Home Blog Page 309

ซี.พี. เวียดนาม รับประกาศเกียรติคุณองค์กรสร้างสรรค์ประโยชน์ให้สังคม จากสหพันธ์เยาวชนแห่งชาติเวียดนาม

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รับประกาศเกียรติคุณ 2 รางวัล จากสหพันธ์เยาวชนแห่งชาติเวียดนาม (Vietnam Youth Federation) ประกอบด้วย ประกาศเกียรติคุณประเภท “ผลงานยอดเยี่ยม” ให้แก่ สหพันธ์เยาวชน ของ ซี.พี.เวียดนาม และประกาศเกียรติคุณประเภท “มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสหพันธ์ฯ ในช่วงปี 2562 – 2565” แก่ “กองทุน ซี.พี.เวียดนาม เพื่อการกุศล” (CPV’s Donation Fund) ที่ร่วมสนับสนุนสหพันธ์ฯ ดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเวียดนาม โดยมี คุณเหงียน ก๊วก คาง (Mr. Nguyen Quoc Khang) ผู้แทนบริษัทฯ รับมอบ ในงานประชุมสรุปผลงานครึ่งแรกแห่งวาระดำเนินการตามมติสภาแห่งชาติของสหพันธ์เยาวชนเวียดนามสำหรับวาระปี 2562-2567

“กองทุน ซี.พี.เวียดนาม เพื่อการกุศล” (CPV’s Donation Fund) และสหพันธ์เยาวชน ของ ซี.พี.เวียดนาม จัดตั้งขึ้นโดยผู้บริหารและพนักงานในบริษัทฯ ตั้งแต่ปี 2553 และ 2557 ตามลำดับ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนและส่งเสริมผู้บริหารและพนักงาน ซี.พี.เวียดนาม ตอบแทนคุณสังคม ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเวียดนาม พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และช่วยเหลือสังคมในหลายๆ ด้าน เช่น โครงการบริจาคโลหิต โครงการหน่วยแพทย์อาสา โครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในสังคม ได้แก่ คนพิการ นักเรียนมีฐานะยากจน ผู้ประสบภัยธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินกิจกรรมของ 2 องค์กรของ ซี.พี.เวียดนาม ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของสหพันธ์เยาวชนแห่งชาติเวียดนาม และ ส่งเสริมให้สมาชิกฯ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งสององค์กร จัดตั้งขึ้นตามความมุ่งมั่นของ ซี.พี.เวียดนาม ซึ่งเป็น บริษัทเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดีและยึดมั่นในหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเกษตร ปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าในชนบท ช่วยให้ชาวเวียดนามมีอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคง และพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามให้เติบโตอย่างยั่งยืน.

โออาร์ รุกสู่ผู้นำนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ตอบโจทย์คนเดินทางทุกรูปแบบ ในงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2022

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2022 ครั้งที่ 10 โดยมีนางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และ นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงาน เข้าร่วม

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า ปีนี้ OR ได้เข้าร่วมงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2002 ใน EV Zone empowered by OR เพื่อนำเสนอนวัตกรรมรอบด้านทุกองศาของรถยนต์ไฟฟ้าจาก OR ทั้งสินค้าและบริการที่จะช่วยตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการก้าวสู่ผู้นำนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)อย่างครบวงจร และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้รถไฟฟ้าว่า OR ได้วางแผนเทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ เพื่อรองรับการใช้งานรถไฟฟ้าอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นไปตามหนึ่งในพันธกิจของ OR ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่ว่าจะต้องการพลังงานชนิดใดสำหรับการเดินทาง OR ก็จะมีทางเลือกของพลังงานที่พร้อมรองรับ และสามารถตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) อีกทั้งยังสอดคล้องกับหนึ่งในเป้าหมายของ OR ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment) โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมตลอดทั้งการดำเนินธุรกิจ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ผ่านการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

ทั้งนี้ ภายในบูธ “EV Zone EMPOWERED by OR” ผู้ชมงานจะได้สัมผัสกับการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ EV Ecosystem ที่ OR เตรียมไว้ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้วิธีการใช้และเข้าถึงการใช้งาน EV Station PluZ ผ่าน Mobile Application ซึ่งมีจุดชาร์จอยู่ทั้งในและนอกสถานีบริการ PTT Station ตอบโจทย์การเดินทางระยะใกล้-ไกล รองรับเส้นทางสายหลัก แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยเครื่องชาร์จในรูปแบบ Quick Charge กำลังไฟกว่า 50 กิโลวัตต์ 75 กิโลวัตต์ 120 กิโลวัตต์ และสูงสุดถึง 160 กิโลวัตต์ และมีหัวชาร์จที่หลากหลายกว่า 3 รูปแบบ มุ่งตอบโจทย์การขยายตัวของรถ BEV ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในการชาร์จเร็ว นอกจากนี้ ยังมีจุดชาร์จไฟฟ้า EV Station PluZ ที่ขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่เชิงพาณิชย์รูปแบบ Normal Charge ซึ่งส่วนใหญ่ติดตั้งในห้างสรรพสินค้าและ Community Mall โดย OR มีเป้าหมายที่จะขยายสถานีชาร์จ EV Station PluZ ให้ครบ 450 แห่งภายในปี 2565 และ 7,000 แห่งภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) อีกทั้งยังมีเครื่องชาร์จสำหรับติดตั้งภายในบ้านพักอาศัย ภายใต้แบรนด์ “Ultra EV” ซึ่งเป็นเครื่องชาร์จรูปแบบ Normal Charge แบบ Wall Box หรือ Home Charge สามารถใช้ได้กับรถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภท PHEV และ BEV รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือจากค่ายรถยนต์ชั้นนำไม่ว่าจะเป็น VOLVO MG AUDI Mercedes BENZ BMW MINI และ Honda ที่นำรถ EV มาร่วมจัดแสดงในโซนนี้อีกด้วย

