Home Blog Page 311

ธุรกิจห้าดาว คว้ารางวัล BEST FOOD FRANCHISE ปี 2022

0

รายงานข่าว เปิิดเผยว่า ธุรกิจห้าดาว หรือ FIVE STAR โดย บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด ในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ คว้ารางวัลในงาน “Thailand Franchise Award 2022” จัดโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่เฟ้นหาสุดยอดธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐานที่ดีและมีความโดดเด่นในแต่ละด้าน ประเภท “แฟรนไชส์ไทยอาหารยอดเยี่ยม” (BEST FOOD FRANCHISE) การันตีด้วยรางวัลคุณภาพ ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร ให้คนไทยได้เป็นเถ้าแก่ ด้วยการมีกิจการเป็นของตนเอง โดยมี นายสุนทร จักษุกรรฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจห้าดาว ซีพีเอฟ เข้ารับรางวัล จาก นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรุงเทพฯ

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจห้าดาว ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้ พิสูจน์ถึงการเป็นผู้นำธุรกิจแฟรนไชส์ที่เป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อมั่นในแบรนด์จากผู้บริโภค การันตีความสำเร็จในการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ สร้างคนไทยให้เป็นเถ้าแก่ได้มีธุรกิจเป็นของตนเอง เติบโตอย่างมั่นคง สนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพแก่ผู้ประกอบการไทยให้มีรายได้ที่แน่นอน ตลอดจนเพิ่มเติมความมั่นคงทางอาหาร และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปด้วยกัน ปัจจุบันธุรกิจห้าดาว มีแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 9,000 สาขา ใน 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ และอินเดีย โดยตั้งเป้าที่จะขยายสาขาภายในสิ้นปีนี้มากกว่า 10,000 สาขา

ธุรกิจห้าดาว ดำเนินธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ซี (Franchisee) ตั้งแต่ปี 2543 ชูหัวใจหลัก คือ การสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเอง ด้วยมาตรฐานอาหารที่ดีมีคุณภาพและขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน สามารถเชื่อมต่อทุกเจเนอเรชั่น และยืนหยัดการเป็นผู้นำธุรกิจแฟรนไชส์อาหารพร้อมรับประทานที่อยู่ในใจของทุกคน โดยให้องค์ความรู้ในการบริหารจัดการ ตลอดจนการสนับสนุนในด้านต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ เช่น การพัฒนาสินค้าใหม่ ระบบบัญชีและจัดการสินค้าคงคลัง การส่งเสริมการขาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การจัดการขนส่ง ให้ผู้ที่สนใจสามารถเริ่มธุรกิจได้แบบเทิร์นคีย์ (Turn Key) คือดำเนินการดูแลร้านของตนเองต่อไปได้อย่างมืออาชีพในระยะเวลาอันสั้น ด้วยการลงทุนที่ต่ำกว่าในอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน เป็นการลดความเสี่ยงของผู้ลงทุนในเบื้องต้น และสามารถคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจาก ธุรกิจห้าดาวแล้ว ปัจจุบันยังมีธุรกิจแฟรนไชส์อื่นๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมเป็นเถ้าแก่ ได้แก่ STAR COFFEE กระทะเหล็ก Hi Pork เป็ดเจ้าสัว และข้าวมันไก่ไห่หนาน สนใจเข้าร่วมธุรกิจ โทร. 02-800 8000 หรือ https://fivestar.in.th/contact-us/#section-register

สิงห์อาสา เร่งกำจัดผักตบชวา เปิดทางระบายน้ำรับหน้าฝน สู้น้ำท่วม

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัด บริษัทในเครือ, องค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด – บางยี่หน กรมชลประทาน, เครือข่ายสิงห์อาสา 3 สถาบันการศึกษาภาคกลาง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี และวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยชาวบ้านในพื้นที่ ริมคลองญี่ปุ่นหน้าวัดปทุมวัน ต.หลักชัย อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา จัดโครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม ร่วมกันกำจัดผักตบชวารวมถึงเก็บขยะที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเตรียมรับปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝน ซึ่งคลองดังกล่าวเป็นคลองที่สำคัญของชาวลาดบัวหลวงและเป็นพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง

นายสุชิน อิงคะประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัด เปิดเผยว่า พื้นที่ จ.นครปฐมและ จ.อยุธยา เป็นพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเมื่อเกิดฝนตกจะมีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากไหลลงสู่คลองสาขาต่างๆ ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำท่าจีน หากการระบายน้ำเป็นไปได้ดีก็จะลดปัญหาเรื่องน้ำท่วมได้ ดังนั้น ในทุกๆ ปี บริษัทฯ จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลชุมชนและนำเครือข่ายสิงห์อาสาที่มีอยู่มาช่วยเหลือพี่น้องในพื้นที่ โดยร่วมกันจัดกิจกรรมกำจัดผักตบชวาและขยะที่กีดขวางทางน้ำ ซึ่งผักตบชวาที่เก็บได้จะนำไปต่อยอดทำเป็นปุ๋ย เพื่อนำไปใช้ในแปลงเกษตรโรงงานที่บางเลน และนำไปแบ่งปันให้ชุมชน รวมทั้งโครงการโรงเรียนเกษตรพอเพียง รอบๆโรงงานต่อไป”

