Home Blog Page 80

“อิ่มท้อง อิ่มใจ ไข่ไก่เพื่อน้อง” จากฝีมือนักเรียน รร.บ้านร้านตัดผม เพื่อมื้อกลางวันของทุกคน

0

พูดถึง “บ้านร้านตัดผม” หลายคนอาจเผลอนึกถึงร้านตัดผม…แต่จริงๆ แล้วนี่คือชื่อของหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ที่มีตำนานน่ารักๆ เล่าขานกันมาว่าเมื่อก่อนมีคนพบเห็นหญิงสาวใส่ชุดไทยชอบมานั่งหวีผมอยู่บนก้อนหินริมธารน้ำ ก้อนหินตรงนั้นดันมีรูปร่างเหมือนเก้าอี้ กรรไกร หวี จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นของเจ้าแม่ เลยตั้งศาลบูชาไว้ที่นี่ จนตอนหลังต้องย้ายมาไว้ในโรงเรียนบ้านร้านตัดผม เพราะพื้นที่เดิมถูกน้ำท่วมจากการทำถนน…และนับแต่นั้นมา ศาลนี้ก็กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียนไปโดยปริยาย

โรงเรียนบ้านร้านตัดผม ไม่ได้มีแต่ตำนานเท่ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนอีกด้วย ที่นี้สอนเด็กนักเรียนตั้งแต่ อนุบาล 1 ถึง ม.3 รวมกันถึง 550 คน บนพื้นที่กว้างขวางถึง 50 ไร่

ปี 2565 โรงเรียนแห่งนี้ได้เข้าร่วมโครงการ “เลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน” ของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และซีพีเอฟ จุดเริ่มต้นมาจาก ผอ.วิชิต สุขประวิทย์ ที่ตอนนั้นอยู่ที่โรงเรียนบ้านแหลมยางนา ซึ่งได้ขอร่วมโครงการฯนี้ เมื่อย้ายมาเป็นผอ.โรงเรียนบ้านร้านตัดผม จึงตัดสินใจขอเข้าร่วมโครงการฯด้วย เพราะเล็งเห็นประโยชน์ที่เด็กและชุมชนจะได้รับ

น้องปันปัน – กิตติพัศ ถิ่นวงค์เกลอ ตัวแทนนักเรียนชั้น ป.6 เล่าว่า ก่อนหน้านี้ โรงเรียนมีแค่แปลงผักเล็กๆ กับโรงเพาะเห็ด ยังไม่มีแหล่งโปรตีนเป็นของตัวเอง ต้องซื้อวัตถุดิบจากตลาดมาทำอาหารกลางวัน แต่พอมีโครงการเลี้ยงไก่ไข่ เด็กๆ ก็ได้ลงมือจริง ได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ ได้กินไข่ไก่สด สะอาด ปลอดภัย ที่ตัวเองช่วยกันดูแล

“ไก่ไข่ที่นี่กินอาหารมื้อเดียว แต่เป็นมื้อที่คำนวณปริมาณเป๊ะๆ ตามจำนวนไก่ 150 ตัว พวกเราจะช่วยกันเกลี่ยอาหารให้ทั่วถึงทุกตัว ระบบน้ำก็ต้องดี น้ำไม่ขาด แถมยังมีวิธีจัดการมูลไก่ นำไปตากแห้งไปทำปุ๋ยใส่ต้นปาล์มน้ำมัน 300 ต้นที่โรงเรียนปลูกไว้ และยังนำไปใช้เป็นปุ๋ยในแปลงผักปลอดสาร กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวันได้อีก” น้องปันปัน บอก

น้องแอม – จิรัชญา แก้วกอง บอกว่า โครงการนี้ให้ประโยชน์เยอะมาก นักเรียนได้กินไข่ดีๆ ได้เรียนรู้วิธีเลี้ยงไก่จริงๆ ได้ทำงานเป็นทีม ฝึกจดบันทึก คิดเลข บริหารจัดการ ฝึกทำบัญชี แถมยังได้ความภูมิใจว่า โรงเรียนเราสามารถผลิตอาหารเลี้ยงตัวเองได้ แถมไข่ที่เหลือจากนักเรียนบริโภค ก็นำไปจำหน่ายให้ผู้ปกครองในราคาถูกกว่าตลาด เป็นไข่สดใหม่จริงๆ เก็บได้นานด้วย ตอนนี้มีรายได้สะสมเป็นทุนของโครงการฯ เก็บไว้ถึง 150,000 บาทแล้ว พร้อมต่อยอดเลี้ยงไก่ไข่ในรุ่นต่อไป