งาน “Fast Auto Show Thailand 2022” ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2022 ครั้งที่ 10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 กรกฎาคม 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ EH102-104 เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ซีพีเอฟ-กรมป่าไม้ เปิดห้องเรียนธรรมชาติ”โครงการเขาพระยาเดินธง” ต้อนรับน้องๆ รร.นานาชาติคอนคอร์เดียน ร่วมฟื้นฟูป่า

0

โรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน ซึ่งก่อตั้งโดยคุณวรรณี เจียรวนนท์ รอสส์ พาน้องๆ ซึ่งกำลังศึกษาอยู่เกรด 9 (เทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 3) และเกรด 11 (เทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 5) พร้อมด้วยอาจารย์และผู้ปกครอง รวมประมาณ 40 คน ร่วมทำกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า พื้นที่โครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” ต.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี โดยมีนายถนอมพงษ์ สังข์ธูป หัวหน้าโครงการเขาพระยาเดินธง กรมป่าไม้ นายสุธี สมุทระประภูต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักคุณค่าทางสังคมและความหลากหลายทางชีวภาพ และคณะทำงานยุทธศาสตร์ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ซีพีเอฟ ให้การต้อนรับ และ นำศึกษาเส้นทางธรรมชาติ

นายถนอมพงษ์ สังข์ธูป หัวหน้าโครงการเขาพระยาเดินธง และนายสุธี สมุทระประภูต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักคุณค่าทางสังคมและความหลากหลายทางชีวภาพ ซีพีเอฟ เล่าถึงความสำเร็จของการฟื้นฟูป่าที่นี่ ที่เกิดจากความร่วมมืออย่างจริงจังในลักษณะ 3 ประสาน โดยกรมป่าไม้ ภาคเอกชน คือ ซีพีเอฟ และชุมชนรอบพื้นที่่เขาพระยาเดินธง ร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูพลิกฟื้นจากผืนป่าเสื่อมโทรม จนปัจจุบันผืนป่าที่นี่กลับมาเป็นป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์ ด้วยนวัตกรรมการปลูกป่า 4 รูปแบบ รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำและแหล่งอาหารของสัตว์ ทำให้สัตว์ต่างๆ เริ่มเข้ามาอาศัยและหากิน นอกจากนี้โครงการฯ ยังเป็นต้นแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย

กิจกรรมลงพื้นที่สัมผัสห้องเรียนธรรมชาติครั้งนี้ น้องๆ ได้เรียนรู้วิธีการและขั้นตอนการปลูกต้นไม้แบบปราณีต ซึ่งน้องๆ บอกว่าเป็นความรู้ใหม่ที่พวกเขาได้รับ โดยมีพี่ๆกรมป่าไม้และพี่ๆซีพีเอฟให้คำแนะนำ ตั้งแต่ขนาดของหลุมที่ปลูกต้นไม้ ที่ต้องมีขนาดกว้าง 30 เซ็นติเมตร ยาว 30 เซ็นติเมตร และลึก 30 เซ็นติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยที่คลุกกับดิน นำกล้าไม้วางในหลุม นำดินกลบที่โคนต้น ปักเสาไม้ไผ่ ผูกเชือกกับไม่ไผ่และต้นไม้เพื่อช่วยให้ต้นไม้ทรงตัวอยู่ได้หากโดนแรงลม คลุมฟางที่โคนต้น รดน้ำ ติด Tag หมายเลขต้นไม้ พร้อมทั้งเรียนรู้เรื่องการจดบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตของต้นไม้เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการเปรียบเทียบอัตราการเติบโตในปีถัดๆไป

ในกิจกรรมนี้ มีการแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม ทุกกลุ่มต้องลงมือขุดหลุมเอง เพื่อปลูกต้นไม้ทั้งหมด 200 ต้น บนพื้นที่ 1 ไร่ ได้แก่ ต้นตะเคียนทอง ประดู่ป่า ต้นพะยูง และต้นพะยอม ซึ่งต้นไม้เหล่านี้เป็นพันธุ์ไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ ซึ่งน้องๆ ร่วมมือกันทำภารกิจแรกสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย และสภาพอากาศก็เป็นใจ แม้จะมีแดดส่องลงมา แต่ก็มีลมพัดโชยมาให้คลายร้อนลงได้ ซึ่งน้องๆ ตั้งใจทำกิจกรรม โดยมีพี่ๆกรมป่าไม้และพี่ๆซีพีเอฟ คอยเป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำในทุกกิจกรรม

เป็นความภาคภูมิใจของน้องๆ ที่ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ในครั้งนี้ เนื่องจากต้นไม้ที่นำมาปลูกทั้ง 200 ต้น เป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ที่โรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน ได้รับบริจาคต้นกล้ามาจาก MQDC จำนวนทั้งหมด 4,000 ต้น และน้องๆชมรม Seed of Hope หรือเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง ได้ช่วยกันดูแลกล้าไม้ อนุบาลต้นกล้ามาเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้กล้าไม้แข็งแรงพอ ที่จะนำมาปลูกต่อไป ซึ่งล่าสุด ได้นำกล้าไม้ทั้งหมด บริจาคให้โครงการเขาพระยาเดินธง เพื่อนำมาปลูก เพิ่มพื้นที่สีเขียว เมื่อต้นไม้เติบโตขึ้นจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ บรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

จากนั้น น้องๆร่วมกิจกรรมยิง Seed Ball ดินเหนียวก้อนกลม มีเมล็ดพันธุ์ไม้อยู่ภายใน ที่มาจากการผสมปุ๋ยหมัก หรือดินดำปลูกต้นไม้ที่ผสมปุ๋ยแล้ว และปั้นเป็นก้อนพอเหมาะ นำไปผึ่งแดดหรือลม ซึ่งกิจกรรมนี้จะช่วยเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดตามธรรมชาติในพื้นที่

เสียงสะท้อนจากน้องๆหลังจากที่ได้ลงพื้นที่ทำกิจกรรมปลูกป่า บอกตรงกันว่าประทับใจและเป็นประสบการณ์ใหม่

“สิรินยา หิรัญวิริยะ หรือ น้องปาล์มมี่ ประธานชมรม Seed of Hope กำลังศึกษาอยู่เกรด 11 เล่าว่า วันนี้ มากับเพื่อนๆ เพื่อร่วมกันปลูกต้นไม้ที่เขาพระยาเดินธง 200 ต้น รู้สึกสนุกและประทับใจที่ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ได้เรียนรู้วิธีการปลูกป่าที่ถูกต้อง อยากเชิญชวนทุกๆคนมาร่วมกันปลูกป่า เรามีปัญหาโลกร้อน ป่าไม้ถูกตัดไป การปลูกป่าก็เป็นส่วนที่ช่วยดูดคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อน

ด้าน “รมิตา ศรีอัษฎาวุธกุล” น้องพราว กำลังศึกษาเกรด 9 บอกรู้สึกดีที่มีโอกาสได้มาสัมผัสธรรมชาติและได้ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ปลูกต้นไม้ไป 6-7 ต้น อยากเชิญชวนให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสแวดล้อม คนรุ่นใหม่อยู่กับเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ควรมองข้ามธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้ให้เรามาตลอด การที่เรามีโอกาสมาปลูกต้นไม้ ก็เหมือนกับเป็นผู้ให้ ที่คืนกลับให้ธรรมชาติ

น้องธีร์ ลือสุขประเสริฐ เกรด 11 เป็นอีกคนหนึ่งที่ เชิญชวนให้มาช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากกว่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยธรรมชาติและช่วยโลกให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับ น้องทญา สุขสันต์ปานเทพ หรือ น้องมิ้ม เกรด 11 ที่บอกว่า ได้มาทำกิจกรรมปลูกป่าในวันนี้ เป็นการเปิดประสบการณ์ เพราะช่วงโควิดก็ไม่ได้ออกไปไหน การที่เรามาปลูกป่าก็ช่วยโลก อยากให้เพื่อนๆมาร่วมกิจกรรม เราได้เข้าใจธรรมชาติ ช่วยป่า ช่วยโลก น้องมิ้มเล่าด้วยว่า โรงเรียนสนับสนุนนักเรียนให้ทำกิจกรรม โดยมีการจัดตั้งชมรมต่างๆ และเธอเป็นสมาชิกของชมรม Seed of Hope ที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องต้นไม้เช่นกัน เพื่อที่จะหารายได้ไปใช้ในเรื่องของการปลูกป่า

อาชว์พัชร์ อัศวเทววิช น้องเซน เกรด 9 เล่าประสบการณ์ลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า มีโอกาสมาปลูกป่าที่เขาพระยาเดินธง เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ฟื้นฟูธรรมชาติ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาปลูกป่า ช่วยเหลือโลกทางอ้อม เราอาจทำลายป่าไปเยอะ วันนี้รู้สึกดีที่ได้มาช่วยเหลือโลก

ไม่เพียงประสบการณ์และความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับการฟื้นฟูป่าที่น้องๆได้รับ แต่กิจกรรมครั้งนี้ น้องๆได้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เช่น ครอบครัวของน้องอั่งเปา และ น้องปราณ หงษ์จินตกุล ที่มากันครบ คุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาว นอกเหนือจากประสบการณ์นอกห้องเรียน กิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนมุมมองและจิตสำนึกของคนรุ่นใหม่ที่ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมเติบโตและร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โครงการ ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง เป็นความร่วมมือของกรมป่าไม้ ซีพีเอฟ และชุมชนรอบพื้นที่เขาพระยาเดินธง ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่นี่มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าใหม่เพิ่มเติมรวม 6,971 ไร่ เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าให้กับพื้นที่ป่าอื่น ๆ ของประเทศไทย และยังเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกป่าให้กับหน่วยงานที่สนใจ ทั้งภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และสถานศึกษา โดยที่ผ่านมามีหน่วยงานและผู้สนใจที่ขอเข้ามาเยี่ยมชมโครงการฯ อาทิ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บจ.บี.กริม ดร.เกฮาร์ด ลิงค์ บิวดิ้ง มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี สาขาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี น้องๆ ค่าย SMART-i CAMP เป็นต้น

ออมเงินให้งอกเงย เงินโตไว รับดอกเบี้ยเต็ม ไม่เสียภาษี ด้วยเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 และ 11

0

ธนาคารออมสิน ช่วยเรื่องออมเงินให้งอกเงย เงินโตไว… รับดอกเบี้ยเต็ม ๆ ไม่เสียภาษี ด้วยเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ


? เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7

  • อัตราดอกเบี้ย 0.40% ต่อปี* (เทียบเท่าเงินฝากประจำ 0.47%ต่อปี)
  • จ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบ 7 เดือน
  • ไม่เสียภาษี**

? เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 11

  • อัตราดอกเบี้ย 0.45% ต่อปี* (เทียบเท่าเงินฝากประจำ 0.52% ต่อปี)
  • จ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบ 11 เดือน
  • ไม่เสียภาษี**

จุดเด่น

เก็บเงินไว้ใช้จ่ายทั่วไป เพื่อผลตอบแทนเพื่อเป็นหลักประกัน และเงินสำรองในอนาคต  ควบคุมการใช้เงินได้มากขึ้น อุ่นใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม กับบริการเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ ที่คุณยังคงเก็บออม และใช้จ่ายได้เมื่อต้องการ พร้อมยังได้รับผลตอบแทน ที่น่าพึงพอใจ บุคคลธรรมดาไม่หักภาษี

