Home Blog Page 316

ออมสิน-ทิพยกรุ๊ป-บางจาก ตั้งบ.ร่วมทุน ลุยธุรกิจสินเชื่อที่ดินและขายฝาก

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2565 ที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการทำธุรกิจสินเชื่อที่ดินและขายฝาก ระหว่างธนาคารออมสิน, บริษัททิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่จะร่วมทุนกันจัดตั้งบริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ตั้งเป้าช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนทั่วไป ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนถูกลง และมีเงื่อนไขการกู้ที่เป็นธรรม โดยมีผู้ร่วมลงนาม คือ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

นายวิทัย เปิดเผยว่า จากความตั้งใจเริ่มต้นที่ธนาคารออมสินมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่ไม่สูงเกินจริง ซึ่งประสบความสำเร็จจากการปล่อยสินเชื่อ SMEs มีที่ มีเงิน ที่เปิดให้กู้ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2563 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนที่ขาดสภาพคล่องจากวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือมีความเสี่ยงสูญเสียที่ดินติดสัญญาขายฝากอย่างไม่เป็นธรรม โดยผ่อนปรนให้ลูกค้าใช้ที่ดินเป็นหลักประกันการกู้ ภายในระยะเวลา 2 ปี สามารถปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท จึงเกิดเป็นแนวคิดการจัดตั้งบริษัทเข้าทำธุรกิจแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่ดินและขายฝาก เพื่อผลักดันให้เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ ลดโครงสร้างดอกเบี้ยซึ่งสูงเกินความเป็นจริง ให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากสินเชื่อที่มีต้นทุนถูกลงและมีเงื่อนไขที่เป็นธรรม

บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด จัดตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท โดยการร่วมทุนของธนาคารออมสิน ในสัดส่วนหุ้น 49% กับ บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 31% และ กลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 20% โดยธนาคารออมสินทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อ ประสานพลังความร่วมมือพร้อมให้บริการผ่านจุดบริการของทั้ง 3 ฝ่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนรายย่อย ช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบ และสร้างการแข่งขันที่สมบูรณ์ในตลาดสินเชื่อที่ดินและขายฝาก ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจัดตั้งบริษัทฯ แล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 3 เปิดตัวด้วยสินเชื่อที่ดิน อัตราดอกเบี้ย 7-9% ในระยะแรก หลังจากนั้นขยายผลไปทำธุรกิจขายฝากภายในสิ้นปี 2565 ก่อนจะยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Non-Bank

ในปี 2566 เพื่อทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลต่อไป ตั้งเป้าปีแรกสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 10,000 ล้านบาท ด้วยจุดแข็งด้านฐานลูกค้าของธนาคารออมสินจำนวนมาก และมีจุดบริการครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งสาขาของธนาคารออมสิน และทิพย กรุ๊ป รวมถึงจุดให้บริการน้ำมันบางจาก รวมกันกว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศ

ด้าน ดร. สมพร กล่าวว่า ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ประชาชนที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพด้วยดอกเบี้ยที่มีความเป็นธรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของภาคประชาชนได้ การร่วมทุนครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และบริษัทในเครือ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมไทย ในภาวะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์การลงทุนของบริษัท ที่ต้องการขยายการลงทุนไปในธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากธุรกิจประกันภัยในฐานะธุรกิจหลักของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์ของธุรกิจในโลกอนาคต เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินใหม่สำหรับธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) ที่จะเข้ามาช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า กลุ่มบางจากให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคม เพื่อสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการดูแลและมอบช่วยเหลือในช่วงฟื้นฟูจากผลกระทบของโควิด-19 แก่ผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคการเกษตร ที่บางจากได้ร่วมทำธุรกิจผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ เครือข่ายปั๊มชุมชน และโครงการด้านพลังงานสะอาด เป็นต้น โดยมองว่าการร่วมทุนในนวัตกรรมทางการเงินอย่างธุรกิจสินเชื่อที่ดินและขายฝาก ผ่านบริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ในครั้งนี้ จะมอบโอกาสใหม่ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและลูกค้าบางจาก ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและต้นทุนสินเชื่อที่เป็นธรรม สำหรับเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินที่จำเป็นต่อการบริโภคหรือการดำเนินธุรกิจ บรรเทาปัญหาภาระหนี้สินและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนรายย่อยได้อีกทางหนึ่ง สอดคล้องตามความมุ่งมั่นของกลุ่มบางจาก ที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมธุรกิจอย่างยั่งยืนไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมมาโดยตลอด

AIS ผนึก ZTE ทำข้อตกลงร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ สร้างเครือข่าย 5G ระดับสูง

0

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ ZTE Corporation ผู้พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลก ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลหลัก เช่น 5G และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพและมอบประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าเอไอเอส พร้อมพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้ประเทศไทยอยู่แถวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัล

“ในฐานะ Digital Life Service Provider และ Cognitive Telco ที่มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีดิจิทัล อย่าง 5G ที่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักมาส่งเสริมขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ พร้อมส่งมอบประสบการณ์จากบริการอัจฉริยะหลากหลายรูปแบบให้แก่ลูกค้า AIS และ คนไทย รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อมั่นเสมอว่า 5G จะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในอนาคตอันใกล้ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่พฤติกรรมของผู้บริโภคไปจนถึงบริบททางสังคม และการเติบโตของประเทศด้วยระบบเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy”

