Home Blog Page 314

รู้เก็บรู้ออม : ถล่มหนี้ให้ราบ!!

0

ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรับหน้าตาเว็บรูปแบบใหม่ บอกได้เลยว่า คุณนายพารวยจะค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องที่สนใจ ทำได้สะดวก และประหยัดเวลาขึ้นเยอะ แถมยังไม่พลาดเนื้อหา สาระหลายเรื่องที่อาจเคยหลุดรอดสายตา

เช่น บทความเรื่อง “เทคนิคกำจัดหนี้แบบหิมะถล่ม” ที่ว่าด้วยเรื่องเทคนิคการจัดการหนี้ อ่านแล้วน่าสนใจดี เลยอยากให้คนมีหนี้ทั้งหลายเข้าไปอ่าน เพื่อรู้เทคนิคจัดการหนี้ และมีแรงบันดาลใจในการปลดบ่วงหนี้หลายก้อนของตัวเอง

ส่วนใหญ่แล้ว คนที่มีหนี้หลายก้อนมักจะใช้วิธีปิดหนี้ด้วยการเคลียร์หนี้ก้อนที่เล็กที่สุดให้หมดก่อน ส่วนก้อนอื่นที่โตกว่า ก็จะใช้การจ่ายขั้นต่ำไป พอปิดหนี้ก้อนหนึ่งได้ ก็จะไล่มาปิดหนี้ก้อนที่โตขึ้นเป็นลำดับต่อไป ซึ่งในบทความนี้ บอกว่าวิธีนี้เป็นการมองแค่ตัวเลขหนี้อย่างเดียว แต่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ยของหนี้แต่ละก้อนเลยว่ามากน้อยอย่างไร บางทีหนี้ก้อนที่ยังเหลืออาจมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าหนี้ก้อนเล็กที่เราเลือกจะปิดก่อนก็ได้

ก็เลยมีการเสนอเทคนิคการจัดการหนี้อีกวิธีที่ดูว่าเหมาะกับคนประเภทมีหนี้สินหลายก้อน และแต่ละก้อนมีอัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน โดยล็อกเป้าเคลียร์หนี้ก้อนที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดเสียก่อน

เริ่มจากต้องหยุดสร้างหนี้ใหม่เป็นอย่างแรก แล้วมาสำรวจบรรดาหนี้ที่มีอยู่ ทำการไล่เรียงลำดับหนี้จากก้อนที่ดอกเบี้ยสูงไปหาต่ำ จากนั้นดูความสามารถในการจ่ายหนี้ของตัวเองว่าในแต่ละเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายและเงินสำรองแล้ว ตัวเองมีเงินเหลือเพื่อการจ่ายหนี้ได้เท่าไร

สมมติเรามีหนี้ติดตัวอยู่ 3 ก้อน ก้อนแรก หนี้ 30,000 บาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี ยอดชำระขั้นต่ำ 2,000 บาท, ก้อนที่สอง หนี้ 40,000 บาท ดอกเบี้ย 18% ต่อปี ยอดชำระขั้นต่ำ 4,000 บาท และก้อนสาม หนี้ 50,000 บาท ดอกเบี้ย 8% ต่อปี ยอดชำระขั้นต่ำ 3,000 บาท

หากเรามีความสามารถผ่อนจ่ายหนี้ได้ เดือนละ 10,000 บาท หักจ่ายขั้นต่ำของหนี้ทั้งสามก้อนแล้ว ก็ให้นำเงินส่วนที่เหลืออยู่ 1,000 บาท ไปโปะหนี้ก้อนที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน และเมื่อปิดหนี้ก้อนนี้หมดไป ก็เท่ากับว่าเราจะมีเงินสำหรับผ่อนจ่ายหนี้ต่อเดือนเหลือเพิ่มขึ้น ก็ให้นำมาโปะจ่ายหนี้ก้อนที่เหลือที่มีดอกเบี้ยสูงเป็นลำดับถัดมา ทำแบบเดียวกันนี้จนเคลียร์หนี้ให้หมดเป็นก้อนๆไป

เทคนิคนี้นอกจากจะร่นระยะเวลาการชำระหนี้ให้สั้นลง ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอัตราดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยนั้น คิดแบบทบต้น แต่ก็เหมาะกับคนที่เงินสดเหลือพอ มุ่งมั่นจะกำจัดหนี้ให้หมดจากชีวิตเร็วๆ จึงต้องมีวินัยอย่างมากที่จะ “ถล่มหนี้” ให้ราบคาบเหมือนหิมะถล่มจากยอดเขา

แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีไหน หากเราไม่หยุดสร้างหนี้ใหม่ ใช้เงินเกินตัว ไม่ออมเงิน ไม่วางแผนการเงินดีๆ ให้กับเองแล้ว คงเป็นเรื่องยากที่จะพาตัวเองโผล่พ้นจากหนี้สินที่กลายเป็นกองหิมะทับถมตัวเองได้เป็นแน่

สามารถเรียนรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคบริหารจัดการหนี้ การเก็บออม การลงทุน เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตได้ ผ่าน e–Learning ทางเว็บตลาดหลักทรัพย์ฯได้เลย.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้เก็บรู้ออม : เว็บตลาดหลักทรัพย์ฯ โฉมใหม่

