องการทำประกันในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความอุ่นใจในการใช้ชีวิต ความร่วมมือระหว่าง สยามพิวรรธน์ กับพันธมิตรทางธุรกิจระดับผู้นำในธุรกิจประกันภัย ได้แก่ ทิพยประกันภัย ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ที่ทั้งสององค์กรจะได้ร่วมกันนำเสนอและมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้า ด้วยความแตกต่างไม่เหมือนใคร 

เชื่อว่าศักยภาพอันแข็งแกร่งของทั้งสองผู้นำธุรกิจ อย่าง สยามพิวรรธน์ และ ทิพยประกันภัย จะเสริมสร้างอีโค่ซิสเต็มที่สยามพิวรรธน์และพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างขึ้นนั้น เกิดการ Share Values และทวีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดก็คือผู้บริโภคนั่นเอง 

เชฟแคร์ส เสิร์ฟเมนูสุดพรีเมี่ยม “ข้าวยำเกาหลี” จากฝีมือเชฟเกาหลีใต้ระดับมิชลิน 2 ดาว

0

ไม่ต้องบินไปกินไกลถึงเกาหลี… เพราะวันนี้เชฟแคร์สเสิร์ฟ “บิบิมบับ หรือ ข้าวยำเกาหลี” ฝีมือเชฟคังมินกู เจ้าของร้านดังระดับ 2 ดาวมิชลินในเกาหลี ให้คนไทยได้ลิ้มชิมรสใกล้ๆบ้านแล้ววันนี้ที่เซเว่นอีเลฟเว่น พร้อมส่งมอบกำไร 100% ร่วมทำบุญตามแนวคิดของมูลนิธิเชฟแคร์ส เช่นเคย

เชฟคังมินกูได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกวงการอาหารเกาหลียุคใหม่ และด้วยแนวคิดที่จะนำวัฒนธรรมอาหารเกาหลีไปสู่เวทีโลก เชฟคังมินกู จากร้าน Mingles ในกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ ได้รับรางวัลขวัญใจเชฟ Inedit Damm Chefs’ Choice Award ประจำปี 2564 จากงานประกาศรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s 50 Best Restaurants) โดยรางวัลดังกล่าวมาจากการโหวตของบรรดาเพื่อนเชฟ เพื่อเป็นการยกย่องเชฟคังที่สร้างคุณูปการให้แก่วงการอาหารเอเชีย

การพบกันของ เชฟคังมินกู และ มาริษา เจียรวนนท์ ประธานมูลนิธิเชฟแคร์ส เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ เพื่อสังคมที่ทั้งสองคิดตรงกัน ด้วยมาตรฐานการผลิตอาหารของเชฟแคร์สที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน กับการคัดเลือกวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยม ภายใต้ความอร่อยจากเชฟชั้นนำระดับโลก ผนวกความต้องการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารเกาหลีสู่เวทีโลกของเชฟคังมินกูที่จะมีส่วนในการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่วงการอาหารเอเชียด้วย จึงเป็นที่มาอันงดงามของ “ข้าวยำเกาหลี” แบรนด์เชฟแคร์ส ที่จะวางจำหน่ายให้คนไทยได้ลิ้มลองเมนูอร่อยใกล้ๆบ้าน และนำกำไร 100% คืนสู่สังคม

เมนู “ข้าวยำเกาหลี หรือ บิบิมบับ” แบรนด์เชฟแคร์ส อุดมด้วยผักนานาชนิด เช่น แครอท หัวผักกาด ผักโขม ปวยเล้ง เห็ดหอม เข้ากันดีกับซอสสูตรพิเศษที่ผสมผสาน โคชูจัง สูตรลับเฉพาะ แล้วเพิ่มเนื้อสัมผัสด้วย “ไก่เบญจา” ไก่ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้องนำมาสับหยาบ วางทับด้วยไข่ดาวสุกกำลังดี จากแม่ไก่อารมณ์ดีในฟาร์มเคจฟรีเพียงคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมด เข้ากับข้าวญี่ปุ่นนุ่มๆในกล่อง … ก็ได้อร่อยกับอาหารฝีมือเชฟชื่อดังจากเกาหลีแท้ๆ ได้ทันที ข้าวยำเกาหลีแบรนด์เชฟแคร์ส วางจำหน่ายในรูปแบบอาหารแช่เย็น (Chilled Food) ณ ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ในราคาเพียง 69 บาท โดยกำไรทั้ง 100% จะคืนสู่สังคมผ่านมูลนิธิเชฟแคร์ส

