Home Blog Page 87

สารหนูและตะกั่ว … หายนะเงียบในลำน้ำกก

0

บทความ โดย  ภาสกร  เรืองยศไกร

กลางลำน้ำกกที่เคยใสเย็น ห้อมล้อมด้วยภูเขาและชุมชนชาวเหนือที่อิงอาศัยสายน้ำมาหลายชั่วอายุคน วันนี้กลับกลายเป็นแหล่งปนเปื้อนสารพิษที่เงียบงันที่สุดและอันตรายที่สุดที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ

ใครบางคนอาจยังคงพูดถึงปลาหมอคางดำที่ว่ายเวียนอยู่ในน้ำว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ น่าสงสัย หรือแม้แต่สร้างความตื่นตระหนกว่ามันทำลายสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในแม่น้ำกกแล้ว ปลาหมอคางดำเหล่านั้นดูจะเป็นเรื่องเล็กไปเลย เพราะมันไม่ได้เป็นพิษต่อร่างกาย ตรงกันข้ามยังนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย แต่ที่แม่น้ำสายและแม่น้ำกกซึ่งไหลมาบรรจบกันก่อนจะไหลลงแม่น้ำโขง กำลังกลายเป็นแหล่งสะสมของ “สารหนู” และ “ตะกั่ว” อย่างต่อเนื่องและรุนแรง เรื่องนี้ต่างหากที่เป็นหายนะต่อสิ่งแวดล้อมและสรรพสิ่งอย่างแท้จริง

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) เผยผลตรวจค่ามลพิษในแม่น้ำกก ณ บริเวณสบกก อำเภอเชียงแสน พบค่าของ “สารหนู” สูงถึง 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ถึง 3.6 เท่า ขณะที่แม่น้ำสายก็ไม่ได้ปลอดภัย ตัวเลขสารหนูที่สูงถึง 0.49 มิลลิกรัมต่อลิตร เกินมาตรฐานเกือบ 50 เท่า นำไปสู่การห้ามใช้น้ำเพราะเปื้อนสารพิษ เมื่อ 4 เม.ย.68  บ่งชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ปัญหาชั่วคราวที่ธรรมชาติจะฟื้นตัวเองได้

ยิ่งไปกว่านั้น ความเงียบของ “รัฐ” และ “การเจรจาข้ามพรมแดน” ที่ยังไม่ไปถึงไหน ทำให้ประชาชนต้องเผชิญหน้ากับสารพิษเหล่านี้โดยไร้เครื่องป้องกัน ความจริงคือ ต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสายอยู่ในเขตเมียนมา ซึ่งมีการทำเหมืองแร่ทองคำแบบเปิดและแบบฉีดไซยาไนด์เพื่อสกัดทองคำ กิจกรรมเหล่านี้ทิ้งคราบสารหนู สารตะกั่ว และอาจรวมถึงสารไซยาไนด์ลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง โดยปราศจากระบบบำบัดน้ำเสียใด ๆ ก่อนปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ

หลายหมู่บ้านริมน้ำเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง น้ำมีสีขุ่นผิดปกติ ปลาเริ่มหายไป เด็ก ๆ เริ่มมีผื่นตามตัว และแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป นี่ไม่ใช่แค่ “เรื่องของสิ่งแวดล้อม” หากแต่คือเรื่องของ “ความอยู่รอดของมนุษย์” และ “ความยุติธรรมข้ามพรมแดน”

แม่น้ำกกไม่ใช่แม่น้ำของประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียว มันเป็นสายเลือดร่วมกันของประชาชนไทย-เมียนมา ที่ผูกพันกันมานานนับศตวรรษ แม้ต้นทางปัญหาจะอยู่เหนือพรมแดน แต่ผลกระทบกลับตกที่ปลายทาง นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของ “มลพิษข้ามพรมแดน” ที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน การรอให้ระดับสารพิษสะสมมากกว่านี้ไม่ใช่ทางออก และคำว่า “อยู่ระหว่างการเจรจา” ที่เรามักได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่สามารถเป็นเกราะป้องกันให้คนท้องถิ่นดื่มน้ำได้อย่างปลอดภัยอีกต่อไป

