Home Blog Page 310

AWC ผนึก KBank ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมผ่าน GREEN LOAN

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC จับมือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBank ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย ผ่านสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อนำไปพัฒนาและสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในอสังหาริมทรัพย์ของ AWC โดยมุ่งเน้นโครงการที่ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ AWC ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ที่มีความพร้อมในการพัฒนาโครงการ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนธนาคารยินดีที่ได้ให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ AWC ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน ในการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างสังคมสีเขียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการดำเนินงานของธนาคารเอง และการสนับสนุนลูกค้าให้เปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ด้านนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC เปิดเผยว่า AWC มีความยินดีที่ KBank ได้สนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ให้กับ AWC เพื่อนำไปใช้สำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในอสังหาริมทรัพย์ของ AWC ซึ่งช่วยส่งเสริมการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างยั่งยืน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสององค์กรที่มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจไปพร้อมกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) ซึ่งตรงกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของ AWC ที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในการดำเนินงานให้มากที่สุด สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนของประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ AWC มีแผนที่จะนำเงินจากสินเชื่อดังกล่าว ไปใช้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมในเครือของ AWC หลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีด้านการจัดการพลังงานในอาคารให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านกรอบการดำเนินงาน BETTER PLANET ที่มุ่งทำให้โลกที่มีสภาพแวดล้อมดีขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยสองมิติที่ AWC ให้ความสำคัญ คือ การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) และการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีแผนการดำเนินงาน อาทิ การริเริ่มโครงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศ การนำเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูง และปั๊มความร้อนแบบประหยัดพลังงานมาใช้ในอาคาร เป็นต้น นอกจากนี้ AWC ยังมุ่งมั่นดำเนินการตามมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเป็นมาตรฐานการประเมินอาคารสีเขียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของอาคารและช่วยลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร และมาตรฐาน EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ซึ่งเป็นมาตรฐานด้าน Green Building Model ในระดับสากล ที่รับรองความเป็นเลิศในการออกแบบอาคารสีเขียว เพื่อวางรากฐานแนวทางการก่อสร้างอาคารหรือการพัฒนาโครงการที่คำนึงถึงการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นการยกระดับให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยให้เดินหน้าสู่อนาคตที่ดีและมีความยั่งยืนมากขึ้นอีกด้วย

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ AWC และ KBank ในฐานะองค์กรชั้นนำที่มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืนและรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดย AWC ได้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อใช้เป็นกลไกองค์รวมของการขับเคลื่อนธุรกิจในทุกกระบวนการ สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและสหประชาชาติที่ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงหลัก ESG เพื่อสร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป”

AWC  ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจภายใต้หลัก ESG (Environmental, Social and Governance) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าและความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สังคมและชุมชน อย่างต่อเนื่อง ภายใต้พันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการของประเทศไทยให้มีมาตรฐานเทียบชั้นระดับสากล  โดยล่าสุด AWC ได้การยอมรับจากองค์กรชั้นนำระดับโลกที่สำคัญ ได้แก่ การประเมินจาก MSCI ESG Rating ในระดับ “AA”  จาก MSCI ESG Research การรับคัดเลือกเข้าสู่รายชื่อหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment (THSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงการติดอันดับบริษัทยั่งยืนจาก S&P Global ประจำปี 2564 ของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ท และเรือสำราญ รวมถึงการได้รับการจัดอันดับรายงานการกำกับดูแลกิจการ ในระดับ “ดีเลิศ” (Excellence CG Scoring) และได้รับการรับรองให้เป็นแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) อีกด้วย นอกจากนี้ทางกลุ่มธุรกิจโรงแรมในเครือ AWC ยังได้ริเริ่มโครงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรงแรมบันยันทรี กระบี่ ได้รับรางวัลโรงแรมสีเขียวในระดับทองภายในปีแรกของการดำเนินกิจการ และโรงแรมบันยันทรี สมุย ได้รับการรับรองให้เป็นโรงแรมสีเขียวในระดับเดียวกันอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

OR ผนึก ไปรษณีย์ไทย ทดสอบใช้ EV Bike ของ ไทยฮอนด้า ขนส่งสินค้าและพัสดุ เล็งร่วมมือใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

0

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) พร้อมด้วย ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการทดสอบยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้าและพัสดุ ระหว่าง OR และ ไปรษณีย์ไทย นำร่องการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV Bike) เพื่อขนส่งสินค้าและพัสดุ โดยมี นายณัฐชัย ศรีโสวรรณา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริการกลุ่มงานวางแผนธุรกิจ บริษัท ไทยฮอนด้า จํากัด ร่วมงาน โดยไปรษณีย์ไทยจะใช้ EV Bike จากไทยฮอนด้า 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น PCX Electric และรุ่น BENLY e: ในการขนส่งสินค้าและพัสดุให้แก่ลูกค้า นำร่องที่ทำการไปรษณีย์ 2 แห่ง ได้แก่ ที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ และที่ทำการไปรษณีย์จตุจักร กรุงเทพฯ และ OR จะติดตั้งจุดสลับแบตเตอรี่ ณ ที่ทำการไปรษณีย์นำร่องทั้งสองแห่ง สำหรับชาร์จไฟ EV Bike และสลับแบตเตอรี่แบบไม่ต้องรอชาร์จ ซึ่ง OR และไปรษณีย์ไทยจะร่วมกันเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ EV Bike และการชาร์จไฟฟ้าที่จุดสลับแบตเตอรี่ ตลอดจนหาโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือต่อไปในอนาคต