ทั้งนี้ มูลนิธิเชฟแคร์ส ได้ก่อตั้งธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ภายใต้ชื่อ บริษัท เชฟแคร์ส โปรเจกต์ จำกัด ขึ้นมา เพื่อให้มูลนิธิฯสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง และนำรายได้นั้นไปช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ทั้งนี้ เชฟแคร์ส โปรเจกต์ จะร่วมมือกับกับเชฟระดับแถวหน้าของประเทศไทยและของโลก ผลิตอาหารพร้อมรับประทานที่ครบถ้วนด้านคุณค่าทางโภชนาการ และนำกำไรทั้ง 100% คืนสู่สังคมผ่าน มูลนิธิเชฟแคร์ส ในการมุ่งสร้างโอกาสและมอบแนวทางประกอบอาชีพในวงการอาหารให้แก่เด็กและเยาวชนผู้ห่างไกลและด้อยโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

กรุงไทย ผนึก freshket ช่วย SME ร้านอาหาร เข้าถึงแหล่งทุนผ่าน “สินเชื่อคู่ค้าพารวย”

0

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคาร ร่วมกับบริษัท โพลาร์ แบร์ มิชชั่น จำกัด สตาร์ทอัพแพลตฟอร์มเฟรชเก็ต (freshket) ให้บริการสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์ สินเชื่อคู่ค้าพารวย ภายใต้โครงการ Krungthai Digital Supply Chain Financing สำหรับผู้ประกอบการ SME ประเภทร้านอาหารที่เป็นคู่ค้ากับ freshket ที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง ให้สามารถเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนเพื่อประคองธุรกิจให้รอดผ่านวิกฤตครั้งนี้ โดยระยะเริ่มต้นตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการคู่ค้าของ freshket จำนวน 100 ราย ก่อนที่จะขยายผลให้กับผู้ประกอบการในวงกว้างต่อไป

สินเชื่อคู่ค้าพารวย เป็นสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียนสำหรับลูกค้า เพื่อเป็นวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD) สามารถเบิกใช้ผ่านช่องทาง online ทั้ง Krungthai Business และ Krungthai NEXT อัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นที่ 0.80% ต่อเดือน ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน กู้ได้สูงสุด 3 เท่าของยอดซื้อ หรือไม่เกิน 20 ล้านบาท นอกจากนี้ freshket ได้ขยายเครดิตเทอม (credit term) สำหรับ SME ที่เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มอีก 15 วัน จากเครดิตเทอมที่ลูกค้าเคยได้รับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจให้กับลูกค้าและตอบโจทย์ทางการเงินครบวงจรให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

นางสาวพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท โพลาร์ แบร์ มิชชั่น จำกัด สตาร์ทอัพแพลตฟอร์ม freshket เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าร้านอาหารหลาย ๆ เจ้าซึ่งเป็นสัดส่วนกว่า 85% ของลูกค้าเฟรชเก็ต ประสบปัญหาสภาวะเงินคล่อง และหมุนเวียนในธุรกิจจากวิกฤตโควิด-19 และผลกระทบจากเศรษฐกิจ จึงจับมือกับ”ธนาคารกรุงไทย” เดินหน้าช่วยเหลือกลุ่มลูกค้า SME ร้านอาหาร ทั้งมาตรการความช่วยเหลือทั่วไป และมาตรการความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด เพิ่มช่องทางให้สามารถเข้าถึงสภาพคล่องลูกค้ามีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายได้อย่างอุ่นใจ ซื้อของเข้าร้านได้เต็มที่ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