นายอรรถสิทธิ์ พรหมสุข ผู้จัดการฝ่ายงานกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า ในแต่ละปี สิงห์อาสาจะมีโครงการที่ช่วยดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงป้องกันมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นน้ำ แหล่งน้ำ สายน้ำ และความยั่งยืน ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำมาโดยตลอดก่อนช่วงเข้าสู่ฤดูฝน คือการดูแลปัญหาขยะและผักตบชวาที่อยู่ตามลำคลองต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในกรณีที่มีฝนตกจำนวนมาก ผ่านโครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม กำจัดผักตบชวา ซึ่งในครั้งนี้ได้ร่วมมือกับเครือข่ายสิงห์อาสา 2 มหาวิทยาลัย ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.พระนครศรีอยุธยา แปรรูปผักตบชวาทำปุ๋ยอินทรีย์ และคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี สร้างเครื่องตัดย่อยผักตบชวา เพื่อแปรรูปผักตบชวาให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างรายได้ให้ชุมชนต่อไป”

ทั้งนี้ผักตบชวาที่เก็บขึ้นมา สิงห์อาสา ได้ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สอนวิธีการแปรรูปผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในการเกษตรให้แก่ชาวบ้าน และร่วมกับ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี สร้างเครื่องตัดย่อยผักตบชวาเพื่อแปรรูปผักตบชวาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยปุ๋ยที่ได้ในครั้งนี้จะนำไปต่อยอดใช้ในแปลงเกษตรไร้สารเคมีที่บริษัท สิงห์ เบเวอเรช จำกัด ซึ่งเป็นเป็นแหล่งเพาะปลูก Smart Farm ที่แบ่งปันผลผลิตให้ชุมชนอยู่เป็นประจำ และจะนำปุ๋ยไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในชุมชนรอบโรงงาน นอกจากนี้ยังนำผักตบชวาที่ได้ นำไปให้นักเรียนทำผลิตภัณฑ์จักสาน เผยแพร่ในโรงเรียนเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

กิจกรรม กำจัดผักตบชวา เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สิงห์อาสาสู้น้ำท่วม” ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวากีดขวางทางเดินน้ำซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างผลกระทบให้เกิดปัญหาน้ำท่วม โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาสิงห์อาสา และเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคกลาง ทั้งมหาวิทยาลัย, และสถาบันอาชีวศึกษามากกว่า 20 สถาบัน ร่วมกันผนึกกำลังดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยมาโดยตลอด

ก.ล.ต. ลงโทษปรับ Bitkub กับ Satang Pro รวม 50 ล. พบสร้างปริมาณเทียมสินทรัพย์ดิจิทัลในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย กรณีสร้างปริมาณเทียมสินทรัพย์ดิจิทัลในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Bitkub ของบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด โดยให้ผู้กระทำผิดชำระเงินรวม 24,161,292 บาท กำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล และกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร

กรณีของ Bitkub พบการกระทำเข้าข่ายเป็นความผิดของบุคคล 3 ราย ได้แก่ 1.บริษัทบิทคับ 2.นายอนุรักษ์ เชื้อชัย ร่วมกันในการส่งคำสั่งซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล อันเป็นการทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับปริมาณการซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัลในศูนย์ซื้อขาย Bitkub และ 3. นายสกลกรย์ สระกวี ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้มีอำนาจจัดการของบริษัทบิทคับ สั่งการ หรือกระทำการหรือไม่สั่งการหรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ เป็นเหตุให้บริษัทบิทคับกระทำความผิดดังกล่าว 

บริษัทบิทคับ โดยนายสกลกรย์ ได้ทำสัญญากับนายอนุรักษ์ให้นายอนุรักษ์ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ในศูนย์ซื้อขาย Bitkub และได้ให้นายอนุรักษ์ยืมเงินเพื่อใช้ในการทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นายอนุรักษ์ได้ส่งคำสั่งจับคู่ซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี จำนวน 4 เหรียญ ได้แก่ Bitcoin (BTC) Bitcoin Cash (BCH) Ethereum (ETH) และ Ripple (XRP) โดยเป็นการจับคู่ซื้อขายกันเองในบัญชีซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีของตนเองในศูนย์ซื้อขาย Bitkub ซึ่งการจับคู่ซื้อขายกันเองในแต่ละเหรียญดังกล่าว มีสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 84 – 99 ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของนายอนุรักษ์ และตั้งแต่ร้อยละ 57 – 99 ของปริมาณการซื้อขายรวมทั้งตลาด โดยบริษัทบิทคับและนายสกลกรย์รับทราบถึงการจับคู่ซื้อขายกันเองในบัญชีซื้อขายของนายอนุรักษ์ แต่ไม่ได้มีการทักท้วงการส่งคำสั่งซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีของนายอนุรักษ์ดังกล่าว 

การกระทำของบริษัทบิทคับและนายอนุรักษ์เป็นความผิดฐานส่งคำสั่งซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล อันเป็นการทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับปริมาณการซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามมาตรา 46(1) ประกอบมาตรา 48(2)(3) แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดฉบับเดียวกัน เป็นความผิด 4 กระทง (นับตามจำนวนเหรียญ) 

ส่วนการกระทำของนายสกลกรย์เป็นความผิดในฐานะเป็นบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทบิทคับ สั่งการ หรือกระทำการหรือไม่สั่งการหรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ เป็นเหตุให้บริษัทบิทคับกระทำความผิดในกรณีข้างต้น ซึ่งต้องรับโทษเดียวกันตามมาตรา 94 ประกอบมาตรา 46(1) ประกอบมาตรา 48(2)(3) แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดฉบับเดียวกัน เป็นความผิด 4 กระทง (นับตามจำนวนเหรียญ)