0

แหล่งข้อมูลการเงินการลงทุนที่ “คุณนายพารวย” ใช้บริการอยู่บ๊อยบ่อย สำหรับค้นหาข้อมูลและข่าวสารต่างๆ คือ www.set.or.th เว็บของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เพราะเว็บนี้ เขารวบรวมข้อมูลสำคัญของตลาดทุนไทยไว้ครบครัน ทั้งข้อมูลการซื้อขาย ข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ผลิตภัณฑ์และบริการ กฎเกณฑ์ ความรู้ และงานวิจัยด้านตลาดทุน

เข้าไปใช้งานครั้งล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน คุณนายพารวยก็ต้องร้องว้าว เพราะตอนนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำการปรับโฉมเว็บใหม่ ทำให้หน้าเว็บใหม่ดีไซน์สดใสสบายตาขึ้นกว่าเดิม ฟังก์ชันการใช้งานก็ดูใช้งานได้ง่ายขึ้น การค้นหาข้อมูลทำได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม และนำเสนอเนื้อหาได้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ลงทุนบุคคล ผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนต่างประเทศ บริษัทจดทะเบียน และบริษัทสมาชิก ต่างสามารถเข้าใช้งาน และตอบสนองความต้องการได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

จากการทดลองใช้งานดู คุณนายพารวยใช้ทั้งมือถือ และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเข้าหน้าเว็บดู ก็พบว่ามีการปรับขนาดหน้าจอให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่ใช้งานด้วยนะ

และที่คุณนายพารวยถูกใจกว่าเก่าก็ตรงที่เว็บใหม่มีการจัดหมวดหมู่แสดงให้เป็นระเบียบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหมวดแสดงข้อมูลการซื้อขายหุ้น, บริการ, ความรู้และวิจัย เป็นต้น และเมื่อกดเลือกหัวข้อ หน้าเว็บก็จะแสดงหัวข้อย่อยของแต่ละหมวดที่สนใจให้เราเลือกเข้าไปดูได้ง่ายกว่าแบบเดิม

สำหรับคนที่ชอบค้นคว้าหาข้อมูลและความรู้เรื่องการเงินการลงทุนก็น่าจะถูกอกถูกใจเพราะยังครบเครื่องเหมือนเดิม แต่นำมาจัดเรียง แบ่งหมวดหมู่ให้ค้นหาเรื่องที่อยากรู้ได้ง่ายและช่วยประหยัดเวลามากขึ้น

ยิ่งตรงส่วนของการแสดงภาวะซื้อขายหุ้นรายวัน ก็มีการเปลี่ยนแปลงหน้าตา และปรับรูปแบบ เรียกได้ว่าดูดี สวยสะดุดตากว่าเดิมมากมาย

สำหรับคนที่ยังรู้สึกถนัดกับการใช้งานหน้าเว็บเดิม แต่ก็อยากลองของใหม่ด้วย ไม่ต้องเป็นห่วง เพื่อให้ไม่กระทบทั้งผู้ใช้ที่คุ้นชินกับเว็บเดิม และการมีประสบการณ์กับเว็บใหม่ ดังนั้น ในระยะแรกผู้ใช้งานยังสามารถเลือกใช้ได้ทั้งเว็บไซต์โฉมใหม่ และเว็บไซต์เดิม โดยสามารถกดเลือกตรงแถบ banner เพื่อสลับการใช้งานหน้าเว็บทั้งสองแบบได้

คุณนายพารวย อยากชวนให้นักลงทุน และผู้สนใจทั่วไปเข้ามาลองสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานเว็บตลาดหลักทรัพย์ฯโฉมใหม่ได้แล้ว แล้วจะรู้ว่าไฉไลกว่าเก่ายังไง

แต่ที่แน่นอน คือ ทำให้เรารู้จักตลาดหลักทรัพย์ฯในมุมมองที่ใหม่กว่าเดิม!

คุณนายพารวย

CPF นำพนักงาน ร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ-อนุรักษ์ธรรมชาติที่เขาพระยาเดินธง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กร ดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดกิจกรรม “Build Up Engagement Leadership” @เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี “เที่ยวทั้งที ทำดีได้ด้วย” ชวนพนักงานทำกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเรียนรู้การอนุรักษ์ธรรมชาติ นำทีมโดย นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์บก ในฐานะ ประธานยุทธศาสตร์รักษ์นิเวศ ซีพีเอฟ นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สายธุรกิจสุกร นายณฤกษ์ มางเขียว รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป และนายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนองค์กร ซีพีเอฟ

กิจกรรมในครั้งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศความอบอุ่นและสนุกสนาน พร้อมทั้งสอดแทรกความรู้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศ เริ่มที่ กิจกรรม ‘การปลูกป่า’ เรียนรู้วิธีการปลูกต้นไม้ที่ถูกต้อง โดยมีต้นกล้าหลากหลายพันธุ์ ได้แก่ ต้นจำปาป่า ประดู่ป่า เป็นต้น กิจกรรม ‘เพาะกล้าไม้และทำ Seed ball’ จากการผสมดินเหนียว ปุ๋ยหมัก หรือดินดำปลูกต้นไม้ที่ผสมปุ๋ยแล้วกับน้ำ ปั้นเป็นก้อนพอเหมาะ นำไปผึ่งแดดหรือลม ต่อด้วยกิจกรรม ‘การเดินป่า’ สำรวจแหล่งอาหารสัตว์ป่า ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับต้นไม้และพืชพรรณนานาชนิดที่อยู่บริเวณ 2 ข้างทาง โดยเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ชมจุดไฮไลท์และถ่ายภาพกับ ‘ต้นตะเคียนหิน’ ขนาด 2 คนโอบ มีอายุยาวนาน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมดำรงชีพในป่า ทำอาหารโดยใช้อุปกรณ์สำหรับออกภาคสนาม รวมทั้ง เรื่องเล่าเช้านี้จากชุมชน ร่วมพูดคุยถึงบทบาทของคนในชุมชน ในการมีส่วนร่วมฟื้นฟูธรรมชาติเขาพระยาเดินธง และปิดท้ายด้วย การยิง Seed ball ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมช่วยกันส่งต่อเมล็ดพันธุ์ดีๆ ให้เติบโตในป่าใหญ่อย่างสวยงาม

นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ในฐานะ ประธานยุทธศาสตร์รักษ์นิเวศ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งต้องพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ จึงตระหนักถึงการมีส่วมร่วมในอนุรักษ์และดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมปลูกฝังพนักงานในเรื่องนี้ ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืนด้าน “ดิน น้ำ ป่าคงอยู่” โดยจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเรียนรู้การอนุรักษ์ธรรมชาติ ปลูกป่าที่โครงการเขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้แก่โลก รวมทั้งการส่งเสริมให้พนักงานปลูกต้นไม้ในสวนที่บ้าน ที่พักอาศัย สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ด้าน นางสาวกมลทิพย์ สมัยสงฆ์ พนักงานจิตอาสา ซีพีเอฟ กล่าวว่า การร่วมกิจกรรมนี้ เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น รู้สึกดีใจและภูมิใจมากๆ ที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติแบบนี้ รวมถึงเรียนรู้การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อชุมชนและประเทศ

นายปิยวุฒิ เอกพิพัฒน์เวชกุล พนักงานจิตอาสา ซีพีเอฟ กล่าวว่า ส่วนตัวเป็นคนชื่นชอบการเดินป่า แต่การมาครั้งนี้ต่างจากทุกครั้ง นั่นคือ ได้สัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ พร้อมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้มาให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และหวงแหนสิ่งดีๆ เหล่านี้ และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานด้วยกัน การมาร่วมกิจกรรมนี้ถือว่า คุ้มค่ามากจริงๆ ใครที่ต้องการผ่อนคลายหรือชาร์ตแบตให้แก่ร่างกาย การเดินป่าศึกษาธรรมชาติเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก

สำหรับ กิจกรรม “Build Up Engagement Leadership” @เขาพระยาเดินธง เป็นส่วนหนึ่งของ ชมรม CPF ท่องเที่ยวจิตอาสา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 15 ชมรมของ CPF เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานกับองค์กร ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจ โดยชมรม CPF ท่องเที่ยวจิตอาสา ยังมีกิจกรรม เตรียมพร้อมให้พนักงานได้ร่วมสนุกอีกมากมาย อาทิ HIKING, CAMPING, SIGHSEEING ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ

ทิพยประกันภัย เปิดกว้างรับความหลากหลายและเท่าเทียม ผ่านกิจกรรม Siam Center The World of Freedom and Pride

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ดร.พลรัตน์ เอกโยคยะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานกลยุทธ์ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คุณสรัลธร อัศเวศน์ ผู้บริหารสายงานบริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, คุณ เรอโน เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย หรือ UNDP, คุณจิณณวัตร สิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเนริโอ จำกัด และพาร์ทเนอร์ ร่วมสนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียมกัน ในงานกิจกรรม Siam Center The World of Freedom and Pride ที่จัดขึ้นที่บริเวณ Freedom Space ชั้น G ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมไฮไลท์ Siam Center Ideaopolis “Freedom and pride talk” การเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ หัวข้อ FREEDOM AND PRIDE กับเหล่าคุณหมอเซเลบริตี้คนดัง มีกิจกรรมต่างๆมากมาย เช่น Pride Pop up, The Secret Theatre เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้มีการ ออกบูธ จากทิพยประกันภันภัย ซึ่งภายในบูธยังมีกิจกรรมมากมาย อาทิ PRIDE มั่น “แชะ แชร์ ช้อป” ที่ InsurVerse Capsule รับของที่ระลึก และส่วนลดต่างๆ โดยงานจัดขึ้นบริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ (ตรงข้ามร้าน on the table) ตั้งแต่ 15 มิ.ย. 65- 3 ก.ค. 65

ทิพยประกันภัย มีนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรและให้ความสำคัญมาโดยตลอดในเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมและความหลากหลาย ในหลายมิติ อาทิ อายุ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม ภาษา ทัศนคติ ทักษะความสามารถ หรือความสมบูรณ์ทางร่างกาย เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถ รวมถึงศักยภาพที่สร้างสรรค์ ออกมาได้อย่างเต็มที่ และอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างลงตัวและมีความสุขที่สุด

รู้ท้นปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ : รีไฟแนนซ์คืออะไร เขาทำยังไงกัน

0

#รู้ท้นปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ นักวางแผนการเงิน พามาทำความรู้จักกับการ “รีไฟแนนซ์”

รีไฟแนนซ์ ก็คือ การกู้สินเชื่อใหม่เพื่อมาจ่ายสินเชื่อเดิม โดยที่ให้เงื่อนไขที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ย, รูปแบบการคำนวณดอกเบี้ย, ระยะเวลาการผ่อน