แผนการเติบโตของเฟรชเก็ตปีนี้ มุ่งไปที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับเฟรชเก็ตทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Supply chain เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบปฏิบัติการและการให้บริการ พร้อมทั้งรองรับการเติบโตของธุรกิจไปสู่กลุ่มสินค้าใหม่ๆ และขยายขอบเขตให้ครอบคลุมการให้บริการในต่างจังหวัด รวมถึงการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีสำหรับการคาดการณ์ความต้องการจากลูกค้า (demand forecasting) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสำหรับทุกฝ่าย ลดขยะอาหาร และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการต้นน้ำ โดยผู้บริโภคจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ สด ใหม่ ในราคาเหมาะสม พร้อมทั้งบริการที่สะดวกสบายและน่าเชื่อถือ

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสินเชื่อคู่ค้าพารวยได้ที่ https://krungthai.com/th/content/sme-rich หรือ สอบถามข้อมูลโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111

AIS จับมือ ดัชมิลล์ และ บีลิงค์ ยกระดับอีสปอร์ตไทย เปิดเวทีมัธยมแข่งระดับประเทศ ครั้งแรกในไทย

0

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการพันธมิตรธุรกิจด้านบันเทิงและคอนเทนต์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า AIS เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมอีสปอร์ตไทยให้ก้าวทันมาตรฐานการแข่งขันในเวทีโลก ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายทั้งจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด AIS ได้ร่วมมือกับ ดัชมิลล์ และ บริษัท บีลิงค์ มีเดีย จัดการแข่งขันอีสปอร์ตมัธยมระดับประเทศเป็นครั้งแรกของประเทศไทยกับ “AIS eSports S series 2022 by Dutch Mill” เพื่อเป็นการขยายโอกาสไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ให้เยาวชนที่มีฝันในการเป็นนักกีฬามืออาชีพได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่

รุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์

“ในปีนี้ AIS eSports ได้ขยายการจัดการแข่งขันจากระดับจังหวัดเป็นระดับประเทศ โดยครั้งนี้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่าง ดัชมิลล์ และ บีลิงค์ มีเดีย เปิดเวที “AIS eSports S series 2022 by Dutch Mill” รวมถึงสร้างมาตรฐานของการแข่งขันด้วยการทำงานร่วมกับสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทยในการกำหนดกฎเกณฑ์การแข่งขัน ถือเป็นการแข่งขันอีสปอร์ตระดับมัธยมที่ใหญ่ที่สุดครั้งแรกในไทย”

เชื่อว่าการแข่งขันอีสปอร์ตครั้งนี้ คือการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอีสปอร์ตของไทยที่เกิดจากความร่วมมือของภาคส่วนที่หลากหลายทั้ง ดัชมิลล์, บีลิงค์ มีเดีย ในฐานะผู้ร่วมจัดการแข่งขัน สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตและเชียงใหม่ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับวงการอีสปอร์ตให้ก้าวไปอีกขั้น และได้เห็นพลังของการผลักดันและสร้างเวทีให้เยาวชนไทยที่รักและหลงใหลโลกของเกมให้มีพื้นที่สร้างสรรค์ ฝึกฝนทักษะและแสดงความสามารถด้านอีสปอร์ตอย่างเต็มที่ ดังนั้น AIS ขอยืนยันเป้าหมายการทำงานเพื่อผลักดันเกมเมอร์ระดับเยาวชนให้พัฒนาทักษะจนก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอีสปอร์ตและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างแน่นอน

นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน กีฬาอีสปอร์ต เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และได้ถูกบรรจุเป็นกีฬาเพื่อใช้ในการแข่งขันในระดับนานาชาติ และ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่ทางสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย สนับสนุน และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะกิจกรรมนี้เท่ากับเปิดโอกาสให้เยาวชนที่สนใจในกีฬาอีสปอร์ตได้มีเวทีการแข่งขัน และในอนาคตเยาวชนกลุ่มนี้จะเป็นกำลังสำคัญของชาติ ที่อาจจะเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตที่มีฝีมือ ซึ่งจะเป็นกำลังหลักให้แก่การแข่งขันในระดับชาติ หรือระดับนานาชาติในนามประเทศได้ในอนาคต