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 3 ราย โดยกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง ได้แก่ ค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด มาตรการห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล และมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัลหรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ดังนี้ 

(1) ให้บริษัทบิทคับ ชำระค่าปรับทางแพ่งขั้นสูงสุดตามกฎหมายและชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 8,053,764 บาท 

(2) ให้นายอนุรักษ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งขั้นสูงสุดตามกฎหมายและชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 8,053,764 บาท กำหนดมาตรการห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเวลา 6 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน

(3) ให้นายสกลกรย์ ชำระค่าปรับทางแพ่งขั้นสูงสุดตามกฎหมายและชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 8,053,764 บาท และให้นายสกลกรย์ร่วมรับผิดในมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ดำเนินการกับบริษัทบิทคับอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 99 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ประกอบมาตรา 317/11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่แก้ไขเพิ่มฉบับที่ 5 พ.ศ. 2559 นอกจากนี้ ค.ม.พ. ได้กำหนดมาตรการห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเวลา 6 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังพบการสร้างปริมาณเทียมสินทรัพย์ดิจิทัลในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Satang Pro ของบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยให้ผู้กระทำผิดชำระเงินรวม 24,161,292 บาท กำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล และกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร

โดยตรวจสอบพบการกระทำเข้าข่ายเป็นความผิดของบุคคล 4 ราย ได้แก่ (1) บริษัทสตางค์ (2) บริษัท LLC Fair Expo ร่วมกันในการส่งคำสั่งซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล อันเป็นการทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับปริมาณการซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัลในศูนย์ซื้อขาย Satang Pro (3) นายปรมินทร์ อินโสม ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้มีอำนาจจัดการของบริษัทสตางค์ และ (4) Mr. Mikalai Zahorski เจ้าของและกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ของบริษัท LLC Fair Expo เป็นบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทสตางค์และบริษัท LLC Fair Expo (ตามลำดับ) สั่งการ หรือกระทำการหรือไม่สั่งการหรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ เป็นเหตุให้บริษัทสตางค์และบริษัท LLC Fair Expo กระทำความผิดดังกล่าว

บริษัทสตางค์ โดยนายปรมินทร์ ได้ทำสัญญากับบริษัท LLC Fair Expo โดย Mr. Mikalai ให้บริษัท LLC Fair Expo ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ในศูนย์ซื้อขาย Satang Pro และได้ให้วงเงินซื้อขายเพื่อใช้ในการทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 บริษัท LLC Fair Expo ได้ส่งคำสั่งจับคู่ซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี จำนวน 3 เหรียญได้แก่ Bitcoin (BTC) Ethereum (ETH) และ Ripple (XRP) โดยเป็นการจับคู่ซื้อขายกันเองในบัญชีซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีของ Market Maker ในศูนย์ซื้อขาย Satang Pro ซึ่งการจับคู่ซื้อขายกันเองในแต่ละเหรียญดังกล่าว มีสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 96 – 99 ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของบัญชีซื้อขายของ Market Maker หรือคิดเป็นร้อยละ 81 – 97 ของปริมาณการซื้อขายรวมทั้งตลาด ทั้งนี้ การทำหน้าที่ของ Market Maker ได้มีการนำส่งรายงานการซื้อขายในบัญชี Market Maker ให้บริษัทสตางค์รับทราบทุกเดือน

การกระทำของบริษัทสตางค์และบริษัท LLC Fair Expo เป็นความผิดฐานส่งคำสั่งซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล อันเป็นการทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับปริมาณการซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล ตามมาตรา 46(1) ประกอบมาตรา 48(2)(3) แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดฉบับเดียวกัน เป็นความผิด 3 กระทง (นับตามจำนวนเหรียญ) 

ส่วนการกระทำของนายปรมินทร์ และ Mr. Mikalai เป็นความผิดในฐานะเป็นบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทสตางค์และบริษัท LLC Fair Expo (ตามลำดับ) สั่งการ หรือกระทำการหรือไม่สั่งการหรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ เป็นเหตุให้บริษัทสตางค์และบริษัท LLC Fair Expo กระทำความผิดในกรณีข้างต้น ซึ่งต้องรับโทษเดียวกันตามมาตรา 94 ประกอบมาตรา 46(1) ประกอบมาตรา 48(2)(3) แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดฉบับเดียวกัน เป็นความผิด 3 กระทง (นับตามจำนวนเหรียญ)

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 4 ราย โดยกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง ได้แก่ ค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด มาตรการห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล และมาตรการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัลหรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ดังนี้ 

(1)  ให้บริษัทสตางค์ ชำระค่าปรับทางแพ่งขั้นสูงสุดตามกฎหมายและชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 6,040,323 บาท 

(2)  ให้บริษัท LLC Fair Expo ชำระค่าปรับทางแพ่งขั้นสูงสุดตามกฎหมายและชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 6,040,323 บาท และกำหนดมาตรการห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเวลา 6 เดือน

(3) ให้นายปรมินทร์ ชำระค่าปรับทางแพ่งขั้นสูงสุดตามกฎหมายและชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 6,040,323 บาท และให้นายปรมินทร์ร่วมรับผิดในมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ดำเนินการกับบริษัทสตางค์อย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 99 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ประกอบมาตรา 317/11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ. 2559 นอกจากนี้ ค.ม.พ. ได้กำหนดมาตรการห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเวลา 6 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน 