แต่ก็ต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียม , มีค่าปรับจากการปิดสินเชื่อก่อนกำหนดหรือไม่ หากเปรียบเทียบแล้วคุ้มค่ากับการกู้สินเชื่อใหม่แล้ว จึงค่อยดำเนินการ

AIS ชวนคนไทยหยุดกลั่นแกล้ง ล้อเลียน ทางออนไลน์ ผ่านแคมเปญ “โปรดเรียกฉันด้วยชื่อฉัน”

0

รายงานว่า เปิดเผยว่า วันศุกร์ที่ 3 เดือนมิถุนายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์” หรือ Stop Cyberbullying Day บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS โดย AIS อุ่นใจ Cyber ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้าใจ รู้เท่าทัน ให้สามารถรับมือกับการระรานทางไซเบอร์ทุกรูปแบบ โดยในปีนี้ AIS อุ่นใจ Cyber ได้สะท้อนปัญหาการเรียกชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่ชื่อจริงของพวกเขา ด้วยคำล้อเลียน โดยเฉพาะการเรียกแทนกันบนโลกออนไลน์ในช่องทางโซเชียลต่างๆ ผ่านแคมเปญ Please Call Me By My Name “โปรดเรียกฉันด้วยชื่อฉัน” ชวนคนไทยให้ความสำคัญกับการเรียกชื่อจริง หยุดการกลั่นแกล้งด้วยคำพูดล้อเลียน

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “การใช้งานออนไลน์ที่สร้างสรรค์และปลอดภัย คืออีกหนึ่งเป้าหมายของ AIS อุ่นใจ Cyber ที่เรามุ่งส่งเสริมความฉลาดทางดิจิทัล ป้องกันภัยไซเบอร์ด้วยเครื่องมือดิจิทัล และที่สำคัญคือการสร้างความตระหนักถึงการใช้งานให้คนไทยตื่นตัวพร้อมรับมือกับภัยไซเบอร์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะกับปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ หรือ Cyberbully ที่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ในความเป็นจริงด้วยสาเหตุเพียงเล็กน้อยจากการล้อเล่น ก็อาจจะบานปลายไปสู่ปัญหาสังคมที่สร้างพื้นที่ความขัดแย้งเกลียดชัง สร้างบาดแผลให้กับเหยื่อไปตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้”

ยกตัวอย่างจากการเรียกชื่อเพื่อนด้วยคำอื่นที่สะท้อนถึง รูปร่าง สีผิว รสนิยมความชอบ อาทิ อ้วน ดำ ตุ๊ด กะเทย ซึ่งผู้เรียกอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้เป็นปัญหาจริงจัง แต่สำหรับคนที่ถูกเรียกด้วยชื่อเหล่านั้นพวกเขาไม่ได้สนุกและชื่นชอบด้วย ทำให้ในวัน Stop Cyberbullying Day ปีนี้ AIS อุ่นใจ Cyber หยิบเอาปัญหาดังกล่าวขึ้นมาสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการล้อเลียนบนออนไลน์ด้วยการเรียกชื่อที่ไม่ใช่ชื่อจริงว่า เป็นอีกหนึ่งในการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ที่สร้างปมในใจ ทำให้เกิดความอับอาย กระทบต่อการใช้ชีวิต และอาจถึงขั้นกระทบต่อปัญหาสุขภาพจิตไม่ว่าจะเป็น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล ผ่านแนวคิด Please Call Me By My Name “โปรดเรียกฉันด้วยชื่อฉัน”

“เราอยากใช้โอกาสในวัน Stop Cyberbullying Day ย้ำเตือนสังคมและคนไทยในฐานะแบรนด์ที่ส่งเสริมการใช้งานอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และสร้างสรรค์ ให้ผู้ใช้งานตระหนักถึงปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ในทุกรูปแบบ หยุดพฤติกรรมการเรียกชื่อคนรอบตัวด้วยคำล้อเลียน เรียกฉันด้วยชื่อฉัน เพื่อให้พื้นที่ในโลกไซเบอร์เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน”

OR ทุ่มพันล้าน เข้าถือหุ้นในบ. เค-เน็กซ์ คอร์ปฯ ขยายธุรกิจร้านสะดวกซัก

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าลงทุน บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้าแบบอุตสาหกรรม และกิจการร้านสะดวกซักภายใต้แบรนด์ “อ๊อตเทริ วอชแอนด์ดราย” ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 670 สาขา ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มเติมทั้งในและนอก พีทีที สเตชั่น สร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR เป็นประธานในการลงนามสัญญาจองซื้อหุ้นและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น ระหว่าง บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด หรือ Modulus ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR และ บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (KNX) โดยเข้าลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 40 ในวงเงินประมาณ 1,105 ล้านบาท โดยมี นายสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก OR และ นายกวิน นิทัศนจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางปริศฎาวรรณ นิทัศนจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ KNX ร่วมงาน

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่าง OR กับ เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของ OR ตามพันธกิจในการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป (All Lifestyles) เพื่อให้ OR เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทุกเพศ ทุกวัย และเพิ่มความหลากหลายทางธุรกิจให้กับเครือข่ายสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่มีอยู่กว่า 2,000 สาขา ตลอดจนเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจร่วมกันของทั้ง OR และ เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจของ OR ที่มุ่งเติบโตในแบบ Outside-In Growth โดยแสวงหาโอกาสการลงทุนในตลาดใหม่ ๆ ร่วมกับพันธมิตร เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการสินค้าและบริการที่ครบวงจรเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการส่งต่อโอกาสให้กับผู้ประกอบการให้เติบโตไปพร้อมกับ OR