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า หนึ่งในพันธกิจของ OR คือการสร้าง Seamless Mobility โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะต้องการพลังงานชนิดใดสำหรับการเดินทาง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ รวมทั้งมุ่งมั่นผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการเดินทางและการขนส่งให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศ ตลอดจนพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) โดยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นอีกเป้าหมายในการพัฒนาธุรกิจของ OR เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการ Platform ของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ถือเป็นยานพาหนะที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย ทำให้มีจำนวนผู้ใช้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าได้ง่าย ดังนั้นหาก OR สามารถพัฒนารูปแบบ platform ของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสถานีชาร์จไฟ เครื่องชาร์จ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่ แอปพลิเคชันในการให้บริการ ตลอดจนการซ่อมหรือดูแลรถ EV จะดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนให้การใช้ EV เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศไทยโดยมี OR เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ

ความร่วมมือกับ ไปรษณีย์ไทย และ ไทยฮอนด้า จะเป็นการยกระดับการขนส่งพัสดุให้ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังสอดคล้องกับเป้าหมายของ OR ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment) โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมตลอดทั้งการดำเนินธุรกิจ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ผ่านการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon-Neutrality) ภายในปี 2030 และบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ภายในปี 2050 อีกด้วย

ดร.ดนันท์ เปิดเผยว่า ไปรษณีย์ไทยเล็งเห็นถึงความรับผิดชอบต่อภาคสาธารณะในฐานะของผู้ให้บริการขนส่ง ที่มีการใช้ยานยนต์ในการให้บริการทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก จึงมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนมาสู่การใช้พลังงานสะอาด ทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ – มลพิษในเส้นทางต่างๆ ทั้งในระดับเมืองและชุมชน

“ไปรษณีย์ไทยเป็นหน่วยงานการขนส่งของชาติที่ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า อีกทั้ง ยังมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีด้านการขนส่งมาปรับใช้กับการให้บริการเพื่อคนไทย ด้วยความมุ่งมั่นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตามนโยบายกรีนโลจิสติกส์ ซึ่งให้ความสำคัญตั้งแต่การขนส่งต้นทางไปจนถึงปลายทาง โดยเฉพาะการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในการศึกษาแนวทางเพื่อนำยานพาหนะไฟฟ้ามาใช้ในการให้บริการขนส่งไปรษณียภัณฑ์ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากความร่วมมือกับ OR ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับการนำจ่ายด้วยพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทย ในปี 2565 มีแผนในการนำรถยนต์ไฟฟ้าจานวน 250 คัน มาใช้สำหรับการขนส่งไปรษณียภัณฑ์ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าจะช่วยประหยัดทรัพยากรได้เพิ่มขึ้นกว่า 30 % โดยในอนาคตเชื่อว่าหากมีจำนวนการใช้ที่มากขึ้นจะช่วยสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นต้นแบบของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) ในอนาคต” ดร.ดนันท์ กล่าวสรุป

นาย ณัฐชัย กล่าวว่า ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญของไทยฮอนด้า ที่ได้ร่วมผนึกกำลังกับทั้งภาครัฐและเอกชน กับทาง OR และ ไปรษณีย์ ในการต่อยอดการพัฒนาการขนส่งพัสดุด้วยรถ EV โดยเราได้ส่งมอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าด้วยกัน 2 รุ่น คือ PCX electric และ BENLY e: รวมทั้งหมด 20 คัน พร้อมกับติดตั้งจุดสลับแบตเตอรี่ ณ ที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่และจตุจักร โดยมุ่งหวังที่จะส่งเสริมและยกระดับการคมนาคมที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยไทยฮอนด้า ในฐานะผู้นำของวงการรถจักรยานยนต์ไทย เรามุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างสังคมยั่งยืน เป็นที่มาของการพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และ EV ecosystem ในไทย พร้อมส่งเสริมและ เพื่อต่อยอดการพัฒนาไปสู่อนาคตของการคมนาคมรูปแบบใหม่ของสังคมไทย

ทรีนีตี้ แนะจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ กำหนดทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก

0

 “ทรีนีตี้” ชี้เงินเฟ้อ กำหนดทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกเดือนก.ค.จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ 13 ก.ค. ส่วนไทยถ้าพุ่งเกิน 7%  กดดัน กนง.ขึ้นดอกเบี้ย เหตุดอกเบี้ยแท้จริงระหว่างไทยสหรัฐฯห่างกันเกินไป ฉุดค่าบาทอ่อน แนะรอเข้าซื้อแนวรับแรกที่บริเวณดัชนี 1500-1530 จุด เน้นกลุ่มหุ้น Defensive ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว BDMS-CPALL-GPSC-RATCH-WHAUP-ADVANC