นายกฤษณะ ถนอมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีลิงค์ มีเดีย จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้เชิญโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ให้ร่วมส่งนักกีฬาอีสปอร์ตเข้าร่วมการแข่งขัน อีกทั้งยังมีการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ผ่านมีเดียของบริษัทฯ ที่อยู่ในสถาบันการศึกษาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นป้ายประชาสัมพันธ์ในโรงเรียนทั่วประเทศ หรือมีเดีย ที่อยู่ตามอาคารศูนย์รวมสถาบันกวดวิชาต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีนักเรียนซึ่งเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตจำนวนมากให้ความสนใจ และสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ในครั้งนี้ นอกจากนั้นยังนำทัพเหล่าสปอนเซอร์นำโดยผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยว ดัชมิลล์ ที่ให้การสนับสนุนในฐานะผู้สนับสนุนหลักของกิจกรรม รวมทั้งผลิตภัณฑ์ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ , ผลิตภัณฑ์บำรุงสมองและสายตา แบรนด์จินเซนโนไซด์โปร และแบรนด์ลูทีน่าพลัส , ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผสมวุ้นมะพร้าวกาโตะ รวมทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเขียว อิชิตัน ร่วมให้การสนับสนุนในฐานะผู้สนับสนุนร่วมของกิจกรรมนี้ด้วย

การแข่งขันอีสปอร์ต “AIS eSports S series 2022 by Dutch Mill” ในปีนี้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. ตัวแทนจาก 12 โรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยจะคัดเลือกตัวแทนทีมละ 1 โรงเรียนรวมเป็น 12 ทีม
  2. ตัวแทนจากโรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะคัดเลือกให้เหลือ 1 ทีม สำหรับ จังหวัดภูเก็ต โดยจะคัดเลือกให้เหลือ 1 ทีม รวมแล้วจากกลุ่มนี้จะได้ตัวแทน 2 ทีม
  3. การเปิดรับสมัครเยาวชนระดับมัธยมศึกษาทั่วไปจากทั้งประเทศ ซึ่งจะเปิดรับแบบ Open ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนไหนก็สามารถเข้าร่วมได้ โดยจะคัดเลือกให้ได้ 2 ทีม

ซึ่งทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวจะเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายน 2565 จากนั้น ระหว่างวันที่ 15-30 สิงหาคม 2565- จะเฟ้นหาทีมตัวแทนให้เหลือเพียง 16 ทีม เพื่อเข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย Final Rounds AIS 5G eSports ระหว่างวันที่ 15-30 ตุลาคม 2565 ชิงเงินรางวัลรวม 175,000 บาท

สำหรับเกมการแข่งขันที่นำมาใช้ในครั้งนี้ คือ เกม ROV ซึ่งเป็นเกม MOBA ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่ม นักเรียน นักศึกษา โดยได้รับความร่วมมือจากทาง Garena ในการอนุญาตให้นำเกม ROV นี้เป็นเกมที่ใช้ในการแข่งขัน ซึ่งตลอดการแข่งขันจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทาง AIS Play รวมทั้งผ่านทาง Facebook : AIS eSport Tournament ทั้งในรอบคัดเลือกและรองชิงแชมป์ระดับประเทศ กว่า 20 แมตช์ให้ได้ลุ้นไปด้วยกัน

สามารถสมัครการแข่งขัน หรือ ติดตามเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://www.ais.th/game/sseries/ หรือช่องทาง Facebook AIS eSports Tournament

‘จุรินทร์’ เยี่ยมชมบูธ ซีพีเอฟ ในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 ชูเทรนด์อาหารเพื่ออนาคต