นอกจากนี้ ทั้ง OR และ เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น ยังมีเป้าหมายที่สอดคล้องกันในการสร้างโอกาสให้กับผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ OR ในการ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” หรือ “Empowering All Toward Inclusive Growth ได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากการจ้างงานผู้สูงวัยและผู้ด้อยโอกาสให้ทำงานที่ร้าน Café Amazon for Chance ของ OR และด้าน เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น ก็มีโครงการจ้างงานผู้สูงอายุมาพับผ้าให้ลูกค้าที่นำผ้ามาซักอบที่ร้านอ๊อตเทริ วอชแอนด์ดราย และยังได้ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงาจัดกิจกรรมซักผ้าและอาบน้ำฟรีให้กับคนไร้บ้าน เป็นต้น

นายกวิน เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้ คือ “การนำวิสัยทัศน์ของ OR มาแสดงออกเป็นการกระทำ” กล่าวคือการให้โอกาส SME ไทยที่มีความพร้อม ศักยภาพ และ ความมุ่งมั่นตั้งใจจะพัฒนาองค์กรของตัวเองได้เติบโตร่วมกัน การที่ OR เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทครั้งนี้เป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกัน เปิดประตูให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจให้แก่ทั้งสองบริษัท โดยทาง เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น มีแผนที่จะขยายสาขาร้านสะดวกซักไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของ OR ทั้งในและนอก พีทีที สเตชั่น เพื่อทำให้ผู้คนได้การเข้าถึงบริการซักอบผ้าที่มีมาตรฐานสากล ในราคาประหยัด รวมไปถึงแผนการที่จะขยายไปต่างประเทศในอนาคต ทั้งนี้ อ๊อตเทริ วอชแอนด์ดราย เป็นร้านสะดวกซัก ที่ไม่ใช่แค่ร้านสะดวกซัก ดั่งวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ว่า Creating Healthy Lifestyle Community สร้างสรรค์สังคมที่มีสุขภาพดีโดยเริ่มต้นจากการสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด นอกเหนือจากการทำธุรกิจ เรามุ่งเน้นการทำประโยชน์เพื่อสังคม สร้างโอกาส และลดทอนความเลื่อมล้ำอีกด้วย

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุนให้ชนะเงินเฟ้อ!!

0

ผ่านวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ หลายท่านได้มีโอกาสท่องเที่ยว ได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ต่างจังหวัด ได้ชาร์จพลังบวก มีความสุขสนุกสนานชุ่มชื่น เบิกบานหัวใจกันแล้ว ก็ถึงเวลากลับมาคร่ำเคร่งทำงานหาเงินกันต่อ…

ในยุคข้าวยากหมากแพง ราคาสินค้า ค่าน้ำค่าไฟ ราคาน้ำมัน ข้าวราดแกงราคาพุ่งขึ้นเงินเก็บเงินออมก็เริ่มร่อยหรอ เพราะต้องนำออกมาใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์

ขณะที่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น (หลายคนรายได้ลดลงจากวิกฤติโควิด) แต่รายจ่ายในชีวิตประจำวันกลับสูงขึ้น จากข้าวของที่ราคาแพงขึ้น จนทำให้อัตราเงินเฟ้อที่เป็นดัชนีชี้วัด ว่าราคาสินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉลี่ยแพงขึ้นหรือสูงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ทำสถิติสูงขึ้นในรอบ 13 ปี ในเดือนมีนาคม 2565 โดยสูงขึ้นไปถึง 5.73% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY)

ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ถือเป็นภาระของประชาชนผู้บริโภคทุกคน!! เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากต้องควักเงินในกระเป๋ามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะเป็นปัญหาสำหรับผู้สูงอายุ ที่อาจมีเงินออมไม่พอกับรายจ่ายที่วางแผนไว้ หรือทำให้เงินออมหมดเร็วกว่าที่คาดการณ์!! จึงต้องประหยัดและอดออมมากขึ้น

ที่สำคัญเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ยังส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุน ทั้งผลตอบแทนที่อยู่ในรูปของดอกเบี้ยเงินฝาก ที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ) ลดลงหรือถึงขั้นติดลบได้ เนื่องจากดอกเบี้ยที่เราได้รับ จะนำไปใช้ซื้อของได้น้อยลง เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก 2% ขณะที่เงินเฟ้อหรือราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 1% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงหรือผลตอบแทนสุทธิที่ได้รับจริงๆจะอยู่ที่ 1%

แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน อยู่ที่ 0.40-1.25% ขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นมาที่ 5.7% นั่นหมายความว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงขณะนี้ติดลบอยู่มากกว่า 4% หรือมูลค่าของเงินที่ทิ้งไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารมีมูลค่าหรืออำนาจซื้อลดลง จากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั่นเอง!!

ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าเงินเฟ้อมากๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม ทองคำ หรือ อสังหาริมทรัพย์

และที่สำคัญ ปัจจุบันการลงทุนในธุรกิจดั้งเดิม อาจได้ผลตอบแทนไม่มากเพียงพอสำหรับการสร้างเงินก้อนเพื่อวัยเกษียณ เพราะธุรกิจดั้งเดิมอาจเติบโตไม่มาก เมื่อเทียบกับธุรกิจสมัยใหม่ ที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่ธุรกิจเติบโตสูงและมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

คนวัยทำงานอย่างเราๆ จึงจำเป็นต้องปรับแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ เพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่วนจะลงทุนอย่างไร หรือลงทุนอะไรบ้างนั้น…

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนไปฟัง SET in Trend ลงทุนทันเทรนด์ หัวข้อ เงินเฟ้อ “พุ่ง” ลงทุนอย่างไรให้ “รอด” ในวันเสาร์ที่ 23 เม.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 13.30-15.30 น. ชมสดทาง Facebook : SET Thailand ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

พบกับเหล่ากูรูในหัวข้อต่างๆ เช่น เงินเฟ้อแล้วไงเกี่ยวอะไรกับเรา และ “ลงทุนอย่างไรให้รอด ส่องหุ้นสู้เงินเฟ้อ” พร้อมหัวข้อ “ส่องกองทุนสู้เงินเฟ้อ” แล้วจะพบกับทุกคำตอบ ที่จะทำให้เงินของเราชนะเงินเฟ้อได้!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เอไอเอส ผนึก ดีป้า สร้างศูนย์กลางนวัตกรรมและทดสอบ 5G แห่งแรกที่ EEC พร้อมเปิดตัว AIS 5G NEXTGen Platform

0

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า เอไอเอส ประกาศความร่วมมือกับทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า สร้างศูนย์กลางนวัตกรรมและการทดสอบเทคโนโลยี 5G แห่งแรกในประเทศไทย AIS 5G NEXTGen Center ที่ Thailand Digital Valley บนพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึงเปิดตัว AIS 5G NEXTGen Platform สำหรับการพัฒนา 5G Use Cases แห่งแรกในประเทศไทย พร้อมกันนี้ยังได้ขยายผลการดำเนินงานผสานความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับโลก ทั้ง Singtel, NCS และ Siemens เพื่อนำเอาโซลูชันและบริการใหม่ๆ มาต่อยอดสู่การทรานส์ฟอร์มองค์กรทั้งภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐในอนาคตผ่านแนวคิด AIS 5G NEXTGen for Business โดยประกาศขึ้นภายในงาน Thailand 5G Summit 2022 หรืองานแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยี 5G ระดับประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างความสมบูรณ์ของ 5G Ecosystem ให้กับภาคธุรกิจไทยในอนาคต

“วันนี้ AIS ยังคงเดินหน้าวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะในด้านการทำงานกับภาคธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถทรานสฟอร์มองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเครื่องมือด้านดิจิทัลที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยศักยภาพของ AIS เป้าหมายในปีนี้เราพร้อมนำเอาโครงข่าย 5G ที่เราได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องเข้ามาทำงานกับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม  กลุ่มผู้ประกอบการ และภาครัฐ โดยหนึ่งในนั้นคือการทำงานร่วมกับ ดีป้า พัฒนา AIS 5G NEXTGen Center บนพื้นที่ EEC โดยเราได้นำเอาศักยภาพ 5G ที่ครอบคลุมแล้ว 100% มาเปิดโอกาสให้กลุ่มองค์กรธุรกิจเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการใช้ 5G ทั้งในแง่ของการเป็นศูนย์เรียนรู้ การทดสอบทดลอง สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ตลอดจนการร่วมพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสร้าง 5G Ecosystem ให้เกิดความสมบูรณ์ 

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า ดีป้า มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเทคโนโลยี 5G ขึ้นในประเทศไทย (Thailand 5G Alliance) ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ใชใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเป็นแนวทางในการนำนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาต่อยอดประยุกต์ใช้จริง ส่งผลดีต่อการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในการดำเนินงานที่สำคัญคือ การพัฒนาโครงการ Thailand Digital Valley ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ภายใน Thailand Digital Valley จะมีอาคาร TDV2 หรือ Digital Startup Knowledge Exchange Center พื้นที่กว่า 4,500 ตารางเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล สร้างเครือข่ายที่พร้อมต่อยอดธุรกิจดิจิทัล รองรับการอยู่อาศัยของเหล่านักพัฒนาและดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยให้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่รวบรวมบรรดาผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ (Startup Community) ไว้มากที่สุดในประเทศ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว AIS ได้เข้ามาพัฒนา AIS 5G NEXTGen Center หรือศูนย์กลางนวัตกรรมและทดสอบ 5G เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่ม Digital Tech สามารถทดสอบใช้บริการเครือข่าย AIS 5G อันจะนำไปสู่การต่อยอดการสร้างธุรกิจดิจิทัล หรือโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต”

นายธนพงษ์ กล่าวว่า “AIS ในฐานะผู้บริการด้านดิจิทัลแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีหลักที่สำคัญต่อการบริหารจัดการยุคนี้  ประกอบด้วย โซลูชันคลาวด์ (Cloud) บริการความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) บริการ IoT (Internet of Things) และบริการด้านไอซีทีโซลูชัน (ICT Solution) วันนี้เราได้เดินหน้าต่อยอดไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว 5G แพลตฟอร์ม และ MEC (Multi-access Edge Compute) แพลตฟอร์ม เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในชื่อ AIS 5G NEXTGen Platform ซึ่งจะทำให้การใช้งาน 5G application ต่างๆ สามารถทำได้ง่ายขึ้น, เร็วขึ้น, มีประสิทธิภาพและประหยัดกว่า เหมาะกับการใช้งาน 5G ที่ต้องการความหน่วงต่ำ, การตอบสนองรวดเร็ว, การเก็บรักษาข้อมูลภายในประเทศ, หรือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานที่สำคัญยิ่งยวด

