Home Blog Page 317

CPF ร่วมเวทีโลก “UNGC Leaders Summit 2022” โชว์วิสัยทัศน์สร้างสมดุลธุรกิจควบคู่ดูแลสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) จับมือ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP) และ สหประชาชาติในประเทศไทย (UN in Thailand) ร่วมเป็นเจ้าภาพเวทีระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขับเคลื่อนความยั่งยืน ในเวทีโลก “UNGC Leaders Summit 2022” เป็นการประชุมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์พร้อมกันทั่วโลก เมื่อ 1-2 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม จากทั่วโลกกว่า 10,000 คนเข้าร่วมงาน และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ในงานนี้ นายพีรพงศ์ กรินชัย รองกรรมการผูู้จัดการบริหาร ด้านวิศวกรรมกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้รับเชิญร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดำเนินธุุรกิจ ในประเด็น Climate & Biodiversity

นายพีรพงศ์ ในฐานะประธานความมุ่งมั่นด้านการบริหารทรัพยากรที่เป็นเลิศ ของซีพีเอฟ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ในหัวข้อ Climate & Biodiversity ว่า ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจและดูแลสิ่งแวดล้อม ให้ไปด้วยกันได้อย่างสมดุลบนเป้าหมายความยั่งยืน มีการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าตลอดห่วงโซ่คุณค่า และมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-Zero) บรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับกระบวนการผลิต ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการมูลสัตว์และน้ำเสีย มีการติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพในการบำบัดมูลสัตว์และน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงสุกรและไก่ไข่ และนำก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากระบบก๊าซชีวภาพไปผลิตกระแสไฟฟ้าและนำกลับมาใช้ในฟาร์ม

นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา บนพื้น และแบบลอยน้ำ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมแล้วสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 575,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 27% ของการใช้พลังงานทั้งหมด

ซีพีเอฟ ยังได้พัฒนามาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีการกำหนดเป้าหมาย ปี 2573 ในการจัดซื้อวัตถุดิบทางการเกษตรหลักที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง และปลาป่น 100% จากการจัดหาทั่วโลกของซีพีเอฟจะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้และมาจากพื้นที่ที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่าและไม่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทได้พิจารณายกระดับการจัดการข้อมูลด้วยเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลแบบบล็อกเชน (Blockchain Technology) เพื่อทำให้การตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบมีความรวดเร็วและแม่นยำ

นายพีรพงศ์ ยังมีข้อเสนอแนะถึงประเด็นสำคัญที่จะต้องร่วมกันสร้างความตระหนักรู้ให้คนรุ่นต่อๆไป (Next Generation) ร่วมกันสร้างโลกให้ดีขึ้นกว่านี้ และทุกคนต้องทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองของโลก ที่ต้องสร้างสิ่งที่ดีให้กับโลกใบนี้ โดยลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เหมือนว่าเป็นปี 2030

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ มุ่งมั่นสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ(Sustainble Development Goals : SDGs) ขับเคลื่อนความยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายกลยุทธ์ CPF 2030 Sustainability in Action ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและปรัชญา 3 ประโยชน์ คือประโยชน์ของประเทศ ประชาชน และบริษัท บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีผู้นำของภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วม อาทิ คุณนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เลขาธิการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต ผู้แทนจากบริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)เป็นต้น โดยหัวข้อในการประชุม ติดตามความก้าวหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและข้อตกลงปารีสในภูมิภาคอาเซียน การร่วมสร้างเครือข่ายผู้นำที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนความยั่งยืนในโลกหลังโควิด-19 การบรรลุเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะเป้าหมาย Net-Zero การจัดการกับช่องว่างด้านความรู้ ทรัพยากรและเงินทุน

AIS และ NCS Telco+ ทำ MOU ร่วมสนับสนุนบริการดิจิทัล และเสริมความสามารถให้ผู้ประกอบ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2565 NCS Telco+ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ในการเป็นพันธมิตรกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้นำด้านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศไทย เพื่อร่วมสนับสนุนการให้บริการทางดิจิทัลของ AIS และเสริมความสามารถให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในประเทศ

การลงนาม MOU ครั้งนี้ เกิดขึ้นในงาน CommunicAsia 2022 โดย NCS จะร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงองค์กรเข้าสู่ดิจิทัลของ AIS ด้วยการเสริมความร่วมมือทางเทคโนโลยี อาทิ 5G, IoT, Cloud และ Cyber Security เข้ากับความแข็งแกร่งของ AIS ในฐานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศ และเพื่อเสริมความสามารถในการสนับสนุนองค์กรผู้ประกอบการในประเทศไทย ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformaition) ได้อย่างไม่มีอุปสรรค

Telco+ เป็นกลุ่มธุรกิจด้านยุทธศาสตร์ของ NCS ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Singtel และ NCS เพื่อช่วยเสริมให้บริษัทโทรคมนาคมสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้  โดย NCS Telco+ จะช่วยเสริมความสามารถด้านการดำเนินธุรกิจ การสร้างมูลค่าจากการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาแอพพลิเคชันต่างๆ บนโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์ม 5G

โดยในงาน CommunicAsia 2022 NCS Telco+ ได้จัดแสดงบริการโซลูชั่นส์ที่น่าสนใจ ที่จะช่วยธุรกิจโทรคมนาคมในการลดค่าใช้จ่าย ลดความซับซ้อนทางเทคโนโลยี เร่งความเร็วของการเข้าถึงตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และสร้างกระแสรายได้ใหม่ๆ บริการของ NCS Telco+ ยังให้บริการสำหรับลูกค้าของ NCS และพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียเหนือ และ ตะวันออกกลาง

คุณซามิ ลูคโคเนน , Managing Partner ของ NCS Telco+ กล่าวว่า “เรามีพันธกิจในการสนับสนุนความต้องการในการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลของธุรกิจโทรคมนาคมด้วย NCS Telco+ ความร่วมมือของเรากับ AIS เป็นหมุดหมายในการเข้าสู่ตลาดในประเทศไทย และเป็นโอกาสในการนำความรู้และความเชี่ยวชาญของเราด้านการออกแบบและการนำ 5G และ โซลูชั่นส์ IoT การให้บริการแพลทฟอร์มคลาวด์สำหรับธุรกิจ และการให้บริการ automation มาใช้งานกับ AIS และลูกค้าองค์กรธุรกิจ โดย NCS Telco+ จะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติการด้วยการใช้ข้อมูลเชิงลึกให้เป็นประโยชน์ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า”