  • เก็บเงินไว้ใช้จ่ายทั่วไป
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • ถอนเงินเท่าใดก็ได้
  • คำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันจากยอดเงินฝาก

คุณสมบัติผู้เปิดบัญชีเงินฝาก

1. บุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป
2. นิติบุคคลทุกประเภท

เงื่อนไขการฝาก

  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • บุคคลธรรมดา และนิติบุคคลทุกประเภท ไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย
  • เมื่อฝากครบ 7 และ 11 เดือนนับตั้งแต่วันที่ฝาก ธนาคารจะโอนยอดเงินฝากและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนที่ผู้ฝากแจ้งไว้
  • ใช้สมุดฝากเงินประเภทเผื่อเรียกพิเศษ 7 และ สมุดฝากเงินประเภทเผื่อเรียกพิเศษ 11 เล่มเดิมมาฝากเพิ่มได้

ระยะเวลารับฝาก ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2565

ฝากเลยง่าย ๆ ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ระยะเวลาเปิดรับฝาก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://rebrand.ly/8vxus0w
*บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร
**บุคคลธรรมดาไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย
?เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด?

ซีพีเอฟ สานต่อโครงการ “ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” ปีที่ 8 ส่งเสริมการเข้าถึงอาหารคุณภาพ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า นายวลัยพรรณ น้อยสันเทียะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นผู้แทน นายเฉลิมพล มั่งคั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร รับมอบ “โครงการซีพีเอฟ อิ่มสุข ปลูกอนาคต” จาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เพื่อสร้างโภชนาการที่ดีในเด็กและเยาวชน แก่โรงเรียนป่าไร่ป่าชาดวิทยา ตำบลป่าไร่ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร พร้อมสร้างกระบวนการเรียนรู้และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารคุณภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมตามหลักโภชนาการแก่เยาวชน สนับสนุนสู่การพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในโรงเรียนและชุมชนต่อไป โดยมี นายดำริห์ แสงสินธุ์ชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เป็นผู้แทนส่งมอบ ร่วมด้วย นายพิเชษฐ มหาวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร

นายวลัยพรรณ กล่าวว่า การดำเนินงาน “โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” ให้เกิดความสำเร็จ จะต้องประกอบด้วยภาคส่วนที่สำคัญ ส่วนแรกคือซีพีเอฟ ในฐานะภาคเอกชนผู้ส่งมอบองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมด้านโภชนาการ ส่วนที่สองคือโรงเรียน ในฐานะภาครัฐ โดยมีคณะครูและนักเรียนเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด ส่วนที่สามคือภาคประชาสังคม ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนรอบข้าง ที่ต้องมาช่วยกันผลักดันให้เกิดความสำเร็จ

ด้าน นายพิเชษฐ มหาวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ผนึกกำลังกับ ซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ดำเนิน “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเสริมสร้างโภชนาการที่ดีและการเติบโตสมวัยทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา ให้แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและในถิ่นทุรกันดาร จากความสำเร็จของโครงการฯ ดังกล่าว ในปี 2558 สพฐ. และซีพีเอฟได้ร่วมกันดำเนิน “โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” เพื่อต่อยอดความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมสร้างโภชนาการที่ดีในเด็กและเยาวชนอย่างไม่สิ้นสุด

“การดำเนินโครงการฯ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 บนพื้นฐานความร่วมมือเชิงบูรณาการ 3 ประสาน เป็นการขยายผลกระบวนการเรียนรู้และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพปลอดภัย และเหมาะสมตามหลักโภชนาการไปยังเด็กนักเรียน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในโรงเรียนและชุมชน โดยโรงเรียนป่าไรป่าชาดวิทยา ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของโครงการฯ จากการพัฒนาพื้นที่ภายในโรงเรียน เกิดเป็น 7 ฐานเรียนรู้ ทั้งการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน อุโมงค์ผักและศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา การเลี้ยงปลา หลุมพอเพียง ไม้ผลแบบผสมผสาน แปลงผักปลอดสาร ปลูกเห็ดในโรงเรือน ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ และร้านค้าอิ่มสุขโรงเรียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมทั้งทักษะวิชาการและพัฒนาสู่พื้นฐานการประกอบอาชีพในอนาคตของเยาวชนได้เป็นอย่างดี” นายพิเชษฐ กล่าว

ด้าน นายดำริห์ แสงสินธุ์ชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่” พร้อมทั้งสร้างความตระหนักและส่งเสริมพนักงานมีส่วนร่วมตอบแทนสังคม ดูแลชุมชนรอบสถานประกอบการ ผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเสาหลักด้าน “อาหารมั่นคง” เป็นเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงอาหารแก่เด็กและเยาวชน ผ่าน “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ตลอดระยะเวลา 34 ปี จนถึงปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 905 โรงเรียนทั่วประเทศ มีนักเรียนมากกว่า 180,000 คน และยังเป็นแหล่งเรียนรู้การจัดการอาชีพเกษตรเชิงธุรกิจให้กับครู 12,000 คน และชุมชน 1,900 แห่งได้รับประโยชน์จากโครงการฯ กระทั่งต่อยอดสู่ “โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” ไปยังโรงเรียนในพื้นที่รอบโรงงานและฟาร์มของบริษัท มากกว่า 80 แห่ง สู่น้องๆนักเรียนรวมกว่า 16,000 คน ที่ชาวซีพีเอฟจิตอาสาร่วมกันเข้าไปช่วยสร้างแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ และพัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบนวัตกรรมการสร้างอาหารในชุมชน