ข้อตกลงครั้งนี้ จะช่วยปรับปรุงคุณภาพและมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าเอไอเอส ด้วยโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมเพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัลใน 3 ด้านหลัก ดังนี้

  1. สร้างสรรค์เทคโนโลยี 5G เสริมศักยภาพประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับบริการเพื่อลูกค้าเอไอเอส โดย AIS และ ZTE จะเปิดตัว “A-Z Center” (ศูนย์นวัตกรรม 5G) ในประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการวิจัยสำรวจความร่วมมือและนวัตกรรมร่วมกันของ 5G ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชั่น กระตุ้นการเติบโตในภาคส่วนต่างๆ เช่น Metaverse และ Holographic ซึ่งมีกำหนด ที่จะเปิดตัวในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
  2. การสร้างและอัพเกรดเครือข่าย AIS 5G สู่ เครือข่ายดิจิทัลอัจฉริยะ Autonomous Network ที่สามารถจัดการเครือข่ายอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำจากการประมวลผล Big Data และ AI เป็นต้น
  3. ขยายขีดความสามารถของ 5G เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในด้านนวัตกรรมของ ZTE ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก อันจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากพื้นฐานของการนำ Digital Transformation มาประยุกต์ใช้

ด้านนายสวี จือหยาง ซีอีโอ ZTE Corporation กล่าวว่า ZTE ในฐานะหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้าน 5G เชื่อมั่นว่า 5G กำลังขับเคลื่อนการพัฒนาแนวดิ่งและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของอุตสาหกรรม โดย ZTE จะเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมโซลูชั่นและแอพพลิเคชั่นทางเทคนิค 5G ต่อไป และทำงานร่วมกับ AIS เพื่อนำศักยภาพมหาศาลของเครือข่าย 5G มาเสริมความสามารถในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ความร่วมมือระหว่าง AIS และ ZTE ที่ผ่านมา ในการพัฒนานวัตกรรม 5G เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยได้อย่างดี อาทิ เดือนมีนาคม 2565 AIS , Qualcomm และ ZTE ได้ร่วมกันทดสอบเทคโนโลยี 5G NR-DC (New Radio Dual Connectivity) สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก บนคลื่นความถี่ 2.6GHz (2600MHz) และ 26GHz โดยสามารถทำความเร็วได้สูงสุด ซึ่งการรวมกันของสองคลื่นความถี่ ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นของการพัฒนาความเร็ว “5G mmWave” ซึ่งมีความสำคัญต่อการขยายขีดความสามารถของ 5G ในประเทศไทย นอกจากนี้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 AIS, ZTE และ มหาวิทยาลัยสุรนารี ได้ร่วมมือกันทดลอง ทดสอบ 5G Smart Factory เพื่อส่งเสริมการสร้างบุคลากรในสาขา AI, คลาวด์, IoT, VR และ AR ให้สามารถนำทักษะดังกล่าวไปพัฒนาโซลูชันส์ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย

สิงห์อาสา จัดหลักสูตร “อสรพิษวิทยา” เพิ่มสกิลจับงูให้อาสาสมัครกู้ภัยทั่วประเทศ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ ทีมงานอสรพิษวิทยา นำทีมโดย คุณนิรุทธ์ ชมงาม ผู้เชี่ยวชาญด้านงูและผู้ก่อตั้งเพจ Nick wildlife จัด “อบรมกู้ภัยประจำปี 2565” หลักสูตร “อสรพิษวิทยา” ให้แก่เครือข่ายกู้ภัยสิงห์อาสาทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างทักษะความรู้ และความปลอดภัยในการจับงูให้กับกลุ่มอาสากู้ภัยในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนที่มักพบเจองูตามบ้านเรือนจำนวนมาก โดยจะจัดอบรมต่อเนื่องกระจายไปยังพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.พิษณุโลก และจ.นครศรีธรรมราช โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 65 ได้เริ่มเปิดครั้งแรกที่ โรงเรียนวัดเชิงท่า ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน จ.พระนครอยุธยา มีอาสาสมัครกู้ภัยจากภาคกลางจำนวน 40 คน เข้าร่วมการอบรม

นายอรรถสิทธิ์ พรหมสุข ผู้จัดการฝ่ายงานกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “ภารกิจหลักของสิงห์อาสาคือการช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เกิดภัยพิบัติตามฤดูกาลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนที่อาจจะเกิดน้ำเข้าท่วมบ้านเรือน ซึ่งหนึ่งในปัญหาหลักที่ตามมาคือ มักพบงู สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์มีพิษหนีน้ำเข้าบ้านเรือน ซึ่งหน่วยงานกู้ภัยเป็นอาสาสมัครกลุ่มแรกที่ต้องลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือประชาชนในแต่ละจังหวัดอยู่เสมอ และในการปฏิบัติภารกิจหลายๆครั้งหากไม่มีวิธีการปฏิบัติอย่างถูกต้องก็อาจนำมาซึ่งอันตรายต่อกู้ภัย ประชาชน และสัตว์เหล่านั้น ดังนั้น การอบรมในครั้งนี้จะช่วยพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายกู้ภัยสิงห์อาสา ให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถจำแนกพิษของสัตว์ เลือกใช้วิธีการได้อย่างถูกต้อง และลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจจับงูช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างปลอดภัย”

