Home Blog Page 315

เปิดแนวคิดการทำธุรกิจสไตล์ 3 แม่คนดัง “แม่ตุ๊ก-แม่นิหน่า-แม่แตน”

0
แตกไลน์สินค้า “ออมุก” สไตล์เกาหลี “Happy Munchy” เสิร์ฟความสุขที่เซเว่นฯ

สินค้า SME หลายๆ ชิ้น มีจุดเริ่มต้นจากความต้องการแก้ปัญหาใกล้ตัวบางอย่างของเจ้าของ เช่นเดียวกับแบรนด์ “Happy Munchy” (แฮปปี้มันช์ชี่) แบรนด์สินค้าอาหารจากความร่วมมือของ 3 คุณแม่คนดัง ตุ๊ก-นิรัตน์ชญา การุณวงศ์วัฒน์ แห่งเพจเลี้ยงลูกชื่อดัง Little Monster, นิหน่า-สุฐิตา ปัญญายงค์ นักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว และแตน-ธันยวดี วะสีนนท์ นักธุรกิจหญิงผู้คร่ำหวอดในธุรกิจอาหาร ที่มีจุดเริ่มต้นง่ายๆ อย่างการแก้ปัญหา “ลูกทานยาก” จนเกิดเป็นสินค้าอาหารสำหรับเด็กที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นที่รู้จักในเวลาไม่นาน เดินหน้าแตกไลน์สินค้าและขยายตลาดสู่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กับสินค้า “ออมุก” สไตล์เกาหลี อาหารง่ายๆที่เพียบด้วยคุณประโยชน์ เหมาะกับคนทุกวัย ก็ได้รับการตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน

จาก Made by Mom สู่เส้นทางการเติบโต 6 ปี

เส้นทาง 6 ปีของ Happy Munchy เริ่มต้นจากปัญหาของ ตุ๊ก-นิรัตน์ชญา ที่พบปัญหาลูกสาวไม่ยอมทานอะไรเลย นอกจากหมูฝอย เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการตามช่วงวัย เมื่อได้คุยกับ แตน-ธันยวดี และนิหน่า-สุฐิตา ก็พบว่าเผชิญปัญหาเดียวกัน ทั้ง 3 คนจึงร่วมกันก่อตั้งบริษัท ลิตเติ้ลมันช์ชี่ จำกัด ขึ้นมา เพื่อปลุกปั้นสินค้าอาหารสำหรับเด็ก ที่ทำให้เด็กทานง่าย และได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์

“หลายคนอาจจะคิดว่ามันง่าย เพราะแตนมีโรงงาน แค่บอกให้ทำก็สามารถทำได้ แต่มันไม่ใช่ เราเริ่มจากการคิดค้นสูตรร่วมกันผ่านกระทะเล็กๆ ในครัวหลังบ้าน เพื่อหาความลงตัวตรงตามที่เราต้องการ มันคือ Made by Mom จริงๆ เริ่มทำจาก 3 แม่ ในสเต็ปแรก ถึงจะสู่ขั้นตอนการผลิตโดยโรงงานที่ได้มาตรฐาน” นิหน่า เล่า

DNA แกร่ง เปลี่ยนผ่านสู่ Happy Munchy

หลังจากสินค้าหมูฝอยภายใต้แบรนด์ Little Munchy (ลิตเติลมันช์ชี่) ที่ชูคอนเซ็ปต์ ไม่ใส่ผงชูรส ไม่มีสารกันบูด มีประโยชน์ และมี อย. เริ่มบุกตลาดอาหารเด็กในปี 2559 ก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ในปี 2563 ทั้ง 3 คนตัดสินใจรีแบรนด์ Little Munchy สู่ Happy Munchy เพื่อให้ขยายฐานลูกค้าไปได้ไกลกว่าแค่กลุ่มอาหารเด็ก

“เราใช้คำว่า Happy สื่อถึงความสุขของผู้ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลังจากเรารีแบรนด์และเพิ่มช่องทางขายผ่านโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่น อีเลฟเว่น เพิ่มไลน์สินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดขายของเราเติบโตมากกว่า 100% เรียกว่า เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากที่เลี้ยงลูกอยู่บ้านและลูกไม่กินข้าว มาเป็นงานอดิเรกสู่ธุรกิจแบบจริงจังอย่างปัจจุบัน” แตน เล่า

สร้าง DNA ของ SME ที่ดี สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ออมุก สไตล์เกาหลี

การจะขยายฐานจากตลาดแม่และเด็ก สู่ตลาดใหม่ๆ จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้ ทั้ง 3 คนซึ่งมีบุคลิกเป็นทั้งนักคิด นักพัฒนา นักสู้ นักแก้ปัญหา อยู่ใน DNA จึงเดินหน้าลุยและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องระบบบัญชี การบริหารสต๊อก แพ็กเกจจิ้ง ตลอดจนเรื่องรสชาติ จากพันธมิตรช่องทางขายอย่างเซเว่น อีเลฟเว่น เช่น การปรับเปลี่ยนรสชาติไม่ให้ยึดติดกับรสชาติเพื่อแม่และเด็กจนเกินไป เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเซเว่น อีเลฟเว่น ได้ง่ายขึ้น

“เรากลับมาคิดเพิ่มว่าจะผลิตสินค้าอะไรดีที่เหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้ และก็มาจบลงที่ “ออมุก” สไตล์เกาหลี สินค้าที่ยังคงฮอตฮิตมาตลอด แต่เราต้องสร้างความแตกต่าง ด้วยการคงคอนเซปต์หลักของเราไว้คือ ไม่ใส่ผงชูรส ไม่มีสารกันบูด และมีประโยชน์ ทานง่าย รสชาติอร่อย ทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี” ตุ๊ก เล่า