รัฐบาลไทยควรจัดตั้งคณะทำงานพิเศษด้านความปลอดภัยทางสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เพื่อเจรจา แก้ไข และเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ในเวลาเดียวกันต้องเร่งวางมาตรการคุ้มครองประชาชนริมน้ำ ตั้งแต่การจัดหาน้ำสะอาด การตรวจสุขภาพ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการเผยแพร่ข้อมูลอย่างโปร่งใสและทันเวลา อย่าให้เสียงของผู้คนเงียบหายไป พร้อมกับชีวิตที่ค่อย ๆ ล้มตายเพราะสารพิษในสายน้ำเลย.

CMDF มอบทุน 22 โครงการในปี 2567 พร้อมเดินหน้าสนับสนุนตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

0

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เผยผลการดำเนินงานในปี 2567 มีโครงการที่มีศักยภาพในการพัฒนาตลาดทุนได้รับการสนับสนุนรวม 22 โครงการ พร้อมเดินหน้าแผนการดำเนินงานในปี 2568 มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรในตลาดทุน และขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามเป้าหมายและกลยุทธ์ในการพัฒนาตลาดทุนไทยที่ CMDF ตั้งไว้

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ CMDF กล่าวว่า CMDF มุ่งสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาระบบนิเวศของตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุน พัฒนาศักยภาพบุคลากรในตลาดทุน และมีบทบาทในการสนับสนุนการผลักดันกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจการเงินการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งยกระดับการทำวิจัยด้านตลาดทุนไทยเพื่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินการลงทุนในรูปแบบใหม่ ๆ มุ่งผลักดันให้ผลการวิจัยถูกนำไปใช้จริง โดยส่งต่อองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินงานหรือกำหนดแนวทางเชิงปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา CMDF ได้ให้ทุนสนับสนุนแก่ 22 โครงการ อาทิ การพัฒนาด้าน ESG การพัฒนาบุคลากรตลาดทุน และการส่งเสริมให้ประชาชนมี Investment literacy เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ยังได้ให้การสนับสนุนการศึกษาแนวทางการจัดทำนโยบายบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) เพื่อวางรากฐานเชิงโครงสร้างด้านการออมที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว สะท้อนความมุ่งมั่นของ CMDF ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยคณะกรรมการ CMDF เชื่อว่าการสนับสนุนทุนของ CMDF จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนไทยในหลากหลายมิติ เพื่อให้ตลาดทุนไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง

นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการ CMDF กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ปี 2563 – 2567 CMDF ได้อนุมัติโครงการรวม 153 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,928 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ 83 โครงการ ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบนิเวศของตลาดทุนในด้านต่าง ๆ และสอดคล้องกับพันธกิจของ CMDF นอกจากการศึกษาแนวทางการจัดทำนโยบายบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) แล้ว ในปี 2567 สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน (CMRI) ภายใต้ CMDF ยังได้สนับสนุนงานวิจัยอื่นที่หลากหลาย อาทิ แนวทางการบริหารเงินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังเกษียณอายุ การศึกษาเพื่อป้องกันปัญหาการฉ้อโกงในตลาดทุนและแนวทางการปกป้องนักลงทุน แนวทางการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย เป็นต้น ในด้านการพัฒนานักวิจัย มีโครงการสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ให้สนใจทำงานด้านตลาดทุนเพิ่มขึ้น (Researcher Pool) โดย CMDF ร่วมมือกับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนทุนวิจัยในรูปแบบ Matching Fund ให้แก่นักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุนที่เป็นบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาภายใต้สังกัดของกระทรวง อว.

ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา CMDF ได้ส่งเสริมการพัฒนาองค์กรกว่า 3,500 องค์กร พัฒนาบุคลากรในตลาดทุนรวมกว่า 15,000 คน ส่งเสริมการศึกษาสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมทั้งที่เป็น Global และ Local Certificate รวมกว่า 940 ราย เผยแพร่และสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ มียอดเข้าถึงกว่า 80 ล้านครั้ง รวมถึงการเผยแพร่งานวิจัยผ่านเว็บไซต์ CMRI รวมกว่า 50 บทความ ยอดเข้าชมมากกว่า 17,300 ครั้ง เผยแพร่งานวิจัยผ่านหน่วยงานต่าง ๆ มากกว่า 600 เล่ม ให้แก่ 30 หน่วยงาน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.cmdf.or.th/grant/result-announcement/

เมืองไทยสไมล์คลับ ส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุขและรอยยิ้ม แลกสิทธิพิเศษ “ช้อป กิน ฟิน ลุ้น” ใช้คะแนนน้อย ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า   เมืองไทยประกันชีวิต โดย “เมืองไทยสไมล์คลับ” เดินหน้าส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้สมาชิกเมืองไทย สไมล์คลับพร้อม มอบประสบการณ์ ช้อป กิน ฟิน ลุ้น แก่สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ เพียงใช้คะแนนสะสมเริ่มต้นที่ 1 Smile Point แลกรับสิทธิพิเศษจากกิจกรรมไฮไลท์ที่คัดสรรมาแบบครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์เพื่อให้ตอบโจทย์สมาชิกฯ ที่แม้ว่าจะมีคะแนนสะสม Smile Point น้อย แต่สามารถเลือกรับความสุขจากร้านค้าพันธมิตรชั้นนำพร้อมลุ้นรับรางวัลใหญ่ที่มีมูลค่ารวมกว่า 220,000 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

·       ชื่นใจกับชาไทยแก้วโปรด Tuesday Smiley ชาตรามือ  

สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ใช้คะแนนสะสม 2 Smile Points แลกรับส่วนลด 20 บาท สำหรับซื้อเครื่องดื่ม   ทุกเมนูที่ร้านชาตรามือ สาขาที่ร่วมรายการกว่า 170 สาขา กดรับสิทธิ์เฉพาะวันอังคารและเก็บโค้ดไว้ใช้ได้ถึง 30 มิถุนายน 2568 จำกัด 2 สิทธิ์ /1 ท่าน / สัปดาห์ รวม 3,000 สิทธิ์ ตลอดโครงการ (สามารถใช้ได้  1 รหัสส่วนลดต่อ 1 ใบเสร็จเท่านั้น) รับสิทธิ์ทางแอปพลิเคชัน MTL Click แสดง QR Code (รหัสรับสิทธิ์) ณ ร้านค้า

ระยะเวลาการแลกสิทธิ์ : 1 เมษายน 2568 – 30 มิถุนายน 2568

·       อุ่นใจกับร้านยากรุงเทพทุกสาขา

สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับใช้คะแนนสะสม 1 Smile Point รับ E-Coupon 30 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 300 บาท / ใบเสร็จ ที่ ร้านยากรุงเทพ ทุกสาขา จำกัดจำนวนการแลก  5 สิทธิ์ / 1 ท่าน / วัน  E-Coupon สามารถสแกนใช้ได้ 1 ครั้งต่อ 1 ใบเสร็จเท่านั้น รับสิทธิ์ทางแอปพลิเคชัน MTL Click แสดง Barcode ณ จุดชำระเงินร้านยากรุงเทพ ภายใน 30 นาที