คุณนิรุทธ์ ชมงาม ผู้เชี่ยวชาญด้านงูและผู้ก่อตั้งเพจ Nick wildlife กล่าวว่า “ปัญหาเรื่องงูเข้าบ้านถือเป็นปัญหาที่ประชาชนพบเจออยู่เป็นประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนและน้ำ การมีความรู้และทักษะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ความร่วมมือกับสิงห์อาสาในครั้งนี้ จึงเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้ทีมกู้ภัยสามารถลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวิธีการจับงูที่ถูกต้อง ปลอดภัยทั้งคนและสัตว์”

สำหรับเครือข่ายกู้ภัยสิงห์อาสาจำนวน 11 หน่วยงานพื้นที่ภาคกลาง และพนักงานบริษัทในเครือฯ ที่เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ ได้แก่ สมาคมอยุธยารวมใจหน่วยกู้ภัยอยุธยา, สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ ลพบุรี, สมาคมกู้ภัยลำนารายณ์ ลพบุรี, มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ กาญจนบุรี, สมาคมกู้ภัย สิงห์บุรี, อาสามูลนิธิปอเต็กตึ้ง สิงห์บุรี, หน่วยบรรเทาสาธารณภัยมูลนิธิหลวงพ่อสมหวัง วัดกลางบางพระ นครปฐม, มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์ นครปฐม, มูลนิธิร่วมกตัญญู จ.ปทุมธานี, มูลนิธิร่วมกตัญญู จ.สระบุรี และสมาคมเณรแก้วกู้ภัยทางหลวง สุพรรณบุรี ร่วมด้วย บริษัท ปทุมธานี บริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัด,บริษัท บุญรอด เอเซียเบเวอเรช จำกัด และบริษัท วังน้อย เบเวอเรช จำกัดรวมทั้งหมด 40 ท่าน

STAR Coffee ปรับโฉมใหม่ เปิดตัวสาขา CP TOWER 3 ถูกใจสายคาเฟ่สไตล์มินิมอล

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารแฟรนไชส์ในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดตัวร้านกาแฟ “STAR Coffee” สาขาใหม่ FLAGSHIP STORE ที่ CP TOWER 3 คาเฟ่ย่านพญาไท คัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพดีสูตรพิเศษ Special Blend แบบเฉพาะ STAR Coffee เท่านั้น ด้วยขั้นตอนการชงอย่างพิถีพิถัน ที่เรียกว่า งานคราฟต์จากฝีมือบาริสต้า รับรองว่า ได้กาแฟรสชาติเข้มข้น หอม ละมุน กลมกล่อม ที่ไม่เหมือนใคร ในราคาเริ่มต้นราคาเพียง แก้วละ 40 บาท ดื่มคู่กับขนมอบหอม อย่าง ครัวซองต์ แซนวิช เข้ากับบรรยากาศร้านสไตล์โมเดิร์นมินิมอลสุดพรีเมียม ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีในการดื่มกาแฟได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น สมกับเป็นเพื่อนที่พร้อม Standby ทุกช่วงเวลา

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจห้าดาว ซีพีเอฟ กล่าวว่า STAR Coffee ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงระยะเวลาอันรวดเร็วจากเสียงตอบรับของผู้บริโภค ทำให้มีการขยายสาขามากกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ ประกอบกับจุดแข็งของแบรนด์ในการคัดเลือกวัตถุดิบอย่างประณีต ล่าสุด ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเสน่ห์ของความมินิมอลและแฝงความเรียบหรูเข้าถึงได้ง่ายกับทุก Gen พร้อมกับเครื่องดื่มกาแฟรสชาติดี จากบาริสต้าที่มีความเชี่ยวชาญ ใส่ใจทุกขั้นตอน นอกจากนี้ STAR Coffee ยังปรับโลโก้ ด้วยฟอนต์เรียบง่าย พร้อมรูปแก้วกาแฟมีหยดเป็นรูปดาว เหมือนสโลแกน STAR Coffee ว่า Intimate Friend. Intimate Time. เพื่อนที่พร้อม Standby เพื่อคุณในทุกช่วงเวลา

“จุดแข็งเหล่านี้ ทำให้บริษัทฯ เชื่อมั่นและตั้งเป้ากับการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ว่า จะสามารถนำธุรกิจแฟรนไชส์ของร้าน STAR Coffee ขยายสาขาได้ถึง 120 สาขาทั่วประเทศ ตอบโจทย์กระแสความต้องการจากผู้บริโภคในการสัมผัสประสบการณ์จาก STAR Coffee”