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมบูธ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ให้การต้อนรับ โดยปีนี้ ซีพีเอฟ โชว์ศักยภาพผู้นำธุรกิจอาหารของโลก ภายใต้แนวคิด “FOOD FOR THE NEXT DECADE” อาหารเพื่ออนาคต ชู 5 เทรนด์อาหารยอดนิยม ในอีก 10 ปีข้างหน้า ตอบโจทย์วิถีบริโภคยั่งยืน โดยเฉพาะนวัตกรรมเนื้อจากพืช แบรนด์ “MEAT ZERO” ซึ่งได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมอาหาร (THAIFEX-ANUGA Taste Innovation Show 2022) ผลสำเร็จจากการคิดค้นนวัตกรรม PLANT-TEC หรือเทคนิคการสร้างรสสัมผัส กลิ่น และรสชาติเสมือนเนื้อสัตว์จริง ได้คุณค่าโภชนาการโปรตีนจากถั่วเหลือง มีไฟเบอร์สูง ปราศจากคอเลสเตอรอล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ภายในบูธ รองนายกฯ เดินชมสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพ ไฮไลท์คือ “MEAT ZERO” เนื้อจากพืช นวัตกรรม PLANT-TEC ที่ CPF RD Center พัฒนาร่วมกับศูนย์วิจัยชั้นนำระดับโลก เป็นระยะเวลามากกว่า 4 ปี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีรสสัมผัสเสมือนเนื้อสัตว์จริง ทั้งลักษณะและกลิ่น คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงสินค้าเนื้อสัตว์ ทั้งนวัตกรรมไก่เบญจา และหมูชีวา และสินค้าในกลุ่ม “CP SELECTION” ที่นำนวัตกรรมโปรไบโอติกมาใช้ในอาหารสัตว์ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้สินค้า ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ 

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บรรยากาศการจัดงานกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไป 2 ปี การจัดงานเป็นรูปแบบไฮบริด มีทั้งการจัดนิทรรศการในพื้นที่จริง (On Ground) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ควบคู่กับรูปแบบเสมือนจริง (Virtaul) ทางออนไลน์ สำหรับบูธของซีพีเอฟ เป็นตัวแทนของผู้ผลิตอาหารจากประเทศไทยเป็นความภูมิใจของคนไทย ที่มีความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนาอาหารเทียบเท่าสากล ทั้งนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์ เนื้อจากพืช รวมถึงสินค้ากลุ่มฮาลาล ล่าสุดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ถือเป็นส่วนสำคัญช่วยสร้างความสำเร็จให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทย 

ซีพีเอฟ จัดแสดงสินค้าคุณภาพสูง รวม 5 โซน ได้แก่ 1.) เนื้อจากพืช แบรนด์ MEAT ZERO ที่ทำให้ “พืช…อร่อยแบบเนื้อสัตว์” 2.) กลุ่มของสด แบรนด์ U-FARM ได้แก่ “ไก่เบญจา” และ “หมูชีวา” รวมทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู และไข่สด “CP SELECTION” ยกระดับความปลอดภัยด้วยนวัตกรรมโปรไบโอติก 3.) กลุ่มอาหารพร้อมทาน และเมนูเพื่อสุขภาพไฟเบอร์สูง-แคลอรีต่ำ 4.) กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แบรนด์ INNOWENESS ลดอาการภูมิแพ้และหวัด พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่ Jelly BlackBit เยลลีที่ผสมสมุนไพร กระชายขาว วิตามินซี และวิตามินดี เสริมระบบภูมิคุ้มกัน และ 5.) กลุ่ม Cooking Helper ได้แก่ ซุป ซอส และผงปรุงรส ช่วยให้การปรุงอาหารเองที่บ้านสะดวกขึ้น  