(4) ให้ Mr. Mikalai ชำระค่าปรับทางแพ่งขั้นสูงสุดตามกฎหมายและชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 6,040,323 บาท และให้ Mr. Mikalai ร่วมรับผิดในมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ดำเนินการกับบริษัท LLC Fair Expo อย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 99 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ประกอบมาตรา 317/11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ นอกจากนี้ ค.ม.พ. ได้กำหนดมาตรการห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเวลา 6 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน

ทั้งสองกรณี การกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์ดิจิทัลและการกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารดังกล่าวข้างต้นจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้กระทำความผิดลงนามในบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด  หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติโดยไม่ต่ำกว่าอัตราที่ ค.ม.พ. กำหนด

ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งที่ได้รับจากการกระทำความผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง

ตามดูความสำเร็จ “อภิรัตน์ฟาร์ม” ซีพีเอฟผลักดัน เกษตรกรคอนแทรคฟาร์ม สร้างอาชีพมั่นคง ใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม

0

“ปัจจุบันการทำฟาร์มปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงแม้ในตอนแรกเราจะคัดเลือกสถานที่ตั้งฟาร์มเลี้ยงสัตว์ให้อยู่ห่างไกลจากชุมชนแล้วก็ตาม แต่ที่สุดแล้วในอนาคตชุมชนก็จะขยายตัวเข้ามาใกล้กับฟาร์มอย่างแน่นอน ดังนั้นการหาวิธีการจัดการวางแผนเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซีพีเอฟจึงส่งเสริมให้เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มทำ “ฟาร์มระบบปิด” ตามมาตรฐานของบริษัท มีระบบปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือ EVAP ที่ทำให้สัตว์อยู่สบาย และยังสามารถลดกลิ่นจากการเลี้ยงสัตว์ ลดก๊าซแอมโมเนีย รวมถึงก๊าซมีเทน สาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน ควบคู่กับการใช้ระบบไบโอแก๊สเพื่อจัดการของเสีย ที่ช่วยลดสัตว์พาหะเช่นแมลงวัน ลดกลิ่น เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม และยังได้ก๊าซชีวภาพนำมาปั่นเป็นไฟฟ้าใช้ในฟาร์มช่วยลดรายจ่ายค่าพลังงานไฟฟ้า ช่วยสร้างมูลค่าและเพิ่มคุณค่าให้กับของเสียได้ 100%” อภิรัตน์ แก้ววิเศษ วัย 39 ปี ผู้ที่ผันตัวเองจากสัตวบาล สู่อาชีพเกษตรกรเลี้ยงหมู เจ้าของ “อภิรัตน์ฟาร์ม” อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี เล่าถึงแนวโน้มการทำฟาร์มยุคใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ

ก่อนจะย้อนที่มาของการเป็นเกษตรกร ในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสุกรขุนแก่เกษตรกรรายย่อย ที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนเกษตรกรให้ประสบความสำเร็จในอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยย้อนไปเมื่อปี 2548 หลังจากตัดสินใจออกมาทำไร่กับภรรยา ในช่วง 4 ปีแรก เมื่อประสบปัญหาภาวะแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้พืชผลที่ลงไว้ให้ผลผลิตไม่ดีนัก จึงปรึกษากันว่าน่าจะลองหาอาชีพอื่นเสริมเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งที่บ้านภรรยาทำฟาร์มแม่พันธุ์หมูกับซีพีเอฟอยู่ก่อนแล้ว และเห็นว่าอาชีพนี้มีความมั่นคง สร้างรายได้ที่แน่นอน และตนเองก็มีพื้นฐานด้านสัตวบาล จึงตัดสินใจปรับปรุงพื้นที่ด้านหลังฟาร์มของครอบครัว จำนวน 8 ไร่ มาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหมูขุน 2 หลัง เป็นระบบโรงเรือนปิด ความจุหมูโรงเรือนละ 700 ตัว

“การตัดสินใจครั้งนั้น บวกกับความใส่ใจที่ทั้งผมและภรรยาทุ่มเทลงไป ปรากฎผลชัดเจนจากอัตราเจริญเติบโตของหมูแต่ละรุ่นอยู่ในเกณฑ์ดีมาก อัตราเสียหายค่อนข้างต่ำ รายได้ที่ดีจึงตามมา จากนั้นผมตัดสินใจขยายการเลี้ยงอีก 5 โรงเรือน รวมเป็น 7 โรงเรือน ความจุหมูรวม 6,500 ตัว พร้อมทั้งเห็นโอกาสในการขยายการเลี้ยงหมูแม่พันธุ์อีก จึงตัดสินใจลงทุนทำฟาร์มแม่พันธุ์ 250 แม่ เพราะเห็นแล้วว่าอาชีพนี้สำเร็จได้แน่นอน ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา รายได้และผลตอบแทนมั่นคงจริงๆ ทำให้เรากล้าตัดสินใจ และพัฒนาการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ใช้ระบบกล้องวงจรปิด ไซโลอาหารอัตโนมัติ และเตรียมนำระบบ Smart Farm เต็มรูปแบบมาใช้ เช่น การใช้ inverter และโซล่าเซลล์ โดยอีก 2 ปีข้างหน้า มีแผนจะขยายการเลี้ยงหมูขุน อีก 4 หลัง” อภิรัตน์ บอกอย่างมั่นใจ