ระยะเวลาการแลกสิทธิ์ : 16 ธันวาคม 2567 – 31 ธันวาคม 2568

·       ลุ้นรางวัลใหญ่ เมืองไทยสไมล์มอบโชค 2568 ครั้งที่ 1

สมาชิกเมืองไทยสไมล์ใช้คะแนนสะสม 2 Smile Points แลกคูปองชิงโชค 1 ใบ และเมื่ออัปเดตข้อมูลของสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ รับคูปองชิงโชคเพิ่มอีก 2 ใบ ลุ้นรถจักรยานยนต์ Honda Giorno+ จำนวน 3 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 220,000 บาทตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2568 – 15 กรกฎาคม 2568 จับรางวัลวันที่ 20 สิงหาคม 2568 แลกคะแนนสะสม Smile Point ลุ้นรับรางวัลใหญ่ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน  MTL Click  หรือ โทร. 1766 กด 4   หรือ ศูนย์บริการลูกค้า เมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ ทุกสาขา

ทั้งนี้ สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถติดตามกิจกรรมและสิทธิประโยชน์สุดพิเศษตลอดทั้งปีได้ที่ เว็บไซต์เมืองไทยประกันชีวิต www.muangthai.co.th  หรือดาวน์ โหลดแอปพลิเคชัน MTL Click ได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1766 ตลอด 24 ชั่วโมง

AIS ร่วมกับ ททท. ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนในโครงการ “สวัสดี หนีห่าว” สนับสนุน AIS LUCKY TOURIST SIM ให้สัมผัสเสน่ห์ไทย พร้อมสิทธิพิเศษจัดเต็ม

0

AIS เดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สวัสดี หนีห่าว” ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง ครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน โดยต้อนรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์จากประเทศจีนที่เดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ AIS ได้มอบ AIS LUCKY TOURIST SIM ซิมการ์ดแบบเติมเงินที่ออกแบบมาเพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ อินเทอร์เน็ต 4G/5G ไม่อั้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมโครงการสามารถสื่อสารเชื่อมต่อ แชร์ประสบการณ์ และเข้าถึงข้อมูลได้อย่างราบรื่นตลอดทริปบนเครือข่าย AIS 5G พร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง อีกทั้งยังได้เปิดประสบการณ์สัมผัส Soft Power ไทยอย่างใกล้ชิด ทั้งส่วนลดบัตรเข้าชมสนามมวยราชดำเนิน, ส่วนลดเข้าชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว, รับฟรีประกันภัยการเดินทาง, รับเครื่องดื่ม และใช้ห้องรับรองพิเศษฟรีกับเซ็นทรัล, ส่วนลดช้อปปิ้งกับ King Power

นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS กล่าวว่า “AIS มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายและบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และผลักดัน Soft Power ของไทย เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนในครั้งนี้ และหวังว่าทุกท่านจะได้สัมผัสกับเสน่ห์ของประเทศไทยอย่างเต็มที่ พร้อมรับสิทธิพิเศษที่จะเติมเต็มให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความประทับใจยิ่งขึ้น”

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AIS LUCKY TOURIST SIM Website, AIS eSIM TOURIST Website และ AIS 5G Official Account on Weibo platform   

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ บล.เกียรตินาคินภัทร และ Bank of America นำ บจ. โรดโชว์สิงคโปร์

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และ Bank of America จัดโรดโชว์ “SET Singapore Roadshow 2025” นำโดยอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ พาบริษัทจดทะเบียน 7 แห่ง จากหลายหมวดธุรกิจร่วมให้ข้อมูลแผนการดำเนินงาน แสดงศักยภาพและความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมด้วยภาครัฐ ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และพลช หุตะเจริญ ผู้อำนวยการกองพัฒนาตลาดตราสารหนี้ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ร่วมตอกย้ำนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนไทย โดยได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนสถาบันในสิงคโปร์เข้าร่วมงานกว่า 20 กองทุน เมื่อวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2568

รู้เก็บรู้ออม : ย้าย LTF มา THAI ESGX ดีมั้ย!