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าวว่า “ความร่วมมือนี้จะเป็นประโยชน์ที่ชัดเจนโดยการผสานความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของ NCS และ AIS ที่จะเสริมขีดความสามารถในการส่งมอบบริการใหม่ๆ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI),การเรียนรู้ของเครื่องจักร (ML) การเปลี่ยนแปลงสู่คลาวด์ และความมั่นคงทางไซเบอร์ สำหรับให้กับผู้ประกอบการในประเทศไทย โดย AIS ยังคงเดินหน้าในการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในกลุ่ม Singtel เพื่อยกระดับการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์​ บริการ โซลูชั่นส์ตอบสนองความต้องการ และเสริมประสบการณ์ใช้งานของลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น

ความร่วมมือของ NCS Telco+ และ AIS ถูกประกาศขึ้นท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในหลายอุตสาหกรรม เนื่องจากองค์กรและพนักงานจำเป็นต้องปฎิบัติตามมาตรการเพื่อความปลอดภัยในช่วงการระบาดของโควิด-19

ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล ลูกค้าของ AIS จะได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น ทั้งด้านความรวดเร็วและความถูกต้องของกระบวนการปฏิบัติงานต่างๆ อาทิ การเปิดใช้งานสำหรับลูกค้าใหม่ การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างไร้รอยต่อ การเปิดทางเลือกในการรับบริการด้วยตนเองที่หลากหลายและสะดวกมากขึ้น  โดยความร่วมมือครั้งนี้ จะมีการเสริมทักษะและความสามารถใหม่ๆ ให้กับพนักงาน ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อน AIS เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็น cognitive telco

Gartner®  คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านบริการเทคโนโลยีสารสนเทศในไทยจะขยายตัวขึ้นที่ CAGR 12.1% จากปี 2021 ถึงปี 2026 สู่ระดับ 4.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ในปี 2564 กสทช. ได้ประกาศเจตจำนงค์ ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม และการใช้เทคโนโลยี 5G เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ และ ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งเป็นความต้องการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของประเทศไทย

AIS ปักหมุดผู้นำ 5G ตัวจริง พร้อมเปิดรับคนไทยเข้าสู่ #TEAMAIS5G

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า ความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ของ AIS ในฐานะผู้นำคือ การพัฒนาเครือข่าย 5G ที่มีคุณภาพดีที่สุด เพื่อสร้างโอกาสและประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าอย่างสอดคล้องกับดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของคนไทย ทำให้วันนี้ AIS มีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย ดังนั้นนอกเหนือจากการนำเสนอบริการหลักจากโครงข่ายที่ตรงความต้องการแล้ว AIS ยังให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ 5G ผ่านเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกทั้งเรื่อง Metaverse ที่วันนี้ AIS ได้เปิดโลกเสมือนให้คนไทยได้เข้าไปสร้างตัวตนได้แล้วใน AVATAR PARK หรือแม้แต่ประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ระดับโลกแบบ 360 องศา ครั้งแรกในไทยกับศึกแดงเดือดที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนหน้า และมากกว่านั้นคือการจัดเต็มสิทธิพิเศษที่โดนใจและดีที่สุดสำหรับลูกค้า ทั้งหมดเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตามวิถีของที่ 1 ตัวจริง ที่พร้อมเปิดรับคนไทยเข้าสู่ #TEAMAIS5G

วันนี้ AIS เดินหน้าขยายโครงข่าย 5G ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด คิดเป็น 78% ของพื้นที่ประชากร และตั้งเป้าว่าจะขยายให้ได้ถึง 85% ภายในปีนี้ เพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าเราลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยเฉพาะโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่เราเชื่อว่าจะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้ต่อการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่พฤติกรรมของผู้บริโภคไปจนถึงบริบททางสังคม และการเติบโตของประเทศด้วยระบบเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy

หัวใจสำคัญต่อการรักษาบทบาทให้ AIS คงสถานะความเป็นความเป็นผู้นำมาอย่างต่อเนื่องคือ การตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างรู้จักและรู้ใจ ผ่านสินค้าและงานบริการ รวมถึงสิทธิพิเศษ แม้วันนี้เราจะมีลูกค้ากว่า 44.6 ล้านเลขหมาย แต่เราก็สามารถส่งมอบข้อเสนอที่แตกต่างสำหรับลูกค้าแต่ละรายซึ่งสอดคล้องกับความต้องการแบบ Personalized โดยเฉพาะวันนี้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทีนอย่าง Gen Z ที่เกิดมาในยุคดิจิทัลแบบ 100% ทำให้ไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิตของพวกเขานี้มีความหลากหลายและซับซ้อน ซึ่งเราเองก็ทำงานอย่างหนักเพื่อคิดค้นสินค้า บริการ รวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ให้ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้มากที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ AIS ZEED 5G สำหรับกลุ่มนักศึกษาโดยเฉพาะ ที่ AIS ได้คัดเอาดิจิทัลไลฟ์สไตล์ทั้งด้านการเรียน ความบันเทิง และสุดยอดคอนเทนต์โดนใจ รวมถึงแพ็คเกจแบบเติมเงินที่เข้าใจพฤติกรรมการใช้งานด้านการเรียนออนไลน์ และความบันเทิงจากเกม ซีรีย์ และโซเชียลมีเดีย ที่สามารถเลือกเองได้แบบ DIY แพ็คเกจ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทั้งสองผลิตภัณฑ์เป็นการตอบโจทย์ Segment กลุ่มทีนหรือวัยรุ่นเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างในแง่ของ Fragment ที่ลงย่อยไปที่กลุ่มเด็กมัธยม กลุ่มเด็กมหาลัย ซึ่งแน่นอนว่าพฤติกรรม การใช้งาน ความชอบ และไลฟ์สไตล์ก็มีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นอกเหนือจากสินค้าที่เข้าใจลูกค้าแล้ว วันนี้ AIS ยังมุ่งพัฒนาขีดความสามารถของโครงข่ายดิจิทัลเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เหนือกว่าจากการใช้งาน AIS 5G ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Metaverse การถ่ายทอดสดคอนเทนต์ระดับโลกแบบ 360 องศา ครั้งแรกในไทยกับศึกแดงเดือด แมนยูฯ ลิเวอร์พูลที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนหน้า หรือแม้แต่สิทธิพิเศษมากมายสำหรับไลฟ์สไตล์วัยทีน ทั้งส่วนลดจากร้านค้า คะแนนจาก AIS Points การลุ้นรับรางวัลพิเศษทองคำมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท คอนเสิร์ต AIS 5G Faniverse จาก TEAM AIS 5G ที่วันนี้ได้เข้ามาเป็นครอบครัว AIS ในบทบาทใหม่ ก้าวข้ามจากพรีเซนเตอร์มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานแบบ Co-Creator เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการต่างๆ ของ AIS ผ่านคาแรคเตอร์ที่สะท้อนความเป็นตัวเองของ TEAMAIS5G แต่ละคน