เมื่อถามถึงการจัดการของเสียและสภาพแวดล้อมของอภิรัตน์ฟาร์ม เพราะตลอดเวลาที่พูดคุยกันแม้จะเลี้ยงหมูจำนวนมากแต่กลับไม่ได้ “กลิ่นขี้หมู” อภิรัตน์บอกว่า เป็นเพราะที่นี่ใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ นอกจากการทำโรงเรือน EVAP ควบคู่กับการใช้นวัตกรรมส้วมน้ำที่ช่วยทั้งลดกลิ่น ทำให้คอกและตัวหมูสะอาด ช่วยลดการใช้น้ำในระบบการเลี้ยง และยังเชื่อมโยงกับการบำบัดของเสียด้วยระบบไบโอแก๊สแล้ว ที่ฟาร์มยังใช้นวัตกรรม “ระบบฟอกอากาศ” ช่วยกรองกลิ่นที่บริเวณท้ายโรงเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังปลูกต้นไม้เป็นแนวกันกลิ่นอีกชั้น

“สำหรับน้ำหลังการบำบัดด้วยไบโอแก๊ส เราทำบ่อล้นหลายๆบ่อเพื่อกรองน้ำให้ใส โดยบ่อที่ 4 บ่อสุดท้าย จะเชื่อมต่อเข้าระบบคลองไส้ไก่ในสวนกล้วย 4 ไร่ เป็นการเพิ่มพื้นที่ให้น้ำตกตะกอนให้ได้มากที่สุด นอกจากจะได้น้ำใสสะอาดไร้กลิ่นและเป็นน้ำปุ๋ยที่มีแร่ธาตุที่เหมาะสมกับต้นไม้แล้ว ผลผลิตกล้วยที่ได้ยังดก ผลใหญ่ เพื่อใช้ผสมกับอาหารให้ลูกหมูแรกรับกิน จึงไม่ต้องซื้อกล้วยอีกเลย ที่สำคัญเรายังเดินหน้าตามนโยบาย “กรีนฟาร์ม” ของซีพีเอฟ ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมภายในฟาร์มให้เป็นสวนป่า ช่วยให้ร่มรื่น ลดอุณหภูมิรอบๆโรงเรือน และยังช่วยดูดซับกลิ่น ลดผลกระทบต่อชุมชนและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี” อภิรัตน์ บอกเคล็ดลับ

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรที่เปิดรับเทคโนโลยี นวัตกรรม และพร้อมที่จะพัฒนาการผลิตหมูที่เป็นต้นทางอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

TIP คว้า 2 รางวัล Thailand’s Smart Awards ครั้งที่ 3

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ดร.ปราโมทย์ วิบูลย์กิจโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับรางวัลเกียรติยศ Thailand’s Smart Awards ครั้งที่ 3 ประเภทองค์กรแห่งนวัตกรรมยอดเยี่ยม (Innovative Company Awards) จากการที่ทิพยประกันภัยเป็นบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำของประเทศไทย ที่ประกาศชัดเจนในการพัฒนาเป็นผู้นำด้าน Digital Insurer

และรางวัลประเภทผลิตภัณฑ์ ในสาขาสุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี 2022 ซึ่งผลิตภัณฑ์ประกันภัย TIP Rainbow ก็ได้รับรางวัลนี้มาอีกหนึ่งรางวัล สำหรับ TIP Rainbow โดย ทิพยประกันภัย เป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ปลดล็อกทุกข้อจำกัดของ LGBTQ+ และส่งเสริมความหลากหลายความเท่าเทียม เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนให้สังคมสมบูรณ์แบบอย่างลงตัว โดยมี นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท สุขุมวิท

เซเว่นฯ เดินหน้าให้ความรู้ ส่งเสริมด้านการตลาด “ไร่พอฝัน-Oh! VEGGIES” สุดปลื้ม ยอดขายพุ่ง

0

“เกษตรกรและเอสเอ็มอี” เปรียบได้กับฟันเฟืองชิ้นสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยที่ต้องการการสนับสนุนและส่งเสริมอย่างจริงจัง ศูนย์ 7 สนับสนุน SME ภายใต้การขับเคลื่อนของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ ในฐานะหน่วยงานภาคเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญของเกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาโดยตลอด ภายใต้ภารกิจ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” ผ่านโครงการสนับสนุนและส่งเสริมต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้เพิ่มโครงการเพื่อเกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น อาทิ จัดสัมมนาให้ความรู้ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร โครงการ SME เสน่ห์ภาค ส่งเสริมการนำสินค้าในท้องถิ่นมาขึ้น Shelf ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ขยายช่องทางการตลาด หลังโครงการและกิจกรรมที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากเกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืน

“ไร่พอฝัน” เกษตรกรต้นแบบ กับแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่

“ไร่พอฝัน” ถือเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกผักสลัดออร์แกนิกเพื่อส่งให้กับ Oh! Veggies ผลิตภัณฑ์ผักสลัดออร์แกนิคและผลไม้พร้อมรับประทาน ที่วางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่นมายาวนานถึง 10 ปี โดย ณัฐพงศ์ จงสกุล วัย 45 ปี เจ้าของฟาร์มผักสลัด ไร่พอฝัน เล่าย้อนความให้ฟังว่า เมื่อ 10 ปีก่อนตนก็เป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนธรรดาคนหนึ่ง ทำงานประจำด้านวิศวะ แต่ด้วยแนวคิดที่อยากจะใช้ชีวิตเป็นของตนเอง จึงตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำฟาร์มผักสลัดร่วมกับน้องชาย