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด  เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือนกรกฎาคม 2565 ว่า คาด SET Index ในเดือนกรกฎาคมซึ่งอยู่ในช่วงแรกของไตรมาสที่ 3 จะอยู่ในโหมดแกว่งตัวซึมๆต่อไป จากรายงานตัวเลขเงินเฟ้อที่น่าจะยังออกมาเติบโตสูงในระยะสั้น ส่งผลให้ธนาคารกลางต่างๆยังคงจำเป็นต้องใช้ความ Aggressive ในการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป ทั้งนี้ เมื่อมาประกอบกับความกังวลใจทางด้านเศรษฐกิจโลกที่อาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวมากขึ้น โดยเฉพาะทางฝั่งสหรัฐฯและยุโรป ทำให้เราอาจเริ่มเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นที่เรามองว่าน่าสนใจสำหรับการ Overweight ตลอดทั้งไตรมาส 3 ยังคงได้แก่พันธบัตรระยะยาว โดยเฉพาะทางฝั่งของสหรัฐฯที่มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปัจจุบันได้มีการ Price in ประเด็นการเข้มงวดนโยบายการเงินของ Fed ไปมากแล้ว

ในส่วนของภาพ SET Index นั้น ต้องบอกว่าเป็นดัชนีที่มีค่าความผันผวนต่ำอย่างมากในช่วงหลัง จนทำให้กรอบการแกว่งตัวแคบตามไปด้วย และเป็นตลาดที่มีทิศทางอิงอยู่กับนักลงทุนต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทุกวันนี้เป็นกลุ่มนักลงทุนที่ครองสัดส่วนการมีส่วนร่วมในตลาดหุ้นไทยไปแล้วถึง 50% ด้วยความสำคัญของ Fund flow ที่ค่อนข้างมากนี้ การอ่านทิศทางของนักลงทุนต่างชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งหากวิเคราะห์ไปกับทิศทางของค่าเงินบาทด้วยแล้วนั้น ประเมินว่าในเดือนก.ค.จะยังไม่เห็น Turning point ของทั้ง 2 ตัวแปรดังกล่าวแต่อย่างใด สอดรับกับรายงานตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนพ.ค.ล่าสุดที่ออกมาขาดดุลทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้งที่ระดับ 3.7 พันล้านเหรียญฯ จนทำให้ล่าสุดบาทกลับมาเป็นสกุลเงินในเอเชียที่อ่อนค่ามากที่สุดอีกครั้งนับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยสำคัญที่สุดที่เรามองว่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือนนี้ก็คือรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯที่จะออกมาในวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งจะมีผลกระทบสำคัญต่อไปยังคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed ในตลาด และการประชุม FOMC ในวันที่ 26-27 ก.ค. ส่วนรายงานเงินเฟ้อของไทยก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยจะออกมาในวันที่ 7 ก.ค. หากออกมาขยายตัวสูงเกินกว่า 7% จะยิ่งทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแท้จริงระหว่างเรากับสหรัฐฯถูกทิ้งห่างมากขึ้นไปอีก ซึ่งจะกระทบกับค่าเงินบาทให้อ่อนค่าต่อไปได้ และน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธปท.จำเป็นจะต้องขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในรอบถัดไปอย่างแน่นอน

นายณัฐชาต กล่าวว่า ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงแนะนำใช้การตั้งรับการเข้าซื้อ โดยยังคงมองจุดแนวรับแรกที่บริเวณดัชนี 1500-1530 จุด ส่วนแนวรับสำคัญในไตรมาส 3 มองไปยังบริเวณดัชนี 1460-1500 จุด ซึ่งจะทำให้ภาพ SET Index กลับมามีความน่าสนใจอย่างมากในเชิง Valuation จากทั้งมาตรวัด PBV, PE, และ EYG ทั้งนี้ หากต้องถือครองหุ้นในช่วงนี้จริง มองว่าจำเป็นที่จะต้องเน้นไปยังกลุ่ม Defensive ซึ่งสามารถทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อไป ไม่ว่าจะเป็น Healthcare (BDMS) / Consumer Staples (CPALL) / Utilities (GPSC, RATCH, WHAUP) / ICT (ADVANC) ส่วนกลุ่มอื่นๆที่น่าสนใจสำหรับการ Selective ได้แก่ กลุ่มบริหารหนี้ (JMT) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า (CPF) กลุ่มเปิดเมือง/เปิดประเทศที่ยังคง Laggard (OR) และกลุ่มธนาคารที่ปลอดภัย (BBL)

ซีพีเอฟ รับรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง และรางวัลคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการดีเด่น ประจำปีพ.ศ.2565 แก่โรงเพาะฟักลูกกุ้ง JR2-3 จังหวัดตราด ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จากการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยมี นายบุญธรรม กังแฮ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ นางสาวบุศรินทร์ เลอเลิศภักดี รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ กระทรวงแรงงาน

นายบุญธรรม เปิดเผยว่า รางวัลทั้ง 2 ที่ได้รับสะท้อนว่าโรงเพาะฟักลูกกุ้ง JR2-3 จังหวัดตราด เป็นสถานประกอบกิจการต้นแบบแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง และมีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการดีเด่น ในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดสวัสดิการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทที่ มุ่งเน้นส่งเสริมให้พนักงานใช้ชีวิตอย่างพอเพียง “เดินตามรอยเท้าพ่ออย่างพอเพียง” ด้วยการรณรงค์ให้พนักงานใช้พื้นในสถานประกอบการทำการเกษตร ปลูกผัก ทำปุ๋ย ตลอดจนจัดทำสหกรณ์ร้านค้าเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าที่พนักงานเป็นผู้ผลิต อาทิ ผัก น้ำพริก และอาหารจากฝีมือพนักงาน มาฝากขายเพื่อระดมทุนและมีเงินปันผลในทุกๆปี