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังจัดกิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารจากเชฟชั้นนำ พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Fanpage CPF : https://www.facebook.com/CPFGroup/ และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจและผู้สนใจเยี่ยมชมสินค้าที่บูธแบบเสมือนจริง ทาง https://cpfvirtualexpo.com/ สำหรับเลือกซื้อสินค้า ตลอดจนนัดหมายเจรจาธุรกิจที่ บูธ CPF (U01-U15) ทุกวันตั้งแต่ 24–28 พ.ค. 2565 เวลา 10.00-18.00 น. ทั้งนี้ ในวันเสาร์ที่ 28 พ.ค. 2565 พบกับขบวนสินค้าคุณภาพส่งตรงจากโรงงาน พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษ แบบจัดเต็ม ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

เปิด 5 ข้อที่ SME ต้องรู้ ก่อนลุยตลาดแบบใหม่ให้ปัง ผ่านอินฟลูเอนเซอร์

0

การทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือที่เรียกว่า Influencer Marketing ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของจำนวนประชากรที่สามารถเข้าถึงโซเซียลมีเดีย ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 3.4 พันล้านคนทั่วโลก หรือประมาณ 45% ของประชากรโลก ปัจจัยสนับสนุนสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ Influencer Marketing เติบโตอย่างรวดเร็ว คือเป็นช่องทางการตลาดที่สื่อสารได้ตรงกลุ่มเป้าหมายในเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งผู้บริโภคเข้าถึงโซเซียลมีเดียได้ง่ายเท่าไหร่ การทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ก็ได้ผลลัพธ์เร็วขึ้นเท่านั้น บางแบรนด์ใหญ่ถึงกับตั้งงบการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ไว้สูงถึง 75%

เมื่อการทำ Influencer Marketing ทวีความสำคัญและมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น SME เองก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะทำการตลาดผ่านช่องทางนี้ หากต้องการให้สินค้าและแบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว “ศูนย์ 7 สนับสนุน SME” หรือ 7 SME Support Center ภายใต้การขับเคลื่อนของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ หนึ่งในหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SME มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “3 ให้” จึงได้รวบรวม “HOW TO : SME ลงทุนกับ Influencer อย่างไรให้ปัง?” เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการก่อนตัดสินใจเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์

1.รู้ความต้องการของแบรนด์ ผู้ประกอบการต้องรู้วัตถุประสงค์ของแบรนด์ว่า ต้องการสื่อสารอะไรเกี่ยวกับสินค้าหรือแบรนด์ของตนเอง เช่น ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ ต้องการเป็นที่รู้จักในกลุ่มเป้าหมาย หรือต้องการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หากต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ ก็ต้องเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไป หรือที่เรียกว่า Mega-influencer

2.สินค้าต้องเหมาะกับอินฟลูเอนเซอร์ เลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้เหมาะสมกับสินค้าและแบรนด์ ตลอดจนกลุ่มเป้าหมาย เช่น ถ้าสินค้าประเภทสบู่มีราคาไม่สูงมาก แต่เลือกใช้ Mega-influencer ที่มีภาพจำชอบใช้สินค้าราคาแพง ก็ดูจะเป็นการสร้างการรับรู้ที่ดูขัดกับอินฟลูเอนเซอร์นั้นๆ ทำให้รู้สึกว่าอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ใช้จริงๆ ผู้บริโภคก็จะรู้สึกไม่อินกับคอนเทนต์นั้น หากเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ดูแลสุขภาพ ชอบออกกำลังกาย มีไลฟ์สไตล์ตรงกับสินค้า หรือมีความรู้ด้านสุขภาพ เป็นต้น

3.สืบค้น Background อินฟลูเอนเซอร์ แม้อินฟลูเอนเซอร์ที่สนใจจะตอบโจทย์สิ่งที่ต้องการ แต่ผู้ประกอบการต้องไม่ลืมดูประวัติของอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มเติมด้วยว่าเป็นอย่างไร จะกระทบกับภาพลักษณ์สินค้าในอนาคตหรือไม่ รวมทั้งต้องนำเรื่องของตัวตนที่แท้จริงของอินฟลูเอนเซอร์มาพิจารณาร่วมด้วย เพราะสินค้าที่ขัดต่อตัวตนของอินฟลูเอนเซอร์ กลุ่มคนที่ติดตามอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้ ซึ่งติดตามความเป็นตัวตนจริงๆ ของ Influencer คนนั้นๆ จะรับรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ และอาจก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในสินค้า