ปัจจุบัน บริษัทมี “ออมุก” วางจำหน่ายใน เซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งสิ้น 2 SKU ประกอบด้วย ออมุกปลาแผ่นเกาหลี และออมุกผสมผัก จำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ โดยในอนาคตเตรียมที่จะออกออมุกตัวใหม่เรื่อยๆ มุ่งหวังให้ออมุก เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ช่วยส่งมอบความสุขให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ทั้ง 3 แม่ทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจก็คือ ความรู้ ยิ่งเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยิ่งต้องแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อไหร่ที่หยุดแสวงหาความรู้ หยุดพัฒนาตัวเองก็เท่ากับตาย จะมีแต่ Passion ไม่ได้ เพราะ Passion เพียงอย่างเดียวไม่ช่วยให้ต่อสู้กับตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้ ต้องทำสินค้าบนความต้องการของตลาด พันธมิตรที่ดีมีส่วนช่วยให้เราเดินไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งสินค้า “ออมุก” ก็เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เซเว่น อีเลฟเว่น ให้การสนับสนุนและส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน

รู้เก็บรู้ออม : แตะเงินล้านด้วยกอง ETF

0

คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง” ให้ความสำคัญกับเรื่องการออมและการลงทุนมาตลอด เพราะเป็นรากฐานสำคัญของการมีอิสรภาพทางการเงิน ยิ่งปัจจุบันทางเลือกในการออมและการลงทุนมีหลากหลายและสะดวกมากขึ้น แต่กระนั้น ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ยังไม่ได้เริ่มต้นเสียที ด้วยข้ออ้างเหตุผลร้อยแปด ทั้งๆที่หากเริ่มได้เร็วเท่าไร ก็จะมีอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้นเท่านั้น

“คุณนายพารวย” อ่านบทความ “ล้าน–เริ่ม–ง่าย” ภารกิจพิชิตเงินล้าน ผ่าน ETF ไทย ในเว็บ setinvestnow ของตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว ก็ยิ่งทำให้มั่นใจมากว่า คนทุกคนสามารถจะบรรลุเป้าหมายการออมของตัวเองได้ จากแต่ก่อนที่การมีเงินล้าน อาจต้องใช้เวลานาน หรือเป็นเรื่องยากเย็นหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับหลายคน

แต่หากเราศึกษาหาข้อมูลการเงินการลงทุน ก็จะพบกับเครื่องมือ หรือผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างๆที่ช่วยร่นระยะทางและเวลาสู่เป้าหมายให้เร็วขึ้นได้ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว หากเลือกหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นและเงินปันผล แต่หากมือใหม่ที่ไม่มีเวลาศึกษาข้อมูล ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้น หรือเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดี ก็มีทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ

คือ “กองทุน ETF” (Exchange Traded Fund) ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนโดยอ้างอิงดัชนี เน้นให้ผลตอบแทนได้ใกล้เคียงดัชนีตลาดหุ้นที่ใช้อ้างอิง และมีการนำหน่วยลงทุนมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้สามารถซื้อขายได้เรียลไทม์เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง โดยนักลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือกตัวหุ้น เพราะกองทุน ETF จะมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมาทำหน้าที่ในการซื้อขายหุ้นตามนโยบายการลงทุนของกองทุน

ความฝันที่จะมีเงินล้านแรก สามารถกลายเป็นความจริงได้ เพียงเริ่มลงมือทำตาม 5 ขั้นตอนง่ายๆในการลงทุนผ่าน ETF โดยเริ่มจาก

ขั้นตอนที่ 1 ตั้งเป้าหมาย “ชัดเจน วัดได้ และไปให้ถึง” กำหนดเป้าหมายของเงินออม ระยะเวลาลงทุน อัตราผลตอบแทน จำนวนเงินออมต่อเดือน เพื่อใช้วัดผลการลงทุน โดยสามารถปรับเปลี่ยนแผนหากผลตอบแทนหรือเงินออมไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจากสถิติผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 8-12% หากคิดที่ผลตอบแทน 8% ต้องการมีเงิน 1 ล้านภายใน 5 ปี ก็ต้องออมเงินผ่านกองทุน ETF เดือนละ 14,000บาท ถ้าได้ผลตอบแทนตามเป้า ก็จะบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าอัตราผลตอบแทนที่ได้จริงต่ำกว่า ก็อาจต้องปรับเพิ่มจำนวนเงินการออมต่อเดือนให้สูงขึ้น หรือยืดระยะเวลาการออมให้นานขึ้นอีก

ขั้นตอนที่ 2 ติดต่อกับบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อเปิดบัญชีซื้อขาย ETF จัดเตรียมเอกสารให้พร้อม โดยสามารถทำผ่านออนไลน์ได้ ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย, ขั้นตอนที่ 3 “เลือกกองที่ถูกใจกำไรถูกทาง” เลือกกอง ETF ที่ถูกใจตรงกับความต้องการลงทุนของเรา ซึ่งปัจจุบันมีกอง ETF ให้เลือกลงทุนที่อ้างอิงกับดัชนีหลากหลาย รวมทั้งในกลุ่มหุ้นที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลกด้วย

ขั้นตอนที่ 4 “ลงสม่ำรวยเสมอ” ลงทุนต่อเนื่อง และสม่ำเสมอแบบ DCA หรือ Dollar-Cost-Averaging โดยออมลงทุนให้ได้ทุกเดือน เพื่อเฉลี่ยต้นทุน และขั้นตอนสุดท้าย “ตรวจสอบ ปรับพอร์ต” อยู่เสมอ ทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี หากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก็อาจปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น หรือเพิ่มการออมเพื่อให้เป็นไปเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับคนที่สนใจ ลองคลิกเข้าไปศึกษาข้อมูลการลงทุนเรื่อง ETF เพิ่มเติมได้ที่ www.setinvestnow.com/ETF

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ 4 ปัจจัยต้องพิจารณาการเก็บภาษีขายหุ้น

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลังจะเรียกเก็บภาษีการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.1% ของมูลค่าขายตั้งแต่บาทแรกนั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเห็นว่ายังมี 4 ปัจจัยที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมตามที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เคยนำเสนอมาโดยตลอด ดังนี้