“ซีพีเอฟเชื่อมั่นว่า “หากให้ปลาหนึ่งตัว จะมีกินหนึ่งวัน แต่การสอนจับปลา จะมีกินตลอดไป” เมื่อเด็กและเยาวชน “อิ่มท้อง” จากการเรียนรู้วิธีการผลิตอาหาร ควบคู่ไปกับวิถีการบริโภคอย่างมีสุขโภชนาการ ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการมีจิตใจแจ่มใส พร้อมเล่นและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียกได้ว่า “สุข” ทั้งกาย ใจ สังคม และปัญญา ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการ “ปลูกอนาคต” เพื่อเด็กและเยาวชน และจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าและมั่นคงต่อไป” นายดำริห์ กล่าวตอนท้าย

iQIYI จับมือ AIS มอบสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าเอไอเอส ด้วยแพ็คเกจ VIP สุดคุ้ม เดือนแรกเพียง 35 บาท

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ชั้นนำ iQIYI (อ้ายฉีอี้) ร่วมกับ AIS (เอไอเอส) จัดโปรโมชันสุดคุ้มมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเอไอเอสเพียงสมัครใช้งานแพ็คเกจ “iQIYI VIP” ราคาเพียงเดือนละ 35 บาท    ในเดือนแรก จากปกติ 119 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2565 สัมผัสกับประสบการณ์การรับชมบนเครือข่ายที่ดีที่สุด เพลิดเพลินไปกับคอนเทนต์คุณภาพจุใจกว่า 4,000 เรื่อง โดยไม่มีโฆษณาคั่นบนแอปพลิเคชัน iQIYI (อ้ายฉีอี้) และ เว็บไซต์ www.iQ.com สำหรับลูกค้าเอไอเอส เมื่อสมัครใช้บริการครั้งแรก

นายเคลวิน เหยา ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ iQIYI International กล่าวว่า“สำหรับความร่วมมือระหว่าง iQIYI (อ้ายฉีอี้) กับ AIS ในครั้งนี้ ถือเป็นการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งเอไอเอสเป็นถึงผู้นำทางด้านผู้ให้บริการด้านดิจิทัลชั้นนำของไทย และทางด้าน iQIYI (อ้ายฉีอี้) บ้านของความบันเทิงยอดนิยมแห่งเอเชีย ทั้งซีรีส์ วาไรตี้ ภาพยนตร์ การ์ตูน จากทั่วเอเชีย ทั้งซับไทยและพากย์ไทย กว่า 4,000 คอนเทนต์ มอบสิทธิพิเศษด้วยแพ็คเกจ “iQIYI VIP”

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการพันธมิตรธุรกิจด้านบันเทิงและคอนเทนต์ AIS กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างมาก ที่ได้ทำงานร่วมกับ iQIYI (อ้ายฉีอี้) ในฐานะแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ชั้นนำ ที่มีคอนเทนต์ความบันเทิงที่หลากหลายมาให้ลูกค้าได้เปิดประสบการณ์การรับชมบนโครงข่ายคุณภาพที่ดีที่สุด โดยวันนี้เรายังคงทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลาย ในการส่งมอบบริการดิจิทัลชั้นนำระดับโลกเพื่อให้คนไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง ตามเป้าหมายในการเป็นผู้นำด้านให้บริการดิจิทัลของไทย เราเชื่อว่าความพิเศษครั้งนี้กับ iQIYI (อ้ายฉีอี้) จะสามารถตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และเติมเต็มความหลากหลายในการรับชมคอนเทนต์คุณภาพได้เป็นอย่างดี”

สุดคุ้มสำหรับลูกค้าเอไอเอสโดยเฉพาะ เมื่อสมัครใช้บริการครั้งแรกในราคาพิเศษ เดือนแรกเพียงเดือนละ 35 บาท จากปกติเดือนละ 119 บาท (ราคายังไม่รวม Vat)ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2565 กด *678*401# โทรออกเพื่อสมัครบริการ โดยสามารถรับชมคอนเทนต์ได้อย่างจุใจด้วยภาพคมชัดระดับ Full HD และเสียงระบบ Dolby Atmos เสมือนดูในโรงภาพยนตร์ สามารถดูได้พร้อมกัน 2 จอ, ดาวน์โหลดเพื่อดูแบบออฟไลน์ไม่มีโฆษณาคั่น สามารถเช็คระยะเวลาของ VIP ได้ในหมวด “สมาชิกของฉัน” บนแอปพลิเคชัน iQIYI (อ้ายฉีอี้) และ เว็บไซต์ www.iQ.com เท่านั้น *(อัตราค่าบริการที่กำหนด ยังไม่ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่รวมค่าบริการอินเทอร์เน็ต)

สำหรับลูกค้าเอไอเอสที่สมัครแพ็คเกจ “iQIYI VIP” สามารถเพลิดเพลินกับขบวนซีรีส์ รายการวาไรตี้ ภาพยนตร์ การ์ตูนดังทั่วเอเชีย พร้อมซับไทยและพากย์ไทย ที่รอให้ทุกคนได้สนุกแบบติดขอบจอไม่ว่าจะเป็น ออริจินัลซีรีส์วายแนวแอ็คชั่นมาเฟีย “คินน์พอร์ช เดอะ ซีรีส์ (KinnPorsche The Series)”“เล่ห์ลุนตยา (Undying Secret)” ซีรีส์ผีผ้าสยองขวัญหนึ่งในคอลเลคชันของหมอพงศกร ตามด้วย “Jinxed at First” ซีรีส์เกาหลีโรแมนติกแฟนตาซีหรือสำหรับแฟนซีรีส์จีนต้องห้ามพลาดกับเรื่อง “รักนะครับพี่สาวคนสวย (Love The Way You Are)” จากหมวด Sweet On พร้อมกับเหล่าอนิเมะและอื่นๆ อีกมากมายลูกค้าเอไอเอสที่สนใจสามารถคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/play/otherapp.html หรือที่ myAIS Application และ  AIS PLAYBOX

OR ผนึก Hungry Hub ร่วมระดมทุนรอบ Series A ดันสตาร์ทอัพไทย พัฒนาอุตสาหกรรมร้านอาหารและโรงแรม