ในช่วงแรกๆ ก็พบอุปสรรคหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านปริมาณผลผลิต และคุณภาพสินค้า เนื่องจากไม่มีความรู้ที่แท้จริงในการทำเกษตรในช่วงปีแรกๆ แต่โชคดีที่ได้มีโอกาสได้ร่วมทำธุรกิจ กับ คุณวุฒิชัย เจริญศุภกุล เจ้าของแบรนด์ Oh! Veggies ตลอดจนทีมของเซเว่น อีเลฟเว่นที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาและปรับแก้ปัญหาต่างๆ จนกระทั่งสามารถพัฒนาและปรับปรุงสินค้าให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล

“เราเริ่มต้นจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ประสบปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะแมลงศัตรูพืช วัชพืช ตลอดจนการควบคุมคุณภาพทำได้ลำบาก จึงค้นหาวิธีที่การปลูกที่ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งการปลูกแบบโรงเรือนเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แต่วิธีการปลูกแบบนี้มีต้นทุนค่อนข้างสูง เราจึงต้องหาพืชที่มีมูลค่าสูงคุ้มกับการปลูกแบบโรงเรือน และผักสลัดก็เป็นคำตอบ ซึ่งเราเริ่มปลูกผักสลัดพร้อมๆ กับที่ Oh! Veggies เป็นคู่ค้ากับเซเว่นฯ นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 10 ปี

สร้างนวัตกรรมการทำงาน ผ่านระบบการจัดการ

ณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากวิธีการปลูกแล้ว เรื่องของระบบการจัดการถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดการด้านการผลิตไปจนถึงการจัดการด้านการตลาด เพราะการจัดการที่ดีจะช่วยทำให้เราวางแผนและบริหารงานได้ง่ายขึ้น เริ่มจากการจัดการด้านการผลิต การปลูกของเราแบ่งออกเป็น 3 โรงเรือน บนพื้นที่ 3 ไร่ ปลูกวนครั้งละครึ่งไร่ เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในทุกสัปดาห์ มีการนำเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วยในการทำงานสร้างความเป็นระบบและระเบียบ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของระบบการจัดการด้านการตลาด เป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากสินค้าเราเป็นของสด หากระบบการจัดการไม่มีคุณภาพก็จะทำให้สินค้าเกิดความเสียหาย หรือเกินความต้องการของตลาด ซึ่งทางเซเว่น อีเลฟเว่น เข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังก็เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้สะดวกและรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยกระจายสินค้าเกษตร ทำให้ในวันนี้ไร่พอฝัน สามารถเก็บเกี่ยวผักสลัด ประกอบด้วย คอส เรคโอ๊ค กรีนโอ๊ค ปัตตาเวีย เพื่อส่งให้กับ Oh! Veggies ได้ประมาณ 700-1,200 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ สร้างรายได้และเกิดการจ้างงานชาวบ้านในชุมชนหลักแสนบาทต่อเดือน

แบ่งปันโอกาส พัฒนาต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้าน “Oh! Veggies” แบรนด์ผลิตภัณฑ์ผักสลัดออร์แกนิคและผลไม้พร้อมรับประทาน ถือเป็นแบรนด์กลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงานสายเฮลตี้ กับยอดขายในเซเว่น อีเลฟเว่น ปี 2564 ที่สูงถึง 300 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี ซึ่ง วุฒิชัย เจริญศุภกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังผัก จำกัด เจ้าของแบรนด์ “Oh! Veggies” กล่าวว่า ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่รู้จักดูแลในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่ เกษตรกร ปัจจุบันเรารับซื้อสินค้าจากเกษตรกรปีละกว่า 300 ตัน โดยมีการเข้าไปพูดคุยเพื่อแสวงหาวิธีการที่จะให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุดสู่มือผู้บริโภคร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่ตัวเราเอง ก็ต้องแสวงหาความรู้อยู่เสมอ เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าของเรา ให้มีคุณภาพ สามารถรักษาความสดใหม่ได้นานที่สุด แต่ยังคงไว้ซึ่งประโยชน์ และที่สำคัญคือ คู่ค้าของเรา เราต้องมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเซเว่น อีเลฟเว่นที่เป็นหนึ่งในคู่ค้าของเราก็ได้ให้คำแนะนำเรื่องการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอยู่เสมอ ล่าสุด เราได้ร่วมกับ เซเว่น อีเลฟเว่น ในการศึกษาวิธีการที่จะยืดอายุสินค้าให้นานขึ้น เพื่อกระจายสินค้าได้หลายสาขามากขึ้น ปัจจุบันเราสามารถส่งสินค้าให้กับทางเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 18 รายการ อยู่ที่ประมาณ 70,000 แพ็คต่อวัน โดยเป็นผักสลัดออร์แกนิกพร้อมทานและน้ำสลัดประมาณ 20,000 แพ็คต่อวัน ใน 6,000-8,000 สาขาทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

การเดินหน้าเร่งสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกร ตลอดจนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเติบโตได้อย่าง แข็งแกร่ง ถือเป็นภารกิจที่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อก่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมแบ่งปันโอกาสต่อกัน ดังเช่น ไร่พอฝัน และ Oh! Veggies

รู้อะไรไม่สู้ รู้จักวางแผน ด้วย ‘โปรแกรมออมเท่าไหร่บรรลุเป้าหมาย’