  1. อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.1% (ภาษีขายหุ้น) ที่จะเรียกเก็บไม่เหมาะสมกับสภาพธุรกิจปัจจุบัน เนื่องจากเป็นอัตราที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2534 เมื่ออัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ (ค่าคอมมิชชั่น) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับประมาณ 0.5% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษี 0.1% แล้วเป็นอัตราส่วน 5:1 เท่า ในขณะที่ปัจจุบันการแข่งขันของ ผู้ประกอบกิจการรุนแรงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทำให้อัตราค่าคอมมิชชั่นโดยเฉลี่ยในอุตสาหกรรมลดลงเหลือเพียง 0.08% เท่านั้น ดังนั้น หากภาครัฐยังจัดเก็บภาษีขายหุ้นที่ระดับ 0.1% รวมกับภาษีท้องถิ่นอีก 0.01% คิดเป็น 0.11% จะทำให้อัตราส่วนระหว่างค่าคอมมิชชั่นและภาษีจะกลับเป็น 0.7:1 เท่า ซึ่งจะเห็นได้ว่ารายได้ในการให้บริการการซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์โดยเฉลี่ยจะต่ำกว่าภาษีธุรกิจเฉพาะเสียอีก ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของผู้ลงทุนที่สูงขึ้นเกินเท่าตัวและจะกระทบต่อสภาพคล่องและการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุนทุกประเภทอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งกลุ่มรายย่อยที่ลงทุนโดยตรงในตลาดหลักทรัพย์และลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนต่างๆ และผู้ลงทุนต่างประเทศ
  2. ต้นทุนการระดมทุน (cost of capital) ของภาคธุรกิจจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อสภาพคล่องในตลาดหดตัวจากต้นทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่สูงขึ้น 1 เท่าตัว ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังไม่สามารถกลับมาขับเคลื่อนได้เต็มที่เหมือนช่วงก่อนโควิด จะกระทบให้บริษัทจดทะเบียนต้องชะลอหรือลดการลงทุนทางธุรกิจ และกระทบต่อการจ้างงาน และ GDP ของประเทศในท้ายที่สุด
  3. เกิดต้นทุนภาษีซ้ำซ้อน (double taxation) สำหรับธุรกรรมการพัฒนาสินค้าตลาดทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะ ETF, Derivative Warrant และ Single Stock Futures ซึ่งอ้างอิงหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จึงต้องจ่ายภาษีขายทั้งตัวสินค้าที่ ผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็น บล. หรือ บลจ. ดูแล และเมื่อต้องขายหลักทรัพย์อ้างอิงในการสร้างสินค้าและดูแลสภาพคล่องของสินค้านั้นๆ การเก็บภาษีจะจำกัดการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน โอกาสของผู้ให้บริการ และ ขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในเวทีโลกได้
    ทั้งนี้ หากมีการจัดเก็บภาษี ควรยกเว้นให้แก่กลุ่มผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) และกลุ่มกองทุนรวม/กองทุนบำนาญ/กองทุนสวัสดิการต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการออมการลงทุนของประชาชนในวงกว้างและต่อการพัฒนาเชิงนวัตกรรมของตลาดหลักทรัพย์ในประเทศ
  4. การประกาศใช้ภาษีขายหุ้น ควรแจ้งล่วงหน้า ในช่วงเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมความพร้อมและปรับตัวทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้นและจากภาวะตลาดทุนและดัชนีหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนสูงมากในปีนี้ที่มีผลมาจากทั้งสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อสูง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ปัญหาโควิดที่ยืดเยื้อ และภาวะสงครามระหว่างประเทศที่กดดันอุปทานของสินค้าสำคัญต่างๆ

สุดท้ายนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ในการพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสมในเรื่องนี้ เพื่อการพัฒนาตลาดทุนและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้องรัฐกวาดล้าง “หมูลักลอบนำเข้า” ซุกห้องเย็นให้สิ้นซาก

0

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังมีขบวนการลักลอบนำเข้าหมูผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศไทย ผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งหมูลักลอบนำเข้าดังกล่าวมีความเสี่ยงเป็นพาหะนำเข้าโรคระบาดต่างๆ เข้ามาในประเทศไทย ที่สำคัญหากมีแหล่งที่มาจากประเทศที่ยังมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพคนไทย เพราะเป็นสารที่กรมปศุสัตว์ประกาศห้ามใช้แล้ว และขอให้ภาครัฐสุ่มตรวจเนื้อหมูแช่แข็งที่วางขายทั่วไป เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

“ขบวนการลักลอบนำเข้าหมูผิดกฎหมาย หวังฉวยประโยชน์ช่วงที่ราคาหมูในประเทศสูง เป็นการตัดโอกาสเกษตรกรรายย่อยและรายเล็กในการขายเนื้อหมูได้ในราคาสมเหตุสมผล ทั้งที่เพิ่งเริ่มนำหมูเข้าเลี้ยงในภาวะต้นทุนสูงขึ้นจากปัจจัยรอบด้านทั้งโรคระบาดและสงคราม ที่สำคัญเป็นภัยร้ายกับผู้บริโภคโดยตรงเพราะหลายประเทศในตะวันตกยังอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ได้”

นายสิทธิพันธ์ กล่าวว่า ขบวนการลักลอบนำเข้าหมู ใช้วิธีการสำแดงนำเข้าเป็นเท็จ ว่า เป็นสินค้าชนิดอื่นเพื่อส่งต่อให้ลูกค้า เช่น อาหารทะเลหรืออาหารสัตว์ และนำมาขายปะปนกับหมูไทยในตลาดสดซึ่งไม่สามารถแยกแยะได้ เสี่ยงทั้งโรคระบาดและสารเร่งเนื้อแดง ถือเป็นภัยร้ายทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง โดยช่วงที่ผ่านมากรมปศุสัตว์การตรวจพบหมูลักลอบนำเข้าในห้องเย็นในพื้นที่เดิมจังหวัดนครปฐมและราชบุรี