สำหรับผู้ที่สนใจธุรกิจแฟรนไชส์คาเฟ่ สไตล์โมเดิร์นมินิมอลแบบพรีเมียมของ STAR Coffee เริ่มต้นลงทุนเพียง 150,000 บาทเท่านั้น ซึ่งมีรูปแบบร้านให้เลือก อาทิ Glass House ขนาด 18 ตร.ม. หรือ Shop SIZE M เป็น 40 ตร.ม. และ SIZE L พื้นที่ใหญ่ 50-70 ตร.ม. นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญจาก STAR Coffee เป็นพี่เลี้ยงให้ตั้งแต่วันแรก พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ และระบบหลังบ้านที่จะสนับสนุนให้ธุรกิจของคุณก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : STAR Coffee และทางช่องทางใหม่อย่าง Instagram : STARCoffee.TH

STAR Coffee พร้อมเป็นเพื่อนคุณทุกช่วงเวลาและจะไม่หยุดการพัฒนาเพียงเท่านี้ เพื่อมอบสิ่งดีๆ ให้แก่แฟนคลับ คอกาแฟ รวมถึงคาเฟ่ฮอปเปอร์ ตลอดจนจุดประกายธุรกิจ สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการแฟรนไชส์คาเฟ่ของไทยอย่างแน่นอน

OR ผนึก บุญรอดฯ ตั้งบ.ร่วมทุน วงเงินลงทุน 400 ล. ผลิตและขายเครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมดื่ม

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และ นายภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนโครงการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ระหว่าง บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด หรือ Modulus ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้นในสัดส่วน 100% และ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมบริโภค (RTD) พร้อมด้วย นายสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก OR นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร นวัตกรรมและความยั่งยืน OR ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด นายวรภัทร ชวนะนิกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มกลยุทธ์และการเงิน และนายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มการตลาดแบรนด์ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ร่วมงาน

OR โดย Modulus และ บุญรอดฯ จะร่วมลงทุนโดยแต่บริษัทจะถือหุ้นร้อยละ 50 ในบริษัทใหม่ ในวงเงินในวงเงินลงทุนจัดตั้งบริษัทรวมกว่า 400 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และช่องทางการจำหน่าย เติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม ตลอดจนเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจของทั้ง OR และบุญรอดฯ โดยใช้กลยุทธ์การสร้างรูปแบบของธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า การเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มของ OR ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของ OR ตามพันธกิจในการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบ (All Lifestyles) โดย OR มีแผนในการขยายธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและช่องทางการจำหน่ายสินค้า การร่วมทุนกับ บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม จะช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งช่องทางการจำหน่าย ให้ตอบโจทย์ความต้องการเครื่องดื่มของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วนและครอบคลุมยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรที่ OR มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ผลิตวัตถุดิบและสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า หรือคลังสินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจของ OR ที่มุ่งเติบโตในแบบ Outside-In โดยแสวงหาโอกาสการลงทุนในตลาดใหม่ ๆ ร่วมกับพันธมิตร ในการวิจัยและพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการบริโภคที่มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ OR ในการ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” หรือ “Empowering All Toward Inclusive Growth”

นายภูริต เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ดำเนินธุรกิจยาวนานกว่า 89 ปี เรามีความรู้ ความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนอนแอลกฮอล์ ไม่ว่าจะเป็น เบียร์ น้ำดื่ม โซดา น้ำแร่ ฯลฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ในเครือบริษัทฯ สามารถครองใจกลุ่มเป้าหมายและก้าวเป็นผู้นำในตลาดอย่างแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ในกลุ่มเครื่องดื่มเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัทฯได้ร่วมลงนามในสัญญาจัดตั้งบริษัทร่วมทุน กับ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ หรือ Modulus ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% ซึ่งมีความแข็งแกร่งในการเป็นผู้ดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ “คาเฟ่ อเมซอน” ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ ส่วนบุญรอดฯ มีความชำนาญในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มครบวงจร ทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แข็งแกร่ง รวมทั้งมีศักยภาพการกระจายสินค้าครอบคลุมทุกช่องทาง

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ผนึก ซีพี-เมจิ ปลูกป่าเขาวงจันแดง จ.ลพบุรี เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero

0

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ผนึกกำลัง ซีพี-เมจิ ลงพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาวงจันแดง อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี ปลูกต้นไม้ 600 ต้น ภายใต้โครงการ “ซีพี-เมจิ รักษ์ป่า รักษ์น้ำ รักแผ่นดิน” เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่า ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน

โครงการ “ซีพี-เมจิ รักษ์ป่า รักษ์น้ำ รักแผ่นดิน” ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยความร่วมมือระหว่าง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมฯ ประชาชน และเครือข่ายจิตอาสา ลงพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาวงจันแดง ต.หัวลำ อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี ปลูกต้นไม้ 600 ต้น เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2565 ภายใต้เป้าหมายปลูกต้นไม้ 16,000 ต้น ในพื้นที่ 80 ไร่ ในปี 2565 เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่า ฟื้นฟูความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงรักษาแหล่งต้นน้ำสำคัญของคลองลำพญากลาง คลองลำสนธิ และแม่น้ำป่าสัก ที่ประชาชนในพื้นที่ จ.ลพบุรี สระบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง นำไปใช้ในการอุปโภค บริโภค ตลอดจนประกอบอาชีพทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน รวมถึงขับเคลื่อนเป้าหมายเครือเจริญโภคภัณฑ์มุ่งสู่องค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) ในประเด็นการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