“วันนี้สถานการณ์การแข่งขันของธุรกิจโทรคมนาคมยังคงมีความร้อนแรง ดุเดือด ประกอบกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจาก COVID-19 ที่ทำให้ไลฟ์ไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เพราะฉะนั้น AIS ในฐานะผู้นำตลาดเราต้องสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจในทุกมิติ ด้วยการสรรค์โอกาสใหม่ๆ เพื่อทำให้ลูกค้าและคนไทยได้รับประสบการณ์และสัมผัสกับเทคโนโลยีโลกอนาคตที่เหนือกว่าบนโครงข่ายเน็ตเวิร์คที่ดีที่สุด” นายปรัธนา กล่าวทิ้งท้าย

5 มิ.ย. วันสิ่งแวดล้อมโลก ซีพีเอฟ ปกป้องสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตอกย้ำผู้นำแห่งนวัตกรรมอาหารด้วยเทคโนโลยีทันสมัย นำนวัตกรรมและระบบอัตโนมัติ ขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม รับ”วันสิ่งแวดล้อมโลก” ( World Environment Day) มุ่งสร้างวิถีชีวิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนองค์กร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ที่มีการผลิตอาหารเพื่อส่งออกทั่วโลก ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมบรรเทาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีนี้ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ของทุกชีวิตบนโลก ถึงเวลาที่ทุกคนต้องลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม และตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นต้นทางของการผลิตอาหารให้กับมนุษย์

“ซีพีเอฟ ประกาศเป้าหมาย CPF 2030 Sustainability in Action โดยในอีก 9 ปีจากนี้ เป็นระยะเวลาของการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อขับเคลื่อนองค์กรยั่งยืน ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs) ”

บริษัทมุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของโลก โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อลดและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตลอดกระบวนการผลิต ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน นำนวัตกรรม เทคโนโลยี หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาปรับกระบวนการผลิต รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ตามหลัก 3 Rs คือ ลดการใช้น้ำ (Reduce) นำน้ำกลับมาใช้ซ้ำโดยไม่ผ่านการบำบัด (Reuse) การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านการบำบัดด้วยเทคโนโลยีต่างๆ (Recycle)

และมุ่งมั่นร่วมปกป้องทะเลโลก โดยร่วมกับเครือข่าย องค์กรพันธมิตรและชุมชนในพื้นที่ จัดกิจกรรมเพื่อดูแลสมดุลระบบนิเวศชายฝั่งและทะเล อาทิ โครงการกับดักขยะทะเล (Trap The Sea Trash Project) นำร่องความร่วมมือกับ ชุมชนต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร เก็บขยะในคลองไมให้ไหลออกสู่ทะเล และคัดแยกขยะ โครงการรณรงค์ชาวประมงลดการทิ้งขยะลงสู่ทะเล โครงการเก็บขยะชายหาด ในพื้นที่ใกล้เคียงสถานประกอบการของสายธุรกิจสัตว์น้ำซีพีเอฟ และกิจกรรมการจัดการขยะชายฝั่งและในทะเล เป็นกิจกรรมต่อยอดโครงการศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลา(FLEC)

ด้านการแก้ปัญหาขยะพลาสติก ซีพีเอฟมีการวิจัยและพัฒนาการออกแบบ การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน เพื่อลดปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการใช้วัสดุที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบัน 99.9 % ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับบรรจุอาหารของซีพีเอฟ สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือนำมาใช้ใหม่ หรือสามารถย่อยสลายได้ ขณะเดียวกัน ได้กำหนดนโยบายการจัดการสูญเสียอาหาร อาหารส่วนเกิน และขยะอาหาร เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับการดูแลสิ่งแวดล้อม ซีพีเอฟ ประกาศเป้าหมายต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2573 ครอบคลุมกิจการซีพีเอฟ รวมถึงคู่ค้าซึ่งจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรให้แก่ซีพีเอฟ ได้แก่ ข้าวโพด ปลาป่น น้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง และ มันสำปะหลัง และการดำเนินโครงการเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำรวมถึงการสร้างแหล่งอาหาร ปรับปรุงสถานที่อยู่อาศัยให้กับสัตว์ป่าที่คืนกลับมายังป่าที่สมบูรณ์ การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ปลูกต้นไม้ในสถานประกอบการ อาทิ ร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าเพิ่มเติม ในโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี ไปแล้ว 6,971 ไร่ อนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติม ในโครงการ ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน 2,388 ไร่ และมีเป้าหมายอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติม 1,870 ไร่ ในปี 2562 -2566 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และตราด

ซีพีเอฟ ยังได้สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กรลงมือทำเพื่อร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดโครงการต่างๆ อาทิ ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในสถานประกอบการทั่วประเทศ โครงการกล้าจากป่า พนาในเมือง ส่งเสริมพนักงานปลูกต้นไม้ที่บ้าน โครงการ “กินเกลี้ยง เลี้ยงโลก” สร้างพฤติกรรมการบริโภคอย่างรู้คุณค่า ไม่เหลือทิ้งเป็นขยะอาหาร ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากพนักงานเป็นอย่างดี