ทั้งนี้ เนื้อหมูและชิ้นส่วนนำเข้าผิดกฎหมายมาจากหลายแหล่ง อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมัน บราซิล อิตาลี เบลเยียม และเกาหลี โดยไม่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบโรคสัตว์ ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ของกรมปศุสัตว์ ไม่มีเอกสารใบอนุญาตนำเข้าและไม่มีหลักฐานแสดงแหล่งที่มา หากพบโรคในซากสัตว์ดังกล่าวจะเป็นการซ้ำเติมวิกฤตที่เกษตรกรกำลังเผชิญอยู่

“ทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาคเอกชน ในห่วงโซ่การเลี้ยงหมู ให้ความช่วยเหลือกันอย่างดีและให้ความร่วมมือภาครัฐอย่างเข้มแข็งในการป้องกันโรค ASF และพยายามผลักดันให้ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยกลับมาเลี้ยงหมูรอบใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรกลับเข้าสู่ระบบอย่างมั่นใจและรวดเร็ว แต่กลับมีขบวนการทำลายระบบการผลิตหมูที่พยายามผลิตหมูปลอดภัยให้คนไทยอย่างเพียงพอ” นายสิทธิพันธ์ กล่าวและเสริมว่า ปัจจุบันผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศให้ความร่วมมือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเป็นอย่างดี ในการรักษาระดับราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มที่ราคา 100 บาท/กิโลกรัม เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนได้บริโภคเนื้อหมูในราคาที่สมเหตุผล และเร่งเพิ่มผลผลิตเพื่อทดแทนส่วนที่หายไป 50% จากโรคระบาด ASF ให้มีเพียงพอต่อความต้องการ

สำหรับประเทศไทยไม่อนุญาตให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในกระบวนการเลี้ยงสัตว์อย่างเด็ดขาดตั้งแต่พ.ศ.2545 ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปี พ.ศ.2546 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

แม็คกรุ๊ป จับมือ ม.ศิลปากร ทำ MOU สนับสนุนวัสดุและอุปกรณ์การเรียนการสอน

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยะ โอฬารริกสุภัค ประธานเจ้าหน้าที่ด้านบัญชีและการเงิน บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ อาจารย์ ดร.ธนาทร เจียรกุล คณบดีคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สนับสนุนวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ ผ้ายีนส์ ด้าย ป้ายหนัง กระดุม รีเวท ซิป เป็นต้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาด้านการออกแบบ และสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย สร้างองค์ความรู้ด้านประสบการณ์ในการปฏิบัติการสร้างสรรค์ กระบวนการเทคนิค และเทคโนโลยีทางด้านนวัตกรรมการออกแบบ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถให้แก่คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาของ ม.ศิลปากร นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง สร้างความเข้มแข็งแก่อุตสาหกรรมด้านการออกแบบ ประดิษฐ์ และสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย พร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ระหว่าง 2 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565 ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

AIS ผนึก กรมควบคุมโรค โชว์ผลงาน 3 ปี หนุนงานอสม. ใช้ดิจิทัลยกระดับสาธารณสุข

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกในไทยผ่านการใช้แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ด้วยฟีเจอร์รายงานสำรวจลูกน้ำยุงลาย เพื่อให้ อสม.และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนำไปเป็นตัวช่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมาได้กลายเป็นหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกไทยมากกว่า 1 ร้อยล้านครั้ง ตอกย้ำการยกระดับรูปแบบการดูแลสุขภาพประชาชน รวมถึงสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านสาธารณสุขพื้นฐานอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

ดร.พญ.ฉันทนา ผดุงทศ ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กล่าวว่า “โรคไข้เลือดออก ถือเป็นปัญหาด้านสาธารณสุข ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยยังรวมไปถึงกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องด้วยอยู่ในภูมิภาคเขตร้อนชื้น ด้วยความสำคัญดังกล่าว 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงได้ลงมติร่วมกันให้ ทุกวันที่ 15 มิถุนายน ของทุกปีเป็น “วันไข้เลือดออกอาเซียน” ( ASEAN Dengue Day) เพื่อร่วมกันรณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดโรคไข้เลือดออกในวงกว้าง สำหรับในประเทศไทยโรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่ระบาดอย่างต่อเนื่องมากว่า 70 ปี  โดยสถานการณ์โรคไข้เลือดออกของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8มิถุนายน 2565 พบว่ามีผู้ป่วยสะสม 3,386 ราย ซึ่งเมื่อเทียบในช่วงเดียวกันกับในปี 2564 พบว่ายอดผู้ป่วยสะสมลดลง 21% โดยในช่วงที่มีการระบาดจะเริ่มต้นในช่วงฤดูฝนหรือตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งโรคไข้เลือดออกนี้มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ฉะนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย”

การดําเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคดังกล่าว ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญในการขับเคลื่อนงานให้ประสบความสําเร็จ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อสม. ซึ่งจะเป็นผู้นําในชุมชนให้ประชาชนดูแลตนเองและครอบครัวไม่ให้ป่วยด้วยโรคติดต่อนําโดยยุงลาย ซึ่งปัจจุบันเครื่องมือเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาเป็นปัจจัยสําคัญช่วยในการเพิ่มทักษะดิจิทัลด้านสุขภาพ (Digital Health) คือ แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ 