ว่าที่ ร.ท.รุ่งศักดิ์ ขุนวิเศษ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 สาขาสระบุรี กล่าวว่า ขอบคุณ ซีพี–เมจิ ที่เข้ามาจัดกิจกรรมในพื้นที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 สาขาสระบุรี ซึ่งให้ความสำคัญกับทรัพยากรป่าไม้ และต้องการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และลดภาวะโลกร้อน โดยตั้งแต่มีการลงนามความร่วมมือระหว่างกรมฯ และซีพี-เมจิ ในปี 2564 ผืนป่าบริเวณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น พบการกระจายตัวของสัตว์ป่ามากขึ้น ปีนี้ ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาวงจันแดง นอกจากจะมีการปลูกป่าบนพื้นที่ 80 ไร่แล้ว ทาง ซีพี-เมจิ ยังสนับสนุนซื้ออุปกรณ์ดับไฟป่า และช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติฯ อีกด้วย

“พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาวงจันแดง มีพื้นที่มากกว่า 5 หมื่นไร่ มีสัตว์ป่าและพันธุ์พืชหายากหลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ป่าสงวน เช่น เลียงผา การที่ภาคเอกชนเข้ามาทำกิจกรรมปลูกป่าและป้องกันไฟป่า จะช่วยรักษาที่อยู่ของสัตว์ป่า และป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าได้รับอันตราย” ว่าที่ ร.ท.รุ่งศักดิ์ กล่าว

ด้าน นางสาวชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ซีพี-เมจิ กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม โดยในปีนี้ มีแผนปลูกป่าเพิ่มอีก 80 ไร่ พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาวงจันแดง จ.ลพบุรี เพื่อฟื้นฟูป่า ระบบนิเวศน์ และแหล่งต้นน้ำ ทำให้เกิดประโยชน์กับชุมชนรอบข้าง สร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนดูแลผืนป่า นอกจากนี้ยังมอบอุปกรณ์ป้องกันไฟป่าแก่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานอีกด้วย

“นโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวของซีพี-เมจิ สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ดังนั้นบริษัทฯ จึงดำเนินโครงการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยสร้างร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติแห่งชาติฯ เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ” นางสาวชาลินี กล่าว

ซีพี-เมจิ ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด การเพิ่มคุณค่าชีวิต ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มโครงการ “ซีพี-เมจิ รักษ์ป่า รักษ์น้ำ รักแผ่นดิน” และร่วมมือกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่ปี 2564 ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ต่อเนื่องมาถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขาวงจันแดง จังหวัดลพบุรี ในปี 2565 พื้นที่รวม 150 ไร่ (ปี 2564-2565) ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ครบจำนวน 1,000 ไร่ ในปี 2573

แม็คกรุ๊ป มั่นใจปี 65 กำไรโตเลข 2 หลัก หลังปรับกลยุทธ์การตลาด

0

นายปิยะ โอฬารริกสุภัค ประธานเจ้าหน้าที่ด้านบัญชีและการเงิน บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” เปิดเผยในงาน Opportunity Day นำเสนอภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2565 (ม.ค.-มี.ค.2565) และทิศทางการดำเนินธุรกิจ ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้นภายหลังจากการเปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมาและรัฐบาลเตรียมประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น น่าจะสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดีขึ้นจากการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก ซึ่งจะส่งผลดีทางอ้อมต่อผลดำเนินงานของบริษัทและเชื่อมั่นว่าผลดำเนินงานในงวดไตรมาส 4 (เม.ย.- มิ.ย.2565) จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าทั้งปีกำไรสุทธิของบริษัทจะเติบโตในอัตรา             เลข 2 หลักและผลการดำเนินงานทั้งปีผลดำเนินงานจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้     

“การที่บริษัทได้วางกลยุทธ์ทำธุรกิจมุ่งเน้นคุมเข้มต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ                      การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย พร้อมปรับเกมการตลาดเน้นทำ Product Mix ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit  Margin : GP) ปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากผลดำเนินงานงวดไตรมาส 3 (ม.ค-มี.ค.2565) บริษัทมีกำไรสุทธิ 110 ล้านบาท มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่  65.3% ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่  60.7% และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin : NP) อยู่ที่ 14.8% เพิ่มขึ้นจากระดับ 11.9% ในช่วงเดียวกันปีก่อน”

นอกจากนี้บริษัทจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง หากดูจากสถิติการจ่ายเงินปันผลนับตั้ง      แต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 หรือในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาบริษัทจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเกินนโยบายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิมาอย่างต่อเนื่อง ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับเกิน 6% ขณะที่มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับ 11 % 

นายปิยะ กล่าวว่า การขยายสาขา Mc Outlet ภายในสถานีการบริการน้ำมัน ของ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ดำเนินการได้ตามแผน ณ สิ้นเดือนเม.ย.2565 เปิดแล้ว 68 สาขาและถึงเดือนมิ.ย.น่าจะเปิดได้ถึง 72 สาขา ล่าสุดบริษัทได้ขยาย Mc Outlet ออกนอกพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน  และปรับปรุงสาขาที่เมืองทองธานีให้เป็น Mc Outlet โดยมีพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้าและ Mc Outlet คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะสร้างยอดขายที่สำคัญให้กับบริษัท