“เราเลี้ยงไก่ไข่ 150 ตัว ทุกวันจะได้ไข่ 120-130 ฟอง พวกเราจะช่วยกันเก็บและส่งให้แม่ครัวก็นำไปทำเมนูอาหาร ทำให้มีไข่ทานครบทุกคน สัปดาห์ละอย่างน้อยคนละฟอง โดยเฉพาะไข่พะโล้ที่เป็นเมนูที่พวกเราชอบกันมากๆ เราภูมิใจมากๆเลยที่ได้รับหน้าที่ดูแลแม่ไก่ทุกตัว ให้มีไข่ไก่ให้ได้ทานอย่างเพียงพอไม่ต้องซื้อจากตลาดเหมือนเมื่อก่อน” น้องแอม บอก

เด็กๆ ป.4–6 ยังตั้งชุมนุม “เลี้ยงไก่ไข่” มีสมาชิก 15 คน ช่วยกันดูแลแม่ไก่แบบจริงจัง แบ่งเวรกันเข้าไปให้อาหาร เกลี่ยอาหาร ตรวจเช็คน้ำ ดูพัดลมระบายอากาศ ทุกขั้นตอนคือมาตรฐาน ที่พี่ๆ สัตวบาลจากซีพีเอฟมาคอยแนะนำตั้งแต่เริ่มจนถึงปลดแม่ไก่ ทำให้โรงเรียนเลี้ยงไก่ได้ผลผลิตดี มีเงินทุนส่งให้รุ่นต่อไปต่อเนื่อง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ส่วนเด็กๆ ที่ไม่เข้าชุมนุมก็ยังได้ประโยชน์ เพราะโรงเรียนเปิดเป็น “ศูนย์เรียนรู้” ให้เข้าไปดูการเลี้ยงไก่ไข่ได้ ไม่ว่าจะนักเรียน ผู้ปกครอง หรือชาวบ้านในชุมชนก็มาเยี่ยมชมบ่อยๆ

ทั้งหมดนี้เพราะ “ไข่ไก่เพื่อน้อง” ที่เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ และคลังอาหารชุมชนในที่เดียว

ไม่ใช่แค่ที่โรงเรียนบ้านร้านตัดผม ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 988 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนกว่า 223,000 คน และบุคลากรทางการศึกษากว่า 16,500 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ โดยตั้งเป้าหมายมีโรงเรียนร่วมโครงการ 1,008 แห่ง ภายในปี 2568

สำหรับโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท โทร. 02-858-1241 หรือ 063-871-6545 และ 092-870-0783.

ตลท. ยกเลิกมาตรการชั่วคราว และกลับไปใช้เกณฑ์“Ceiling & Floor” และ“Dynamic Price Band” ปกติ ตั้งแต่ 25 มิ.ย. 2568

0

ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศใช้มาตรการชั่วคราวเกี่ยวกับ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เห็นว่า ปัจจุบัน ผู้ลงทุนได้มีโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น เพื่อให้การดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นไปอย่างเหมาะสมตลาดหลักทรัพย์ฯ และ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) (TFEX) จึงเห็นควรให้ยกเลิกมาตรการชั่วคราวดังกล่าว โดยจะกลับไปใช้เกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. Ceiling & Floor สำหรับ SET, mai และ TFEX
ตลาดProductเกณฑ์ปกติ
SET, maiหุ้น / หน่วยทรัสต์+/- 30%
Foreign share+/- 60%
TFEXIndex Futures / Options
Sector Futures
Single Stock Futures
+/- 30%

2.กรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band เป็นรายหลักทรัพย์ ที่ ±10% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

รู้เก็บรู้ออม : Aomwise แอปออม–ลงทุนสุดชิลล์

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ยุคสมัยนี้อะไรก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญเรื่องของการเงินแล้ว การออมยังเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางการเงินมาโดยตลอด เพราะการออมจะช่วยให้ผู้เก็บออมมีเงินก้อน สำหรับเป้าหมายทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บเพื่อลงทุน, เงินสำรองใช้ยามฉุกเฉินหรือเจ็บป่วย และอื่นๆ เช่น ซื้อบ้าน, รถ, การศึกษา หรือท่องเที่ยว

ตัวช่วยการออมที่หลายคนรู้จัก คือ กระปุกออมสิน การหยอดเงินใส่กระปุกแต่ละวันเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการออม เพราะกว่าเงินจะเต็มกระปุกต้องอดทนและอดออมขนาดไหน และสิ่งที่ได้กลับมา นอกจากเงินเก็บแล้ว ก็คือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งของความมั่นคงทางการเงินให้ตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีการลงทุนนำไปสู่ความก้าวหน้าของเครื่องมือการออมอย่าง แอป Aomwise หรือออมไวซ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวช่วยเรื่องการออมแล้ว ยังเพิ่มหน้าที่เป็นเครื่องมือลงทุนอีกด้วย เพราะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายสำหรับนักลงทุนทุกคน

หน้าจอของ Aomwise ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย และไม่ซับซ้อน ส่วนของการออม มีฟีเจอร์ออมอัตโนมัติ ให้ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือนหรือทุกสัปดาห์ ภายในระยะเวลาที่ตั้งเป้าหมายไว้ หรือการออม DCA ที่ทุกคนรู้จักดี

และส่วนการลงทุน เรียกได้ว่า โหลดแอปเดียว สามารถลงทุนได้หลากหลาย ครบทั้งหุ้นในและต่างประเทศ, กองทุน และทองคำ ใครยังเลือกหุ้นไม่เป็นก็ไม่ต้องกังวล เพราะแอปฯนี้มีตัวช่วยคัดกรองหุ้น–กองทุน ทั้งหุ้นปันผลเด็ด, หุ้นดีราคาถูก, หุ้นที่โบรกเกอร์แนะนำ, กองทุนความเสี่ยงต่ำ

แบ่งเป็นหมวดหมู่ให้ง่ายต่อการค้นหา โดยจัดตามกลุ่มธุรกิจ, สถิติการเงิน ให้เราเลือกลงทุนได้ตามสไตล์ของตัวเอง และเรายังสามารถเรียกดูข้อมูลพื้นฐานของหุ้น กองทุน ได้แบบครบถ้วน เช่น ราคาหุ้นย้อนหลัง ข้อมูลการเงินบริษัท

นอกจากนี้ ผู้ใช้งานก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการจัดการเงินในบัญชี โดยสามารถทำรายการฝาก-ถอน, ซื้อ-ขาย เองได้อย่างง่ายและปลอดภัยในบัญชีเดียว

ผู้สนใจสมัครใช้งาน เพียงทำตามขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้ 1.เปิดบัญชีผ่านแอปได้เลย ใช้เพียงเลขบัตรประชาชน และยืนยันตัวตนผ่าน NDID ทำตามขั้นตอนนี้เสร็จเรียบร้อย ก็รู้ผลทันทีพร้อมลงทุนได้เลย อนุมัติปุ๊บเทรดได้ปั๊บ 2.ฝากเงินเข้าเพื่อลงทุน โดยสแกนคิวอาร์โค้ด หรือผูกบัญชีกับธนาคาร และ 3.หาหุ้นหรือกองทุนที่สนใจอยากออม โดยใช้เครื่องมือต่างๆในแอป สนใจตัวไหน เลือกซื้อได้เลย โดยไม่มีกำหนดขั้นต่ำ มีเงินเท่าไรก็ลงทุนได้

นักลงทุนดาวน์โหลดแอปฯ Aomwise ได้ทั้งใน App Store และ Google Play และติดต่อขอใช้บริการกับโบรกเกอร์ที่ตอนนี้มีอยู่ 4 ราย คือ บล.บัวหลวง, เคจีไอ, โกลเบล็ก และหยวนต้า สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.settrade.com/aomwise

อย่ามัวรอช้า เริ่มต้นออมไวเท่าไรยิ่งดี โหลด ออมไวซ์ มาใช้งานได้เลย!


คุณนายพารวย

เมืองไทยประกันชีวิต ฉลองครบรอบ 11 ปี มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบแว่นสายตา 1,111 อันให้ผู้สูงอายุ

0

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม มอบแว่นสายตาจำนวน 1,111 อัน ให้แก่กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้สูงอายุในสังคมไทย โดยมุ่งหวังให้การเข้าถึงการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสม เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับชีวิตประจำวันและสร้างโอกาสในการมีชีวิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

โครงการออกหน่วยตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเพื่อผู้สูงอายุ เป็นโครงการที่ เมืองไทยประกันชีวิต มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพและดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จวบจนถึงปัจจุบัน นับเป็นปีที่ 7 ของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และยังได้รับความร่วมมือจากทีมงานร้านหอแว่น ในการร่วมออกหน่วยตรวจวัดสายตา โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา พร้อมทั้งให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสายตา

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถือเป็นหน่วยงานหลักในการสรรหาพื้นที่และคัดกรองผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ซึ่งกิจกรรมนี้ได้จัดไปแล้วถึง 62 หน่วย ทั่วประเทศ และได้มอบแว่นสายตาไปแล้วรวมกว่า 8,000 ราย