ขณะเดียวกัน โรงเพาะฟักลูกกุ้ง JR2-3 ยังมุ่งส่งเสริมการคัดแยกขยะ เพื่อนำไปรีไซเคิลใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งในพื้นที่สถานประกอบการและต่อยอดสู่ชุมชน โดยคณะผู้บริหารและพนักงาน ยังร่วมผนึกกำลัง กับกลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง และชาวชุมชน ร่วมกันเก็บขยะทะเลในโครงการ “Waste to Value” บริเวณชายหาดทรายแดงบ้านธรรมชาติล่าง ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำขยะทะเลที่ได้มาทำเป็นอิฐบล็อคทางเท้าในแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของซีพีเอฟ ในการลดขยะพลาสติก ยกระดับการดูแลระบบนิเวศชายฝั่งและร่วมแก้ปัญหาขยะในทะเลอย่างยั่งยืน

เอไอเอส ทุ่ม 3.2 หมื่นล้านบาท ซื้อกิจการ 3BB

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2565 บริษัท แอดวานซ์ อินโฟเซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้ทำหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 ที่อนุมัติให้บริษัท แอดวานซ์ ไวน์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่เอไอเอสถือหุ้นอยู่ ดำเนินการ 1. เข้าซื้อหุ้นในบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) (TTTBB) จำนวน 7,529,242,385 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.87 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของ TTTBB จากบริษัท อคิวเมนท์ จำกัด (ACU) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JAS) ซึ่งรวมถึงการได้มาซึ่งบริษัทย่อยของ TTTBB อีกสองบริษัท คือ บริษัท ทริปเปิลที อินเทอร์เน็ต จำกัด และบริษัท อิน คลาวด์ จำกัด และการได้มาซึ่ง บริษัท ทรี บีบี จำกัด ตามเงื่อนไขบังคับก่อน คิดเป็นมูลค่ารวม 19,500 ล้านบาท และ 2. เข้าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) จาก JAS จำนวน 1,520,000,000 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.00ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของ JASIF ในราคาหน่วยละ 8.5 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 12,920 ล้านบาท ทั้งนี้ การซื้อหุ้นและซื้อหน่วยลงทุนของเอไอเอสครั้งนี้ มีมูลค่ารวม 32,420 ล้านบาท

โดย AWN ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงกับ ACU และ JAS ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 เพื่อซื้อขายหุ้น TTTBB และหน่วยลงทุนใน JASIF (Undertaking Agreement) โดย AWN จะยื่นเรื่องขออนุญาตในการเข้าทำธุรกรรมจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งภายหลังจากการได้รับอนุญาตแล้ว จึงจะลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นและหน่วยลงทุน คาดว่าธุรกรรมทั้งสองจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาส 1 ของปี 2566 ถ้าได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า การลงทุนขยายธุรกิจในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญตามเป้าหมายกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อขยายการเติบโตในธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน และมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ทำให้บริษัทฯ มีขีดความสามารถในการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านสายไฟเบอร์ที่ครอบคลุมลูกค้าที่กว้างขวางมากขึ้น สามารถขยายการลงทุนไปยังพื้นที่ใหม่เพื่อให้คนไทยสามารถได้รับบริการอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดและรอบนอกตัวเมือง รวมถึงช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพที่ดี อีกทั้ง จะช่วยให้การพัฒนาโครงข่ายไฟเบอร์ในประเทศไทยโดยรวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดทอนความซ้ำซ้อนของการลากสายไฟเบอร์โดยไม่จำเป็นซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยรวมแล้วการลงทุนนี้จะส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มของธุรกิจและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักและผู้เช่าของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน  จะส่งเสริมให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงขึ้น รวมถึงจะมีการปรับเงื่อนไขให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างโอกาสแก่กองทุนในการลงทุนทรัพย์สินโทรคมนาคมของบริษัทฯ เพิ่มเติมในอนาคต

ประธาน ซีพี-ซีพีเอฟ เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.เกษตรฯ เวียดนาม พร้อม เยี่ยมชมโรงงาน ซี.พี. เวียดนาม ย้ำปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง เข้าเยี่ยมคารวะ นาย Le Minh Hoan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมขอบคุณรัฐบาลเวียดนามที่เชื่อมั่นและไว้วางใจให้ เครือซีพีและซีพีเอฟ ได้มามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนางานด้านการเกษตรเวียดนามมาอย่างยาวนาน

ด้าน รมว.เกษตรและพัฒนาชนบท กล่าวแสดงความยินดีกับเครือซีพี ในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของการก่อตั้งเป็นบริษัทฯ ที่แข็งแกร่งของไทยทั้งด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร เพื่อผลิตอาหารคุณภาพปลอดภัยและสร้างความมั่นคงทางอาหารสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ดังที่ ซี.พี.เวียดนาม เป็นที่ยอมรับของประชาชนชาวเวียดนามมากกว่า 30 ปี