  • AIS 5G NEXTGen Platform: จะรวบรวมการบริหารใช้งานทั้ง เครือข่าย 5G, ความสามารถของ Network Slicing, Edge Compute (MEC), ผู้ให้บริการ Cloud hyper-scalers ชั้นนำ, และ application ต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทำให้หน่วยงานธุรกิจและภาครัฐ, ผู้ให้บริการ application และ solution ต่างๆ, และ system integrators สามารถบูรณาการและให้บริการ 5G solutions ได้อย่างครบวงจร
    • ความสามารถในการบริหารจัดการและใช้งาน applications ต่างๆ ได้จากทุกที่ โดยลูกค้าสามารถใช้ AIS 5G NEXTGen Platform ในการใช้งาน applications บน 5G Private Network และ MEC ภายในพื้นที่ของตนเอง, หรือบน 5G Private Network และ MEC ที่ใช้ร่วมกันในพื้นที่, หรือบนผู้ให้บริการ Public Cloud ชั้นนำก็ได้ อีกทั้งยังสามารถใช้งานและบริหารในรูปแบบHybrid ข้ามระหว่าง Edge กับ Cloud โดยอาศัยความสามารถของ AIS 5G NEXTGen Platform 
    • End to End Visibility ที่ผู้ใช้งานสามารถติดตาม performance และ utilization ของ MEC infrastructure, MEC applications และ resources ต่างๆ ที่ถูกใช้ได้อย่างละเอียด ด้วยการใช้งานผ่าน analytics dashboard ภายใน AIS NEXTGen Platform ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมและติดตามการใช้งาน application ต่างๆ ได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
    • นอกจากนั้น ยังมี Enterprise Application Marketplace ที่ AIS ได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะนำ 5G applications มาให้บริการบน AIS 5G NEXTGen Platform อาทิ Metaverse, Video Analytics, AI Computer Vision, Quality Inspection, Drone, AR/VR, Robotics และอื่นๆ ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาและเลือก applications จาก marketplace เพื่อนำไปตอบโจทย์ทางธุรกิจ และใช้งานได้อย่างรวดเร็วบน Edge หรือ Cloud ผ่าน AIS 5G NEXTGen Platform ในทางกลับกัน ผู้ให้บริการ applications หรือ solutions ต่างๆ ก็สามารถให้บริการแก่ลูกค้ารายอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ด้วยการให้บริการบน platform โดยการ set up เพียงครั้งเดียว”

นายธนพงษ์ กล่าวว่า “AIS 5G NEXTGen Platform จะสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทดสอบ 5G ที่ AIS NEXTGen Center เพื่อสนับสนุนการพัฒนา 5G solutions โดยลูกค้า รวมถึงการร่วมพัฒนากันระหว่าง AIS กับลูกค้าหรือพันธมิตรต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นอกจากนี้ AIS มีการขยายความร่วมมือ 5G กับพันธมิตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันส่งมอบ solution ต่างๆ ที่ครบวงจร ให้แก่ลูกค้าภาครัฐและธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม วันนี้ AIS ได้ประกาศความร่วมมือใหม่เพิ่มเติมกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ได้แก่

  • Singtel: AIS และ Singtel ร่วมมือกันพัฒนาความสามารถของ 5G และ MEC platform อีกทั้งจะให้บริการเทคโนโลยีจากแต่ละประเทศ ไปสู่การใช้งาน applications บน MEC ได้ในระดับภูมิภาค ความร่วมมือนี้ยังรวมไปถึงการนำ 5G applications จากประเทศไทยไปสู่ตลาดในระดับภูมิภาค Asia Pacific
  • 5G Transformation Solutions with NCS. AIS ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ในการเป็นพันธมิตรกับ NCS Telco+ เพื่อร่วมกันสนับสนุนการให้บริการทางดิจิทัลพร้อมทั้งเสริมความสามารถให้กับผู้ประกอบการไทยสามารถทำ Digital Transformation ในอนาคต อันรวมถึงการนำ 5G Solutions ต่างๆ ที่พัฒนาโดย NCS อย่าง Robot, AR/VR, Open Video Analytics เข้ามาให้บริการในประเทศไทยอีกด้วย
  • Siemens Smart Manufacturing. AIS ผนึกความร่วมมือกับ Siemens ผู้นำนวัตกรรมเทคโนโลยี automation และ digitalization สำหรับอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก เพื่อให้บริการโซลูชัน 5G สำหรับอุตสาหกรรม อาทิ Industrial 5G, Digital Factory Solution, Cybersecurity for Industry และ Energy Management

“อย่างที่เคยเน้นย้ำมาโดยตลอด ในปีนี้เราพร้อมที่จะนำเอานำเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยให้สามารถทรานสฟอร์มองค์กรและมีเครื่องมือดิจิทัลที่พร้อมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ 5G มาร่วมขับเคลื่อน สร้าง 5G Ecosystem ให้เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจไทย ร่วมกันกับพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การการเสริมแกร่งให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน”