สหประชาชาติ ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day ซึ่งปีนี้ กำหนดแนวคิด “Only One Earth” is the campaign slogan, with the focus on “Living Sustainably in Harmony with Nature.” โลกใบนี้มีเพียงใบเดียว “วิถีชีวิตที่ยั่งยืน อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล”

โออาร์ ช่วยเกษตรกรไทย รับซื้อมังคุดและสับปะรดปัตตาเวีย 1 แสนกก. แจกลูกค้า พีทีที สเตชั่น

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทวงพาณิชย์ และ นายพีระวัฒน์ วชิโรภาสนันท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ร่วมประชาสัมพันธ์โครงการพื้นที่ปันสุข ผ่านกิจกรรมเติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทยใน พีทีที สเตชั่น  ซึ่งเป็นการเติมเต็มรอยยิ้มให้ชุมชน และส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น โดยรับซื้อมังคุดและสับปะรดปัตตาเวีย รวม 100,000 กิโลกรัม จากเกษตรกร นำมาจัดกิจกรรมแจกลูกค้าที่เติมน้ำมันที่ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 2 – 4 มิถุนายน 2565 นี้

นายพีระวัฒน์ เปิดเผยว่า โออาร์ ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการ พีทีที สเตชั่น เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนมังคุด ซึ่งประสบปัญหาจากการชะลอตัวของการรับซื้อผลผลิตและการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ จากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยรับซื้อมังคุดและสับปะรดปัตตาเวีย รวม 100,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2,000,000 บาท จากเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดในภาคตะวันออก และผู้ปลูกสับปะรดในภาคเหนือ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรให้กลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง แต่ยังเป็นการเติมเต็มรอยยิ้มและส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการที่ พีทีที สเตชั่นอีกด้วย  โดยเมื่อเติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ครบ 100 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ระหว่างวันที่ 2 – 4 มิถุนายน 2565 รับฟรี มังคุด หรือ สับปะรด 1 ถุง ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ร่วมรายการ จำนวน 183 สถานี ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center และตรวจสอบรายชื่อ พีทีที สเตชั่น ที่เข้าร่วมรายการได้ที่  www.pttor.com

ทั้งนี้ ตลอดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา โออาร์ ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “พื้นที่ปันสุข” ตั้งแต่การช่วยรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรมามอบให้กับลูกค้า พีทีที สเตชั่น อาทิ หัวหอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม สับปะรด และมะม่วงแฟนซี เป็นต้น รวมทั้งการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะช่วยระบายสินค้าและสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังช่วยให้ผู้บริโภคที่มาใช้บริการที่ พีทีที สเตชั่น ได้ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพจากเกษตรกรโดยไม่ผ่านคนกลางอีกด้วย สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันกับชุมชน การกระจายรายได้ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่ไปกับดำเนินธุรกิจ พร้อมเติมเต็มโอกาสเพื่อทุกการเติบโตร่วมกันกับทุกภาคส่วน

SME ไทยก็ทำได้! ชม 3 สินค้า SME วางขายใน เซเว่นฯ แค่เห็นก็ร้อง Wow!!! สร้างอัตลักษณ์-สตอรี่-คาแรกเตอร์ ผ่านแพ็กเกจจิ้ง

0

ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบันสามารถพัฒนา “บรรจุภัณฑ์” หรือ “แพ็กเกจจิ้ง” ให้น่าสนใจได้ไม่แพ้แบรนด์ใหญ่ๆในตลาด เช่นสินค้าที่จะพาไปรู้จักในวันนี้ได้แก่ All Season (ออลซีซัน), Clear Nose (เคลียร์โนส) และ Patto (พัตโตะ) ที่เป็นสินค้าน่าจับตามองในเซเว่น อีเลฟเว่น ตั้งแต่วางจำหน่าย เพราะแว้บ…แรกที่เห็นแพ็กเกจจิ้งโดดเด่นสะดุดตา แล้วพอหยิบขึ้นมาดูถึงกับต้องร้องว้าว…!!! และนี่คือไอเดียสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการ SME 100% จริงๆ

All Season : คิดนอกกรอบ สร้างสินค้าจากตัวตน

ด้วยรูปลักษณ์และสีสันที่สะดุดตาของแพ็กเกจจิ้งทำให้ All Season ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มและนมแปรรูปได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในระยะเวลาอันรวดเร็ว แถมยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เจ-สุธานนท์ เดชเกิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซาท์เทิร์นแดรี่ จำกัด วัยเพียง 31 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์เล่าย้อนถึงความสำเร็จดังกล่าวให้ฟังว่า เดิมครอบครัวทำธุรกิจนมบรรจุถุงส่งโรงเรียนแถบภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2553 กระทั่งปี 2562 หลังจากเรียนจบปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ ก็คิดที่จะสร้างแบรนด์ของตนเอง ภายใต้คอนเซ็ปต์สินค้าที่สามารถดื่มได้ทุกเพศ ทุกวัย ในทุกที่ ทุกเวลา และ All Season ก็เป็นชื่อที่ตอบโจทย์

เมื่อได้ชื่อแบรนด์ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของสินค้าแล้ว ลำดับถัดมาคือการออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่ต้องไม่เหมือนใครในตลาด ต้องให้ความรู้สึก “กินแล้วเท่” ในขณะเดียวกันก็ต้องถ่ายทอดตัวตนของสินค้าที่ว่า นมกินแล้วทำให้สุขภาพดี กินนมแล้วสดใส แข็งแรง ออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งใช้เวลาการออกแบบและพัฒนานาน 6 เดือน จนได้เป็นแพ็กเกจในปัจจุบันคือ ขวดพลาสติก สีสันสดใส และได้มีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับแพ็กเกจจิ้งแบบเพ้าช์ ในส่วนของการทำตลาดนั้นช่วงแรกทำการตลาดผ่านร้านโชห่วย สหกรณ์โรงเรียน และตัวแทนจำหน่ายต่างๆ จากนั้นจึงตัดสินใจเข้าจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น พื้นที่ภาคใต้เบื้องต้นจำนวนกว่า 1,000 สาขา และใช้เวลาเพียง 4-5 เดือนขยายสู่เซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ

“การที่เราเป็นน้องใหม่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง งบการตลาดยังไม่มากและมีรุ่นพี่ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว สิ่งแรกที่เราจะต้องทำคือ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคสนใจอยากลองสินค้าของเรา และแพ็กเกจจิ้งก็เป็นสิ่งแรกที่จะช่วยเราได้ เพราะแพ็กเกจจิ้ง ไม่ใช่แค่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้บรรจุสินค้าเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนประตูบานแรกที่จะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค อีกทั้ง แพ็กเกจจิ้ง ยังสะท้อนตัวตนของสินค้าได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพสินค้า หากคุณภาพหรือรสชาติของสินค้าไม่ได้ แม้แพ็กเกจจิ้งจะน่าสนใจ แต่ผู้บริโภคก็จะไม่กลับมาซื้อซ้ำอย่างแน่นอน พร้อมกับพัฒนาสินค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ ล่าสุดได้มีการผลิตนมเปรี้ยวเพ้าช์สู่ตลาด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน”

Clear Nose : ยิ่งเล็ก ยิ่งต้องใส่ใจ จบได้ในซองเดียว

หากเอ่ยชื่อแบรนด์ “Clear Nose” เชื่อว่าหลายคนน่าจะต้องรู้จักเพราะเป็นหนึ่งในแบรนด์สกินแคร์บิวตี้ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วมากและมีการออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จากขนาดใหญ่แบบขวดและแบบหลอด สู่รูปแบบซองที่ดูทันสมัย สวยงามมีคุณภาพน่าใช้ ในราคาที่เข้าถึงได้คือ 49 บาท และ 59 บาท ทั้งนี้ก็เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภควัยใสและวัยทำงานช่วงอายุ 18-30 ปี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน

แนป-ณรัฐ หาญคำภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นอาร์พีแอล เอเชีย จำกัด กล่าวว่า จากความต้องการขยายตลาดและขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น จึงตัดสินใจที่จะนำสินค้าไปวางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น เนื่องจากเป็นช่องทางการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้สะดวกและรวดเร็ว แต่ด้วยแพ็กเกจเดิมมีขนาดใหญ่และราคาค่อนข้างสูง ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ จึงต้องมีการปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ทั้งหมดเป็นรูปแบบซอง ภายใต้โจทย์ที่ว่า ต้องทำแพ็กเกจจิ้งให้ผู้บริโภคเห็นแล้วรู้สึกว่าคือสินค้าตัวเดียวกัน ข้อมูลและสาระสำคัญต้องอยู่ครบถ้วนจบในซองเดียว ต่างกับแพ็กเกจจิ้งแบบกล่องที่สามารถใส่สาระสำคัญต่างๆ แยกลงไปในกระดาษขนาดใหญได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมาก

“ทีมเคลียร์โนสใช้เวลาในการออกแบบและพัฒนาปรับปรุงประมาณ 5 เดือน จนได้แพ็กเกจกิ้งแบบซองที่คงไว้ซึ่งหัวใจสำคัญในตัวสินค้าเดิมทุกประการ ทั้งสี แบบอักษร พร้อมกับนำรูปแพ็กเกจจิ้งเดิมมาใส่ด้วย ผู้บริโภคจะได้ไม่เกิดความสับสน เราผลิตล็อตแรกจำนวนกว่า 100,000 ซอง จำหน่ายได้หมดในระยะเวลาเพียงสัปดาห์แรกเท่านั้น และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน Clear Nose มีจำหน่ายในรูปแบบซองที่เซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งหมด 7 รายการ ขนาดตั้งแต่ 4-30 ml. นอกจากเรื่องแพ็กเกจจิ้งเรายังต้องใส่เรื่องของนวัตกรรมเข้าไปในตัวสินค้า เพื่อสร้างความต่างด้วย เนื่องจากตลาดนี้มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เช่น ในตัวเจลแต้มสิวเคลียร์โนส มีการใส่เทคโนโลยีที่ช่วยให้สิวยุบเร็วขึ้นและไม่แสบ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากเช่นกัน”

Patto : สร้างคาแร็กเตอร์ให้สินค้า ต่อยอดสู่สินค้าใหม่

หากได้ยินเแค่ชื่อ Patto หลายคนก็คงเข้าใจได้ว่าเป็นสินค้าจากแดนอาทิตย์อุทัย และยิ่งได้เห็นแพ็กเกจจิ้งยิ่งไม่มีข้อสงสัย แต่อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น เพราะที่จริงแล้ว Patto คือหนึ่งในแบรนด์สินค้าจากบริษัท สวนผึ้งหวาน จำกัด SME ระดับตำนาน เจ้าของแบรนด์ “บ้านมะขาม” มะขามแปรรูปชื่อดังที่มีเส้นทางการทำธุรกิจน่าชื่นชม มาวันนี้ สวนผึ้งหวาน ได้มีการแตกไลน์สินค้าและแบรนด์เพิ่มขึ้น โดยมี เต้น-ธนนท์ โฆวงศ์ประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาช่วยพัฒนา จนทำให้ได้รูปลักษณ์และแพ็กเกจจิ้งโดดเด่นสะดุดตา

เต้น-ธนนท์ เล่าว่า Patto ถือเป็นแบรนด์น้องใหม่ของบริษัทที่เปิดตัวไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา กับสินค้า “บ๊วยแผ่นนุ่ม” สไตล์ญี่ปุ่น ราคาซองละ 25 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สร้างยอดขายเฉพาะที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในปี 2564 สูงกว่า 8 ล้านบาท ห่างจากสินค้ายอดฮิตตลอดกาลอย่างมะขามหวานแซ่บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหตุผลที่ทำให้ Patto มียอดขายที่ดี แม้จะเปิดตัวในช่วงโควิด ส่วนหนึ่งเพราะเป็นผู้บุกเบิกและรสชาติถูกปากผู้บริโภคที่ไม่ว่าใครก็ต่างติดใจ ชวนให้นึกถึงจนต้องซื้อรับประทาน ประกอบกับแพ็กเกจจิ้งนั้นสื่อถึงตัวสินค้าได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ภาพลูกบ๊วยที่ใช้ภาพจริง เพื่อให้ผู้บริโภคทราบได้ทันทีว่าสินค้าที่บรรจุในแพ็กเกจจิ้งคืออะไร ทำจากอะไร สีสันที่ดูละมุนให้ความรู้สึกสบายตา ชวนมอง