ในวันเดียวกัน นายสุภกิต พร้อมด้วย นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ และคณะผู้บริหารระดับสูง อาทิ นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร และนายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ ประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ เขตประเทศอินเดีย ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ฮานอยของ บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด สาขาที่ 3 ภายในนิคมอุตสาหกรรม Phu Nghia เขต Chuong My กรุงฮานอย โดยมี นายมนตรี สุวรรณโพธิ์ศรี กรรมการผู้จัดการ ซี.พี.เวียดนาม ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ซี.พี.เวียดนาม มีกระบวนการผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยีทันสมัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีศักยภาพในการผลิตสินค้าคุณภาพปลอดภัยตามมาตรฐานสากล พร้อมให้กำลังใจพนักงานที่ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน ส่งผลให้ ซี.พี.เวียดนาม มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของเวียดนามจนถึงปัจจุบัน

AIS Serenade รับกระแสชีวิตวิถีใหม่ ผนึกพันธมิตรรอบด้าน กิน-เที่ยว-ช้อป-สุขภาพ พร้อม UPSIZE สิทธิพิเศษให้ลูกค้า

0

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า โปรแกรมดูแลลูกค้า AIS Serenade สร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลลูกค้าด้วยกลยุทธ์ “Beyond Expectation” ที่รู้ลึกถึงอินไซด์ ทำความเข้าใจในทุกความต้องการ เพื่อออกแบบบริการที่เหนือความคาดหมาย ด้วยแนวคิด Upsize สิทธิพิเศษให้ลูกค้า ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์แขนงต่างๆ ครบทุกไลฟ์สไตล์ทั้ง กิน-เที่ยว-ช้อป-สุขภาพ ทำให้ AIS Serenade ก้าวข้ามจากโปรแกรมมอบส่วนลดสู่การส่งมอบ “ความพิเศษ” ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง ตอกย้ำความแข็งแกร่งที่ 1 ตัวจริงด้านการดูแลลูกค้าตลอด 18 ปี

บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ เอไอเอส

จากข้อมูลการใช้สิทธิพิเศษของลูกค้าเซเรเนดในช่วงโควิด-19 พบว่า ยอดการใช้สิทธิพิเศษเติบโตขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะในแกนเครื่องดื่มที่เติบโตกว่า 65% จึงเป็นที่มาของ แนวคิด Upsize ขยายสิทธิพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทั้งเรื่องการกิน เที่ยว ช้อปปิ้ง และสุขภาพ ทั้งนี้รวมไปถึงความต่อเนื่องในการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อให้ลูกค้าเอไอเอส ทุกราย สามารถใช้ AIS Point แลกรับสิทธิประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย อาทิ ส่วนลดเงินสด, แลกรับฟรีสินค้าหรือบริการ ดังเช่นโครงการ “พอยท์เพย์” ที่วันนี้ขยายร้านถุงเงินจากกลุ่มร้านอาหาร ไปในหมวดของร้านขายของชำ ร้านธงฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 850,000 ร้านค้าภายในสิ้นปี นอกจากจะเป็นการดูแลลูกค้าตามเจตนารมณ์ของเราแล้ว ยังเท่ากับได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดการหมุนเวียน จากการเสริมกำลังซื้อในกลุ่มร้านค้ารายย่อยอีกด้วย

AIS Serenade จึงผนึกกำลังร่วมกับพาร์ทเนอร์ในหลายแขนง มาร่วมกัน Upsize เพื่อส่งมอบประสบการณ์และสิทธิพิเศษที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ

  • กิน จับมือกับแบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำกว่า 7 แบรนด์ อาทิ Flash Coffee, KOI The’, DAKASI, Squeeze by Tipco, The Alley, Fresh Me และ Bear House ให้ลูกค้า Upsize ได้รวมกว่า 360 สาขา ทั่วประเทศ เพิ่มเติมสิทธิพิเศษจากร้านค้าในหมวดเครื่องดื่มกว่า 10,000 ร้าน มากไปกว่านั้นยังมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า รับส่วนลดร้านอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง ร้านอาหารญี่ปุ่นฟูจิ, ร้านโจนส์สลัด และร้านอาหารเพื่อสุขภาพชื่อดังอีกมากมาย สูงสุดถึง 20%
  • เที่ยว ผนึกกำลังร่วมกับสายการบินนกแอร์ ที่มอบส่วนลดตั๋วโดยสารสูงสุด 500 บาท และสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้าเซเรเนด แพลทินัมได้สมัครสมาชิก Nok Smile Plus ฟรี จำนวนจำกัด 100 ท่านแรกเท่านั้น นอกจากนี้ ยังร่วมกับสายการบินไทยเวียตเจ็ท (เที่ยวบิน VZ) มอบส่วนลดบัตรโดยสารในทุกเส้นทางบิน 20% รวมถึงสิทธิเศษกับแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชั้นนำที่ขนมาครบทุกค่าย ทั้ง อโกด้า, booking.com และ Traveloka
  • ช้อปปิ้ง ร่วมมือกับ Central App ให้ลูกค้ารับส่วนลดเพิ่ม 12% เมื่อช้อปครั้งแรก โดยไม่มีขั้นต่ำ ลูกค้าปัจจุบันลดเพิ่ม 10% เมื่อช้อป 1,000 บาท ขึ้นไป และ ร้านแว่นตา OWNDAYS ขวัญใจคนรุ่นใหม่ ที่วันนี้ขนส่วนลดมาได้มากสุดถึง 700 บาทเลยทีเดียว
  • สุขภาพ ซึ่งยังคงเป็นแกนที่มีความสำคัญต่อลูกค้าด้วยการทำงานกับโรงพยาบาล และแอพพลิเคชั่นชั้นนำ เพื่อให้บริการพบแพทย์ออนไลน์หรือ Telemedicine สิทธิพิเศษในการตรวจเชื้อโควิด 19 แบบ RT PCR หรือแม้แต่ส่วนลดร้านยา อาหารเสริมต่างๆ รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยที่ยังคงต้องใส่เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลตัวเองอีกด้วย ซึ่ง Welcare ได้มาร่วมสร้างสุขภาพความปลอดภัยให้ลูกค้าด้วยบริการหน้ากากแบบรายเดือน พร้อมส่งถึงบ้านด้วยเริ่มต้นเพียง 109 บาท / กล่อง

