Home Blog Page 313

CPF ชูหลัก 3Rs บริหารจัดการน้ำตลอดห่วงโซ่การผลิต

0

นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการธุรกิจสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ซึ่งต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำตลอดห่วงโซ่การผลิต จึงตระหนักอย่างยิ่งถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า โดยยึดหลักการ 3Rs คือ ‘Reduce’ ลดปริมาณการใช้น้ำ ‘Recycle’ นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ โดยผ่านกระบวนการบำบัดแล้ว ‘Reuse’ นำน้ำมาใช้ซ้ำ กลับมาใช้ในกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตในธุรกิจอาหารสัตว์บก เช่น รดน้ำต้นไม้ ล้างพื้นถนน เป็นต้น นอกจากนี้ โครงการไบโอแก๊สในฟาร์มสุกร สามารถนำน้ำที่ผ่านการบำบัดจนได้ค่ามาตรฐาน แบ่งปันให้แก่ชุมชนรอบฟาร์มเพื่อใช้ในการเกษตร เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ยูคาลิปตัส ฯลฯ

สิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ

และยังให้ความสำคัญกับเรื่องของการสำรองน้ำ ‘Reserve’ ซึ่งบริษัทดำเนินโครงการที่สำคัญ อาทิ โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลุ่มน้ำป่าสัก ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ภายใต้โครงการ ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง

นอกจากนี้ จากการที่บริษัทฯนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เพื่อให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์ม และโรงงานแปรรูปอาหาร อาทิ การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตในโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ ด้วยการนำระบบลมเย็น (Air Chill) มาใช้แทนการใช้น้ำเย็น (Water Chill) เพื่อลดอุณหภูมิไก่ ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำลงประมาณ ร้อยละ 15 เทียบกับการผลิตเดิม การใช้ระบบกรองน้ำแบบ UF กับโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ เพื่อใช้กรองน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้ว หมุนเวียนกลับมาใช้ในระบบทำความเย็น เป็นต้น

จากความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการน้ำตลอดห่วงโซ่การผลิต ทำให้ในปี 2564 ซีพีเอฟสามารถลดปริมาณการดึงน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตได้เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยลดปริมาณการดึงน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตลงได้ร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2558 จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2568 ที่จะลดการนำน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตลง ร้อยละ 30 นอกจากนี้ ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ซ้ำและใช้ใหม่ ร้อยละ 44 ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด ทำให้ในปีที่ผ่านมา มีปริมาณการดึงน้ำมาใช้ต่อตันผลผลิตลดลงจากจาก 17.3 ลูกบาศก์เมตรต่อตัน ลงเหลือ 15.28 ลูกบาศก์เมตรต่อตัน

“บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs)” นายสิริพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากที่บริษัทฯให้ความสำคัญและตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน จึงได้ร่วมเป็นเจ้าภาพสนับสนุนการจัดงานสัมมนานานาชาติ “Water And Waste Management International Conference & Expo Thailand : Water for Life” ที่จัดโดย โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยในงานนี้ ซีพีเอฟได้ร่วมจัดนิทรรศการกระบวนการดำเนินงานในรูปแบบธุรกิจสีเขียว (Green Business) และการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อบริหารจัดการน้ำในทุกกระบวนการ การบำบัดน้ำเสียด้วยระบบการหมักก๊าซชีวภาพ (BIOGAS) 100% คำนึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่าสูงสุดตลอดกระบวนการผลิต ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งชาวไทยและต่างประเทศเป็นอย่างมาก

TIPH แรงไม่หยุด ทะยานเข้า SET100 เพิ่มโอกาสนักลงทุนสถาบันถือหุ้นเพิ่ม

0

TIPH แกร่งตามคาด ! ล่าสุดวันที่ 20 มิ.ย. 2565 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ประกาศให้หุ้นของบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH เป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ได้รับการบรรจุเข้าคำนวณในดัชนี SET100 ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 (1 ก.ค. – 31 ธ.ค. 2565) โดยมีผลหลังปิดตลาดฯ วันที่ 30 มิ.ย. 2565 ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์การลงทุนจากหลายสำนักประเมินไว้ก่อนหน้านี้ หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอบรับแผนการดำเนินธุรกิจที่จะเกิดขึ้นภายหลังการปรับโครงสร้างฯ ด้าน ดร.สมพร ระบุการที่หุ้นของ TIPH ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET100 ในครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเพิ่มโอกาสให้กลุ่มผู้ถือหุ้นของ TIPH ที่เป็นนักลงทุนสถาบันมีสัดส่วนมากขึ้น

ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศผลการคัดเลือกให้หุ้น TIPH เป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนี SET100 ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบัน TIPH ได้ขึ้นมาเป็น 1 ใน 100 ของบริษัทที่มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดของตลาดหุ้นไทยแล้ว รวมถึงยังแสดงให้เห็นถึงสภาพคล่องในการซื้อขาย (Liquidity) ที่สูงอย่างสม่ำเสมอ และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ผ่านเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจของนักลงทุน ที่มีต่อปัจจัยพื้นฐาน และแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ”

ทั้งนี้ถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ภายหลังการปรับโครงสร้างฯ ที่หุ้น TIPH ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่การคำนวณในดัชนีสำคัญทั้งในระดับสากล และในประเทศไทย โดยที่ก่อนหน้านี้หุ้น TIPH ได้ถูกบรรจุเข้าสู่การคำนวณดัชนี MSCI Global Small Cap ในระดับสากล และดัชนี FTSE SET Mid-Cap Index ของประเทศไทยมาแล้ว

“ผมมีความเชื่อมั่นว่าการเข้าคำนวณในดัชนี SET100 ของหุ้น TIPH ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนแล้ว จะทำให้หุ้น TIPH เข้าไปอยู่ในความสนใจจากนักลงทุนสถาบันในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่ก่อนหน้านี้อาจมีข้อจำกัดที่จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET100 เท่านั้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผู้ถือหุ้นในกลุ่มที่เป็นนักลงทุนสถาบันมากขึ้น จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในภาพรวม และในระยะยาวด้วย” ดร. สมพร กล่าวทิ้งท้าย

AIS จับมือ ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ปักหมุดพื้นที่เรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพดิจิทัล

0

นายมหัณณพ อภินันทนพงศ์ หัวหน้างานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า AIS และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ ในการนำขีดความสามารถขององค์กร ทักษะความเชี่ยวชาญของบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างโครงข่ายอัจฉริยะ AIS 5G เข้ามาเชื่อมต่อ ส่งเสริมการเรียนรู้ การศึกษาวิจัยของนักศึกษาและบุคลากร เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านดิจิทัลเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ของการทำงานด้านนวัตกรรมแห่งใหม่ของภาคอีสาน ที่จะทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัลถูกนำมาทดสอบจริงบนโครงข่าย AIS 5G จนนำไปสู่การสร้างบริการดิจิทัลเซอร์วิสที่สามารถให้บริการได้ในเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต

“AIS มีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยี 5G มาพัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์ดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทุกภาคส่วนในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการศึกษา ที่นับว่าเป็นรากฐานสำคัญต่อการเติบโตของประเทศในอนาคต จึงทำให้ที่ผ่านมา AIS ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศเพื่อเป็นการส่งต่อองค์ความรู้ และนำศักยภาพด้านดิจิทัลเทคโนโลยีของเราขยายผลให้เกิดการต่อยอดจากผลงานหรืองานวิจัยของบรรดานักศึกษาและบุคลากร และครั้งนี้เราได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่มี 5 วิทยาเขตกระจายอยู่ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้สร้างสรรค์ด้านเทคโนโลยี บ่มเพาะขีดความสามารถของนักศึกษา บุคลากรของมหาวิทยาลัยให้มีทักษะและลงมือทำจริงกับทีมงานของ AIS ที่พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ณรงค์ศักดิ์ ธรรมโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า การทำความร่วมมือกับบริษัท AIS ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมวิจัย งานบริการวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอน การจัดการสารสนเทศองค์กร รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของทั้งบุคลากรและนักศึกษา ทั้งยังส่งเสริมด้านการฝึกงานฝึกสหกิจศึกษาของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคงอีสานอีกด้วย

ซีพีเอฟ ฟิตสุขภาพการเงินให้คู่ค้า SMEs ขยายเวลาโครงการ “เครดิตเทอม 30 วัน” ถึงสิ้นปี 65

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าขยายเวลาโครงการ Faster Payment เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินคู่ค้า SMEs ผ่านกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (เครดิตเทอม) ภายใน 30 วัน เดินหน้าหนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินพร้อมติวเข้มทักษะรองรับความท้าทายใหม่ ร่วมสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทย

นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ได้ขยายเวลาโครงการ Faster Payment ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (เครดิตเทอม) ภายใน 30 วัน แก่คู่ค้าเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) จนถึงสิ้นปี 2565 นี้ ช่วยสนับสนุนให้คู่ค้าเอสเอ็มอีมีสุขภาพการเงินที่แข็งแรง สามารถดำเนินธุรกิจในสภาวะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก และมีความเชื่อมั่นในการลงทุนเพิ่มเติม และปรับตัวรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ได้ ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารสามารถเดินหน้าได้โดยไม่หยุดชะงักหรือสะดุดลง

“การดำเนินโครงการให้เครดิตเทอม 30 วันแก่คู่ค้าเอสเอ็มอีติดต่อกันมาเป็นเวลา 21 เดือน ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมไทย สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และเป็นกำลังสำคัญสนับสนุนให้ซีพีเอฟสามารถผลิตอาหารได้อย่างต่อเนื่อง ร่วมสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทย”

ซีพีเอฟ ได้ดำเนินโครงการ Faster Payment มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (เดือนมิถุนายน 2565) รวมเป็นเวลา 21 เดือนแล้ว ได้มีส่วนช่วยเหลือคู่ค้าเอสเอ็มอีของซีพีเอฟจำนวนกว่า 6,000 รายมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี มีกำลังใการนรักษากิจการและการจ้างงานไว้ได้ จนสามารถก้าวข้ามวิกฤตจากการแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ จนกระทั่งฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

และยังได้สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพคู่ค้าเอสเอ็มอีในการดำเนินธุรกิจ ช่วยยกระดับการทำงานของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ซึ่งสร้างโอกาสเติบโตทางการตลาด การขยายช่องทาง พัฒนาสินค้า และเป็นที่ยอมรับของลูกค้ารายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

รวมหนี้ไว้ที่เดียวด้วย “สินเชื่อไทรทองส่วนบุคคล” โดยธนาคารออมสิน ช่วยลูกค้าใช้ชีวิตได้เต็มที่

0

ธนาคารออมสินให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้เต็มที่ยิ่งขึ้น โดยรวมทุกภาระหนี้มาไว้ที่เดียวด้วยสินเชื่อไทรทองส่วนบุคคล สินเชื่อที่รองรับความต้องการทุกประเภท ไม่ว่าจะท่องเที่ยว ซื้อรถ ใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล หรืออื่น ๆ

จุดเด่น

  • เพื่อการอุปโภคบริโภค
  • เพื่อไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น (ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการอุปโภคบริโภค)
  • เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ ที่ไม่ใช่ในการลงทุนเพื่อการประกอบธุรกิจ
  • เพื่อนำไปชำระหนี้จากสถาบันการเงินอื่น ที่มีสถานะบัญชีปกติ หรือ หนี้อื่นที่มีหลักฐานชัดเจน

✅️ วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท
✅️ ผ่อนนานสูงสุด 25 ปี
✅️ ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันได้

คุณสมบัติผู้กู้

  1. เป็นบุคคลที่มีอาชีพและรายได้แน่นอน
  2. มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 65 ปี
  3. การกู้เงินแบบไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) มีหลักเกณฑ์เพิ่มเติม ดังนี้
  • 3.1 กรณีเป็นผู้มีรายได้ประจำ ต้องมีเงินเดือนต่อเดือนตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป และมีอายุงานในที่ทำงานปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 1 ปี
  • 3.2 กรณีเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเจ้าของกิจการ ต้องมีรายได้รวมขั้นต่ำต่อเดือน ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป และมีอายุการทำงาน หรือดำเนินกิจการในปัจจุบันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี

หลักประกัน

กรณีใช้บุคคลค้ำประกัน

  • (1) มีอายุครบ 25 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้ค้ำประกันกับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ ต้องไม่เกิน 60 ปี
  • (2) มีถิ่นที่อยู่แน่นอนสามารถติดต่อได้
  • (3) มีเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
    • • เป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 18,000 บาทขึ้นไป
    • • เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานองค์กรของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 25,000 บาท ขึ้นไป
    • • เป็นพนักงานผู้มีรายได้ประจำของบริษัทเอกชนที่มีความมั่นคงและมีเงินเดือนตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป
    • • เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่าเดือนละ 30,000 บาทขึ้นไป

กรณีใช้ที่ดิน หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุด หรือที่สวน ที่ไร่ ที่นา มีหลักเกณฑ์ดังนี้

  • (1) เป็นของผู้กู้หรือบุคคลอื่น
  • (2) ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีความเจริญ มีไฟฟ้า สาธารณูปโภคอื่นๆตามความจำเป็น และมีทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งรถยนต์ผ่านเข้า-ออกได้สะดวก
  • (3) กรณีหลักประกันที่เป็นที่ดิน หรือที่สวน ที่ไร่ ที่นา ต้องไม่มีลักษณะเป็นที่รกร้างว่างเปล่า

สมัครเลยง่ายๆ >> https://bit.ly/3N6aQ2U
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> https://bit.ly/3O0uWgp

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

รู้เก็บรู้ออม : INVESTORY โฉมใหม่ สนุกได้ความรู้

0

“คุณนายพารวย” มีข่าวดีมาแจ้งนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเกมสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน เพราะตอนนี้ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน หรือ INVESTORY ได้มีการปรับโฉมใหม่ และกลับมาเปิดบริการให้ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 65 ที่ผ่านมา

การกลับมาครั้งนี้ ต้องปังต้องแจ่มแจ๋วกว่าเดิม เพราะเนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 5 ของการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าบ้าน ได้ปรับปรุง เปลี่ยนลุคให้พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนสถานที่ให้ดูสดใส และทันสมัยขึ้น ตลอดจนการใช้สื่อการเรียนรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสร้างประสบการณ์ใหม่ ทำให้ผู้ชมสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจกับเนื้อหาความรู้เรื่องการลงทุนต่างๆได้ง่ายและสะดวก และยังได้ปรับปรุงเติมความสมบูรณ์ของเนื้อหาความรู้ให้ครบถ้วน ครอบคลุม สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงและทันกับเหตุการณ์ปัจจุบัน!!

พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับปรุงชุดนิทรรศการ ทั้งนิทรรศการถาวรและนิทรรศการชุดพิเศษ ภายใต้แนวคิด สร้างแรงบันดาลใจสู่การลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Inspire to Invest for Sustainability) เพิ่มเติมเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ

ผู้เข้าชมจะได้พบกับนิทรรศการชุดพิเศษ นครหุ้นยั่งยืน หรือ INVESTOPIA ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยนำเสนอบทบาทของผู้ลงทุนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) แบ่งออกเป็น 4 โซนย่อย โซนความเสี่ยงด้านความยั่งยืน, โซนกลไกธุรกิจยั่งยืน, โซนพลังของผู้ลงทุนที่มีความรับผิดชอบ และโซนพิชิตการลงทุนเพื่อโลกที่ยั่งยืน

เมื่อได้ทำความเข้าใจ และรู้จักกับธุรกิจ หรือ “หุ้นยั่งยืน” กันแล้ว ยังจะมีโอกาสได้ทดลองลงทุนในหุ้นยั่งยืน โดยอาศัยข้อมูลจริงในโปรแกรม Settrade Streaming มาทดลองสร้างพอร์ตหุ้นของตัวเองดูว่าการลงทุนในหุ้นยั่งยืนสามารถที่จะให้ผลตอบแทนที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มค่าต่อการลงทุน และการรักษาประโยชน์ต่อส่วนรวม ควบคู่กันไป

“คุณนายพารวย” อยากชวนให้ใครที่มีเวลาว่าง หรือกำลังสนใจเรื่องการลงทุน ลองมาสัมผัสประสบการณ์เที่ยวพิพิธภัณฑ์ พร้อมเรียนรู้ไปกับ แหล่งเรียนรู้ด้านการวางแผนการเงินและการลงทุนแห่งแรกของประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดินของอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บนถนนรัชดาภิเษก เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 09.30- 17.00 น. เข้าชมได้วันละ 4 รอบ รอบละ 20 คน รอบที่หนึ่ง 09.30-11.00 น. รอบที่สอง 11.30-13.00 น. รอบที่สาม 13.30-15.00 น. และรอบสุดท้าย 15.30-17.00 น. โทร.สอบถามเพิ่มเติม หรือจองรอบล่วงหน้าได้ที่ 0-2009-9000 ต่อ 3566 หรืออีเมล [email protected]

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเที่ยว INVESTORY แบบเสมือนจริงกันแล้ว ครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะได้สัมผัสประสบการณ์จริง ขอแนะนำวิธีเดินทาง ให้มาด้วยบริการขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้า MRT ลงสถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ แล้วใช้ทางออกหมายเลข 3 จะสะดวกที่สุด

รับรองค่ะว่า ทุกท่านจะได้เรียนรู้การลงทุนกันอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้นแน่นอน!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 18

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นประธานเปิดงาน “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 18 ” จัดโดย บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และองค์กรภาคี ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักโครงการและจัดการความรู้ (OKMD) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย และมูลนิธิธรรมดี โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้านการทำเกษตรกรรม เป็นการนำคณะครูอาจารย์ที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วประเทศลงพื้นที่ร่วมประสบการณ์ทำการเกษตรปลูกข้าวทำนา พร้อมร่วมอนุรักษ์กระบือไทย ส่งเสริมประเพณีการสู่ขวัญควายที่มีมาแต่โบราณ ร่วมไถ่ชีวิตกระบือรวม 24 ชีวิต

หนึ่งในนั้นเป็นกระบือเผือก เพศผู้ลักษณะดี จึงได้ยื่นเรื่องเสนอทูลเกล้าฯถวายเป็นกระบือทรงเลี้ยง ณ โครงการโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สระแก้ว หนึ่งในโครงการที่ได้ถูกคัดเลือกอยู่ในหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา โดยศูนย์คุณธรรมร่วมกับองค์กรภาคี จัดทำสรุป 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ จังหวัดสระแก้ว เกิดขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกกระบือให้สามารถไถนาและทำงานด้านเกษตรกรรมและสอนผู้ที่ต้องการใช้กระบือทำการเกษตรให้สามารถทำงานร่วมกับกระบือได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดูแลกระบือให้มีสุขภาพแข็งแรง และยังเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบพื้นบ้านที่เรียบง่ายและการใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ กาสรแปลว่าควายหรือกระบือ ส่วนกสิวิทย์คือความรู้สำหรับการกสิกรรม เกษตรกรและผู้ที่เข้ามาศึกษาหาความรู้ในโรงเรียน สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อม รักษาธรรมชาติ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและพึ่งพิงกันได้ตลอดไป

จากข้อมูลกรมปศุสัตว์ปัจจุบันสถานการณ์กระบือทั่วประเทศในปี 2564 มีจำนวน 1.5 ล้านตัว โดยมีปริมาณลดลงจากปี 2540 ที่มีจำนวนควายประมาณ 2.2 ล้านตัวทั่วประเทศ เนื่องจากวิถีชีวิตของเกษตรกรได้เปลี่ยนไปจากการใช้แรงงานกระบือมาใช้อุปกรณ์เครื่องมือไถนา อย่างไรก็ตามได้มีการพัฒนาผลิตกระบือคุณภาพและการจัดการดูแลพัฒนาพันธุ์กระบืออย่างจริงจัง เป็นการส่งเสริมการผลิตกระบือสู่ท้องตลาด เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรสร้างรายได้จากการขายกระบือเพื่อการบริโภคทดแทนการใช้งาน

นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เกษตรกรรมเป็นสิ่งสำคัญต่อทั้งวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งทุกวันนี้วิถีชีวิตของเกษตรกรปรับมาเป็นเกษตรดิจิทัลที่ใช้นวัตกรรมเครื่องมือการจัดการที่ทันสมัย แทนการใช้แรงงานควาย แต่เราต้องไม่ลืมพื้นฐานดั้งเดิมการทำนาของชาวนาไทย และคู่บุญชาวนา คือ“ควาย” หรือกระบือ สัตว์เลี้ยงที่ทำประโยชน์สร้างรายได้ให้กับชาวนา การได้มาศึกษาเรียนรู้การฝึกกระบือและการไถนาที่โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ จึงเป็นการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พิธีสู่ขวัญควาย” เพื่อแสดงการขอบคุณและขอขมา เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณและไม่มีอีกแล้วในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของกิจกรรมที่แสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณและความเมตตากรุณาที่เป็นคุณธรรมสำคัญในการใช้ชีวิตทุกวันนี้ ซึ่ง ทิพยประกันภัยห่วงใยทุกชีวิตในสังคม กับโครงการ ทิพยทำความดีไม่มีสิ้นสุด พร้อมช่วยเหลืออนุรักษ์กระบือไทย ให้ยังคงอยู่คู่บ้านเมืองของเรา”

ครูอาจารย์ที่เข้าร่วมกิจกรรม ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 18 นอกจากจะได้ร่วมทำกิจกรรมการฝึกกระบือเพื่อทำการเกษตร การทำบ้านดิน การหว่านข้าว ทำพิธีสู่ขวัญควาย ยังได้มีส่วนร่วมในการสร้างบุญการไถ่ชีวิตกระบือ 28 ชีวิต ลูกในท้อง 6 ชีวิต รวมทั้งหมด 34 ชีวิต โดยมูลนิธิธรรมดี มูลนิธิพุทธภูมิธรรมและเครือข่ายปุญภาคี ผู้มีหัวใจแห่งพระโพธิสัตว์ ในจำนวนนี้มีกระบือเผือก 1 ตัว เพศผู้ อายุ 4 ปี ชื่อ “แก้ว” ซึ่งมูลนิธิฯ ทำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯถวายเป็นกระบือทรงเลี้ยงคู่กับคุณเผือก ในโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ สำหรับกระบือที่เหลือรับมอบโดย พ.อ. สุชญาณ ศรีตระกูล รอง ผบ.มทบ. 19 เพื่อนำไปปรับปรุงพันธุ์ขยายพันธุ์ และอนุรักษ์ไว้ต่อไป

รศ. น.พ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวเสริมว่า บทบาทของศูนย์คุณธรรม คือการส่งเสริมและขับเคลื่อนเครือข่ายทางสังคมด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมสู่สังคมคุณธรรม และพร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชนให้ได้เข้าใจถึงคุณธรรม 5 ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู การที่ครูอาจารย์ได้มาร่วมทำกิจกรรมการทำการเกษตรที่โครงการโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ จ.สระแก้ว นับว่าเป็นประสบการณ์การเรียนรู้คุณธรรมได้ครบทุกมิติ พร้อมคาดหวังให้นำไปใช้ปฏิบัติจนเกิดเป็น“วิถีชีวิต”ต่อไป

ด้าน ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่าง “คนกับควาย” ที่มีมาช้านาน เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาจิตใจของคน การสอนกระบือให้เรียนรู้เพื่อให้สามารถช่วยชาวนาทำงานได้นั้น ไม่ใช่เฉพาะกระบือนั้นที่ถูกฝึก แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการสอนควายให้เป็นงาน คือ “คน” ที่จะได้ทั้งความผูกพัน ความเป็นเพื่อน ความกตัญญู ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ คือ “ควายสอนคน” เป็นความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณที่สร้างให้เกิดความรักสามัคคีในครอบครัวไปถึงชุมชนและสังคม ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงชาติบ้านเมือง เราจึงควรดำรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพ ไปจนถึงรุ่นลูกหลานให้มีความเข้าใจและภาคภูมิใจในความเป็นไทย พร้อมกับน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงวางรากฐานของความพอเพียงช่วยให้เรารอดพ้นจากวิกฤติต่างๆ มาได้จนถึงทุกวันนี้”

นอกจากกิจกรรมลงพื้นที่แล้ว อาจารย์อดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่า AFSประเทศไทย ให้เกียรติเป็นวิทยากร จัดกิจกรรมถอดบทเรียนตามรอยนวัตกรรมศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับสากล ผ่านเกมกระดานสื่อการเรียนรู้ (Board Game) 3 แบบ ได้แก่ “Game of Our Nation” “9 ตามรอยนวัตกรรมของพ่อ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับสากล” และ “The King’s Journey: Learn English an Example of an Invention” ซึ่งคณะครูอาจารย์สามารถนำนวัตกรรมการเรียนรู้ไปต่อยอดการเรียนการสอนสำหรับเยาวชนต่อไป

โครงการ “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา จัดมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 เพื่อสนองตามพระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา ต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

โออาร์ เปิดตัว “ปิ่นโตปั๊ม” ในพีทีที สเตชั่น บริการสั่งอาหารล่วงหน้า เดลิเวอรี่ / รับที่ร้าน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) และนางสาวราชสุดา รังสิยากูล ผู้อำนวยการโครงการ Orion โออาร์ พร้อมด้วย นายรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) จำกัด และนางสาวดาริน สุทธพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินดี้ ดิช จำกัด ร่วมเปิดตัวบริการ “ปิ่นโตปั๊ม” บริการสั่งอาหารล่วงหน้าจากร้านค้าภายในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ในรูปแบบคลาวด์ คิทเช่น ที่เลือกสั่งสินค้าได้จากหลายร้านค้าในออร์เดอร์เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคทั้งบริการเดลิเวอรี และรับเองหน้าร้าน โดยสามารถสั่งอาหารได้ทั้งช่องทาง Line @pintopump หรือสั่งผ่านแอปพลิเคชัน QueQ เปิดบริการนำร่อง 5 สาขาในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป

นายสมยศ เปิดเผยว่า ภายใต้ความเป็น Living Community พีทีที สเตชั่น ต้องการพัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องไปกับการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่ต้องการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า มีความสะดวกรวดเร็วในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงเกิดเป็นบริการ ปิ่นโตปั๊ม ที่จะเข้ามาช่วยตอบสนองผู้บริโภคได้มากกว่าการเป็นสถานีบริการน้ำมัน แต่ พีทีที สเตชั่น ยังเป็นสถานที่สร้างความสุขความอิ่มท้องให้กับลูกค้าทุกคน หากหิวเมื่อไหร่ สั่งอาหารได้ที่ “ปิ่นโตปั๊ม” ด้วยตัวเลือกร้านค้าที่หลากหลายรวมอยู่ในจุดเดียว ที่เลือกสั่งได้ทั้งใน Line ปิ่นโตปั๊ม (Line @pintopump) หรือ แอปพลิเคชัน QueQ ซึ่งมีทั้งรูปแบบบริการ Self – Pickup หรือรับเองที่หน้าร้าน ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่มาแวะเติมน้ำมัน แต่ไม่อยากรอคิวในการสั่งซื้ออาหารและเครื่องดื่ม โดยสามารถกดสั่งอาหารล่วงหน้าก่อนได้ และเมื่อเติมน้ำมันเสร็จค่อยแวะรับอาหารและเครื่องดื่มที่สั่งไว้ เป็นบริการที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน เข้ากับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ หรือสามารถเลือกใช้บริการแบบ Delivery ส่งถึงที่ไม่ต้องเดินทาง

นอกจากมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างตรงจุดแล้ว โออาร์ ยังพร้อมเติบโตไปด้วยกันกับพันธมิตรผ่านการดำเนินธุรกิจ โดยการสนับสนุนกันและกันผ่านการใช้ Asset ของโออาร์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านพื้นที่ การบริหารงาน ความเชี่ยวชาญด้านการตลาด การขยายฐานลูกค้า และการต่อยอดความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ ทั้งนี้เพื่อเติมเต็มธุรกิจของร้านค้าพันธมิตร ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลาง โดยการเพิ่มช่องทางการซื้อขายที่มากขึ้นผ่านบริการปิ่นโตปั๊ม ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าและบริการ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจให้กับร้านค้าพันธมิตรได้อีกหนึ่งช่องทาง

บริการปิ่นโตปั๊ม สาขานำร่อง 5 สาขา ได้แก่ พีทีที สเตชั่น สาขา แยกประชาอุทิศ – ลาดพร้าว, สถานีบริการพีทีที สเตชั่น สาขาราชพฤกษ์ 1, สถานีบริการพีทีที สเตชั่น สาขาพุทธมณฑลสาย 4 , สถานีบริการพีทีที สเตชั่น สาขาวิภาวดี และ สถานีบริการพีทีที สเตชั่น สาขาพระราม 2 (ขาออก)

พร้อมเติมเต็มความอิ่มท้องกับ 12 ร้านค้าชื่อดัง ได้แก่ Café Amazon, Texas Chicken, ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ, Black Canyon, เย็นตาโฟมัลลิการ์, หมูหม้อเทพ, ไจแอ้น, กล้วยทอดอัมพวา, Hokkaido, เฮียวัตรปังตอ, ดิเอ็มไพร์, ONO, Sweet Buns และ Gyuma ที่รวบรวมความอร่อยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสั่งอาหารจากร้านอาหารต่าง ๆ ในออร์เดอร์เดียว พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ !! รับส่วนลดทันที 40 บาท เมื่อสั่งครบ 160 บาท สำหรับผู้ใช้งานครั้งแรก (จำกัดจำนวน 16,000 สิทธิ์) ตั้งแต่ที่ 17 มิถุนายน 2565 – 30 กันยายน 2565 ที่สถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น ทั้ง 5 สาขา ที่ร่วมรายการ รายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1365 Contact Center

ออมสิน ปล่อย “สินเชื่อเพื่อคุณ” เพื่อคนไทยฟื้นได้หลังวิกฤตโควิด

0

หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี เห็นได้จากตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดต่ำลง ตลอดจนการผ่อนปรนมาตรการควบคุมต่างๆ หลังจากที่เราต้องเผชิญกับวิกฤติจากโควิดมายาวนานเป็นเวลากว่าสองปี

คนไทยจำนวนมาก คาดหวังว่า จะเห็นเศรษฐกิจของประเทศพลิกฟื้นกลับมา  เพื่อทำให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ และสามารถกลับมาทำงาน หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ดั่งเช่นก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า วิกฤตโควิดครั้งนี้ ได้ก่อผลกระทบสร้างความเสียหายต่อผู้คนในทุกระดับ  แม้ว่าสถาการณ์ในปัจจุบันจะดีขึ้นแล้ว  แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา วิกฤติโควิดก็ได้ฝากบาดแผลลึกในชีวิตให้กับคนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น การขาดรายได้  การหมดอาชีพการงาน  และรุนแรงที่สุด คือการสูญเสียชีวิตของคนในครอบครัว  และคนรอบตัว

และยังมีคนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน “ธนาคารออมสิน” ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว  จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมส่งแรงสนับสนุนและความช่วยเหลือ เพื่อให้คนไทยฟื้นได้หลังวิกฤติโควิด-19 ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน อย่าง สินเชื่อเพื่อคุณ สำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำ 10,000 บาทขึ้นไป และไม่ต้องใช้หลักประกัน

สินเชื่อเพื่อคุณ สำหรับผู้มีรายได้ประจำ 10,000 บาทขึ้นไป มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในการดำรงชีพ

ผู้มีคุณสมบัติสามารถยื่นขอกู้  มีดังนี้  

1. ผู้มีรายได้ประจำ 10,000 บาทขึ้นไป

2. ลูกค้าเดิมของโครงการสินเชื่อ สินเชื่อตามนโยบายรัฐ ที่ธนาคารคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยต้องมีประวัติการชำระหนี้ดีติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า 12 งวด และไม่มีหนี้ค้างชำระ หรือชำระหนี้ปิดบัญชีแล้ว

3. ลูกค้าเดิมหรือลูกค้าใหม่ ที่มีรายได้ประจำ  โดยผู้กู้ทั้งสองกลุ่ม ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 60 ปี ยกเว้น เป็นลูกค้าเดิมของโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐ ที่ธนาคารคัดเลือก กรณีผู้ประกอบอาชีพอิสระเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี 

4. มีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถติดต่อได้

ผู้กู้สามารถกู้ “สินเชื่อเพื่อคุณ” ได้สูงสุดไม่เกินรายละ 30,000 บาท โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน และสามารถผ่อนชำระได้สูงสุด 2 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 1.25% ต่อเดือน)

สำหรับระยะเวลาดำเนินการ จะต้องยื่นขอสินเชื่อและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 หรือจนกว่าจะครบวงเงินโครงการ

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนขอสินเชื่อได้ที่: https://bit.ly/39vikid

หรือสามารถอ่านรายละเอียดสินเชื่อได้ที่: https://bit.ly/3OhJxnv

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ  Facebook: GSB Society

รู้เก็บรู้ออม : 10 หุ้นปันผลสุดปัง 5 ปีซ้อน

0

ช่วงนี้ “คุณนายพารวย” เปิดพอร์ตดูราคาหุ้นที่ถือไว้ในครอบครองแล้ว ต้องบอกกับตัวเองว่า นักลงทุนอย่างเราใจต้องนิ่ง เพราะสภาพตลาดหุ้นตอนนี้ ค่อนข้างผันผวนจากหลายปัจจัยทั้งสถานการณ์โควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง ดอกเบี้ยขึ้น ล้วนกดดันการลงทุนในตลาดหุ้น

ทำให้ช่วงนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ เลือกที่จะลงทุนในหุ้นปลอดภัยที่ถือเป็น “หลุมหลบภัย” ของการลงทุนคือหุ้นที่มีโอกาสจ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอ ซึ่ง “หุ้นปันผล” เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวและต้องการสภาพคล่อง เนื่องจากเงินปันผลที่ได้รับจะช่วยสร้างสภาพคล่องระหว่างการถือหุ้น โดยถือเป็น Passive Income ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอเป็นเงินสดทุกปี

เว็บ setinvestnow ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อธิบายถึงหุ้นปันผลที่ดีคือหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เช่น หากอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% หุ้นที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงกว่า 3% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหุ้นโดยรวม หรือสูงกว่าอัตราเงินปันผลตอบแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย หุ้นตัวนั้นจะถือเป็นหุ้นปันผลที่ดี

และสิ่งสำคัญการที่จะมั่นใจได้ว่าบริษัทหรือหุ้นตัวนั้นจะมีความสามารถในการจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอต้องดูจากประวัติการจ่ายปันผลย้อนหลัง 5–10 ปี ยิ่งถ้าหุ้นตัวไหนมีประวัติการจ่ายปันผลตลอด 20–30 ปีไม่มีเว้น ยิ่งการันตีได้ว่าในอนาคตบริษัทน่าจะยังคงจ่ายปันผลได้ต่อเนื่อง

แต่เมื่อลงทุนแล้วก็ต้องหมั่นตรวจสอบการดำเนินธุรกิจ นโยบายการจ่ายปันผล ข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวของบริษัทนั้นๆ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงจะได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที

เว็บ setinvestnow ได้มีบทความที่รวบรวม 20 หุ้นที่จ่ายปันผลได้ต่อเนื่องติดต่อกันอย่างยาวนานถึง 28 ปี โดยรวบรวมสถิติย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2562 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทเหล่านี้มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้สม่ำเสมอ มีเงินสดไม่ขาดมือ!!

ล่าสุดยังได้มีการรวบรวมรายชื่อ “10 หุ้นปันผลเด่น ดีต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน” โดยหุ้นทุกตัว มีอัตราเงินปันผลตอบแทนมากกว่า 5% ตลอด 5 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2564 และมากกว่า 5% ในรอบ 12 เดือน (ข้อมูล ณ 14 มี.ค.65) โดยรายชื่อหุ้นปันผล 10 ตัวปังๆที่ว่านี้ ได้แก่ FMT–ASP–LHK–GC–TMD–LH–SMIT–DRT–WINNER และ SPCG!!

นักลงทุนที่ต้องการ “คัดหุ้นได้…เลือกหุ้นเป็น” แล้วอัปสกิลคัดกรองว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นปันผลที่ดีงามเหมาะกับตัวเอง “คุณนายพารวย” อยากชวนให้เข้าไปหาความรู้เพิ่มเติมแบบแน่นๆกันต่อได้ที่เว็บ www.setsmart.com ถือเป็นเครื่องมือลงทุนที่ส่งตรงจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 5 ปี ทำหน้าที่เหมือนเป็นนักวิเคราะห์คอยช่วยให้นักลงทุนได้ศึกษาและลงทุนอย่างเข้าใจ

ก่อนเข้าใช้งานอย่าลืมสมัครเป็นสมาชิก SET Member ของตลาดหลักทรัพย์ฯกันก่อน เพราะจะได้สิทธิทดลองใช้งาน SETSMART ฟรีๆ 15 วัน หากต้องการใช้งานต่อ ก็ค่อยสมัคร เสียค่าบริการเพียงเดือนละ 250 บาทเท่านั้น!!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