นอกจากนี้การที่บริษัทเปิดตัวแคมเปญ “MY MC MY WAY ชีวิต…เต็มแม็ค” ชูแนวคิด         “Body Positivity” เข้าใจความแตกต่างของรูปร่าง พร้อมสร้างสรรค์ลุคที่ดีที่สุดได้ในแบบของตัวเอง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของแม็คยีนส์ ให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตแบบไร้ขีดจำกัด มุ่งมัดใจลูกค้าเดิม พร้อมขยายสู่กลุ่มใหม่มากขึ้นจะเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทต่อไปในอนาคตข้างหน้า และจะเป็นแผนธุรกิจต่อเนื่องของบริษัทในงวดปีบัญชี 2565/2566

ทั้งนี้ ฐานะการเงินของบริษัทล่าสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นทั้งหมดเกือบ 2,000 ล้านบาท และการที่บริษัทไม่มีหนี้สินในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นก็จะไม่ได้รับผลกระทบ และพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป

ออมสินช่วยสานฝันเรื่องบ้าน ด้วยสินเชื่อเคหะเพื่อ ซื้อ/ปลูกสร้าง-​ต่อเติมซ่อมแซม-​รีไฟแนนซ์

0

??ไม่ว่าใครก็โอเค เลือกบ้านได้ถูกใจ เพราะออมสินให้ดอกเบี้ยถูกจัง ? ด้วยสินเชื่อเคหะ?️เพื่อ ซื้อ/ปลูกสร้าง ?️ต่อเติมซ่อมแซม ?️Re-Finance

ธนาคารออมสิน ช่วยสานฝันเรื่องบ้านให้เป็นจริงด้วยเงื่อนไขสบายๆ เพราะเข้าใจและรู้ซึ้งถึงความต้องการมีบ้าน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตที่ดี จึงมุ่งส่งเสริมและช่วยสานฝันให้เป็นจริง ด้วยเงื่อนไขสบายๆ และไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด จบทุกความต้องการเรื่อ​​งบ้านที่เดียวครบ

✅ ผ่อนต่ำปีแรก ล้านละ 2,500 บาท (ต่อเดือน)
✅ ดอกเบี้ยถูก 1.75% ต่อปี (ปีแรก)
✅ ฟรี ค่าจดจำนอง* ค่าจัดทำนิติกรรมสัญญา ค่าบริการสินเชื่อ
หมายเหตุ : *ฟรีค่าจดจำนอง เฉพาะกรณีไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น (Re-Finance) ที่มีวงเงินกู้สินเชื่อเคหะ ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป

คุณสมบัติผู้กู้
  1. เป็นผู้ฝากเงินประเภทเผื่อเรียกของธนาคาร
  2. มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี
  3. มีอาชีพและรายได้แน่นอน
  4. การกู้ร่วมกับบุคคลอื่น มีเงื่อนไขดังนี้
    • 4.1กู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์เป็นคู่สมรส บุตร บิดา มารดา หรือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคนก็ได้
    • 4.2กู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่นอกเหนือจาก (4.1) ต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคน

หมายเหตุ : ทั้งนี้ ในกรณีที่กู้ร่วมกับบุคคลอื่นให้นับระยะเวลาชำระเงินกู้ตามอายุของผู้กู้ที่มีอายุน้อยที่สุดเพียงคนเดียว

หลักประกัน
  • ที่ดิน หรือที่ดินพร้อมอาคาร หรือห้องชุด ตามวัตถุประสงค์ที่ขอกู้และตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีความเจริญ มีไฟฟ้า สาธารณูปโภคอื่นๆ ตามความจำเป็น และมีทางสาธารณประโยชน์ซึ่งรถยนต์ผ่านเข้าออกได้สะดวก
  • หลักทรัพย์อื่นตามที่ธนาคารประกาศกำหนด

? ยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2565

สมัครเลย > https://bit.ly/3tjlOLv
รายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3MkFmGa

?เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด?

KCC ลุ้นไตรมาส 2 ปิดดีลซื้อหนี้ ดันพอร์ต NPLs โต 100%

0
ทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล

KCC เผยไตรมาส 2 คาดดีลซื้อหนี้เอ็นพีแอลเสร็จสิ้น ขยายพอร์ตลูกหนี้โตเฉียด 100% ทันที ขณะที่ลูกหนี้เดิมกลับมาเดินหน้าตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ตามปกติ หลังรัฐบาลคลายล็อคดาวน์เต็มที่ ทำให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ส่งผลให้ยอดเงินสดรับของบริษัทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มั่นใจปี 65 กำไรโตต่อ โดยยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระดับสูง แย้มพอร์ตลงทุนหรือลูกหนี้มีโอกาสโตทะลุ 2.1 พันล้าน ได้ก่อนเป้าหมายปี 67

นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล (KCC) ผู้ดำเนินธุรกิจจัดหาและบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เปิดเผยในงาน Opportunity Day ถึงทิศทางธุรกิจ AMC ในไตรมาส 2 และตลอดทั้งปี 2565 ยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทจะดำเนินการจัดซื้อหนี้ NPLs จากสถาบันการเงินได้เสร็จสิ้น โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท ภายหลังจากบริษัทได้เงินจากการระดมทุน ด้วยการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 592 ล้านบาทและจากการเสนอขายหุ้นกู้ มูลค่า 350 ล้านบาท ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในมือ เกือบ 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขาย เพื่อขยายพอร์ตลูกหนี้ NPLs ของบริษัท ส่งผลให้เงินลงทุนหรือพอร์ตลูกหนี้ NPLs จะเติบโตขึ้นเกือบเท่าตัวจากสิ้นไตรมาส 1 ปี 65 ที่พอร์ตลูกหนี้ NPLs อยู่ที่ 527.40 ล้านบาท

และในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ บริษัทยังคงมีแผนเดินหน้าซื้อหนี้ NPLs เข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าใช้เงินลงทุนซื้อหนี้ NPLs มากกว่า 800 ล้านบาท แม้เป้าหมายกำหนดไว้ว่าสิ้นปี 67 พอร์ตลูกหนี้ของบริษัทจะขยับขึ้นไปอยู่ในระดับที่มากกว่า 2,100 ล้านบาท แต่หากเห็นโอกาสทางธุรกิจเข้ามา บริษัทก็พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

นายทวี กล่าวว่า เชื่อว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้้ สถาบันการเงินจะยังคงนำลูกหนี้ NPLs ในระบบที่ยังคงมีอยู่ในระดับสูงออกมาประมูลขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากตัวเลขล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่าสถาบันการเงินทั้งระบบมี NPLs ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 65 อยู่ที่ 531,890 ล้านบาท จึงเป็นโอกาสของธุรกิจบริหารจัดการหนี้ NPLs และธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ที่ยังคงมี supply หรือปริมาณหนี้ NPLs จากระบบสถาบันการเงินมาให้บริหารจัดการได้อีกมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพอร์ตลงทุน หรือพอร์ตลูกหนี้ NPLs ของบริษัท ทำให้ธุรกิจ AMC ของบริษัทยังคงมีทิศทางหรือแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก โดยเป้าหมายของบริษัทยังคงเน้นหนี้ NPLs ภาคธุรกิจ หรือ Corporate Loans ในสัดส่วน 70% และหนี้ NPLs สินเชื่อ เพื่อที่อยู่อาศัย หรือ Housing Loans ในสัดส่วน 30% โดยพิจารณาหลักประกันที่มีคุณภาพและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

“ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของบริษัทในการพิจารณาเลือกซื้อหนี้และการบริหารจัดการหนี้ NPLs ที่เน้นหนี้ภาคธุรกิจ หรือ Corporate Loans หากเห็นโอกาสทางธุรกิจ หรือมีหนี้ NPLs ที่สามารถบริหารจัดการและสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ บริษัทก็พร้อมเข้าไปจัดหา เพื่อนำมาบริหารจัดการ เพราะนอกจากมีเงินทุนที่ได้จากการขายหุ้นไอพีโอและออกหุ้นกู้แล้ว บริษัทยังสามารถเพิ่มการกู้ยืมเงินได้อีกมาก เพราะปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทหลังไอพีโออยู่ในอัตราต่ำเพียง 0.58 เท่า เท่านั้น ทำให้ยังสามารถกู้เงินมาขยายพอร์ตได้อีกมากและการเข้าเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของบริษัททำได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้ามีอัตราส่วน D/E ได้สูงสุดไม่เกิน 2 เท่าและขณะนี้มีสถาบันการเงินพร้อมสนับสนุนเงินกู้เพื่อให้บริษัทนำมาซื้อหนี้ NPLs ขยายธุรกิจ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่พอร์ตลงทุนหรือพอร์ตลูกหนี้ NPLs จะโตทะลุ 2,100 ล้านบาท ได้ก่อนเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 67” นายทวี กล่าว

นอกจากนี้หลังรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด -19 อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ ส่งผลให้ลูกหนี้ของบริษัทกลับมาเดินหน้าดำเนินการตามแผนปรับโครงสร้างหนี้กับบริษัทได้มากขึ้น โดยกลับมาชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้ตามแผน หลังจากในช่วงปี 2564 ลูกหนี้บางราย ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ ล็อคดาวน์ได้ขอหยุดชำระเงินต้น โดยแบ่งผ่อนชำระเฉพาะดอกเบี้ย แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น จึงกลับมาดำเนินการตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ได้ ส่งผลให้บริษัทสามารถเก็บเงิน หรือมีเงินสดรับ (Cash Collection) เข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีลูกหนี้บางรายสามารถฟื้นฟูกิจการสำเร็จ กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้ทั้งหมดและปิดบัญชีลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ปลดล็อคการเป็นลูกหนี้ NPLs เข้าสู่ระบบสินเชื่อ ของสถาบันการเงินได้ตามปกติ ซึ่งถือว่าบริษัทประสบความสำเร็จในการช่วยฟื้นฟูกิจการ บริหารจัดการหนี้ ให้ลูกหนี้ที่มีปัญหากลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

สิงห์อาสา ร่วมกับ คณะเกษตรฯ มข. สร้างแหล่งน้ำชุมชมอย่างยั่งยืนแห่งที่สอง ที่ จ.มหาสารคาม