“เมื่อสถานการณ์การณ์โควิด 19 กำลังเข้าสู่ภาวะ Post-Pandemic หรือ ระยะหลังการระบาดใหญ่ ทำให้พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากความปกติใหม่ เข้าสู่ Next Normal ความท้าทายที่เราต้องรับมือคือ วิธีการทำงานต้องปรับเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ยังคงต้องยึดหลักที่ใช้ ความเข้าใจ ความใส่ใจ และการใช้ “ใจ” ในการทำงาน ให้สิ่งที่นำเสนอออกไปถึงลูกค้าสามารถใช้ได้จริง เพราะเป้าหมายของการดูแลลูกค้าเซเรเนดไม่ใช่แค่การสร้าง Engagement และความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า แต่ยังเป็นการสร้าง Brand Love ด้วยบริการและสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าความคาดหมาย”

ทั้งนี้ลูกค้า AIS และ AIS Serenade สามารถติดตามความพิเศษอีกมากมายได้ที่แอป myAIS หรือ www.ais.th/serenade

AWC จับมือ SCB เปิดสินเชื่อพร้อมสัญญาอนุพันธ์เชื่อมโยงด้านความยั่งยืน วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (AWC)​ ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ตอกย้ำความเป็นผู้นำของทั้งสององค์กรที่มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดสินเชื่อพร้อมสัญญาอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability Linked Loan and ESG Linked Interest Rate Swap) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย โดย AWC มีความเชื่อมั่นในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับพันธมิตรเพื่อความยั่งยืนในทุกมิติ ซึ่งจะมุ่งเน้นโครงการที่ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้หลัก ESG ตามพันธกิจ “Building a Better Future” ขององค์กร อีกทั้งความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมศักยภาพธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธุรกิจการเงินหลักของ กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ และในฐานะสถาบันการเงินสำคัญของประเทศ ธนาคารตระหนักถึงบทบาทในการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ด้วยยุทธศาสตร์ในการเป็น “ธนาคารที่ดียิ่งขึ้น” (To be a Better Bank) เรามุ่งเน้นพัฒนาการเงินที่ยั่งยืน (Sustainable Finance) ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้รับความไว้วางใจจาก AWC ร่วมสร้างความสำเร็จในการมอบสินเชื่อ Sustainability Linked Loan พร้อมด้วย ESG Linked Interest Rate Swap มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยที่ได้รับสินเชื่อดังกล่าว ผมขอชื่นชมวิสัยทัศน์ผู้บริหาร AWC ทั้งทางด้านธุรกิจเห็นได้จากโครงการที่ประสบความสำเร็จ และกำลังพัฒนามากมายหลายโครงการ รวมถึงความสามารถในการดำเนินการผ่านสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างแข็งแกร่ง และทางด้านความยั่งยืนที่ได้รับรางวัลจากเวทีระดับโลก ธนาคารมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของ AWC ในฐานะผู้นำอสังหาริมทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทย ผมหวังว่ากลุ่มเอสซีบี เอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จะได้มีโอกาสทำงานร่วมกันกับ AWC ในโครงการต่อไปในอนาคต โดยการเป็นธนาคารที่ดียิ่งขึ้นเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยสู่การเป็นสังคมที่ดีขึ้นได้สำเร็จตามพันธกิจ Building a Better Future ของ AWC”

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า พันธกิจการดำเนินธุรกิจของ AWC คือการร่วม “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” หรือ “Building a Better Future” เป็นการนำหลักการการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาผสานในทุกภาคส่วนและทุกมิติของการดำเนินงานในองค์กร เพื่อสร้างคุณค่าองค์รวมอย่างแท้จริงให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งที่ผ่านมา AWC ได้มุ่งมั่นดำเนินงานตามหลักความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น มีการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมให้เกิดเมืองและชุมชนที่ยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจโรงแรม ได้แก่ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เป็นโรงแรมแห่งแรกของโลกที่ได้รับรางวัล ISO 20121 มาตรฐานด้านการจัดงานอย่างยั่งยืน และโรงแรมบันยันทรี สมุย ที่ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งช่วยเคลื่อนย้ายไข่เต่าตนุ พร้อมสร้างเขตอนุบาลเพื่อป้องกันไข่จากผู้ล่าก่อนฟักตัว เป็นต้น เรามีความยินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากธนาคารไทยพาณิชย์ อนุมัติวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนระยะยาวและอนุพันธ์ที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมทั้งการนำผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ขององค์กรมาเป็นส่วนสำคัญในกลไกการจัดสินเชื่อยั่งยืนนี้ เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของ AWC ให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศ (Building A Better Future For Sustainable Real Estate And Sustainable Tourism)