เดิมการทำงานจะเป็นการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลโดยใช้แบบฟอร์มกระดาษ ทำให้การนำข้อมูลมาปรับใช้เกิดความคลาดเคลื่อน แต่หลังจากนำเอาฟีเจอร์รายงานสำรวจลูกน้ำยุงลายในแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ มาปรับใช้ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของ อสม.เกิดความคล่องตัว สามารถเก็บข้อมูลการสำรวจลูกน้ำยุงลาย ทั้งจำนวนบ้าน ลูกน้ำ ภาชนะ รวมถึงค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายที่พบในชุมชนและในบ้าน เพื่อส่งต่อไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการสรุปผลและติดตามการแพร่ระบาดในพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้ใช้ประโยชน์ในการนําข้อมูลไปวิเคราะห์ร่วมกับจํานวนผู้ป่วยในพื้นที่ เพื่อคาดการณ์การเกิดการระบาดในพื้นที่ เพื่อแบ่งพื้นที่เสี่ยงสูง เสี่ยงปานกลาง และเสี่ยงต่ำ และนําไปใช้ในการเฝ้าระวัง ปัจจัยเสี่ยงต่ออการเกิดโรคติดต่อนําโดยยุงลายเพื่อแจ้งเตือนพื้นที่ และแจ้งเตือนประชาชนถึงพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค และในอนาคตทางกรมฯ ได้วางแผนที่จะใช้ข้อมูลผลสํารวจลูกน้ำยุงลายจากแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา เช่น ปริมาณน้ําฝน ความชื้น เป็นต้น เพื่อใช้ในการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงของโรคไข้เลือดออกที่แม่นยํามากขึ้น

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า เป้าหมายของบริษัทคือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะในด้านสาธารณสุข ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม พิสูจน์ได้จากแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ที่ในวันนี้กลายเป็นคลังความรู้ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่สำคัญที่ทาง อสม.ได้นำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ทั้งการให้ความรู้ในพื้นที่และเก็บข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะฟังก์ชันที่สำคัญอย่างรายงานสำรวจลูกน้ำยุงลาย เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังและช่วยลดการระบาดโรคไข้เลือดออกที่ได้ผลมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปี โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข AIS และทีม อสม.ยังคงเดินหน้าร่วมกัน ป้องกันการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

สำหรับฟีเจอร์รายงานสำรวจลูกน้ำยุงลายได้ถูกเพิ่มขึ้นบนแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ในปี 2562 โดยการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีครัวเรือนในประเทศไทยที่ได้รับการสำรวจลูกน้ำยุงลายและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์แล้วกว่า 5 ล้านหลังคาเรือน โดยได้การสำรวจลูกน้ำยุงลายไปแล้วมากกว่า 1 ร้อยล้านครั้ง โดยมีการให้คำแนะนำการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของบ้านให้ถูกสุขลักษณะ ทำให้สุขอนามัยของประชาชนดีขึ้น และเมื่อสภาพแวดล้อมชุมชนดีก็ทำให้สังคมดีไปด้วย อย่างไรก็ดีการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ยังก่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ด้านการบริหารจัดการข้อมูล โดยเฉพาะการนำข้อมูลจากการสำรวจลูกน้ำยุงลายในแอปฯ อสม.ออนไลน์มาวิเคราะห์ร่วมกันและจัดการการแพร่ระบาดในพื้นที่ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อดูข้อมูลสถิติผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจะเห็นได้ว่าอัตราผู้ป่วยลดลงอย่างต่อเนื่อง

“มิติความเหลื่อมล้ำในเรื่องของสาธารณสุข วันนี้เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่สำคัญให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่โดยเฉพาะในท้องถิ่น ซึ่งทาง AIS ยังคงยืนยันที่พร้อมจะทำงานกับบุคลากรทุกภาคส่วนที่ต้องทำงานในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อสม. ให้สามารถมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาช่วยให้ภารกิจดูแลสุขภาพคนไทย ก้าวเดินต่อไปอย่างดีที่สุด”

CPF สร้างคุณค่า “เปลือกไข่” เหลือจากกระบวนการผลิต ส่งต่อเกษตรกรใช้ทำปุ๋ย

0

ผู้สื่ิอข่าวรายงานว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ประกาศเป้าหมาย CPF 2030 Sustainability in Action ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน โดยหนึ่งในความมุ่งมั่น คือ การสร้างคุณค่าปราศจากขยะ กำหนดนโยบายการจัดการการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อาทิ นำเปลือกไข่ที่เหลือจากกระบวนการผลิต ไปใช้ประโยชน์ โดยส่งต่อให้เกษตรกรและชุมชน ทำปุ๋ยหมักเปลือกไข่ หรือ เป็นวัสดุที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน ซึ่งปัจจุบัน มีโรงงานของซีพีเอฟ ที่ทำโครงการสร้างคุณค่า จากเปลือกไข่บด คือ โรงงานแปรรูปไข่ไก่บ้านนา จังหวัดนครนายก และโรงฟักชัยภูมิ ธุรกิจไก่ปู่- ย่าพันธุ์เนื้อ จังหวัดชัยภูมิ

นางวรรณทนีย์ ชำนาญเศรษฐการณ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า โรงงานแปรรูปไข่บ้านนาของซีพีเอฟ ทำโครงการ” เปลือกไข่บด CP เพื่อเกษตรกรสู่สังคมยั่งยืน” โดยนำเปลือกไข่ไก่บดที่เหลือจากกระบวนการผลิต แจกจ่ายให้เกษตรกรรอบพื้นที่โรงงานและเกษตรกรรอบพื้นที่จังหวัดนครนายก ตั้งแต่ ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรที่เข้ามารับเปลือกไข่บดรวมประมาณ 6,300 ตัน ช่วยลดปริมาณเปลือกไข่ที่บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัด ตามแนวทางลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดในบ่อฝังกลบ (Waste to Landfill) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“โครงการเปลือกไข่บด ฯ เป็นโครงการที่เกิดผลเชิงบวกทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนำเปลือกไข่บดไปใช้เพื่อลดปริมาณปุ๋ยเคมีลงเป็นการลดค่าใช้จ่าย และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสม เช่น สวนส้มโอ ฝรั่ง มะม่วง และกระท้อน เป็นต้น ลดผลกระทบจากการทำการเกษตรซึ่งส่งผลต่อชุมชน หรือการใช้สารเคมีที่ส่งผลต่อสุขภาพเกษตรกร โดยหันมาใช้เปลือกไข่บดแทน รวมทั้ง ลดผลกระทบจากการทำการเกษตรที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ”