“สิ่งสำคัญของแพ็กเกจจิ้งที่ผู้ประกอบการไม่ควรลืม คือ การสร้างคาแร็กเตอร์และเรื่องราวให้กับตัวสินค้า อย่างของ Patto จะเป็นเรื่องราวของ 2 ย่า หลาน ที่จะมาสื่อให้เห็นว่า สินค้าของเราทำขึ้นจากความใส่ใจ เหมือนทำให้ลูกหลานทานเอง ในรูปแบบของสินค้า Homemade คนทำก็มีความสุข คนกินก็มีความสุข และ 2 ย่า หลานก็จะเป็นตัวละครสำคัญในการเดินเรื่องสู่สินค้าตัวอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ Patto ในอนาคต การที่สินค้ามีคาแร็กเตอร์และเรื่องราวจะทำให้เราทำการตลาดได้ง่ายขึ้น เป็นการสร้างการจดจำให้กับผู้บริโภค”

สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นทำธุรกิจหรือมีแนวคิดที่จะปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งก็สามารถนำแนวคิดของทั้ง 3 แบรนด์ไปปรับใช้ได้ หรือหากต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านแพ็กเกจจิ้ง ตลอดจนหาความรู้เพิ่มเติมด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแบบครอบคลุมในทุกด้าน สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ “ศูนย์ 7 สนับสนุน SME” โทร. 02-826-7750 หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง https://www.facebook.com/7smesupport

TIPH เคาะจ่ายปันผล 1.30 บาทต่อหุ้น พร้อมตั้ง TIPXx เป็นบ.เรือธงแห่งที่ 3 รุกธุรกิจรับเทรนด์อนาคต

0

ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2565 ได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 1.30 บาทต่อหุ้น สำหรับงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565 โดยจะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 14 มิถุนายน 2565 และจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น TIPH ในวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ทั้งนี้การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่งบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565 ของ TIPH มีรายได้ และกำไรสุทธิแล้ว

“นโยบายในการดำเนินธุรกิจของ TIPH นั้น ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลที่มีเสถียรภาพ และมั่นคงในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ซึ่งผมเชื่อว่าการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 ในครั้งนี้ของบริษัทฯ จะช่วยตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจของเราได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ด้วยกฎเกณฑ์ทางกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัทฯในเดือน เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ที่ประชุมผู้ถือหุ้นไม่สามารถอนุมัติให้บริษัทฯจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2564 ได้ เนื่องจากการปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการฯของ TIPH เพิ่งแล้วเสร็จในวันที่ 7 กันยายน 2564 ทำให้งบการเงินเฉพาะกิจการในปี 2564 ของ TIPH ยังคงไม่มีกำไรสุทธิ”

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติจัดตั้งบริษัท ทิพย เอกซ์โพเนนเชียล จำกัด (TIPXx) เป็นบริษัทเรือธง (Flagship Company) แห่งใหม่ ในกลุ่มธุรกิจอื่น (Other Business) เพื่อเข้าถือหุ้น และลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์ของธุรกิจในโลกอนาคต นอกเหนือจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ ด้วยทุนจดทะเบียนตั้งต้น 10 ล้านบาท โดยมี TIPH ถือหุ้น 100%

ทั้งนี้การจัดตั้ง TIPXx สอดคล้องกับแผนการดำเนินธุรกิจ และการจัดโครงสร้างกลุ่มธุรกิจของ TIPH ที่ได้มีการแบ่งแยกกลุ่มธุรกิจอย่างชัดเจน และแต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีการจัดตั้งบริษัทเรือธง (Flagship Company) ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงในแต่ละกลุ่มธุรกิจ โดยที่ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจของ TIPH ประกอบด้วย 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่กลุ่มธุรกิจสนับสนุนธุรกิจประกันภัย (Insurance Supported Business) ซึ่งมีบริษัท ทิพย ไอเอสบี จำกัด (TIP ISB) เป็น Flagship Company, กลุ่มธุรกิจประกันภัย (Insurance Business) ซึ่งมีบริษัท ทิพย ไอบี จำกัด (TIP IB) เป็น Flagship Company และล่าสุด TIPXx จะเข้ามาเป็น Flagship Company ในกลุ่มธุรกิจอื่น (Other Business) ซึ่ง TIPH มีนโยบายการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอื่นดังกล่าว ในสัดส่วนไม่เกิน 25% ของสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ

โดยบริษัท TIPXx ที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะลงทุนในธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ  โดยมีนโยบายที่จะลงทุนในธุรกิจที่มีความสามารถในการทำกำไรที่ชัดเจน และเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับ TIPH ได้ พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า และสร้างผลตอบแทนที่ยังยืนให้กับผู้ถือหุ้น โดยในเบื้องต้น บริษัทฯมีแผนที่จะนำ TIPXx ลงทุนในธุรกิจทางการเงิน (Finance) และวางแผนที่จะศึกษาความเป็นได้ในธุรกิจอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตควบคู่กันไป โดยจะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์ของธุรกิจในโลกอนาคต ได้แก่ Future Trend Biz, Health Tech, Fin Tech, DeFi และ Digital Platform เป็นต้น

“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าบริษัทลูกต่างๆที่อยู่ภายใต้ บริษัทเรือธง (Flagship Company) ทั้ง 3 แห่งของ TIPH ได้แก่ TIP ISB, TIP IB และ TIPXx ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารงานของผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในธุรกิจนั้นๆอย่างแท้จริง นอกจากจะสามารถสร้างมิติใหม่ให้กับวงการประกันภัยในประเทศไทยแล้ว จะสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นของ TIPH ในระยะยาวได้ จากการที่บริษัทลูกทุกบริษัทมีเป้าหมายร่วมกันคือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 5 ปี” ดร.สมพร กล่าว