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ฯ เดินหน้า “โครงการพัฒนาอาชีพตำบลปากรอ” สร้างอาชีพให้เกษตรกร สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท สานต่อความสำเร็จ “โครงการพัฒนาอาชีพตำบลปากรอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา” ด้วยการนำ “ศาสตร์พระราชา” พัฒนาสู่ “สงขลาโมเดล” เพื่อขับเคลื่อนการดำรงชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการลดรายจ่าย สร้างรายได้ ส่งเสริมการออม ใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างชุมชนเข็มแข็งและยั่งยืน

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ ในฐานะกรรมการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาอาชีพตำบลปากรอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เกิดจากดำริของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่ต้องการแก้ปัญหาความยากจน เนื่องจากตำบลปากรอ มีสภาพพื้นที่ติดทะเลสาบสงขลา เกษตรกรประกอบอาชีพประมง มีพื้นที่ทำนาบางส่วน และอยู่ห่างจากอำเภอหาดใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจและท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ ส่งผลให้ราษฎรในพื้นที่ยากจนที่สุดในจังหวัด จึงให้ภาคราชการเป็นตัวหลักในโครงการพัฒนาด้านต่างๆ และระดมความร่วมมือจากภาคประชาชนและองค์กรเอกชน ดำเนินการตามแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง”

“มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพตำบลปากรอ จังหวัดสงขลา เพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาชุมชนที่มีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม และเป็นตัวอย่างในภาคใต้ตอนล่าง เน้น 3 แนวทางการพัฒนา อาชีพ การศึกษา และสุขภาพอนามัย โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพที่หลากหลายให้สอดคล้องกับภูมิสังคม เกิดเป็นอาชีพทดแทนการทำประมงในทะเลสาบสงขลา ควบคู่กับการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อระบบนิเวศที่ยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนการดำรงชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เน้นลดรายจ่าย สร้างรายได้ ส่งเสริมการออม และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า” นายจอมกิตติกล่าว

การดำเนินงานเริ่มจากการตั้งคณะทำงานระดับชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาตำบล โดยเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัด พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา มีองค์กรท้องถิ่นและชาวชุมชนร่วมกันขับเคลื่อน พร้อมสร้างกระบวนการเรียนรู้ สนับสนุนปัจจัยการผลิต ยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการพัฒนากลุ่มในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน เพื่อการพึ่งพาตนเอง โดยชุมชนเพื่อชุมชน ปัจจุบันโครงการปากรอฯ มีการดำเนินกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งตลาดชุมชนออนไลน์ วิสาหกิจชุมชน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยวชุมชน เยาวชนมัคคุเทศก์น้อย ผู้สูงอายุปันสุขบ้านน่าอยู่ ปลูกไม้เศรษฐกิจ ปลูกป่าชายเลน ปุ๋ยชีวภาพชุมชน และเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ สู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ พึ่งพาตนเอง มีความเข้มแข็ง และสุขพอเพียง

“โครงการปากรอฯ มุ่งเน้นการนำ “ศาสตร์พระราชา สู่สงขลาโมเดล” มาดำเนินการอย่าง ด้วยเป้าหมาย “สร้าง 4 ดี” คือ 1. คนดี ทั้ง เยาวชน เกษตรกรและผู้สูงอายุ 2. พลเมืองดี ด้วยการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ การทำจิตอาสาพระราชทาน และขับเคลื่อนคุณค่าทางสังคม 3. อาชีพดี ด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนตลาดชุมชนและออนไลน์ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน และ 4. สิ่งแวดล้อมดี ด้วยการสร้างฟาร์มทะเลชุมชน การปลูกไผ่ และผลิตปุ๋ยไส้เดือนชุมชน โดยการสร้างต้นแบบกลุ่มอาชีพในแต่ละด้าน ด้านละ 50 คน เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ สะท้อนการตอบแทนคุณแผ่นดิน”

สำหรับการสร้างกลุ่มอาชีพ 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มตาลโตนด จำนวนเกษตรกร 50 ราย เกษตรกรได้รับการพัฒนาบุคลิกภาพชีวิตโดยน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ 2. กลุ่มทำนาข้าวอินทรีย์ เกษตรกร 50 ราย สามารถลดต้นทุนการผลิตและยกระดับสู่การทำนาอินทรีย์ 3. กลุ่มเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกร 50 ราย ผลิตเพื่อบริโภคเองในครัวเรื่อนและจำหน่ายในชุมชน 4. กลุ่มเกษตรผสมผสาน เกษตรกร 40 ราย ปลูกพืชที่หลากหลายทั้งไม้ผล พืชผัก และเลี้ยงสัตว์ 5. กลุ่มแปรรูปผลผลิตการเกษตร เกษตรกร 50 ราย สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยมี 4 แนวทางการขับเคลื่อนโครงการอาชีพ ได้แก่ 1. รับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2. สร้างกระบวนการเรียนรู้และเกษตรกรร่วมวางแผนการพัฒนาตนเองตามแนวทางเศรฐกิจพอเพียง 3. ดำเนินการพัฒนาตามแผนงานที่กำหนดไว้ ได้แก่ การจัดการด้านการผลิต ด้านการพัฒนาลดรายจ่าย/ลดต้นทุนการผลิต การจัดการด้านการตลาด ครการแปรรูป การบันทึกข้อมูลบัญชีครัวเรือน และ 4. การสนับสนุนปัจจัยการผลิตและการแปรรูป