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ  หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นักลงทุนที่กำลังวางแผนภาษี คงได้ตัดสินใจลงทุนซื้อกอง THAI ESGX กันแล้ว หลังเริ่มเปิดขายตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.68 ที่ผ่านมา ส่วนคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ต้องไม่ลืมว่า มีเวลาซื้อกองทุนนี้จนถึง 30 มิ.ย.68 เป็นวันสุดท้าย

สำหรับนักลงทุนที่ถือกอง LTF อยู่ มีเวลาตัดสินใจที่จะย้ายหรือสับเปลี่ยนเป็น THAI ESGX ได้จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ เช่นเดียวกัน โดยเปิดให้แจ้งความต้องการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนได้แล้วตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน โดยเปิดให้บริการตรวจสอบข้อมูลการถือหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดของตัวเอง และทุก บลจ. ผ่านเว็บ www.set.or.th/ltf ส่วนการให้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ เว็บไซต์ SET investnow คลังความรู้ด้านการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำเสนอบทความที่ช่วยอธิบายและตอบข้อสงสัยของนักลงทุนได้ว่า ควรสับเปลี่ยนจาก LTF มา THAI ESGX ดีมั้ย, เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์มีอะไรบ้าง และใครที่ควรสับเปลี่ยนกองทุนดังกล่าว

หากเราเป็นคนที่มีฐานรายได้และภาษีสูง เช่น มีเงินเดือน 130,000-460,000 บาทขึ้นไป หรือต้องจ่ายภาษีเงินได้อัตราระหว่าง 25-35% การสับเปลี่ยนจาก LTF มา THAI ESGX เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยทำให้เราได้คืนภาษีถึงปีละ 5-7% ยิ่งฐานรายได้สูงก็ยิ่งควรโอนย้าย เพราะคุ้มกับการถือกองทุนต่อไปอีก 5 ปี โดยที่ไม่ต้องควักเงินลงทุนใหม่

ส่วนคนที่มีเงินลงทุนอยู่ใน LTF มากกว่า 500,000 บาท เช่น 1 ล้านบาท ซึ่งเกินเพดานใช้สิทธิลดหย่อน แต่ส่วนที่ใช้สิทธิได้ (500,000 บาทแรก) ก็ยังทำให้ได้รับเงินคืนภาษีเฉลี่ยปีละ 2.5-3.5% ของมูลค่า LTF ทั้งก้อน ก็ถือว่าคุ้มอยู่ดี ที่จะสับเปลี่ยนมาถือ THAI ESGX แทน

เรื่องของอายุก็มีความสำคัญ คนที่อายุน้อยกว่า 50 ปี หรือเพิ่งเริ่มต้นการทำงาน เช่น อายุ 30 ปี การถือ THAI ESGX เป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะระยะเวลาถือครองสั้นแค่ 5 ปี ขณะที่หากลงทุนใน RMF ต้องรอถือยาวและลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุ 55 ปี

หากตัดสินใจว่าจะย้าย ก็ต้องศึกษาและเข้าใจเงื่อนไขให้ดีก่อน คือ 1.ต้องสับเปลี่ยน LTF ทุกกองทุน ทุก บลจ.ที่ถืออยู่ ไปยัง THAI ESGX ถ้าสับเปลี่ยนไม่ครบ ก็จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษี โดยต้องทำในช่วงวันที่ 13 พ.ค.-30 มิ.ย.68 เท่านั้น 2.ต้องไม่มีการขายคืนหรือสับเปลี่ยน LTF หลังวันที่ 11 มี.ค.68 ทั้งใน บลจ.เดียวกันหรือข้าม บลจ. ไม่งั้นจะหมดสิทธิ์ได้สิทธิประโยชน์ภาษี 3.ต้องถือครอง THAI ESGX ที่สับเปลี่ยนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับแบบวันชนวัน) หากขายก่อนกำหนด ต้องคืนสิทธิภาษีที่ได้ไป

สำหรับสิทธิประโยชน์ภาษีที่ได้ คือ วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 5 แสนบาท แบ่งเป็นปีแรก ปี 68 ได้ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 แสนบาท และปี 69–72 ได้ลดหย่อนปีละ 5 หมื่นบาท รวม 2 แสนบาท ค่อยๆเปรียบเทียบข้อมูลและตัดสินใจให้รอบคอบ แต่อย่าลืมว่า มีเวลาตัดสินใจจนถึง 30 มิ.ย.นี้ เท่านั้นค่ะ.