ทั้งนี้ ในปี 2564 มีการนำเปลือกไข่ไก่บดจากโรงงานแปรรูปไข่ไก่บ้านนา ไปใช้ปรับปรุงดินให้เกษตรกร ซึ่งลดปริมาณขยะที่นำไปกำจัดในบ่อฝังกลบได้มากกว่า 1,000 ตันต่อปี สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

นายจำรัส เพ็ชรตะคุ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจไก่ปู่-ย่าพันธุ์เนื้อ จังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ธุรกิจไก่ปู่-ย่าพันธุ์เนื้อ ทำ”โครงการปุ๋ยเปลือกไข่สู่ชุมชนและเกษตรกร” ช่วยลดของเสียที่ต้องนำไปสู่การฝังกลบ เปลี่ยนเป็นปุ๋ยที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบัน สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ 100 ตันต่อปี สามารถส่งต่อให้ชุมชนและเกษตรกรใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เกิดองค์ความรู้ใหม่ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกพืชในชุมชนรอบๆ หน่วยงาน จากการทดลองผสมมูลไก่ปู่-ย่าพันธุ์เนื้อ น้ำหมักชีวภาพ โดยใช้จุลินทรีย์กลุ่มที่ย่อยสลายอินทรีย์ เปลี่ยนเป็นธาตุอาหารของพืช และได้ส่งตัวอย่างตรวจผลทางห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผ่านเกณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ตามประกาศของกรมวิชาการเกษตร

“ ธุรกิจไก่ปู่-ย่าพันธุ์เนื้อ ศึกษา ค้นคว้า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ เพื่อเร่งการย่อยสลายให้สมบูรณ์เร็วขึ้น ทดแทนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการกำจัดซากสัตว์ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนเป็นการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ปัจจุบัน ได้ทำการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านซับรวงไทร จังหวัดชัยภูมิ และนำปุ๋ยไปใช้เพาะปลูกผักในศูนย์ ฯ ใช้กับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 10 แปลงของขาวไร่ รวมเป็นพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ บริเวณชุมชนรอบโรงฟักชัยภูมิ จากการสอบถามผู้ที่นำปุ๋ยเปลือกไข่เพื่อชุมชนและเกษตรกรไปใช้ พบว่าผลผลิตดีขึ้น ทำให้เกษตรกรขายผลผลิตมีรายได้มากขึ้น

ซีพีเอฟ ต่อยอดสร้างคุณค่าจากของที่เหลือในกระบวนการผลิต อาทิ เปลือกไข่ ให้สามารถนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและดูแลสิ่งแวดล้อม ตามกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน ด้านสังคมพึ่งตน และสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs ) ในการขจัดความยากจน รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รู้แล้วบอกต่อ ดอกเบี้ยสูง ไม่เสียภาษี กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 และ 11 ของธนาคารออมสิน

0

ธนาคารออมสิน” มีข่าวดีมาบอก!..ดอกเบี้ยสูง ฝากไม่ถึงปีได้ดอกเบี้ยแรง แถมยังไม่เสียภาษี กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 และ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 11

จุดเด่น

เก็บเงินไว้ใช้จ่ายทั่วไป เพื่อผลตอบแทนเพื่อเป็นหลักประกัน และเงินสำรองในอนาคต ให้ควบคุมการใช้เงินได้มากขึ้น อุ่นใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม กับบริการเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ ที่ยังคงเก็บออม และใช้จ่ายได้เมื่อต้องการ พร้อมยังได้รับผลตอบแทน ที่น่าพึงพอใจ บุคคลธรรมดาไม่หักภาษี

  • เก็บเงินไว้ใช้จ่ายทั่วไป
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • ถอนเงินเท่าใดก็ได้
  • คำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันจากยอดเงินฝาก

คุณสมบัติ

1. บุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป
2. นิติบุคคลทุกประเภท

?เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7

  • อัตราดอกเบี้ย 0.40% ต่อปี*
    (เทียบเท่าเงินฝากประจำ 0.47%ต่อปี)
  • จ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบ 7 เดือน
  • ไม่เสียภาษี**


เงื่อนไขการฝาก

  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลทุกประเภท ไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย
  • เมื่อฝากครบ 7 เดือนนับตั้งแต่วันที่ฝาก ธนาคารจะโอนยอดเงินฝากและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนที่ผู้ฝากแจ้งไว้
  • ใช้สมุดฝากเงินประเภทเผื่อเรียกพิเศษ 7 เล่มเดิมมาฝากเพิ่มได้

?เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 11

  • อัตราดอกเบี้ย 0.45% ต่อปี*
    (เทียบเท่าเงินฝากประจำ 0.52% ต่อปี)
  • จ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบ 11 เดือน
  • ไม่เสียภาษี**

เงื่อนไขการฝาก

  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลทุกประเภท ไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย
  • เมื่อฝากครบ 11 เดือนนับตั้งแต่วันที่ฝาก ธนาคารจะโอนยอดเงินฝากและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนที่ผู้ฝากแจ้งไว้
  • ใช้สมุดฝากเงินประเภทเผื่อเรียกพิเศษ 11 เล่มเดิมมาฝากเพิ่มได้

สมัครเลย ง่าย ๆ ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ระยะเวลาเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2565

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3xuSrqG

*บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร
**บุคคลธรรมดาไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย
?เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด?