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อ 1 มิ.ย. 65 สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, บริษัท ขอนแก่นบริวเวอรี่ จำกัด บริษัท และบริษัท มหาสารคามเบเวอเรช จำกัด บริษัทในเครือฯ พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 สถาบัน จัดโครงการ “สิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน” สร้างบ่อน้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำให้ชาวบ้านไว้ใช้ตลอดทั้งปี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวบ้าน เพื่อการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและให้ชาวบ้านภาคอีสานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถมีน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคทั้งในภาวะปกติและในช่วงหน้าแล้ง ทั้งยังสามารถนำน้ำไปใช้ในการทำการเกษตรสร้างรายได้อีกด้วย โดยในครั้งนี้ได้ทำแหล่งน้ำชุมชนต้นแบบแห่งที่สองที่โรงเรียนบ้านดงน้อย ต.เสือโก้ก อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม หลังจากสร้างแหล่งน้ำชุมชนแห่งแรกที่บ้านนาสีนวน ต.ขัวเรียง อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ซึ่งแหล่งน้ำทั้งสองแห่งนับเป็นการสร้างแหล่งน้ำได้มากถึง 20,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้กว่า 600 หลังคาเรือน

คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า พื้นที่ทางภาคอีสาน มักพบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคเป็นประจำทุกปี ทำให้ชาวบ้านมีปริมาณน้ำกิน น้ำใช้ รวมถึงทำการเกษตรไม่เพียงพอ โดยในปีนี้ สิงห์อาสาได้ร่วมกับเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญอย่างคณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น นำองค์ความรู้เรื่องการเติมน้ำใต้ดินมาสร้างแหล่งน้ำชุมชนและถ่ายทอดให้ชาวบ้าน ให้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างยั่งยืน และยังคงร่วมมือกับเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 สถาบันเฝ้าระวังลงพื้นที่มอบน้ำสะอาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้งให้แก่พี่น้องภาคอีสาน ซึ่งเป็นภารกิจที่ทำมายาวนานกว่า 10 ปี กระจายไปยังพื้นที่ประสบภัยแล้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน ทั้งนี้ ยังเตรียมดำเนินโครงการสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่อื่นๆ ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น ในปีต่อไปด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มัลลิกา ศรีสุธรรม ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา คณะฯ ได้ร่วมกับสิงห์อาสา สร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนที่จ.ขอนแก่น และครั้งนี้ได้ขยายโมเดลมาที่จ.มหาสารคาม เพื่อช่วยเหลือพี่น้องภาคอีสานในจังหวัดใกล้เคียง โดยมีเครือข่ายนศ.สิงห์อาสาจากหลายสถาบันมาร่วมในกิจกรรมด้วย ซึ่งข้อมูลที่ทำการศึกษาพบว่าลักษณะพื้นที่และระบบโครงข่ายชลประทานของจ.มหาสารคามไม่สอดคล้องกับขนาดของพื้นที่เช่นกัน ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอ โดยนำกระบวนการเติมน้ำใต้ดินมาช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีการสร้างทั้งรูปแบบบ่อเปิดและบ่อปิด โดยบ่อเปิดจะเป็นแหล่งน้ำสาธารณะที่ทุกคนสามารถผันน้ำไปใช้ได้ตลอดทั้งปี และบ่อปิดจะใช้วิธีขุดให้ลึกถึงชั้นบาดาลแล้วฝังท่อลงไป เพื่อช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ดินโดยรอบ เมื่อมีน้ำเพียงพอ ดินมีความชุ่มชื้น การปลูกพืช ทำการเกษตรก็จะได้ผล

คุณบุญถม พลยุง ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านดงน้อย กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ทำนาปลูกข้าว ปลูกพืชตามฤดูกาล เช่น แตงโม ทำให้น้ำมีความสำคัญมาก แต่พื้นที่ตรงนี้แล้งมาโดยตลอด น้ำไม่เพียงพอ จะนำน้ำไปทำเกษตรก็ลำบาก ในปี 2560 เคยแล้งจัดจนข้าวในนาแห้งตาย ต้องขอขอบคุณทางสิงห์อาสาและมข.ที่มองเห็นปัญหาตรงนี้ มาสร้างบ่อน้ำให้ ชาวบ้านจะได้มีน้ำไว้กิน ไว้ใช้ ทำอาชีพตลอดทั้งปี เป็นประโยชน์อย่างมาก

สำหรับเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ขอนแก่น, มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น และวิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม จะดำเนินงานตามพันธกิจ สร้างแนวร่วมในการดูแลประเทศที่ประกาศไว้ โดยจะเฝ้าระวัง ลงพื้นที่สำรวจและเข้าช่วยเหลือบริเวณที่ประสบภัยแล้ง หรือประสบปัญหาอื่นๆใน 20 จังหวัดภาคอีสานต่อไป

ทั้งนี้ สิงห์อาสาและ คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น จะช่วยสนับสนุนองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสร้างแหล่งน้ำชุมชนขยายพื้นที่ครอบคลุมทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้ได้มีโอกาสประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างเต็มที่ พร้อมเป็นกำลังใจให้แก่ชาวบ้านต่อไป เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น