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า กองทุน ออร์ซอนเวนเจอร์ส (ORZON Ventures) ภายใต้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ประกาศร่วมลงทุนกับ Hungry Hub บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทย แพลตฟอร์มจองร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2017 ภายใต้โมเดล ‘ข้อเสนอพิเศษในการจองร้านอาหารแบบคุมงบได้’ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าร้านอาหาร และส่งเสริมให้ร้านอาหารสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันได้ให้บริการลูกค้าไปแล้วมากกว่า 2 ล้านที่นั่ง และสร้างยอดขายให้ร้านอาหารไปแล้วมากกว่า 1 พันล้านบาท หรือ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในการระดมทุนรอบ Series A – Hungry Hub ได้รับการสนับสนุนจาก OR ด้วยการลงทุนผ่านกองทุน ออร์ซอน เวนเจอร์ส ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ OR ในการผลักดัน Inclusive Growth เดินหน้าสนับสนุนธุรกิจ Start-Up ไทย ที่มีจุดแข็งในด้านศักยภาพการใช้เทคโนโลยี และมีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ให้ร่วมเติบโตไปกับธุรกิจของ OR

โดยก่อนหน้านี้ Hungry Hub ได้ระดมทุนรอบ Seed Round ในเดือนสิงหาคม 2019 จาก Expara และ 500 TukTuks (กองทุนภายใต้เครือข่าย 500 Global ในส่วนประเทศไทย) ต่อมา ได้การรับระดมทุน รอบ Pre-Series A จาก ECG Venture Capital ผู้นำด้านการลงทุน Private Equity รายใหญ่ในประเทศไทย และ MOVF Media Group ผู้นำอันดับหนึ่งด้านสื่อออนไลน์เกี่ยวกับธุรกิจอาหาร อย่างเพจ Starvingtime เรื่องกินเรื่องใหญ่, หมีมีหม้อ และ แปะโปร

Hungry Hub เป็นบริษัทสตาร์อัพสัญชาติไทย ผู้พัฒนาระบบจองร้านอาหาร ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน โดยร่วมมือกับร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำ มุ่งเน้นสร้างประสบการณ์พิเศษให้ลูกค้า ทราบราคาสุทธิที่ต้องจ่ายก่อนเดินเข้าร้านอาหาร และต้องการช่วยให้ร้านอาหารมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน โดยนำเสนอดีลพิเศษให้กับผู้บริโภค เช่น ทำแพ็กเกจในร้าน A la carte ให้ทานได้แบบ All You Can Eat เป็นต้น

ปัจจุบัน Hungry Hub มีร้านอาหารเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์รวมกว่า 900 ร้านในประเทศไทย รวมถึงร่วมงานกับร้านอาหารระดับ High-end และแบรนด์โรงแรมชั้นนำ อาทิ ร้านอาหารชื่อดังอย่าง Copper Buffet, Audrey Cafe, The Coffee Club (Minor Group) และเครือโรงแรมระดับโลก Marriott, Anantara และ Banyan Tree ให้กับร้านอาหารพาร์ทเนอร์ และเพิ่มรายได้ให้กับร้านอาหาร 1 สาขา สูงสุดถึงเดือนละ 12 ล้านบาท อย่าง Copper Buffet และ เพิ่มรายได้ให้กับโรงแรม สูงสุดถึงเดือนละ 9 ล้านบาท อย่าง โรงแรม Banyan Tree Bangkok

นอกจากนี้ Hungry Hub ยังให้บริการจัดหาร้านอาหารจัดเลี้ยงและดีลพิเศษสำหรับลูกค้ากลุ่มบริษัท ต่อยอดโมเดลจัดเลี้ยงแบบออนไลน์ ส่งอาหารถึงบ้านพนักงาน ตอบโจทย์พฤติกรรมและข้อจำกัดในช่วงโควิด-19 ให้บริการลูกค้ากลุ่มบริษัทชั้นนำแล้ว อย่าง Line, SCB, Kbank, PTTEP และอีกมากมาย

คุณสุรสิทธิ์ สัจจเดว์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Hungry Hub เปิดเผยว่า ในปีนี้ บริษัทมุ่นเน้นกลุ่มร้านอาหาร Luxury Segment มากขึ้น ทั้ง Fine Dining, Omakase, Chef Table และร้านอาหาร/โรงแรม ที่มอบประสบการณ์พิเศษ พร้อมทั้งตั้งเป้าให้มีพันธมิตรร้านอาหาร 2,000 แห่ง สร้างรายได้แก่ร้านอาหาร 1 พันล้านบาทต่อปี และมีผู้ใช้งานระบบ 1 ล้านคนต่อเดือน พร้อมทั้งขยายไปสู่ต่างประเทศภายใน 1 ปีหลังจากนี้

“เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมร้านอาหารและโรงแรม ทั้งในด้านการตลาดที่เข้าถึงผู้บริโภค การแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ระหว่างกันในอุตสาหกรรม ตลอดจนการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมร้านอาหารและโรงแรมของไทย พร้อมคัดสรรโปรโมชันที่คุ้มค่าและแปลกใหม่ มาให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง”

ราชสุดา รังสิยากูล

คุณราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการ ORion บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า OR ได้จัดตั้งกองทุน ORZON Ventures โดยมุ่งเน้นลงทุนทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ OR และธุรกิจใหม่ภายใต้กรอบ Mobility & Lifestyle เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจและสร้างความเติบโตระยะยาว รวมทั้งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ OR ในการเติบเต็มโอกาสเพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน หรือ “Empowering All toward Inclusive Growth” และการเติบโตในรูปแบบ Outside – In Growth โดยจะใช้จุดแข็งที่ OR มีในการช่วยให้ Partners เติบโตไปพร้อม ๆ กับ OR โดย OR เล็งเห็นว่าการลงทุนกับ Hungry Hub จะสามารถช่วยเติมเต็ม Lifestyle Ecosystem ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ F&B ในระยะยาว และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการใช้บริการร้านอาหารที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ Hungry Hub หรือร้านอาหารที่เป็นพอร์ตฟอลิโอของ OR เอง เพื่อให้ OR สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกไลฟ์สไตล์