AIS – กรุงไทย ต่อยอดคนละครึ่ง ใช้ เอไอเอส พอยท์ แลกรับส่วนลดเงินสดกับร้านค้าถุงเงินทั่วประเทศ

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า AIS ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย ผสานจุดแข็งร่วมกันเดินหน้าแบ่งเบาภาระของคนไทย และสนับสนุนร้านค้าถุงเงินที่อยู่ในระบบของธนาคารกรุงไทย ผ่านโครงการ “พอยท์เพย์” หวังกระตุ้นการใช้จ่ายหลังจบโครงการคนละครึ่งของภาครัฐ โดยให้ลูกค้า AIS สามารถใช้คะแนน AIS Points แลกรับส่วนลดเงินสดกับร้านค้าถุงเงินกว่า 400,000 ร้านค้าทั่วประเทศ

ทั้งนี้ AIS ทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่ ปี 2564 กับการเปิดตัวโครงการพอยท์เพย์ ที่เชื่อมต่อให้ร้านค้าถุงเงินที่อยู่ในระบบของธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นร้านค้ารายย่อย ร้านค้าริมทาง ร้านอาหาร ร้านค้าในตลาด ซึ่งมีมากกว่า 400,000 ร้าน มาเป็นแหล่งที่ลูกค้าเอไอเอส สามารถนำคะแนนสะสม AIS Points มาใช้ชำระค่าสินค้าได้ อันถือเป็นการสนับสนุนให้ทั้งร้านค้า และลูกค้าเอไอเอสไปพร้อมๆ กันในแง่ของการลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวัน โดยเฉพาะหมวดอาหาร อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายให้เกิดรายได้หมุนเวียนกับบรรดาร้านค้าถุงเงินทั่วประเทศ ทั้งนี้เชื่อว่า ด้วยความคุ้นชินของประชาชนในการใช้งาน application ผ่านมือถือจะทำให้เกิดความสะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงสิทธิพิเศษจากความร่วมมือนี้ได้เพิ่มมากขึ้น

นายปรัธนา กล่าวว่า “วันนี้เรามีลูกค้าที่อยู่ในโปรแกรม AIS Points กว่า 20 ล้านคน มีคะแนนสะสมของลูกค้ากว่า 2,600 ล้านคะแนน ที่พร้อมจะแปลงเป็นโอกาสของร้านค้าให้มีตัวช่วยในการดำเนินธุรกิจต่อไป ซึ่งเราเชื่อว่าศักยภาพของ AIS ในฐานะผู้นำด้านการให้บริการดิจิทัล จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือครั้งนี้กับธนาคารกรุงไทยในการกระตุ้นการใช้จ่ายของลูกค้า เพื่อเป็นพลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากระดับเส้นเลือดฝอยในทุกพื้นที่ของประเทศให้เกิดการเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

นายธวัชชัย ชีวานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริการสายงาน สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า โครงการ “พอยท์เพย์” เป็นการใช้จุดแข็งของธนาคารกรุงไทยด้านเทคโนโลยี ในการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มและช่องทางการรับชำระค่าสินค้าและค่าบริการมาต่อยอดให้ร้านค้าถุงเงิน รับชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลได้คล่องตัวขึ้น โดยสามารถใช้คะแนนสะสมของพันธมิตรชำระแทนเงินสดได้ ผนวกกับความแข็งแกร่งของ AIS ในฐานะผู้นำตลาดธุรกิจโทรคมนาคม มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าให้สามารถใช้เอไอเอส พอยท์ 2 คะแนน แทนเงินสดได้ 1 บาท แลกส่วนลดเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 400,000 ร้านค้า จาก 1.6 ล้าน ร้านค้าทั่วประเทศ

และอนาคตมีแผนขยายประเภทของร้านค้าถุงเงินให้หลากหลายขึ้น เช่น ร้านสะดวกซื้อ ที่พัก โรงแรม การขนส่ง เพื่อให้รองรับและครอบคลุมการใช้งานของลูกค้าได้ทั่วประเทศ สำหรับร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการพอยท์เพย์ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.th/พอยท์ช่วยจ่าย และ https://krungthai.com/th/content/personal/pointpay

ด้านตัวแทนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า “การเข้าร่วมเป็นร้านค้าถุงเงินในโครงการพอยท์เพย์ทำให้ร้านสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เป็นอีกตัวช่วยสำหรับร้านเล็กๆ อย่างเราให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่การจ่ายเงินที่ลูกค้าคุ้นเคย เพิ่มโอกาสให้ร้านสามารถขายของได้ง่ายขึ้น เพราะการมีโครงการพอยท์เพย์เข้ามา เหมือนช่วยลูกค้าให้มีทางเลือก ทั้งส่วนที่อยากใช้คะแนนเป็นส่วนลด หรือจะใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้เหมือนกับเรามีโปรโมชั่นดีๆ ให้ลูกค้า ซึ่งถือว่าช่วยเราได้มาก เพราะแม้จะจบโครงการคนละครึ่งไป แต่ก็ยังมีพอยท์เพย์เข้ามาเพิ่มเติมก็เป็นอีกตัวช่วยให้เราขายของได้ดีขึ้น”

เกษตรกร “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” เปิดบ้านต้อนรับหน่วยงานรัฐ เยี่ยมชมความสำเร็จ ถ่ายทอดองค์ความรู้สร้างชุมชนยั่งยืนแก่ชาวซีพีเอฟ

0

นายภักดี ไทยสยาม ประธานกรรมการ บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมคณะผู้บริหารและเกษตรกรหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ให้การต้อนรับ นพ.สุทธิพงษ์ อาจกมล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีมโหสถ พร้อมคณะผู้บริหารโรงพยาบาลศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ตลอดจนคณะผู้บริหารและเพื่อนพนักงาน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จากธุรกิจไก่เนื้อและเป็ดเนื้อ ธุรกิจสัตว์น้ำ ธุรกิจห้าดาวและธุรกิจฟู้ดคอร์ทและจัดเลี้ยง ธุรกิจการค้าในประเทศ และ หน่วยงานพัฒนาความยั่งยืน เข้าเยี่ยมชมความสำเร็จด้านการบริหารจัดการองค์กรและองค์ความรู้ชุมชน อาทิ โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน โครงการปลูกป่าเชิงนิเวศในชุมชนเฉลิมพระเกียรติรัชการที่ 9 โครงการไก่ไข่อินทรีย์ และโครงการผักอินทรีย์

“เกษตรกรหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาองค์กรและบุคลากรเพื่อความยั่งยืน ผ่านโครงการส่งเสริมด้านอาชีพ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกิจกรรมต่างๆที่ชาวชุมชนและชาวซีพีเอฟร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาในทุกๆด้านอย่างต่อเนื่อง เราเริ่มต้นจากอาชีพหลักคือการเลี้ยงสุกร ภายใต้การสนับสนุนของซีพีเอฟ มานานกว่า 45 ปี นับตั้งแต่ปี 2520 สู่การต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ที่หลากหลาย ตามความต้องการของเกษตรกร และสอดรับกับบริบทของชุมชน ควบคู่กับการสร้างความรักและผูกพันของเกษตรกรและลูกหลาน เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายภักดี กล่าว

จากการถอดบทเรียน ในการดำเนินโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของหมู่บ้านเกษตรกรกรรมหนองหว้า พบว่า โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน เป็นการบูรณาการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ จากการที่ทุกปีในช่วงที่เกิดภาวะแล้ง จะต้องซื้อน้ำสำหรับใช้ในการเลี้ยงสุกรและการอุปโภคบริโภค จึงเริ่มดำเนินโครงการฯในปี 2562 ด้วยการทำธนาคารในระบบเปิดและระบบปิด บนพื้นที่ 1,200 ไร่ สามารถแก้ปัญหาขาดน้ำในช่วงภัยแล้งได้ ไม่ต้องซื้อน้ำใช้อีก และธนาคารน้ำใต้ดิน หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เป็นหนึ่งในโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมาย CPF 2030 Sustainability in Action ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการคืนน้ำกลับสู่ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และแก้ไขบรรเทาปัญหาเรื่องน้ำให้กับคนในชุมชน สังคม และโลก อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับศูนย์เรียนรู้โครงการปลูกป่าเชิงนิเวศในชุมชนเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 เป็นโครงการที่ชาวหนองหว้าต้องการสร้างป่าให้ชุมชน ตามแนวทางของ ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ ผู้สร้างทฤษฎีปลูกป่าเลียนแบบระบบนิเวศตามธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติตามทั่วโลก โดยจัดให้พื้นที่ 14 ไร่ ภายในหมู่บ้านฯ ปลูกต้นไม้พืชพรรณและสมุนไพร 109 ชนิด มากกว่า 50,000 ต้น ในปีนี้ธุรกิจสุกรจะใช้สวนป่าแห่งนี้ ในการจัดอบรมให้ความรู้การวัดต้นไม้ให้กับพนักงาน CPF เพื่อขอรับรองผลการประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกโครงการ LESS ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) การดำเนินโครงการนี้ สนับสนุนเป้าหมาย CPF 2030 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ Net zero Carbon ด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย

โครงการไข่ไก่อินทรีย์ เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟและเกษตรกรที่ต้องการมีรายได้เสริม โดยซีพีเอฟได้ร่วมสนับสนุนด้านวิชาการในโครงการไข่ไก่อินทรีย์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตไข่ไก่ออร์แกนิค (Organic) ให้เกิดความสำเร็จ สามารถสร้างอาชีพเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระ (Free Range) สอดรับความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจอาหารปลอดภัยและคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ จากความใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ไข่ไก่สดหนองหว้า จึงได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และการรับรองรับรองระบบการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ (Layer Chicken and Chicken Egg Organic Production System Certification) จากกรมปศุสัตว์ ซึ่งถือเป็นการรับรองสูงสุดด้านเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์และการผลิตไข่ไก่อินทรีย์ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ “Organic Eggs หนองหว้า” ไข่ไก่ไข่ไก่ออร์แกนิคจากฝีมือเกษตรกร ได้ที่ Foodland TheMall Makro ตลาด อตก. และร้าน Golden Place สาขาฉะเชิงเทรา

ส่วนโครงการผักอินทรีย์ ซีพีเอฟได้มีส่วนในการร่วมพัฒนาเครือข่าย สนับสนุนด้านวิชาการและการตลาด สอดคล้องเป้าหมาย CPF 2030 ด้าน Social Impact การพัฒนาโครงการด้านการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับชุมชน และผู้บริโภคได้รับอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมี ปัจจุบันได้พัฒนาสู่ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” ถือเป็นกลุ่มผู้ปลูกผักอินทรีย์รายเดียวของฉะเชิงเทรา และยังมีคู่มือการปลูกผักอินทรีย์ของกลุ่มเอง ตลอดจนใช้ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems : PGS) ช่วยยืนยันในคุณภาพและมาตรฐานความเป็นอินทรีย์ของเกษตรกรและผลผลิต ปัจจุบันได้รับมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์ (Organic Thailand) และมีกรมวิชาการเกษตรช่วยสนับสนุนความรู้ต่างๆ นอกจากนี้ สวทช. ได้เข้ามาสนับสนุนเครื่องมือและองค์ความรู้ในการผลิตชีวภัณฑ์ต่างๆ ให้แก่กลุ่มเพื่อลดต้นทุนการผลิต และการใช้ชีวภัณฑ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งตรวจสอบรับรองคุณภาพการผลิตชีวภัณฑ์ เพื่อจำหน่ายในภาคตะวันออกต่อไป ขณะเดียวกัน งานพัฒนาที่ดินของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ประสานงานให้กลุ่มเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตผักอินทรีย์ให้กับเกษตรกรในอำเภออื่นๆเพื่อสร้างอาชีพ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต ทางกลุ่มใช้หลัก “ตลาดนำการผลิต” ทำให้เครือข่ายสมาชิกในกลุ่มทั้ง 9 ราย ที่กระจายอยู่ในพื้นที่อ.พนมสารคาม อ.แปลงยาว อ.บางคล้า อ.เมืองฉะเชิงเทรา สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตผักในพื้นที่รวม 70-80 ไร่ ได้อย่างต่อเนื่อง และมีรายได้ที่มั่นคงตลอดทั่งปี โดยมีตลาดรองรับผลผลิตคือ ศูนย์กระจายสินค้า ร้าน Golden Place บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์