AWC นับเป็นบริษัทแรกในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยที่ได้รับสินเชื่อหมุนเวียนระยะยาวและอนุพันธ์ที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Sustainability Linked Loan and ESG Linked Interest Rate Swap) ซึ่งตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability Performance Targets หรือ SPTs) แบ่งเป็นการบรรลุเป้าหมายผลดัชนีความยั่งยืน MSCI ESG Rating และการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ทั้งนี้ AWC ได้กำหนดแผนกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อ “สร้างคุณค่าด้านความยั่งยืนในระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน” ผ่านกรอบการดำเนินงาน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1) สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น (BETTER PLANET) การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) และการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น ก่อตั้งร้าน reConcept ภายใต้แนวคิดการรีไซเคิล การดําเนินโครงการพลังงานทดแทนและโครงการประหยัดพลังงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการตั้งเป้าหมายในการลดปริมาณขยะอาหารในกลุ่มธุรกิจโรงแรม 2) คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (BETTER PEOPLE) การพัฒนาบุคคลากร อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการบูรณาการทางสังคมและชุมชน เช่น การพัฒนาโครงการ “The GALLERY” ภายใต้รูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ AWC ดำเนินธุรกิจ และ 3) เศรษฐกิจที่ดีขึ้น (BETTER PROSPERITY) การผลักดันให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและกระตุ้นความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อนำพาประโยชน์สู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้อย่างยั่งยืน 

“AWC มีความยินดีที่ SCB ให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นในศักยภาพ AWC มาอย่างต่อเนื่องและพร้อมร่วมสร้างคุณค่าในระยะยาวไปด้วยกัน ซึ่งการได้รับวงเงินสินเชื่อในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการจุดประกายให้กับพันธมิตรทางธุรกิจขององค์กรมาร่วมผนึกกำลังขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืนไปด้วยกัน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล” นางวัลลภา กล่าวเสริม

ด้วยความมุ่งมั่นและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องภายใต้หลัก ESG ส่งผลให้ AWC ได้การยอมรับจากองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในปี 2564 ที่ผ่านมา AWC ได้รับการประเมินจาก MSCI ESG Rating ในระดับ “AA”  การได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รายชื่อหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment (THSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนของ S&P (จากรายงาน The Sustainability Yearbook 2022) ของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ท และเรือสำราญ รวมถึงการได้รับการจัดอันดับรายงานการกำกับดูแลกิจการ ในระดับ “ดีเลิศ” (Excellence CG Scoring) และได้รับการรับรองให้เป็นแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) 

‘ประวิตร’ ชมนวัตกรรมอาหารและการบริหารจัดการน้ำ CPF งานน้ำบาดาลฯ 65

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสร้างภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการน้ำบาดาล ภายใต้แนวคิด “น้ำบาดาลเพิ่มมูลค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย” พร้อมงานเสวนาและเยี่ยมชมบูธ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ, นายศักดิ์ดา วิเชียร์ศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และคณะผู้บริหาร โดยมี นายวรวิทย์ เจนธนากุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ ให้การต้อนรับ ณ ห้องวายุภักษ์แกรนด์บอลรูม โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนแวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารระดับโลกที่ส่งมอบอาหารให้ผู้คนกว่า 4 พันล้านคน กว่า 50 ประเทศทั่วโลก รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างมากที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เล็งเห็นความสามารถของซีพีเอฟ มาร่วมโชว์ศักยภาพกับผู้ประกอบการชั้นนำในการประชุมครั้งนี้ บริษัทมุ่งมั่นผลิตอาหารคุณภาพสูง สด สะอาด ปลอดภัย ภายใต้วิสัยทัศน์ ”ครัวของโลก” ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่คนไทยและประชากรโลก

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานการดำเนินธุรกิจที่ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้หลักการ 3Rs คือ “Reduce” ลดปริมาณการใช้น้ำ “Recycle” นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ โดยผ่านกระบวนการบำบัดแล้ว และ “Reuse” นำน้ำมาใช้ซ้ำ มาบริหารจัดการน้ำตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์ม และโรงงานแปรรูปอาหาร ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด ตามกลยุทธ์ CPF 2030 Sustainability in Action และสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs)

“ซีพีเอฟ ยึดหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ตามนโยบายเครือซีพี คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท เรามุ่งมั่นบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกรไทยโดยรอบสถานประกอบการ อาทิ ‘โครงการปันน้ำปุ๋ยสู่ชุมชน’ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 20 ปี และ ‘โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน’ (Groundwater Bank) หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้เกษตรกรได้มีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภค ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง เป็นแหล่งขุมทรัพย์ในดินที่มีประสิทธิภาพ และจะนำโมเดลดังกล่าวขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป” นายวรวิทย์ กล่าว