คุณนายพารวย

“ก้านธูปในพระสมเด็จวัดระฆัง ”

0

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย

อาทิตย์ที่ผ่านมาเปลี่ยนพระกริ่งใหญ่กับพระอาจารย์ เป็นองค์เดิมที่ได้จับครั้งแรกแล้วไปขายให้พระอาจารย์ หลายปีก่อน ตอนยังดูไม่เป็นหนุ่มน้อยอยู่ ได้องค์ใหม่สวยกว่าองค์เก่า ไปอวด พระอาจารย์ชอบ เลยขอแลกแถมพระกริ่งธรรมโกษาจารย์ สังฆราชแพ วัดสุทัศน์ ให้เซียนเจี๊ยบ1องค์ จบแบบฉ่ำๆ ก่อนกลับหยิยพระสมเด็จวัดระฆังโชว์ พระอาจารย์ถามองค์นี้ขายมั้ย ยังไม่ขายครับพระอาจารย์

มาดูพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่องค์ที่พระอาจารย์อยากได้องค์นี้ สวยเต็มฟอร์ม มีรักทองติดอยู่หลายชิ้น เก่าเป็นธรรมชาติ ของรักร้อยปี เนื้อขาวอมเหลือง ส่วนที่รักร่อนหลุดเปิดผิวพระเห็นมวลสาร ก้อนดำเม็ดแดง เม็ดขาวหรือที่เรียกเม็ดพระธาตุ เนื้อจัดเห็นริ้วระแหงแตกลายงาบางๆ หลังแตกรายงาเซียนไม่ซื้อ แต่แบบนี้ของชอบพระอาจารย์ เพราะพระทารักมาทั้งองค์ด้วยเหตุนี้จึงเกิด ริ้วระแหงแตกรายงา รักร่อนออกหมดเหลือไว้ในหลุมบ่อและรอยลานของเนื้อพระ เป็นจุดจ่ายตังรับประกันความแท้ มีเศษก้านธูป อยู่หนึ่งชิ้นแบบนี้แท้เลยพระอาจารย์สอนมาจำไว้นะ แต่ไม้ต้องเก่าผุเป็นธรรมชาตินะเธอ ข้างตอกตัดแท้สไตส์เซียนเจี๊ยบบางกรวย ข้างต้องตอกตัดเท่านั้น


ก้านธูปถ้าเจอในพระสมเด็จ แท้เลยนะเธอ พระอาจารย์บอกมาเซียนเจี๊ยบบอกต่อจร้าาาาาา

AIS จับมือ หัวเว่ย เปิดตัวบริการ “AI Calling” ฟีเจอร์แปลภาษาแบบเรียลไทม์ระหว่างโทร

0

AIS เดินหน้าเสริมศักยภาพโครงข่ายอัจฉริยะ (Autonomous Network) ยกระดับการให้บริการเครือข่ายอย่างเหนือขีดจำกัดครั้งแรกของโลก เปิดตัวบริการ “AI Calling” ฟีเจอร์แปลภาษาแบบเรียลไทม์ระหว่างการโทร ใช้งานได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม บนเครือข่าย AIS 5G เท่านั้น เปลี่ยนการสื่อสารข้ามภาษาสู่ประสบการณ์ไร้พรมแดน ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอกย้ำการเป็นองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะ (Cognitive Tech-Co) ที่พร้อมนำนวัตกรรมแห่งอนาคตมาให้ลูกค้าได้สัมผัสก่อนใคร เตรียมเปิดให้บริการบนสมาร์ตโฟน HUAWEI Mate XT และ HUAWEI Mate X6 ภายในเดือนมิถุนายน 2568 นี้ และขยายสู่รุ่นอื่นๆ ในอนาคต