OR พร้อมเป็นผู้นำตลาด ผลักดันใช้รถ พลังงานไฟฟ้าเพื่อเดินทางและขนส่ง

0

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า จากแนวโน้มการใช้พลังงานในการเดินทางและการขนส่งในปัจจุบันที่รถไฟฟ้าเริ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น และหนึ่งในพันธกิจของ OR คือการสร้าง Seamless Mobility โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะต้องการพลังงานชนิดใดสำหรับการเดินทาง รวมถึงมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ โดย OR ได้เริ่มเตรียมความพร้อมเรื่องสถานีชาร์จรถ EV มาตั้งแต่ปลายปี 2561 เพื่อทดสอบและเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคและเรียนรู้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน จนทำให้ปัจจุบันมีสถานีชาร์จ EV Station PluZ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 107 แห่งทั้งในและนอกสถานีบริการ PTT Station (ณ 31 มีนาคม 2565) และมีเป้าหมายที่จะขยายให้ครบ 450 แห่งภายในปี 2565 และ 7,000 แห่งภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) และผู้ใช้รถ EV สามารถดาวโหลดแอปพลิเคชัน EV Station PluZ เพื่อความสะดวกในการค้นหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Station PluZ จองเข้าใช้บริการ ชำระเงินออนไลน์ และตรวจสอบประวัติการใช้งานได้ใน App เดียว

นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto จะสามารถให้บริการซ่อมรถ EV ได้ โดย OR จะร่วมมือกับค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ที่ทยอยเปิดตัวเข้ามาทำตลาด EV ในประเทศไทย รวมถึงได้เปิด “ศูนย์ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ FIT Auto” เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรที่ปฏิบัติงานประจำศูนย์บริการยานยนต์

FIT Auto และเชื่อมโยงการให้บริการไปบนดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อสร้างให้เกิดประสบการณ์ที่ดีสำหรับผู้บริโภค

ทั้งนี้ OR เชื่อว่าการมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำตลาดในสถานีชาร์จ EV โดยมี EV Station PluZ ที่ครอบคลุมเส้นทางเดินทางทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการเป็นผู้นำในธุรกิจ Fast Fit ที่ให้บริการ EV ของ FIT Auto นั้น จะสามารถสร้างความอุ่นใจในการใช้งาน EV ให้กับผู้บริโภค และขับเคลื่อนให้การใช้ EV เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยนอกเหนือจากการให้บริการด้านสถานีชาร์จรถไฟฟ้าและศูนย์บริการยานยนต์แล้ว OR ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนประสบการณ์ที่ดีให้การใช้รถ EV เช่น เครื่องชาร์จ EV สำหรับติดตั้งในที่พักภายใต้แบรนด์ Ultra EV รวมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นค่ายรถ EV ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ในการพัฒนารูปแบบการให้บริการเช่ารถไฟฟ้าสำหรับฟลีทขนส่ง อีกทั้ง OR ยังหาโอกาสการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องด้าน Mobility ที่จะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคและภาคธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากน้ำมันไปสู่ไฟฟ้าอย่างไร้รอยต่อ และเสนอบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน EV ให้ได้มากที่สุด

ในปีนี้ OR จะเข้าร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39  หรือ Motor Expo 2022 ใน EV Zone ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการของ OR ที่ช่วยตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ใช้รถ EV และผู้ที่สนใจ เพื่อให้ความมั่นใจว่า OR จะมีเทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ รองรับการใช้งานรถ EV อย่างครบวงจรอีกด้วย

สุขใจ มีเงินใช้หลังเกษียณ ด้วย ‘สินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำ’ ของธนาคารออมสิน

0

ธนาคารออมสิน ช่วยให้ข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำได้สุขใจ มีเงินใช้หลังเกษียณ ด้วย สินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำ โดยใช้บำเหน็จตกทอดเป็นหลักประกัน

✅️ ดอกเบี้ยคงที่ 4%ตลอดอายุสัญญา
✅️ กู้ได้สูงสุด 30 ปี
✅️ วงเงินสูงสุด 100% ของวงเงินบำเหน็จตกทอด
✅️ ฟรี ค่าธรรมเนียมการให้บริการสินเชื่อ

พิเศษ รับโปรโมชั่นพิเศษจุก ๆ ถึง 3 ต่อ
? ต่อที่ 1 สมัคร อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาภายใน 1 เม.ย. - 30 มิ.ย. 65
-กรณีมีวงเงินกู้ 100,000 บาท ไม่ถึง 1,000,000 บาท รับฟรี กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ จำนวน 1 ชิ้น มูลค่า 250 บาท (จำกัด 250 ท่านแรก)
-วงเงินกู้ 1,000,000 บาทขึ้นไป รับฟรีเครื่องชั่งน้ำหนัก วัดดัชนีมวลกาย จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 1,350 บาท (จำกัด 250 ท่านแรก)
? ต่อที่ 2 เพียงแนะนำเพื่อนมาลงทะเบียนกับระบบบำเหน็จบำนาญของกรมบัญชีกลางกับธนาคารออมสิน รับไปเลย Gift Card Lotus จำนวน 1 ใบ มูลค่า 100 บาท (ต่อ 1 รายที่ลงทะเบียน/สูงสุดไม่เกิน 5 ราย)
? ต่อที่ 3 หากเพื่อนได้รับอนุมัติ และมีวงเงินกู้ 100,000 บาทขึ้นไป รับเพิ่ม Gift Card Lotus ต่อราย จำนวน 1 ใบ มูลค่า 100 บาท
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

? สนใจติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา
รายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียน > https://bit.ly/3t6UH6q

ทิพยประกันภัย เชื่อมโยง บ้าน – วัด – โรงเรียน ผ่านกิจกรรม “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 17 ”