ซีพีเอฟ นำผลิตภัณฑ์สินค้าที่ได้รับรางวัลและความนิยมมาจัดแสดง ภายใต้แนวคิด “Put Our Heart Into Food” ได้แก่ ไก่เบญจา เกี๊ยวกุ้งจักรพรรดิ ไข่ต้มซีพี ไข่ไก่สด Cage free แบรนด์ CP Selection และ Meat Zero เนื้อจากพืช (Plant-Based) โปรตีนจากพืชที่อร่อยเหมือนเนื้อสัตว์จริง จากนวัตกรรม PLANT-TEC ซึ่งคว้ารางวัล “สุดยอดนวัตกรรมอาหาร THAIFEX-ANUGA Taste Innovation Show 2022” ในงาน Thaifex-Anuga World of Food Asia 2022 และรางวัลรสชาติอาหารระดับโลก จากประเทศเบลเยี่ยม “Superior Taste Award 2022”

เข้าถึงความคุ้มครอง อุ่นใจด้วยบัตรเดบิตออมสิน สบายใจ

0

บัตรเดบิต ที่จะทำให้ทุกคน…เข้าถึงความคุ้มครอง

จุดเด่น

  • ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยเพียงวันละ 0.82 บาท
  • ชดเชยรายได้ 200 บาท / วัน
  • คุ้มครองชีวิตสูงสุด 50,000 บาท

รายละเอียดผลิตภัณฑ์บัตร

รายการจำนวนครั้ง/วันจำนวนเงินสูงสุด/วัน
ชำระค่าสินค้าและบริการ ได้ทุกร้านค้าที่มีเครื่องหมาย VISA และร้านค้านั้นรับบัตรหรือทำรายการออนไลน์ (เมื่อธนาคารเปิดให้บริการ e-Commerce แล้ว)ไม่จำกัด100,000 บาท
การทำรายการผ่านเครื่อง ATM หรือ ADM – Recycle        ถอนเงิน        โอนเงินภายในบัตร (บุคคลเดียวกัน)        โอนเงินภายในธนาคาร 10 ครั้ง10 ครั้งไม่จำกัด 200,000 บาท
200,000 บาท
100,000 บาท
โอนเงินรายย่อยระหว่างธนาคาร (ORFT)ไม่จำกัด100,000 บาท(สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท/ครั้ง)
ชำระค่าสินค้าและบริการ (Bill Payment)สอบถามยอดคงเหลือไม่จำกัด10 ครั้ง100,000 บาท–
การทำรายการฝากเงินที่เครื่อง ADMฝากเงินสดธนบัตรมูลค่า 100, 500 และ 1,000 บาท
ได้สูงสุด 100 ฉบับ/ครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ในการฝากผ่านเครื่อง ADM ธนาคารออมสิน
16270450631728

อัตราค่าธรรมเนียม

รายการค่าธรรมเนียม/ค่าบริการ
ค่าธรรมเนียมแรกเข้า100 บาท
ค่าธรรมเนียมรายปี299 บาท
ทำบัตรใหม่ทดแทนบัตรเดิม (กรณีบัตรหาย/บัตรอายัด/บัตรยกเลิก)100 บาท

หมายเหตุ : ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคารเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมบริการประเภทต่าง ๆ

ความคุ้มครอง

ความคุ้มครองจำนวนเงินเอาประกันภัย (บาท)
ผลประโยชน์การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (อบ.1) อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ
จากอุบัติเหตุทั่วไป
การสูญเสียมือ 1 ข้าง หรือเท้า 1 ข้าง หรือสายตา 1 ข้าง (ตั้งแต่ 2 ส่วนขึ้นไป)
การสูญเสียมือ 1 ข้าง หรือเท้า 1 ข้าง หรือสายตา 1 ข้างทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุจากการถูกฆาตกรรม หรือถูกทำร้ายร่างกายจากการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์
50,000
50,000
30,000
50,000
10,000
10,000
ผลประโยชน์การชดเชยรายได้ระหว่างการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอันเนื่องมาจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทั่วไป (ขยายฆาตกรรมหรือถูกทำร้ายร่างกาย และ/หรือการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์)    สูงสุด 7 วันต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง200/วัน
ระยะเวลาคุ้มครองครั้งละ 1 ปี นับตั้งแต่วันสมัครและคุ้มครองต่อเนื่องทุกปีเมื่อธนาคารหักค่าธรรมเนียมรายปีได้
เงื่อนไขความคุ้มครองสงวนสิทธิ์คุ้มครองวงเงินสูงสุดเพียง 1 บัตรต่อรายเท่านั้น

หมายเหตุ

  • ความคุ้มครอง เงื่อนไข รายละเอียด ข้อยกเว้นเป็นไปตามที่ระบุไว้ ในกรมธรรม์ของ บมจ. ทิพยประกันภัย
  • ลูกค้า 1 ราย สมัครใช้บัตรเดบิต ออมสิน สบายใจ ได้ 1 บัตร

คุณสมบัติ

  • บุคคลธรรมดา มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 75 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ขอใช้บริการบัตร
  • 1 ท่าน สมัครบัตรเดบิต ออมสิน สบายใจ ได้ 1 บัตร เท่านั้น
  • เป็นบุคคลมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ไม่พิการ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริต มาก่อนการสมัครบัตร
  • บัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียก 1 บัญชี สามารถใช้ผูกกับบัตรได้ 1 บัตร
  • กรณีที่ผู้ถือบัตรเกิดการสูญเสียอวัยวะ สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงในปีทำประกันภัย บริษัทประกันภัยขอสงวนสิทธิ์ไม่ต่ออายุในปีต่อไป

รายละเอียดเพิ่มเติม > https://rebrand.ly/a91673
หรือติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา