Home Blog Page 312

AIS ผนึก 116 เครือข่ายทั่วโลก สยายปีก “5G โรมมิ่ง” ครอบคลุม 66 ประเทศ มากสุดเป็นอันดับ 1 ในโลก

0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS  เปิดเผยว่า AIS ร่วมกับพันธมิตร 116 ผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำทั่วโลก พร้อมให้บริการ “5G โรมมิ่ง” ที่ครอบคลุมพื้นที่การใช้งาน 66 ประเทศทุกทวีปทั่วโลก ทำให้ AIS เป็นผู้ให้บริการที่มีโครงข่ายสัญญาณดีที่สุดและครอบคลุมประเทศต่างๆ ได้มากเป็นอันดับ 1 ในโลก เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและคนไทยที่ต้องการเดินทางต่างประเทศ สามารถสื่อสาร เล่นโซเชียลได้ไม่สะดุด อุ่นใจ ปลอดภัยในทุกทริป การเดินทางวิถีใหม่

สำหรับบริการ “AIS 5G โรมมิ่ง” เป็นการยกระดับบริการโรมมิ่งให้ก้าวไปอีกขั้น ทำให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์และความเร็วแรงระดับ 5G ได้ขณะเดินทาง ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว นักเดินทาง และกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ รวมถึงวันนี้ลูกค้ายังสามารถใช้บริการ VoLTE โรมมิ่ง เพื่อโทรออกหรือรับสายด้วยเสียง (Voice) บนเครือข่าย 4G ในต่างประเทศ ซึ่งให้คุณภาพเสียงคมชัดยิ่งขึ้นระดับ Full HD อีกด้วย

ลูกค้าสามารถใช้งาน 5G โรมมิ่งได้ทันที เพียงสมัครแพ็กเสริมเน็ตต่างประเทศสุดคุ้ม เช่น แพ็ก Ready2Fly สมัครผ่านแอป myAIS โดยไม่ต้องเปลี่ยนซิม หรือเปิดใช้ SIM2Fly โดยสามารถเลือก Asia & Australia 399 บาท 10 วัน หรือ Global 899 บาท 15 วัน

“ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ AIS เรายังทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเทคโนโลยีโครงข่ายให้มีความพร้อมต่อการเชื่อมต่อกับทุกการเติบโตในอนาคต รวมถึงการทำความเข้าใจสถานการณ์ตลาด เข้าใจอินไซต์พฤติกรรมไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่มีความหลากหลายซับซ้อน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกกลุ่มในฐานะผู้นำตลาด เราคาดหวังว่าบริการ 5G โรมมิ่ง จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและอำนวยความสะดวกการเดินทางต่างประเทศในช่วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยคุณภาพโครงข่ายสัญญาณผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ ทำให้ AIS เป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่สามารถเปิดบริการ 5G โรมมิ่ง ครอบคลุมประเทศต่างๆ ได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลกในขณะนี้” นายปรัธนา กล่าว

OR – LINE MAN ลุยเปิด LINE MAN Kitchen ready to go รอบนอกกทม. ตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้บริการ

0

นายสมยศ คงประเวศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า ในปีนี้ OR ได้ปรับเปลี่ยนการทำงานเข้าสู่รูปแบบพาร์ตเนอร์ชิปโมเดล ที่คำนึงถึงความต้องการของพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้บริโภค รวมถึงสังคม และชุมชนเป็นหลัก ซึ่งจากผลตอบรับที่ดีของ 2 สาขานำร่อง ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาพัฒนาการขาออก ในปีที่ผ่านมา ทำให้เรามองเห็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตร่วมกันกับ LINE MAN โดยการเพิ่มสาขา LINE MAN Kitchen ready to go ที่นอกจากเป็นการต่อยอดทางธุรกิจแล้ว ยังถือเป็นการเติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง โดยช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคในพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงสามารถสั่งอาหารจากร้านชื่อดังหลากหลายร้านที่อยู่ในพีทีที สเตชั่นได้ พร้อมคงความเป็น Living Community ที่มองเห็นถึงศักยภาพของเมืองใหม่รอบนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสัดส่วนของประชากรจำนวนมาก จึงได้ร่วมมือกับ LINE MAN ต่อยอดความตั้งใจ เปิดให้บริการ LINE MAN Kitchen ready to go สาขาใหม่ในพีทีที สเตชั่น อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างครบวงจรเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบให้กับผู้บริโภค

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจาก LINE MAN Wongnai กล่าวว่า การเปิด LINE MAN Kitchen ready to go ได้รับกระแสตอบรับและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ในปี 2565 ทาง OR และ LINE MAN เดินหน้าขยายสาขา LINE MAN Kitchen ready to go ในพื้นที่สถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น บริเวณรอบนอกกรุงเทพฯ 2 สาขาในเดือนมิถุนายนนี้ ได้แก่ สาขากาญจนาภิเษก ตลิ่งชัน และมีนบุรี เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถสั่งได้หลากหลายร้าน หลายเมนู ภายใต้เงื่อนไขการจ่ายค่าส่งเพียงครั้งเดียว ด้วยระบบของ Wongnai Merchant App ที่สามารถรองรับกับแนวโน้มของธุรกิจเดลิเวอรีที่กลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของคนไทย และเป็นสัดส่วนสำคัญของร้านอาหารที่จะช่วยเสริมความแกร่งให้กับธุรกิจ และสร้างยอดขายให้กับร้านได้

สำหรับ LINE MAN Kitchen ready to go ใน พีทีที สเตชั่น ปัจจุบันเปิดให้บริการให้แล้ว 2 สาขา ได้แก่ สาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาพัฒนาการขาออก ซึ่งเปิดตัวในปี 2564 ที่ผ่านมา และได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดี จึงนำมาสู่การต่อยอดขยายสาขาอีก 2  สาขา ในปี 2565 ได้แก่ สาขากาญจนาภิเษก-ตลิ่งชัน และสาขามีนบุรี เพื่อเติมเต็มความต้องการให้แก่ผู้ใช้บริการ ทำให้การสั่งอาหารเดลิเวอรีง่าย สะดวกวสบายยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยสามารถรับเดลิเวอรีออเดอร์ได้ทันที พร้อมทั้งมีจุดบริการรับออเดอร์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและประหยัดเวลาให้กับไรเดอร์มากขึ้น