0

รายงานยข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำคณะครู อาจารย์ที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วประเทศ   ลงพื้นที่ทำกิจกรรม ณ โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการป่าสิริเจริญวรรษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชลบุรี ทำกิจกรรมการพัฒนาสังคมแบบองค์รวมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙  ในการทรงงานพัฒนาชุมชน ด้วย “พลังบวร” บ้าน – วัด –  โรงเรียน  เน้นการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม เพื่อช่วยกันต่อยอดนำความรู้ไปพัฒนาชุมชนให้มีความแข็งแรงอย่างยั่งยืน  ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม หลังวิกฤติโควิด -19 

โครงการนี้ บริษัทฯ ร่วมกับ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักโครงการและจัดการความรู้ (OKMD) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มูลนิธิธรรมดี สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย ร่วมจัดโครงการ “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 17 ”  สำหรับครู อาจารย์ ที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วประเทศ ซึ่งจัดมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 เพื่อสนองตามพระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา  ต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” 

วิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทิพยประกันภัย

นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “โลกหลังโควิด 19 ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ทุกคนต้องปรับตัว  เพื่อฟื้นฟู ตนเอง และสังคมให้มีความแข็งแรงมั่นคงกลับสู่สมดุลและช่วยกันสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตเหมือนเดิม นับเป็นความโชคดีของคนไทย ที่เรามี  “พลัง บ-ว-ร” บ้าน วัด โรงเรียน บทบาทหน้าที่ของ 3 สถาบันหลัก ที่เป็นกลไกการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาโดยภูมิปัญญาของคนไทย ที่มีความสอดคล้องเกี่ยวโยงกันทั้งด้านชุมชน วัฒนธรรม  ประเพณี  การศึกษา สิ่งแวดล้อม  ซึ่งทิพยประกันภัย ห่วงใยทุกชีวิตในสังคม กับโครงการ ทิพยทำความดีไม่มีสิ้นสุด ได้ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ จะช่วยสร้างพื้นฐานการดำรงชีวิตให้เกิดความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืนได้” 

ครู อาจารย์ ที่เข้าร่วม กิจกรรม ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 17  จะได้ร่วมทำกิจกรรมการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ที่ให้ความสำคัญในความเชื่อมโยงของ ชุมชน  วัฒนธรรม ประเพณี การศึกษา  และสิ่งแวดล้อม   อาทิ การทำกิจกรรม ณ วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร สร้างโดยสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ที่มีพระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ เป็นการสร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและราชวงศ์จักรี  และพระพุทธปฏิมาประธานประจำอุโบสถ ได้รับการถวายพระนามว่า “สมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์” สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  แสดงถึงความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่สืบเนื่องยาวนานนับพันปี วัดนี้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก และได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระกรุณานานัปการจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่ได้ทรงอุปถัมภ์ในการก่อสร้างตลอดมา และทรงรับเป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นวัดในพระองค์อีกด้วย  

นอกจากนี้ มีการทำกิจกรรม  ณ  โครงการป่าสิริเจริญวรรษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ  ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การปั้นและโยน EM Ball เพื่อบำบัดรักษาแหล่งน้ำให้มีความสมบูรณ์ต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์น้ำ การสร้างฝายชะลอและเก็บกักน้ำ เพื่อประโยชน์ในการทำการเกษตรและชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนรอบๆโครงการและใกล้เคียง  การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นพลังที่แข็งแรง เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญของประเทศ  “พลังบวร” จึงเป็นหลักที่สอนให้คนรักษาความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ส่งผลให้เกิดการพึ่งพาตนเองช่วยสังคมและกระตุ้นเศรษฐกิจ  ที่สำคัญ ช่วยให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่า และมีความภาคภูมิใจในความเป็นไท มีความมั่นคงในวัฒนธรรมที่มีวิวัฒนาการต่อเนื่องยาวนาน โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจการสืบสานความเป็นไท  

ทั้งนี้ รศ. น.พ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวเสริมว่า โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการป่าสิริเจริญวรรษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชลบุรี  เป็นหนึ่งในโครงการ ที่ได้ถูกคัดเลือกอยู่ในหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา ที่ศูนย์คุณธรรม ร่วมกับองค์กรภาคี ได้จัดทำขึ้น เป็นการสรุป 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สำหรับเด็กเยาวชนและผู้ที่สนใจได้นำไปศึกษาให้เกิดประโยชน์จากการเรียนรู้ พร้อมทั้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๙  ดังที่  ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล  ได้กล่าวไว้ว่า “หากเยาวชนได้เรียนรู้ศาสตร์ของพระราชา พระองค์จะทรงอยู่ในหัวใจของพวกเราตลอดไป”   

ด้าน ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย  ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า “ความไม่เหมือนเดิมของโลกใบนี้ ได้ช่วยตอกย้ำให้เราทุกคนได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงพระราชกรณีกิจนานับปการ เพื่อให้ราษฎรได้มีความเป็นอยู่อย่างผาสุก   ดังนั้น การได้มาศึกษาลงพื้นที่เพื่อสร้างประสบการณ์ การปลูกป่าในใจคน  และน้อมนำเอาศาสตร์พระราชา  ไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นภูมิคุ้มกันให้เราทุกคนสามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์วิกฤติ และเติบโตได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นการสนองตามพระปฐมบรมราชโองการของในหลวงรัชกาลที่ ๑๐  “เราจะสืบสาน รักษา ต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”    

พร้อมทิ้งท้ายว่า เราหลงลืมอะไรไปหรือเปล่า เราลืมไปแล้วว่า คนไทยโชคดีแค่ไหน ที่มีพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และทรงรักคนไทยมากที่สุด

นอกจากการลงพื้นที่ร่วมกันทำกิจกรรมตามฐานต่างๆ  แล้ว คณะครู อาจารย์ ยังเข้าร่วมการถอดบทเรียน โดย  อาจารย์อดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่า AFSประเทศไทย  ให้เกียรติเป็นวิทยากร จัดกิจกรรม Interactive Board Workshop ตามรอยนวัตกรรมศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับสากล และ “The King’s Journey: Learn English an Example of an Invention” ซึ่งคณะครูอาจารย์สามารถนำนวัตกรรมการเรียนรู้ไปต่อยอดการเรียนการสอนสำหรับเยาวชนต่อไป