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “AIS AI Calling เป็นบริการที่เราพัฒนาร่วมกับ Huawei พันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อยกระดับการสื่อสารให้ล้ำสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถพูดในภาษาของตนเอง ขณะที่ปลายสายจะได้ยินเป็นอีกภาษาหนึ่งทันที ช่วยลดข้อจำกัดด้านภาษาในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจ และงานบริการ ถือเป็นรายแรกของโลกที่ให้บริการแปลภาษาแบบ Voice-to-Voice Real-Time บนเครือข่ายโทรศัพท์ นับเป็นก้าวสำคัญในการนำนวัตกรรม AI ผสานกับโครงข่าย 5G เพื่อยกระดับการใช้งานของผู้ใช้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในโลกที่การเชื่อมต่อไร้พรมแดนเป็นสิ่งจำเป็น”

AIS AI Calling มาพร้อมจุดเด่นที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การแปลภาษาในรูปแบบ Voice-to-Voice เรียลไทม์ระหว่างสนทนา, ใช้งานผ่านเครือข่าย AIS 5G ได้ทันที โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปฯ เพิ่ม, รองรับการใช้งานหลากหลายสถานการณ์ นอกจากนี้ ยังสามารถแปลภาษาในรูปแบบ Voice-to-Text โดยจะแสดงคำแปลเป็นข้อความซับไตเติ้ลบนหน้าจอแบบคำต่อคำอย่างแม่นยำและต่อเนื่อง เติมเต็มประสบการณ์การสื่อสารที่ไร้รอยต่อ

ปัจจุบันฟีเจอร์ Voice-to-Voice รองรับ 3 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ และจีน ส่วน Voice-to-Text จะรองรับภาษา อังกฤษและจีน โดยจะพร้อมใช้งานบนสมาร์ตโฟนรุ่น HUAWEI Mate XT | ULTIMATE DESIGN และ HUAWEI Mate X6 ภายในเดือนมิถุนายน 2568 และขยายสู่สมาร์ตโฟนรุ่นอื่นๆ พร้อมรองรับภาษาต่างๆ เพิ่มเติมต่อไป

เชียงใหม่คุมเข้มไฟป่า – ฝุ่น PM2.5 … ซีพีเอฟหนุนเต็มกำลัง!

0

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” สั่งคุมเข้มป้องกันไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ทั้งมาตรการหยุดเผาทุกชนิดในที่โล่ง ลาดตระเวนป้องกันไฟป่า ตรวจรถควันดำ และโรงงานอุตสาหกรรม

CPF หนุนภารกิจเต็มกำลัง ส่งอาหารทั้งไข่ไก่ หมูสด หมูคูโรบูตะ น้ำดื่ม CP และผลิตภัณฑ์ห้าดาว ให้ทีมอาสาดับไฟป่าทั่วเชียงใหม่ เติมพลังใจให้เดินหน้าภารกิจต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ นายอำเภอสันกำแพง จับมือกับคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ CPF สันกำแพง เปิดโครงการ “ตลาดใบไม้แลกไข่” ชวนชุมชน เลิกเผาใบไม้ แลกไข่ไก่ CP กลับบ้าน ได้อิ่มท้อง ลดค่าครองชีพ พร้อมลดฝุ่น PM2.5 อย่างสร้างสรรค์

ซีพีเอฟเคียงข้างคนไทย สู้ไฟป่า ลดฝุ่น PM2.5 เพื่ออากาศสะอาดของทุกคน

คลิกชมคลิป >> https://youtube.com/shorts/i1swPqCwQ6k?feature=share

ซีพีเอฟ สานต่อโครงการ SMEx ปรับตัวคู่ค้ารับยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ผู้บริโภค ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