แม็คกรุ๊ป มอบทุนปีที่ 2 สนับสนุน “น้องมิลค์” แข่งชิงแชมป์โลก โดรนเรซซิ่ง ที่สหรัฐฯ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC โดย นายปิยะ โอฬารริกสุภัค ประธานเจ้าหน้าที่ด้านบัญชีและการเงิน มอบทุนเพื่อการศึกษาและสนับสนุนการเดินทางต่อเนื่องปีที่ 2 ให้กับ “น้องมิลค์ วรรรญา วรรณผ่อง” เจ้าของฉายา “มิลค์ หน้านิ่ง” ในการร่วมแข่งขันรายการ The World Games 2022 ณ เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 7-11 กรกฎาคม 2565 ในฐานะนักกีฬาเครื่องบินจำลองบังคับวิทยุ ประเภทเอฟพีวีเรซซิ่งทีมชาติไทย

สำหรับ “น้องมิลค์” ปัจจุบันมีอายุ 15 ปี ก่อนหน้านี้ได้สร้างชื่อให้กับประเทศไทย ด้วยการคว้าแชมป์โลกแข่งขันบังคับโดรนเรซซิ่ง ชิงแชมป์โลก FAI World Drone Racing Championship Grand Final ประเภทหญิง 2 สมัย เมื่อปี 2018 และ 2019 

ออมเงินแบบแฮปปี้ ทุนไม่หาย ไม่เสียภาษี แถมลุ้นรางวัลทุกเดือนกับสลากออมสิน 2 ปี

0

? จัดหนัก จัดเต็มกับสลากออมสิน 2 ปี…ลุ้นรับรางวัลเพิ่ม 24 รางวัล ๆ ละ 1 ล้านบาท มูลค่ารวมสูงถึง 24 ล้านบาท
ออมเงินแบบแฮปปี้ ทุนไม่หาย ไม่เสียภาษี แถมลุ้นรางวัลที่ 1 ทุกเดือน มูลค่า 5 ล้านบาท พร้อมรางวัลอื่น ๆ อีกกว่า 30 รางวัล

ฝากง่าย ๆ ที่ MyMo หรือ ธนาคารออมสินทุกสาขา

ทั้งนี้ต้องเป็นผู้ฝากสลากออมสิน 2 ปี (แบบใบสลากหรือดิจิทัล)
ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 65 – 30 ก.ย. 65

?เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด?

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://rebrand.ly/yyepu74

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น จับมือ 10 พันธมิตร ดัน ‘ต้นกล้าไร้ถังปี 3’ สร้างระบบนิเวศจัดการขยะยั่งยืน

0

ปัญหาขยะ เป็นปัญหาใหญ่ใกล้ตัว ที่ยังต้องการความร่วมมือในการจัดการอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลสถานการณ์ขยะมูลฝอยของประเทศไทยปี 2564 โดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะอยู่ที่ 24.98 ล้านตันต่อปี แต่ถูกกำจัดอย่างถูกวิธีเพียง 9.28 ล้านตัน และนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้แค่เพียง 7.89 ล้านตันเท่านั้น ยังเหลือปริมาณขยะที่ถูกกำจัดไม่ถูกวิธีและตกค้างอีกกว่า 15.26 ล้านตัน ก่อให้เกิดปัญหาการทิ้งขยะลงทะเล จนทำให้ไทยติดท็อป 5 ของโลกด้านปัญหาขยะทะเลในปี 2562 และปัญหาด้านมลพิษ ไปจนถึงปัญหาภาวะโลกร้อน 

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ จึงได้จับมือร่วมกับ 10 องค์กร ประกอบด้วย 1.บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC 2.บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP 3.บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (Unilever) 4.บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อค จำกัด 5.บริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัด   6.บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด 7.กลุ่มอำพลฟูดส์ 8.บริษัท สถานีรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์สุวรรณภูมิ จำกัด 9.บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด และ 10.วัดจากแดง เพื่อร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง ต่อยอดให้กลายเป็นภาคีด้านการจัดการขยะที่แข็งแกร่งที่สุดในไทย พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศการจัดการขยะครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ เชื่อมโยงตั้งแต่กลุ่มผู้ให้ความรู้ กลุ่มผู้คัดแยกขยะ กลุ่มผู้รับจัดส่งวัสดุ กลุ่มผู้รีไซเคิล กลุ่มผู้รวบรวม กลุ่มเจ้าของผลิตภัณฑ์ กลุ่มผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นกระบวนการ 

ตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานคณะทำงานโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า หลังจากก่อตั้งภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง ต่อยอดโมเดลของโรงเรียนอนุบาลทับสะแก อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้โครงการ CONNEXT ED บูรณาการเรื่องการจัดการขยะเข้ากับหลักสูตรการศึกษา ปลูกฝังให้เยาวชนมีส่วนช่วยคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง มารียูส รีไซเคิล จัดการเป็นวัสดุอินทรีย์ สร้างรายได้กลับสู่โรงเรียน โดยมีโรงเรียนในเครือข่าย 2 รุ่นแรก 153 โรงเรียนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ สามารถลดปริมาณขยะ เปลี่ยนไปสู่วัสดุรีไซเคิลได้แล้วประมาณ 108 ตันต่อปี​ พร้อมทั้งลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อนไปได้กว่า 2,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี 