4.ศึกษาแพลตฟอร์มอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ประกอบการต้องดูว่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เราสนใจมีช่องทางสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มใดบ้าง เช่น Blog, Instagram, Facebook, YouTube, TikTok ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ได้ไหม เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเลือกที่จะบริโภคสื่อผ่านแพลตฟอร์มที่ตัวเองสนใจ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีแพลตฟอร์มตรงกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย

5.มองนอกกรอบ การทำ Influencer Marketing ผู้ประกอบการจะต้องมองให้แปลกและแตกต่างจากเดิม เช่น สินค้าของเราเป็นผ้าปูที่นอน แต่เลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นสัตว์เลี้ยง เพื่อสื่อสารให้เห็นว่า ผ้าปูที่นอนของเราดีอย่างไร ขนาดสัตว์เลี้ยงยังหลับสบาย หรือกรณีเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ เลือกทำการตลาดผ่านกลุ่มเกมเมอร์ เนื่องจากเป็นที่มีกลุ่มผู้ติดตามจำนวนมาก นำสินค้ามาให้เหล่าเกมเมอร์ทานโชว์ จนเกิดการซึมซับและอยากหามาลองทาน จนเกิดกระแสแห่ซื้อสินค้าจนของขาดตลาดก็มีมาแล้ว

หัวใจสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการทำการตลาดแบบ Influencer Marketing ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามคือ เรื่องของ Relationship ระหว่างอินฟลูเอนเซอร์และแฟนคลับ หากอินฟลูเอนเซอร์ไม่มีปฏิสัมพันธ์ เข้าไปตอบโต้กับทางแฟนคลับก็จะไม่เกิดการต่อยอดมายังสินค้าหรือแบรนด์ของเราได้เต็มที่ อย่าดูแค่เพียงยอดผู้ติดตามเท่านั้น เพราะอินฟลูเอนเซอร์บางคนที่มียอดผู้ติดตามไม่มาก กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็มีจำนวนมาก เพราะมี Relationship ที่ดี การลงทุนกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อให้สินค้าหรือแบรนด์เป็นที่รู้จักไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงแค่ให้ผู้ประกอบการมีความรู้และความเข้าใจในอินฟลูเอนเซอร์ หรือหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำการตลาดหรือความรู้ด้านการประกอบธุรกิจแบบครอบคลุมในทุกด้าน สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ “ศูนย์ 7 สนับสนุน SME” โทร. 02-826-7750 หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง https://www.facebook.com/7smesupport

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมลงทุนใน “ADDX” แพลตฟอร์มให้บริการหลักทรัพย์ดิจิทัลครบวงจรชั้นนำในสิงคโปร์

0
ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า    เปิดเผยว่า คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นชอบการเข้าลงทุนในบริษัท ICHX Tech Pte. Ltd. (ICHX)  เจ้าของแพลตฟอร์ม ADDX แพลตฟอร์มการให้บริการศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิทัล (Digital Securities Exchange) แบบครบวงจร ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในสิงคโปร์ และได้รับอนุญาตการประกอบธุรกิจจากหน่วยงานกำกับดูแลในสิงคโปร์ (MAS)

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าเป็นผู้ลงทุนหลักผ่านการระดมทุนรอบ Pre-Series B ของ ICHX และจะเข้าร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ICHX ร่วมกับผู้ถือหุ้นเดิม คือ Singapore Exchange (SGX), Heliconia Capital Management Pte. Ltd. บริษัทในเครือของกลุ่มเทมาเส็ก

การร่วมลงทุนครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สิทธิในการแต่งตั้งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการของบริษัท ICHX ด้วย ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์กับแพลตฟอร์มชั้นนำในต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ ที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน ตลอดจนศึกษาแนวทางการกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ในต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDX)ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเริ่มเปิดให้บริการในไตรมาส 3 ปีนี้