0

#happymoney โดย #ตลาดหล้กทรัพย์แห่งประเทศไทย แนะนำ “โปรแกรมออมเท่าไหร่บรรลุเป้าหมาย” ตัวช่วยเรื่องออมเงิน

เพียงแค่เลือกเป้าหมาย จะซื้อรถ ซื้อบ้าน ท่องเที่ยว การศึกษา และกรอกข้อมูลรายได้-ค่าใช้จ่ายของตัวเอง แค่นี้ก็จะรู้ว่า เป้าหมายที่วางไว้ ต้องใช้เวลาแค่ไหน จึงจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้

เพียงแค่รู้จักวางแผนการเงินเท่านั้น เพราะ รู้อะไรก็ไม่สู้ รู้จักวางแผน

CPF เปิดตัว “ชมรมพนักงาน” ยกระดับ Wellbeing สร้างความผูกพันในองค์กร

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดตัว “ชมรมพนักงานซีพีเอฟ : CPF Club” จำนวน 16 ชมรม เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารและพนักงานทั้งองค์กร ยกระดับ Wellbeing ตามความสนใจของพนักงาน ประเดิมฉลองเปิดตัวสุดคึกคัก โดย ชมรมแบดมินตัน ศึกคู่หยุดโลก!! ระหว่าง นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กับ เมย์-รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันทีมชาติไทย มืออันดับ 8 ของโลก เรียกเสียงเชียร์สนั่นคอร์ท พร้อมทั้งคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม ในงานนี้มี 2 นักกีฬาดาวรุ่ง ทั้ง วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และ จิว-ภัทรสุดา ไชยวรรณ ร่วมด้วย

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า การก่อตั้งชมรมพนักงานซีพีเอฟ ถือเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยขัดเกลาการยอมรับความหลากหลายทางความคิด และมาร่วมกันสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม พนักงานยังได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ ในด้านต่างๆ จากการเข้าร่วมชมรมที่สนใจ บริษัทฯ ตั้งใจสนับสนุนสิ่งที่เป็นความสุขของพนักงาน เพราะอยากมอบคุณค่าให้มากกว่าชีวิตทำงาน สร้างความผูกพันและเติบโตกับองค์กรไปพร้อมๆ กัน เพื่อช่วยกันคิดดี ทำดีร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสังคมการทำงานที่ดีอย่างยั่งยืน

“บริษัทฯ เชิญชวนเพื่อนพนักงานสมัครเข้าร่วมชมรมได้หลากหลายตามความสนใจ เพื่อสร้างความสุข ปลูกฝังความรัก ความสามัคคี และความผูกพันในองค์กร ตลอดจนเป็นพื้นที่สำหรับกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับพนักงานทุกระดับ ภายใต้แนวคิดส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน สร้างสมดุลในการใช้ชีวิต และยกระดับ Wellbeing ให้ดียิ่งขึ้น” นายประสิทธิ์ กล่าว

สำหรับ รูปแบบของชมรม มุ่งเน้นส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพดี ทั้ง 4 มิติ ได้แก่ สุขภาวะทางกาย (Physical Wellbeing) สุขภาวะทางจิต (Mental Wellbeing) สุขภาวะทางสังคม (Social Wellbeing) สุขภาวะทางปัญญา (Intellectual Well-being) ทั้งกิจกรรมกีฬา ท่องเที่ยว ดนตรี บันเทิง การทำอาหาร การลงทุน เทคโนโลยี และการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม

ชมรมพนักงานซีพีเอฟ มีทั้งหมด 16 ชมรม ได้แก่ แบดมินตัน, ฟุตบอล, หมากล้อม, ท่องเที่ยวจิตอาสา, บำเพ็ญประโยชน์, ครอบครัวอบอุ่น, ทำอาหาร, ชิมอาหาร, การออมและการลงทุน, ดนตรี, คนรักสัตว์เลี้ยง, CPF Photo Club, Coding & Robotics Club, CPF Running Club, CPF Cycle Club และ LGBT โดยแต่ละชมรมจะมีผู้บริหารระดับสูงเป็นสปอนเซอร์ และพนักงานสามารถสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรมต่างๆ ผ่านช่องทางสื่อสารภายใน ในระบบ CPF Family ในช่วงเริ่มเปิดตัวชมรม มีพนักงานให้ความสนใจร่วมสมาชิกชมรมต่างๆ แล้ว มากกว่า 3,000 คน

โออาร์ จับมือ แมริออท ขยายสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ในโรงแรมและรีสอร์ท 30 แห่งทั่วไทย

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายภาณุพันธ์ ทรัพย์จรัสแสง ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมสถานีบริการและผู้อำนวยการ โครงการ EV Station PluZ พร้อมด้วย นายพีรเวท ณ ระนอง ผู้จัดการส่วนพัฒนาตลาดรัฐและพาณิชย์และหัวหน้าทีมเครือข่าย EV Station PluZ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) และ นายยาคอบ เฮลเก้น รองประธานภาคพื้นประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วย นายศราวานารัช สวามิดาสสัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรม ภาคพื้นประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ สิงคโปร์ และมัลดีฟส์ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมพิธีลงนามสัญญาติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ในพื้นที่โรงแรมและรีสอร์ทในเครือแมริออทในประเทศไทย โดยจะติดตั้งรวม 30 แห่งทั่วประเทศ ถือเป็นการขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ซึ่งคาดว่าจะทยอยติดตั้งแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2566

นายภาณุพันธ์ กล่าวว่า โออาร์ มุ่งมั่นผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการเดินทางและการขนส่งให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศ และก้าวสู่การเป็นผู้นำในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจไม่ว่าจะต้องการพลังงานชนิดใดสำหรับการเดินทาง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ตามพันธกิจ Seamless Mobility การร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ในพื้นที่โรงแรมและรีสอร์ทในเครือแมริออทรวม 30 แห่งทั่วประเทศ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าผู้ใช้รถไฟฟ้าให้สามารถเข้าถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า EV Statoin PluZ ได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่หันมาใช้รถไฟฟ้าและให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น อีกทั้งยังมีโมบายแอปพลิเคชั่น ‘EV Station PluZ’ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน EV Station PluZ ทั้งการจองเข้าชาร์จ ชำระเงิน และตรวจสอบประวัติการใช้งาน รวมทั้งยังสามารถแจ้งข้อมูลสถานะของสถานีชาร์จแต่ละแห่ง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมเวลาการเข้าชาร์จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะเป็นไปตามพันธกิจ Seamless Mobility ของ โออาร์ หรือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ พร้อมตอบโจทย์คนเดินทางทุกรูปแบบแล้ว ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของ โออาร์ สู่การเป็นผู้นำในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับหนึ่งในเป้าหมายของ โออาร์ ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment) โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมตลอดทั้งการดำเนินธุรกิจ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ผ่านการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

นายยาคอบ กล่าวว่า เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ โออาร์ ในครั้งนี้ นับเป็นบทบาทที่สำคัญที่จะทำให้โครงสร้างการคมนาคมของประเทศไทยมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยเราได้บูรณาการความยั่งยืนเข้าไว้ในทุกมิติของการดำเนินการ และโครงการนี้คือการขยายภารกิจในการสร้างสังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สถานีชาร์จรถยนต์ EV Station PluZ ที่จะติดตั้งที่โรงแรมและรีสอร์ทในเครือแมริออทกว่า 30 แห่งในประเทศไทยจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าของเรา อีกทั้งยังสร้างแรงจูงใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า นี่คือภารกิจที่ วิน-วิน สำหรับผู้เกี่ยวข้องทุกคน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Serve360 ยุทธศาสตร์ทางด้านความยั่งยืนของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งทุ่มเทให้กับการสร้างผลกระทบในทางบวกในทุกที่ที่บริษัทดำเนินกิจการ ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ serve360.marriott.com

ตลท. เปิดรับฟังความเห็น ปรับหลักเกณฑ์ขายชอร์ตของผู้ดูแลสภาพคล่อง และบัญชีเงินสดของผู้ลงทุนสถาบัน

0


รายงานข่าว เปิดเผยว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้มีการทบทวนและพัฒนากฎเกณฑ์ของตลท. อย่างต่อเนื่องตามแผนกลยุทธ์ Regulatory Revision เพื่อสนับสนุนธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนเพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้ลงทุน รวมถึงเพิ่มความสะดวกและลดภาระให้แก่ผู้ปฏิบัติ (Ease of Doing Business) โดยในครั้งนี้ ตลท.ได้ทบทวนหลักเกณฑ์ 2 เรื่อง พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหลักการสำคัญดังนี้

  1. การสนับสนุนการทำหน้าที่ของผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) สำหรับหน่วยลงทุนอีทีเอฟ (“ETF”) และตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt หรือ “DR”) ซึ่งรวมถึงตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ไม่ต้องซื้อขายเป็นจำนวนเต็มของหน่วย (Fractional DR หรือ“DRx”) โดยเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์การขายชอร์ตเพื่อให้การทำหน้าที่ของ Market Maker มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยการยกเว้นเกณฑ์ราคาขายชอร์ต (Tick Rule) ให้แก่ Market Maker ของ DR, DRx และ ETF ซึ่งจะทำให้ Market Maker สามารถเสนอซื้อขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์อ้างอิง หรือประมาณการมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (iNAV) อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนให้สามารถซื้อขายผลิตภัณฑ์นั้นได้ในราคาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น รวมถึงการปรับปรุงหรือยกเลิกการรายงานข้อมูลการขายชอร์ตสำหรับ Market Maker เพื่อให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และระบบงานที่เกี่ยวข้อง
  2. การทบทวนนิยาม “ผู้ลงทุนสถาบัน” สำหรับหลักเกณฑ์การซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินสด (“บัญชีเงินสด”) ซึ่งอ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่มีการปรับปรุง เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของตลท. ที่จะยกเว้นการวางหลักประกันตามเกณฑ์บัญชีเงินสดให้แก่บุคคลที่มีความเสี่ยงด้านการซื้อขายและชำระราคาต่ำ ซึ่งรวมถึงผู้ลงทุนสถาบัน โดยเสนอปรับปรุงนิยาม “ผู้ลงทุนสถาบัน” ให้หมายถึง ผู้ลงทุนสถาบันที่อยู่ภายใต้หน่วยงานกำกับดูแล อาทิ ธนาคารพาณิชย์ กองทุนรวม รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ตลท. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นพร้อมรายละเอียดบนเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ https://www.set.or.th/th/rules-regulations/market-consultation หัวข้อ “การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ดูแลสภาพคล่อง และนิยาม “ผู้ลงทุนสถาบัน” สำหรับหลักเกณฑ์บัญชีเงินสด” เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่ https://forms.gle/qyWnTPdqP9niHfQ66 จนถึง 6 กรกฎาคม 2565