0

ในสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเข้ามามีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME (Small and Medium Entrepreneurs ) จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันและเร็วเพื่อที่จะสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แนวทางที่จะช่วยในการปรับตัวสำหรับธุรกิจ SME ในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงสูงและรวดเร็ว คือ การผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยตระหนักถึง SME หลายแห่งยังมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และปัจจัยต่างๆ ในการเพิ่มขีดความสามารถ ซีพีเอฟ หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) จึงได้ดำเนินโครงการ SMEx ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก ช่วยพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าธุรกิจ SME ในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการถ่ายทอดความรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญของบริษัทช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาเจ้าของกิจการลงมือปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน ใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีผลผลิตที่สูงขึ้น ต้นทุนลดลง ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

นายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิศวกรรมกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า SME เป็นพาร์ทเนอร์ของซีพีเอฟในการผลิตและส่งมอบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการ SMEx จะช่วยสนับสนุนและถ่ายทอดความเชี่ยวชาญความรู้ของซีพีเอฟช่วยให้ SME มีศักยภาพปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ทันกระแสโลก โดยเฉพาะการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โครงการ SMEx ดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 4 ในปีนี้ ซีพีเอฟยังได้จับมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะมาช่วยเพิ่มพูนความรู้การพัฒนาที่ยั่งยืน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. สนับสนุนให้ SME สามารถคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ช่วยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ที่ให้ความช่วยเหลืออุดหนุนด้านเงินทุนแก่ ช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลบริหารจัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเตรียมความพร้อม SME ได้รับการรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร มีส่วนร่วมขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net-Zero ด้วยกัน

นายจุลนภ ศานติพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า ดีป้ามองคาร์บอนฟรุตปริ้น เป็นความท้าทายต่อผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นกำลังสำคัญหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โครงการ SMEx ช่วยให้ SME ปรับตัวให้พร้อมรับความท้าทายต่างๆ สามารถแข่งขันได้บนเวทีระดับประเทศและระดับโลก

นางนภาสิริ ใจแสง บริษัท อินทราพรแพค จำกัด คู่ค้าผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก กล่าวว่า ผู้ประกอบการขนาดเล็กจำเป็นต้องมีความรู้และปรับปรุงด้านต่างๆ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตควบคู่กับการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคทั่วโลกต้องการ โครงการ SMEx ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กมีความรู้และสามารถปรับตัวได้เร็วก่อนคนอื่น และสามารถผลิตสินค้าได้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าทั้งในแง่คุณภาพ มาตรฐาน และดูแลสิ่งแวดล้อม

นายณัฐพงศ์ สหชัยพัฒนา บริษัท สหชัยกิจการพิมพ์ จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า บริษัทร่วมกับซีพีเอฟพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการ SME เป็นองค์กรขนาดเล็ก การร่วมโครงการ SMEx สร้างโอกาสให้ SME ได้เรียนรู้จากองค์กรขนาดใหญ่ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน อย่างเช่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยลดเวลาในการทำงานที่ เป็นระบบอัตโนมัติ ช่วยธุรกิจมีเวลาไปพัฒนาองค์กรและบุคลากรมากขึ้น

นางสุภาวดี วชิระเธียรชัย บริษัท เอื้ออารีฟู้ด โปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า เอื้ออารีฟู้ดเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องปรุงรสวัตถุดิบในการผลิตอาหารของซีพีเอฟมากว่า 25 ปี SME รุ่นใหม่ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม การเข้าร่วมโครงการ SMEx จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กลดต้นทุน มีกำไรเพิ่มขึ้น และได้ดำเนินงานดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย สามารถตอบโจทย์จัดการปัญหาได้ตรงจุด ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก

โครงการ SMEx เป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของซีพีเอฟภายใต้โครงการ “Partner to Grow” มีเป้าหมายเสริมสร้างความร่วมมือกับคู่ค้า SME ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการเติบโตไปด้วยกัน.