“เราเริ่มจากการปรับมุมมอง ทำให้ทุกคนตระหนักตรงกันว่า การมีถังขยะจำนวนมาก ไม่ใช่คำตอบ เพราะสุดท้ายภาระจะไปอยู่ที่หลุมฝังกลบ คำตอบที่ดีกว่าสำหรับการแก้ปัญหาขยะ คือแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง มองสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นขยะ เป็นวัสดุอินทรีย์ เป็นวัสดุรีไซเคิล ปีนี้ เราขยายเครือข่ายโรงเรียนและชุมชนทั้งในและนอก CONNEXT ED เพิ่มเติมจนมีรวมทั้งสิ้น 443 แห่ง มีนักเรียนในเครือข่ายเกือบ 83,000 คน เราจะเปลี่ยนนักเรียนและคนในชุมชนเหล่านี้เป็นทีมแยกขยะและทีมรีไซเคิล พร้อมทั้งร่วมมือกับ 10 องค์กรที่มีความสามารถในการรีไซเคิล อัพไซเคิลขยะแต่ละประเภท เข้ามาช่วยกันเติมเต็มระบบนิเวศ นำระบบแลกพอยท์ธนาคารขยะคุ้มค่าเข้ามาใช้ กระตุ้นให้ทุกคนเห็นประโยชน์ของการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ” ตรีเทพ ย้ำ 

หนึ่งในพันธมิตรภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง พงศ์นรินทร์ ชวนะนิกุล ManagerRecycling Business Development บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ผลิตกระดาษชั้นนำของประเทศ และมีกระบวนการรีไซเคิลที่แข็งแกร่ง มองว่าปัจจุบันยังมีกระดาษที่ไม่สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งโครงการต้นกล้าไร้ถังจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้กระดาษเหล่านี้กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง และสามารถผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่สู่สังคม เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้กระบวนการเก็บกลับและการรีไซเคิลมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยเริ่มจากการคัดแยกขยะรีไซเคิลอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง 

ด้าน กิติยา แสนทวีสุข New Venture, Head of Sustainability บริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัดกล่าวว่า ประเทศไทยมีกระป๋องอะลูมิเนียมที่ใช้หมุนเวียนภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 30,000 ตัน อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ากระป๋องอะลูมิเนียมจะสามารถนำกลับมาผลิตให้เป็นกระป๋องใบใหม่ได้ไม่รู้จบ แต่ไม่ใช่ทุกใบที่จะถูกส่งกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โครงการต้นกล้าไร้ถังถือจะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้อะลูมิเนียมใช้แล้วเหล่านี้ สามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อใช้ใหม่ ผ่านการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับข้อดีของวัสดุที่มีค่านี้ให้ได้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างไม่รู้จบ 

วัชรพงศ์ อึงศรีสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อค จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการต้นกล้าไร้ถังมีวัตถุประสงค์โครงการสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ต้องการจัดการปัญหาขยะในโรงเรียนและชุมชน รวมถึงการสร้างมูลค่าของวัสดุรีไซเคิลจากกล่องยูเอชที โดยนำมากลับใช้เป็นวัตถุดิบที่ผลิตเป็นสินค้าที่มีประโยชน์และสร้างรายได้กลับไปที่ชุมชน โดยบริษัทฯ ได้สร้างความตระหนักรู้ถึงการจัดการกล่องนมยูเอชที ที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี ก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และนำกลับมาใช้ประโยชน์อื่นได้อีก เช่น ผลิตเป็นอิฐบล็อกช่องลม, หลังคา, ถังน้ำขนาดใหญ่ ฯลฯ นอกเหนือจะเป็นการช่วยลดปัญหาขยะในโรงเรียนและชุมชนแล้ว ยังช่วยลดรายจ่ายในการกำจัดขยะให้กับชุมชนและเทศบาลอีกด้วย 

ด้าน ดร.กฤษฎา โสภา ผู้อำนวยการส่วนงานการตลาด และสารสนเทศ กลุ่มอำพลฟูดส์ กล่าวว่า กว่า 13 ปี อำพลฟูดส์ ดำเนินโครงการกล่องวิเศษเพื่อมุ่งลดปัญหาขยะจากกล่องบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีโดยรณรงค์ให้ภาคประชาชน แกะ ล้าง เก็บ ส่งกล่องบรรจุภัณฑ์ยูเอชที นำมารีไซเคิลเป็นโต๊ะเก้าอี้นักเรียน มอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศ โดยสามารถรีไซเคิลกล่องบรรจุภัณฑ์ยูเอชที ไปแล้วกว่า 30 ล้านชิ้น ผลิตเป็นโต๊ะเก้าอี้นักเรียน กว่า 10,000 ชุด รวมถึงนำวัสดุรีไซเคิลมาสร้างเป็นอาคารเรียนไปแล้ว 2 หลัง อำพลฟูดส์ในฐานนะผู้ผลิตสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์ปีละกว่า120 ล้านชิ้น มีความตระหนักและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือเพื่อสิ่งแวดล้อม บทบาทของอำพลฟูดส์ ในฐานะภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง จึงเป็นการนำองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ในอดีต และอุปสรรคร่วมถ่ายทอด และร่วมหาแนวทางพัฒนา นำเสนอสู่เครือข่าย ฯ เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศจัดการขยะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว และยั่งยืน 

ความร่วมมือและการขยายภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถังครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศในสร้างระบบนิเวศการจัดการขยะที่ครบวงจรที่สุด ทุกคนในโรงเรียน ชุมชน จะได้เรียนรู้เรื่องการจัดการขยะอย่างถูกวิธีไปพร้อมๆ กัน เพื่อร่วมกันเดินหน้าพาชุมชนสู่สังคมไร้ถัง อนาคต หากสามารถขยายภาคีสู่โรงเรียน CONNEXT ED ทั้งหมด 5,567 โรงเรียนตามเป้าหมาย ย่อมพลิกโฉมการแก้ไขปัญหาขยะของไทยได้อย่างแข็งแกร่ง