CP-CPF รวมพลังฟื้นฟูป่าชายเลน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เครือซีพี และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ คิกออฟปลูกป่าชายเลนที่ ต.ท่าพริก จ.ตราด กว่า 1,300 ไร่ ปล่อยปลา-ปูดำ ร่วมสร้างแหล่งอาหารของชุมชนอย่างยั่งยืน สานต่อโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศไทย พร้อมทั้งส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน โชว์ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง จ.ตราด และวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนตำบลปากน้ำประแส จ.ระยอง ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และรักษาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2565 นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ซีพี-ซีพีเอฟ นำคณะผู้บริหารในเครือฯ อาทิ นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ ประธานกรรมการ
กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ เขตประเทศอินเดีย น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ พร้อมด้วย นายศิริชัย มาโนช ที่ปรึกษาอาวุโสเครือซีพี นายเบญจมินทร์ เจียรวนนท์ ที่ปรึกษาโครงการคณะทำงานปฏิบัติการป่าชายเลนภาคตะวันออก (ตราด) และ มล.อนุพร เกษมสันต์ รองกงสุลกิตติมศักดิ์รัสเซีย เยี่ยมชมความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง จ.ตราด และวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนตำบลปากน้ำประแส จังหวัดระยอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น พร้อมทั้งปลูกป่าชายเลน ปล่อยปลาและปูดำ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่ ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด ภายใต้การดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า “ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” โดยได้รับเกียรติจาก นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ร่วมด้วย

นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เปิดเผยว่า ความร่วมมือกันของภาครัฐ ชุมชน และภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟ ทำให้ชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง เป็นต้นแบบของการพัฒนาชุมชนร่วมกันที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาหลายปี กระทั่งเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะเรื่อง Eco-Print เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ซีพีเอฟให้การสนับสนุน ด้วยการทำผ้า 3 ป่า จากป่าภูเขา ป่าสมุนไพร และป่าชายเลน นำมาทำผ้ามัดย้อมจากวัสดุธรรมชาติ ตามเป้าหมายคือ การทำขยะให้เป็นทองคำ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัด ด้านบริหารจัดการและอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “ตราดรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม” ตลอดจนสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง การทำปุ๋ยนาโน และน้ำดื่มชุมชน ขณะเดียวกัน ยังดำเนินกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ฟื้นฟูธรรมชาติ ปลูกป่าในหัวใจคน ให้คนตราดรักธรรมชาติเพราะจังหวัดตราดขายธรรมชาติให้นักท่องเที่ยว การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมชุมชนมีส่วนสำคัญยิ่ง ขณะที่องค์ความรู้ที่ได้รับจากซีพีเอฟ ช่วยสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จ กลายเป็น Best Practice และสามารถขยายผลออกไปได้กับชุมชนอื่นๆต่อไป

ด้าน นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการยุทธศาสตร์ป่าชายเลน ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร ภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” โดยกำหนดกลยุทธ์ 3 เสาหลัก ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ จึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมดูแลสมดุลระบบนิเวศ เพิ่มพื้่นที่สีเขียวให้กับประเทศไทย ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลน ภายใต้แนวคิด “จากภูผา สู่ป่าชายเลน”

“ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2557 ช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนรวม 2,388 ไร่ ซึ่งปัจจุบันเข้าสู่ระยะที่สองของโครงการ และในวันนี้ ท่านประธานกรรมการซีพี-ซีพีเอฟ ได้นำคณะผู้บริหารมาร่วมกันปลูกป่าชายเลนที่ ต.ท่าพริก จ.ตราด อาทิ ต้นถั่วขาว ต้นประสักดอกแดง ต้นโกงกางใบเล็ก ต้นโกงกางใบใหญ่ ต้นแสมขาว ต้นแสมดำ ต้นลำแพน เป็นต้น มีเป้าหมายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่ารวมมากกว่า 1,300 ไร่ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ในพื้นที่ที่เราเข้าไปอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน เพื่อให้ชุมชนและป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย” นายไพโรจน์ กล่าว

นอกจากการร่วมกันปลูกป่าชายเลนแล้ว กิจกรรมครั้งนี้ ยังมีการปล่อยปลาและปล่อยปูดำ เป็นการช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง จ.ตราด ได้แก่ การทำผลิตภัณฑ์ผ้าสามป่า น้ำดื่มชุมชน ปุ๋ยนาโน ศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะ และวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนตำบลปากน้ำประแส จ.ระยอง มีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อ อาทิ กะปิ น้ำปลา ชาใบขลู่ เป็นต้น ซึ่ง ซีพีเอฟให้การสนับสนุน เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน เข้าสู่ระยะที่สอง (ปี 2562-2566) มีเป้าหมายอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าชายเลนอีก 2,900 ไร่ ในพื้นที่ จ.ตราด ระยอง และสมุทรสาคร โดยที่ผ่านมา ประสบผลสำเร็จจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทยไทยสอดรับนโยบายของรัฐบาล ผ่านการดำเนินโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ในระยะที่หนึ่ง ปี 2557-2561 อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า พื้นที่ยุทธศาสตร์ 5 จังหวัด คือ ระยอง สมุทรสาคร ชุมพร สงขลา และพังงา รวม 2,388 ไร่ ช่วยฟื้นระบบนิเวศป่าชายเลนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพันธุ์พืชและสัตว์น้ำ และชุมชนโดยรอบสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับการฟื้นฟู ส่งเสริมให้คนในพื้นที่อยู่ร่วมกับป่าและพึ่งพาตนเอง ยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ซีพี ออลล์ – เซเว่น จับมือ 10 พันธมิตร ต่อยอด“ภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง” สร้างระบบนิเวศจัดการขยะที่ใหญ่ที่สุดในไทย

0

นายประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับอีก 10 องค์กร ประกอบด้วย 1.บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC 2.บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP 3.บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (Unilever) 4.บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อค จำกัด 5.บริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัด 6.บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด 7.กลุ่มอำพลฟูดส์ (AMPOLFOOD Group) 8.บริษัท สถานีรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์สุวรรณภูมิ จำกัด 9.บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด และ 10.วัดจากแดง ร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง ต่อยอดให้กลายเป็นภาคีด้านการจัดการขยะที่แข็งแกร่งที่สุดในไทย พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศการจัดการขยะครบวงจรตั้งแต่ ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม บมจ.ซีพี ออลล์

สำหรับภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นขยายผลความสำเร็จโครงการต้นกล้าไร้ถังของโรงเรียนอนุบาล ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้โครงการ CONNEXT ED ที่ซีพี ออลล์ ดูแล ซึ่งสามารถช่วยกันปลูกฝังเยาวชนในโรงเรียนให้ช่วยกันลด ละ เลิกการใช้สิ่งที่สามารถกลายมาเป็นขยะ คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง นำสิ่งที่คนมองว่าเป็นขยะ มารียูส รีไซเคิล จัดการเป็นวัสดุอินทรีย์ สร้างรายได้กลับสู่โรงเรียน จนสามารถลดปริมาณขยะจากเดือนละ 15 ตัน เหลือเพียงเดือนละ 2 กิโลกรัม ที่ผ่านมา ได้มีการขยายเครือข่าย ให้โรงเรียน CONNEXT ED นำไปปฏิบัติแล้วจำนวน 2 รุ่น หรือมากกว่า 153 โรงเรียน กำลังขยายสู่รุ่นที่ 3 ในปีนี้เพิ่มอีก 47 โรงเรียน รวมถึงมีโรงเรียนและชุมชนนอก CONNEXT ED อีก 243 แห่ง

ขณะที่การขยายเครือข่ายไปยังฝั่งเอกชนในครั้งนี้ นับเป็นการรวบรวมผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศการจัดการขยะเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ประกอบด้วย ได้แก่ 1.กลุ่มผู้ให้ความรู้ เช่น ซีพี ออลล์และโรงเรียนอนุบาลทับสะแก ทำหน้าที่สนับสนุนงบประมาณ ประสานหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน สร้างความเข้าใจในแนวการปฏิบัติ เผยแพร่องค์ความรู้ ให้แนวทางการ จัดหลักสูตรท้องถิ่น “ต้นกล้าไร้ถัง” สนับสนุนวิทยากรถ่ายทอดแก่ผู้สนใจ 2.กลุ่มผู้ลงมือปฏิบัติ ได้แก่ โรงเรียนและชุมชนในภาคี ร่วมขับเคลื่อนการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลออกจากขยะในโรงเรียน ชุมชนของตัวเอง ทำความสะอาดวัสดุ รวบรวมจัดส่งวัสดุเข้าสู่กระบวนการปลายทาง

3.กลุ่มผู้รับจัดส่งวัสดุและบันทึกข้อมูล ได้แก่ บริการ Speed-D ของเซเว่น อีเลฟเว่น ทำหน้าที่ตัวกลางในการจัดส่งวัสดุให้สมาชิกภาคีไปยังโรงงานรีไซเคิลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเว็บแอปพลิเคชัน “คุ้มค่า” (KoomKah) ของ SCGC ดิจิทัลโซลูชันที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการข้อมูลให้ธนาคารขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เว็บแอปพลิเคชัน “คุ้มค่า” (KoomKah) ช่วยบันทึกปริมาณน้ำหนักวัสดุแต่ละชนิด แปลงค่าออกมาเป็นคะแนน และจำนวนเงิน พร้อมเก็บข้อมูลผู้ฝาก (สมาชิกธนาคาร) ผู้รับซื้อ (ซาเล้ง ร้านค้าย่อย ร้านค้าใหญ่) ประวัติการฝาก รวมถึงคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนไดออกไซด์) ที่ลดลงจากการรีไซเคิล เพื่อสะท้อนผลลัพธ์การจัดการ สู่กลุ่มภาคีเครือข่ายและสังคมเพื่อรับรู้ถึงความก้าวหน้าในโครงการต่อไป

4.กลุ่มผู้รีไซเคิล ได้แก่ อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย, SCGC และ SCGP ทำหน้าที่รับซื้อ รีไซเคิล หรืออัปไซเคิลวัสดุที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญ เช่น กล่องยูเอชที กระดาษ ถุงนมโรงเรียน กระป๋อง ไปเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ แล้วส่งกลับไปให้โรงเรียนต่างๆ นำไปใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง 5.กลุ่มผู้รวบรวมจัดเก็บ ได้แก่ วงษ์พาณิชย์ และวัดจากแดง ทำหน้าที่รับซื้อ รับแลกวัสดุประเภทพลาสติก ขวดพลาสติก เศษอาหาร เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ รียูส หรือแปรรูปลักษณะอื่นต่อไป 6.กลุ่มเจ้าของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ และกลุ่มอำพลฟูดส์ ทำหน้าที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและลูกค้า พร้อมสนับสนุนสินค้าบริโภคอุปโภคและงบประมาณเพื่อให้เกิดกระบวนการในการใช้ประโยชน์ หรือแปรรูปวัสดุประเภทพลาสติกหลายชั้น และขวดพลาสติกประเภท HDPE ซึ่งแต่เดิมไม่มีการรับซื้อจากหน่วยรับซื้อ 7.กลุ่มผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ได้แก่บริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัด ผู้ผลิตกระป๋องอลูมิเนียม, เอส ไอ จี คอมบิบล็อค และเต็ดตรา แพ้ค ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องเครื่องดื่ม ทำหน้าที่ประสานงานกลุ่มบริษัทองค์กรต่างๆ รวมถึงสนับสนุนองค์ความรู้ เทคนิค วิธีการ และทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการในการจัดเก็บ รวบรวม ส่งต่อ และแปรรูปวัสดุรีไซเคิลไปยังปลายทางให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำ

“ความร่วมมือและการขยายภาคีครั้งนี้นำไปสู่การสร้าง 3 อย่าง คือ 1.ภาคีเครือข่ายด้านการจัดการขยะที่แข็งแกร่งที่สุด 2.ระบบนิเวศการจัดการขยะที่ครบวงจรที่สุด และ 3.Green Learning Network ที่รวบรวมทั้งนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน คนในชุมชน มาเรียนรู้ด้านการจัดการขยะร่วมกัน เราตั้งเป้าว่าจะเจรจากับพันธมิตร CONNEXT ED รายอื่นๆ ขยายผลการจัดการขยะตามโมเดลต้นกล้าไร้ถังไปสู่โรงเรียน CONNEXT ED ทั้งหมด 5,567 โรงเรียน และเปิดให้โรงเรียนและชุมชนอื่นๆ ที่สนใจมานำโมเดลไปใช้ ลดปริมาณขยะและมลภาวะอย่างยั่งยืนทุกพื้นที่ทั่วประเทศตั้งแต่ต้นทาง โดยซีพี ออลล์ จะช่วยเป็นแกนกลาง สนับสนุนงบประมาณ และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง” นายประสิทธิ์กล่าว

ด้านนายนิวัฒน์ อธิวัฒนานนท์ ประธานคณะกรรมการ Innovation & Circular Economy บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า ภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง ถือเป็นการสร้างระบบนิเวศการจัดการขยะที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดย SCGC จะเข้ามาช่วยดำเนินการใน 2 ส่วน ได้แก่ 1.เว็บแอปพลิเคชัน “คุ้มค่า” (KoomKah) เพื่อให้ทุกโรงเรียนสามารถเห็นผลลัพธ์การจัดการของตัวเอง พร้อมทั้งสะสมคะแนน แปลงขยะกลับมาเป็นเงินหรือผลิตภัณฑ์รีไซเคิลผ่านการแลกคะแนนได้ กระตุ้นให้โรงเรียนมีส่วนร่วมจัดการขยะผ่านประโยชน์ที่ได้รับ 2.โครงการถุงนมกู้โลก ที่ผ่านมาถุงนมโรงเรียน เป็นขยะที่ไม่มีผู้รับซื้อจึงถูกกำจัดด้วยการฝังกลบ ทาง SCGC ได้ให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะแก่เยาวชน พร้อมร่วมแก้ปัญหาการจัดการขยะกับทางโรงเรียนนำร่องที่ จ.ระยอง โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุและกระบวนการรีไซเคิล เปลี่ยนถุงนมให้เป็นเม็ดพลาสติกที่มีคุณภาพ นำไปใช้ผลิตเป็นของใช้ต่าง ๆ ได้อีกครั้ง เช่น เก้าอี้พลาสติกรีไซเคิล กระถางต้นไม้ ให้โรงเรียนได้นำไปใช้ประโยชน์และเยาวชนได้เห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม พร้อมขยายผลกับเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อไป

นอกจากนี้ พระครู ทิพากร อริโย รองเจ้าอาวาสวัดจากแดง กล่าวเสริมว่า ทางวัดจะเข้ามาช่วยทำหน้าที่ในการรับแลก บริจาควัสดุย่อยสลายประเภทอาหารหมดอายุ เศษอาหาร และรวมถึงพลาสติกทุกชนิด เพื่อส่งต่อไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ สินค้าบริโภคและอุปโภคอื่นๆ อาทิ ผลิตอาหารสัตว์เพื่อสงเคราะห์สุนัขและแมวจรจัด ผลิตใยผ้าจากขวดพลาสติกเพื่อนำมาทอและตัดเย็บเป็นผ้าสบงจีวร ผลิตและแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพ ผลิตภัณฑ์จากน้ำหมักชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงผลิตเป็นแก๊สชีวภาพ หรือแก๊สหุงต้มไว้ใช้งานภายในโรงครัวของวัดเพื่อทำนุบำรุงพระสงฆ์ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป

นางสาวรัตนศิริ ติลกสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กล่องนม และกล่องเครื่องดื่ม UHT นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ในโรงเรียนและชุมชน โดย เต็ดตรา แพ้ค ในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องเครื่องดื่ม วางเป้าหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ตั้งแต่การออกแบบ จัดหาวัสดุอย่างรับผิดชอบ ไปจนถึงเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน เพราะบริษัททราบดีว่ากล่องใช้แล้วเหล่านี้ เป็นวัตถุดิบที่มีค่าและสามารถนำมารีไซเคิลสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นประโยชน์ได้ โครงการนี้ ได้เปิดโอกาสให้บริษัทได้ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพของโรงงานรีไซเคิล ในการรับซื้อกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วเพื่อนำไปแปรรูปเป็นแผ่นหลังคา อิฐบล็อค หรือแผ่นไม้เทียม สำหรับทำเป็นโต๊ะ เก้าอี้นักเรียนได้ เต็ดตรา แพ้ค รู้สึกยินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาด้านความยั่งยืนให้กับประเทศร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน รวมไปถึงเด็กๆที่เป็นอนาคตของประเทศด้วย

ด้านนายสมยศ วัฒน์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า การรับซื้อกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วให้กลับเข้ามาสู่กระบวนการรีไซเคิลภายใต้โครงการนี้ ยังเป็นการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงงานรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มของบริษัท ซึ่งในปัจจุบันพบว่าปริมาณวัตถุดิบมีไม่เพียงพอต่อกำลังการผลิต โดยกล่องที่รวบรวมได้เพื่อใช้ในการผลิตมีปริมาณเพียง 100 ตันต่อเดือน ในขณะที่มีความต้องการกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ในการรีไซเคิลจำนวนมาก อย่างน้อย 500 ตันต่อเดือน

ทั้งนี้ ซีพีออลล์ เป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT ED) และเป็น 1 ใน 44 องค์กรเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญและตอบรับการมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยขับเคลื่อนโครงการตามปณิธานองค์กร“ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” วางเป้าดูแลโรงเรียนในโครงการ CONNEXT ED 5 เฟส จำนวนกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถดำเนินโครงการด้านต่างๆ ทั้งโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โครงการพัฒนาคุณภาพคน โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โครงการส่งเสริมอาชีพ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากในองค์กรร่วมลงพื้นที่และคอยให้คำแนะนำในการพัฒนาโครงการของโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิด

OR เปิดตัวน้ำมัน “ซูเปอร์ พาวเวอร์” เกรดพรีเมียมสูตรใหม่ทั้งแก๊สโซฮอล์และดีเซล เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดตัวน้ำมัน “ซูเปอร์ พาวเวอร์” (Super Power) น้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ที่ดีที่สุดจาก พีทีที สเตชั่น ทั้งประเภทแก๊สโซฮอล์ และดีเซล พิเศษด้วยสาร “ซูเปอร์ บูสเตอร์” (Super Booster) สารลดแรงเสียดทาน นวัตกรรมใหม่ล่าสุด ทำความสะอาดหัวฉีดให้สะอาดเหมือนใหม่ได้ 100% ทำให้เครื่องยนต์แรงเต็มกำลัง เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคได้สัมผัสถึงพลังความแรงในราคาที่คุ้มค่าที่สุดในตลาดน้ำมันเกรดพรีเมียม มีจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ

นายบุญมา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พีทีที สเตชั่น ให้ความสำคัญกับการพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อตอบสนองเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ที่พัฒนาให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้นอยู่เสมอ จนเป็นผู้นำในการออกผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ๆ สู่ท้องตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี การพัฒนาน้ำมันสูตรใหม่ทั้งในกลุ่มของน้ำมันเกรดพรีเมียมและเกรดมาตรฐานซึ่งถือเป็นนวัตกรรมน้ำมันสูตรที่ดีที่สุดของ พีทีที สเตชั่น ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจของ OR ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) โดย OR ยังคงให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีด้านยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและยังสามารถใช้ได้ดีกับเครื่องยนต์ทุกรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่ยังใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในขณะเดียวกัน OR จะขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจจากระบบนิเวศธุรกิจน้ำมัน (Oil Ecosystem) ในปัจจุบัน ไปสู่ระบบนิเวศธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน (Energy Solution Ecosystem) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต ทั้งผู้ที่ใช้รถที่ใช้น้ำมันและผู้ใช้รถ EV เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานในการเดินทางและการขนส่งเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ

ในวันนี้ จึงได้เปิดตัว Super Power น้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียมสูตรที่ดีที่สุดเท่าที่ พีทีที สเตชั่น เคยมีมา ซึ่งได้เพิ่ม Super Booster สารลดแรงเสียดทานที่ช่วยเพิ่มอัตราเร่งให้เครื่องยนต์เผาไหม้อย่างสมบูรณ์แบบ และทำความสะอาดปกป้องเครื่องยนต์ได้ดีที่สุด ช่วยทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มสมรรถนะและประสิทธิภาพสูงสุด บูสอัตราเร่งให้เครื่องยนต์ เผาไหม้สมบูรณ์แบบ ให้ความแรงที่ แตกต่างจนสามารถรู้สึกได้ และยังช่วยทำความสะอาดหัวฉีดให้สะอาดเหมือนใหม่ได้ 100% ในราคาที่คุ้มค่าที่สุดในตลาดน้ำมันเกรดพรีเมียม โดยมีจำหน่ายทั้งกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซล ได้แก่ Super Power Gasohol 95 และ Super Power Diesel B7

การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงสูตรใหม่ของ พีทีที สเตชั่น ในครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริโภคที่เข้ามาเติมน้ำมันที่ พีทีที สเตชั่น ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเกรดพรีเมียม หรือเกรดมาตรฐาน ได้รับน้ำมันคุณภาพสูง พร้อมด้วยความคุ้มค่าที่สุด อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงของ พีทีที สเตชั่น ซึ่งเป็นแบรนด์ของคนไทย ว่ามีคุณภาพดีทัดเทียมกับน้ำมันของแบรนด์ระดับสากล

Super Power น้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียม ทั้งแก๊สโซฮอล์ และดีเซล พร้อมให้ผู้บริโภคร่วมพิสูจน์แล้ว ตั้งแต่วันนี้ ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ โดยสามารถตรวจสอบสถานีบริการที่จำหน่าย ได้ที่ www.pttstation.com หรือ โทร. 1365 Contact Center

แม็คกรุ๊ป ปลื้มกระแสตอบรับดี เดินหน้าเปิดสาขา “Mc Outlet” ต่อเนื่อง

0

“แม็คกรุ๊ป” ปลื้มกระแส “Mc Outlet” ผลตอบรับดี ปักธงล่าสุด ณ สถานีบริการพีทีที สเตชั่น สาขาห้างฉัตร ภาคเหนือชัยวัฒนา จ.ลำปาง มุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายสู่ 100 สาขา ในอนาคต 

นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC เปิดเผยว่า การเปิดตัว “แม็ค เอาท์เล็ท” (Mc Outlet) ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของบริษัทในการสร้างโอกาส   การเติบโต และสนับสนุนกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจ ทำให้แบรนด์แม็คยีนส์สามารถเข้าถึงลูกค้าและนักเดินทางที่แวะมาใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน ที่สำคัญยังเป็นช่องทางการขายที่ทำให้บริษัทเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น 

ล่าสุดบริษัทเปิด Mc Outlet  สาขาที่ 72 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2565 ในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สาขาห้างฉัตร ภาคเหนือชัยวัฒนา จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง แม็คกรุ๊ป กับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โดยบริษัทมีเป้าหมายจะขยายให้ครบ 100 สาขา ในอนาคต เพื่อเป็นอีกหนึ่งร้านค้ากลยุทธ์สำคัญของบริษัทครอบคลุมภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย

ทั้งนี้ บริษัทได้มีการเปิดตัว “Mc Outlet” นำร่องสาขาแรกที่ สถานีบริการพีทีที สเตชั่น สาขาวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็น “เกตเวย์” (Gateway) ของนักเดินทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 โดยความร่วมมือดังกล่าว ทำให้แบรนด์แม็คยีนส์สามารถเข้าไปเสริมประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ให้นักเดินทางและกลุ่มลูกค้า ทั้งเป็นกลยุทธ์ในการสร้างยอดขายที่สำคัญให้กับบริษัท

“สถานีบริการน้ำมันได้มีการพัฒนาเป็นไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้มอลล์ สำหรับกลุ่มลูกค้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ สามารถใช้บริการที่ครบครันได้ในจุดเดียว และสำหรับ Mc Outlet นั้นตอบโจทย์และได้รับความสนใจเป็นอย่างดีจากลูกค้า”

Mc Outlet ได้รับการตอบรับที่ดีนั้น เนื่องจากความวาไรตี้ของสินค้าและคุณภาพ ในราคาที่จับต้องได้ ขนาดพื้นที่ร้านโดยเฉลี่ย 100 ตารางเมตร เหมาะสมกับการเลือกซื้อสินค้าที่ใช้เวลาไม่มาก ผสมผสานดีไซน์ที่ทันสมัย สร้างอิสระในการช้อปปิ้งให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางโซนนิ่งหมวดหมู่สินค้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกช่วงโอกาส สินค้าใน Mc Outlet มีครบทุกความต้องการ อาทิ กางเกงยีนส์, เสื้อยืด, กางเกงขาสั้น, เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสไตล์รีสอร์ท และแอกเซสซอรี (รองเท้า, หมวก, เข็มขัด, ถุงเท้า และกระเป๋า) 

นอกจากการเปิดให้บริการในสถานีบริการพีทีที สเตชั่น แล้ว ล่าสุดบริษัทได้ขยายการเปิดสาขา Mc Outlet ออกนอกพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน รวมถึงทำการปรับปรุงสาขาที่เมืองทองธานีให้เป็น Mc Outlet ด้วยมีพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร 

“วันนี้เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาที่ Mc Outlet จะได้สัมผัสถึงสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่บรรยากาศภายในร้านและการจัดวางสินค้า ที่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์การช้อปปิ้งให้กับกลุ่มลูกค้าและนักเดินทาง ได้เป็นอย่างดี ส่งผลต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้นในที่สุด” นายเจมส์ ริชาร์ด กล่าวตอนท้าย 

รู้เก็บรู้ออม : Happy Money พี่เลี้ยงการเงิน

0

เชื่อว่ามีหลายคนที่เผชิญหน้ากับปัญหาการเงิน อยากจะออมเงิน บริหารรายรับรายจ่าย ตลอดจนปลดภาระหนี้สิน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเอง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ต้องอาศัยการวางแผนการเงิน ช่วยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา การวางแผนที่ดีก็เปรียบได้กับการกลัดกระดุมเสื้อเม็ดแรกให้ถูกต้อง เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปแบบไม่บิดเบี้ยว

ผู้ที่มีความรู้เรื่องการเงินการลงทุน ก็สามารถวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินของตัวเองได้

แต่จะดีมากกว่ามั้ย หากเราสามารถใช้ความรู้ของเราช่วยเหลือผู้อื่นให้ปลดภาระทางการเงิน และบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ด้วย เหมือนกับเราได้ทำหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ช่วยให้เค้าไม่รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนเดินหลงป่า หรือรู้สึกถูกทิ้งไว้กลางทาง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิ๊งไอเดียที่จะส่งต่อความสุขทางการเงิน ด้วยการเปิดโครงการ “Happy Money พี่เลี้ยงการเงิน” ซึ่งเหมาะสำหรับคนทุกคนที่มีจิตสาธารณะ เพราะนอกจากตัวเองจะได้รับการอบรมความรู้การเงินอย่างเป็นระบบ สามารถวางแผนการเงินเบื้องต้นให้กับตัวเองได้แล้ว ยังได้เรียนรู้เทคนิคการถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนการให้คําแนะนําด้านการเงิน เพื่อส่งต่อทัศนคติที่ดีและความรู้ที่ได้รับให้กับผู้อื่น

“คุณนายพารวย” อยากเชิญชวนให้ผู้สนใจอยากเป็นพี่เลี้ยงการเงิน จะเป็นหัวหน้างาน ที่อยากช่วยลูกน้อง และเพื่อนพนักงานในองค์กรที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน, สมัครได้หมด โดยจะได้รับการอบรมกับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่าน e-Learning พร้อมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ฝึกปฏิบัติและ Group Mentor เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน

ทักษะที่พี่เลี้ยงการเงินจะได้รับจากการอบรม จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น คือ 1.เข้าใจเนื้อหาและใช้เครื่องมือทางการเงินเป็น เช่น งบดุลส่วนบุคคล งบรายได้และค่าใช้จ่าย งบประมาณครอบครัว 2.เข้าใจผู้ที่รับคำปรึกษาว่าเค้ามีความต้องการหรือมีปัญหายังไง เพื่อร่วมวางแผนการเงิน แก้ปัญหาไปด้วยกัน และ 3.ได้รู้เทคนิคในการถ่ายทอดคำแนะนำ เช่น การพูดคุยกันอย่างเปิดใจกัน ซึ่งจะช่วยให้พี่เลี้ยงการเงินทำหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สนใจอยากสมัครเป็นพี่เลี้ยงการเงิน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.set.or.th/happymoney

งานนี้ สุขใจกันทั้งผู้ให้และผู้รับ เพราะทั้งคู่จะรู้จักการวางแผนการเงิน สร้างทัศนคติทางการเงินที่ดี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน และสร้างเงินออมเพื่อเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง โดยพลังบวกที่กระจายต่อๆกันไป ยังจะช่วยขับเคลื่อนสังคมของเราไปสู่ “สังคม Happy Money” ในที่สุด!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ฝากร้อยได้ลุ้นล้าน กับสลากออมสินพิเศษ 2 ปี (แบบใบสลาก)

0

? ฝากร้อยได้ลุ้นล้าน.. กับสลากออมสินพิเศษ 2 ปี (แบบใบสลาก)
เพียงฝากเริ่มต้นหน่วยละ 100 บาท ลุ้นรับรางวัลสูงสุด 5,000,000 บาท
และรางวัลอื่น ๆ อีกกว่า 30 รางวัล ?

ระยะเวลารับฝากตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป
ผู้มีสิทธิเปิดบัญชี–  บุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป–  นิติบุคคลทุกประเภท
อายุ2 ปี (สิทธิการถูกรางวัล 24 ครั้ง)
หน่วยละ100 บาท
รายละเอียดดอกเบี้ยฝากครบ 2 ปี ได้รับดอกเบี้ย  0.10  บาทต่อหน่วย (ร้อยละ 0.05 ต่อปี)
อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดเงื่อนไขการฝาก1. ฝากไม่ครบ 3 เดือน หักส่วนลด 2.00 บาทต่อหน่วย2. ฝากไม่ครบ 2 ปีไม่ได้รับดอกเบี้ย
วงเงินในการรับฝาก1. ฝากขั้นต่ำ 100 บาท (1 หน่วย)
2. ไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย
ระยะเวลาจ่ายดอกเบี้ยจ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดระยะเวลาฝาก โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอน

เงื่อนไขหลัก
1. ผู้ฝากต้องมีบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกเป็นบัญชีคู่โอน สำหรับรับโอนเงินต้นและดอกเบี้ยเมื่อสลากครบอายุ และเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝาก
2. รับฝากบัญชีร่วมได้ไม่เกิน 3 คน
3. ไม่รับฝากบัญชีเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์
สลากครบอายุ
โอนเงินสลากครบอายุเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอน

? ฝากได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://bit.ly/3O9om7t

“ไก่สดเบญจา-ไส้กรอกซีพี” คว้ารางวัลสุดยอดรสชาติอาหารระดับโลก

0

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่สามารถคว้ารางวัล “สุดยอดรสชาติอาหารระดับโลก ประจำปี 2022” หรือ Superior Taste Award 2022 ในกลุ่มสินค้าไก่สด และไส้กรอก จากสถาบันชั้นนำของโลก International Taste Institute ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม โดยในปีนี้ ซีพีเอฟ เป็นบริษัทไทยที่ได้รับรางวัลจากสินค้า “ไก่เบญจา” และ “ไส้กรอกซีพี” 3 รสชาติ รวมถึงในกลุ่มแพลนเบสท์ “มีทซีโร่” 2 รสขาติ ของซีพีเอฟก็ยังคว้ารางวัลความอร่อยมาครอง นับเป็นความภาคภูมิใจในฐานะคนไทยที่คิดค้นนวัตกรรมอาหาร และผลิตอาหารคุณภาพที่มีความปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้แล้ว ยังมีรสชาติอร่อยเป็นที่ยอมรับของเชฟระดับโลกที่ร่วมตัดสินด้วย

“ไม่ง่ายเลยที่จะคิดค้นอาหารคุณภาพ ถูกหลักโภชนาการ เป็นอาหารปลอดภัยที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย และยังมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก จึงเป็นความภาคภูมิใจของผู้บริหารและพนักงานซีพีเอฟอย่างยิ่ง ที่วันนี้เราได้รับการการันตีในเรื่องรสชาติความอร่อยจากเชฟระดับโลกให้กับสินค้าทั้ง 6 ผลิตภัณฑ์” นายประสิทธิ์กล่าว

ในปี 2022 มีผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากทั่วโลกกว่า 2,000 รายการเข้ารับการทดสอบ โดย “ไก่เบญจา” หรือ Benja Chicken เป็นเนื้อไก่สดแบรนด์แรกของไทยที่คว้ารางวัล Superior Taste Award มาครองได้สำเร็จ ไก่เบญจาเป็นนวัตกรรมของซีพีเอฟ ที่คัดสายพันธุ์พิเศษ นำมาเลี้ยงด้วยซูเปอร์ฟู้ดอย่าง ข้าวกล้องและ Flex Seed รสชาติของเนื้อไก่จึงหอม นุ่ม และให้รสสัมผัสฉ่ำกว่าเนื้อไก่ทั่วไปถึง 55% เนื้ออกไก่มีสีชมพู ที่สำคัญยังปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมน และไม่มียาปฏิชีวนะปนเปื้อน 100% เลี้ยงดูอยู่ภายใต้การรับรองมาตรฐานระดับโลกจาก NSF อย่างเคร่งครัด

และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการมอบรางวัลนี้ให้กับกลุ่มสินค้าไส้กรอก โดยผล้ตภัณฑ์ “ไส้กรอกซีพี” ได้รับรางวัลนี้ถึง 3 รสชาติได้แก่ CP Crispy Chicken CP Chicken Frank และ CP Chili Chicken Frank ทั้งนี้ กระบวนการผลิตไส้กรอก CP เริ่มต้นจากการคัดสรรวัตถุดิบเนื้อสัตว์คุณภาพดีจากฟาร์มระบบปิดของซีพีเอฟ ที่มีเทคโนโลยีการผลิตเนื้อสัตว์ปลอดสาร ปลอดภัย ทันสมัย และมีมาตรฐานสูง ถูกเก็บรักษาและขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิความเย็นตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ ยังนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้จัดการวัตถุดิบอัตโนมัติ ระบุข้อมูลวัตถุดิบด้วยระบบ RFID (Radio – Frequency Identification) และตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ ไส้กรอกซีพีมีรสชาติที่หลากหลายถูกใจผู้บริโภคหลายกลุ่ม โดยก่อนหน้านี้ ผลิตภัณฑ์ไส้กรอก CP เพิ่งคว้ารางวัล No.1 แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทยจากนิตยสาร Marketeer สะท้อนความเชื่อมั่นว่าไส้กรอก CP สะอาด ปลอดภัย ถูกหลักอนามัย และมีรสชาติอร่อยเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคมาโดยตลอด

สำหรับแพลนต์เบสท์ “MEAT ZER0” คว้ารางวัลได้จาก นักเก็ต และไส้เบอร์เกอร์รสกระเทียม ที่อร่อยในระดับแทบไม่รู้ว่านี่คือเนื้อจากพืช เป็นนวัตกรรมที่เป็นเทรนด์อาหารของโลกที่ซีพีเอฟทุ่มเทการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อทางเลือกเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยผสานความร่วมมือระหว่าง CPF RD Center กับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กระทั่งค้นพบนวัตกรรม ‘PLANT-TEC ที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ “MEAT ZER0” เนื้อทางเลือกที่สมบูรณ์แบบทั้งลักษณะ รสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส และได้รับการการันตีด้านรสชาติอีกครั้งด้วยรางวัล Superior Taste Award 2022 นี้

ทั้งนี้ รายงานของ International Taste Institute ระบุว่าปี 2022 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือก เช่น โปรตีนจากพืช รวมถึงอาหารในกลุ่มมังสวิรัติ และปราศจากกลูเตน เข้าร่วมการทดสอบและประเมินรสชาติจำนวนมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า โดยรสชาติยังเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากข้อมูลสำรวจของ Ingredion Proprietary Research ในปี 2565 พบว่า 53% ของผู้ที่เลือกซื้อโปรตีนจากพืชให้ความสำคัญกับ “รสชาติ” มาเป็นอันดับแรก ทิ้งห่างปัจจัยด้านอื่น เช่น คุณค่าทางโภชนาการ แบรนด์ ความสะดวก ดังนั้น การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและคงความอร่อยด้วย จึงยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

รางวัล Superior Taste Award ทดสอบและการันตีโดยคณะกรรมการมืออาชีพ ซึ่งเป็นเชฟและซอมเมลิเยร์ชื่อดัง โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีรสชาติอร่อย กลมกล่อม จัดโดย International Taste Institute ซึ่งเป็นสถาบันที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ดำเนินงานเกี่ยวกับการทดสอบและประเมินรสชาติอาหาร โดยร่วมมือกับสมาคมอาหารและเครื่องดื่มในยุโรป 15 แห่ง และมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 200 คนทำการทดสอบและประเมินรสชาติสินค้าอาหารกว่า 1000 รายการจากทั่วโลกในทุกๆปี โดยยึดหลักความอร่อยจากประสาทสัมผัสทั้งห้า การให้รางวัลนี้ใช้วิธีประเมินรสชาติด้วยมืออาชีพเท่านั้น ทั้งจากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญและความเป็นกูรูในศาสตร์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อช่วยยกระดับความอร่อยของผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มส่งเสริมพันธกิจของสถาบันที่ต้องการให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยของอร่อยและมีคุณภาพ

ประโยชน์ 7 ข้อของเนื้อไก่ที่สายเฮลท์ตี้ต้องยกนิ้วให้

0

นักวิชาการโภชนาการ ระบุ เนื้อไก่มีประโยชน์มากมาย ทำให้ถูกยกเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหาร พร้อมแนะปริมาณการรับประทานเนื้อไก่ให้ได้โปรตีนเพียงพอกับแต่ละช่วงวัย ย้ำเลือกซื้อจากแหล่งมีมาตรฐาน ปรุงสุกก่อนรับประทานทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

ดร.วนะพร ทองโฉม นักวิชาการโภชนาการ งานสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญและจำเป็นต่อคนทุกช่วงวัย มีความสำคัญต่อร่างกาย ซึ่ง “เนื้อไก่” คือหนึ่งในแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูง มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นหลายชนิด มีปริมาณไขมันน้อย จึงทำให้เนื้อไก่ กลายเป็นเมนูหลักของกลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพและต้องการสร้างกล้ามเนื้อ

“เนื้อไก่” นอกจากจะมีความโดดเด่นในเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ยังมีข้อดีอีกหลายประการ ซึ่งคุณประโยชน์ทั้งหมดนี้ คือเหตุผลที่เนื้อไก่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสุดยอดอาหาร

1) เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโต สร้างกล้ามเนื้อและเสริมสร้างภูมิต้านทาน

2) อุดมด้วยวิตามินบีรวม เช่น วิตามินบี 12 ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจางได้ มีไนอะซิน (วิตามินบี 3) วิตามินบี 5 และ 6 ที่ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึมโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมันให้เป็นพลังงาน

3) มีฟอสฟอรัส ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง

4) เป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจางและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

5) มีสังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบภายในร่างกาย

6) ยังมี ซิลีเนียม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยควบคุมการทำงานฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ช่วยชะลอความแก่และป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย

7) มีไขมันน้อย เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ในทางโภชนาการจัดเนื้อไก่เป็นกลุ่มเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ สามารถเลือกเป็นแหล่งโปรตีนที่ช่วยดูแลน้ำหนักได้ดี

จากข้อมูลคำแนะนำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ระบุว่า ปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับต่อวันสำหรับคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 – 1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน หากจะคำนวณให้เห็นภาพง่ายๆเป็นปริมาณของเนื้อไก่สุกเพื่อให้ได้ปริมาณโปรตีนที่เพียงพอแต่ละช่วงวัย มีดังนี้ กลุ่มอายุ 1- 5 ปี ปริมาณเนื้อไก่สุกที่เหมาะสมคือ 65 – 82 กรัม กลุ่มอายุ 6 – 8 ปี ปริมาณเนื้อไก่สุกที่เหมาะสมคือ 104 กรัม กลุ่มอายุ 9 – 12 ปี ปริมาณเนื้อไก่สุกที่เหมาะสมคือ 172 กรัม กลุ่มอายุ 13 – 18 ปี ปริมาณเนื้อไก่สุกที่เหมาะสมคือ 219 – 262 กรัม กลุ่มอายุ 19 – 60 ปี ปริมาณเนื้อไก่สุกที่เหมาะสมคือ 222 – 263 กรัม และกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ปริมาณเนื้อไก่สุกที่เหมาะสมคือ 214 – 252 กรัม

ดร.วนะพร ย้ำว่า สำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพ ควรเลี่ยงรับประทานไก่ทอด เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับไขมันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลและไขมันที่ไม่ดี (LDL) ในเลือดสูง จากที่ตั้งใจรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดี อาจกลับกลายเป็นเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน จึงแนะนำการปรุงด้วยวิธีนึ่ง อบ ต้ม แทนการทอด หรือปิ้งย่าง เพราะมีงานวิจัยระบุว่า อาหารที่ปิ้งย่างจนไหม้เกรียมจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

ทั้งนี้ การบริโภคเนื้อไก่อย่างปลอดภัย ผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้อไก่ที่สด สะอาด ปลอดภัย ไม่เก่าเก็บนานเกินไป โดยสังเกตสถานที่จำหน่ายมีสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” และต้องปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคปนเปื้อน เช่น แซลโมเนลล่า (Salmonella spp.) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หากได้รับเชื้อรุนแรงอาจก่อให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้