ความมุ่งมั่นดังกล่าว สะท้อนถึงบทบาทของเมืองไทยประกันชีวิตในฐานะองค์กรที่ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG: Environmental, Social, Governance & Economic) ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติของสังคม ที่มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์แก่ประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเล็งเห็นถึงความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการดำเนินโครงการนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการช่วยเหลือในระยะสั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในสังคมไทย ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ มีความสุขอย่างยั่งยืน การมีสายตาที่ชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ เช่น การหกล้ม และยังเอื้อต่อการอ่านหนังสือ รวมถึงการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม เป้าหมายสำคัญของการดูแลสุขภาพการมองเห็นในผู้สูงอายุ คือการสนับสนุนให้สามารถ “มอง อ่าน เขียน” ได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นการกระตุ้นสมองและชะลอความเสื่อมโดยไม่ต้องใช้ยา พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้นสำหรับปี พ.ศ. 2568 นี้ ตั้งเป้าหมายที่จะมอบแว่นสายตาจำนวน 1,111 อัน ใน 6 หน่วย โดยกระจายไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสตูล จังหวัดสกลนคร จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือที่มีปัญหาด้านสายตา สามารถมองเห็นโลกได้ชัดเจนขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมได้อย่างเต็มที่ในโอกาสพิเศษของโครงการออกหน่วยตรวจวัดสายตาประกอบแว่นเพื่อผู้สูงอายุในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นางจตุพร โรจนพานิช รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นางพรนิภา มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ร่วมรับมอบโดย นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นายแพทย์วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน ) และนายอนันต์ชัย โหตระไวศยะ Head Of Store Support บริษัท วีวี รีเทล จำกัด (หอแว่น) ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านสายตา แต่ยังเป็นการแสดงถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริงของเมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในทุกช่วงวัย ตอกย้ำสโลแกนของมูลนิธิเมืองไทยยิ้มตลอดระยะเวลา 11 ปี คือ ร่วมสร้างรอยยิ้มให้สังคมไทย #เมืองไทยประกันชีวิต #MuangThaiLife #

mai จัดงาน mai FORUM 2025

0

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปาฐกถาหัวข้อ “The Future of Thai Capital Market: อนาคตของตลาดทุนไทยและบทบาทของ mai ในการสร้างโอกาส” ในงาน mai FORUM 2025 มหกรรมรวมพลังคน mai ครั้งที่ 9 “ติดอาวุธ คว้าโอกาส ในตลาด mai” โดยมี ศ.ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วิรัฐ สุขชัย นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (maiA) พร้อมด้วยผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ร่วมเปิดงาน

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ภายในงานมีกว่า 140 บริษัทจดทะเบียนและพันธมิตร ร่วมออกบูธให้ข้อมูลผู้ลงทุนถึงโอกาสและการเติบโตของธุรกิจ มีผู้ประกอบการ ผู้ลงทุน และผู้สนใจร่วมงานและรับฟังสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2568 รร. เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปั้นบุคลากรรุ่นใหม่สู่ตลาดทุนไทย ผ่าน “New Breed Capital Market Financial Professionals”

0

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดทุนไทยเติบโตต่อไปในอนาคต ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้ร่วมกับพันธมิตรจัดโครงการ “New Breed Capital Market Financial Professionals” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ส่งเสริมความเข้าใจด้านการวิเคราะห์ทางการเงินและการจัดการลงทุนแก่นิสิต นักศึกษา และคนรุ่นใหม่วัยเริ่มต้นทำงาน เพื่อพร้อมก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพบนเส้นทางวิชาชีพสายการเงิน ซึ่งเป็นวิชาชีพที่สำคัญและเป็นที่ต้องการของทั้งภาคตลาดทุนและภาคธุรกิจ โดยมุ่งให้ความรู้การวิเคราะห์ทางการเงินและการจัดการลงทุนผ่านหลักสูตร AISA หรือ Certified Investment and Securities Analyst ระดับ Foundation Knowledge พร้อมให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสสัมผัสโลกธุรกิจจริง

ในปีนี้มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ New Breed Capital Market Financial Professionals 2,909 คน จาก 69 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และผ่านกระบวนการคัดกรองจนได้ผู้ที่ได้รับทุนสอบ AISA จำนวน 253 คน ในจำนวนนี้มีผู้ผ่านการคัดเลือกและได้เข้าร่วมกิจกรรม Exclusive Financial Career Camp ซึ่งเป็นการอบรมผสมผสานกับ Workshop เข้มข้น และ Company Visit รวม 162 คน

“ตลอด 5 ปี โครงการได้ปั้นคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางการเงินและการจัดการลงทุนแล้ว 13,217 คน ด้วยโมเดลการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลาย ที่ร่วมนำจุดแข็งของแต่ละองค์กรมาส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาบุคลากรคุณภาพป้อนสู่ตลาดทุนไทย เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องแนวคิด 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมสร้างอนาคต เพื่อโอกาสของทุกคน” นายอัสสเดชกล่าว

โครงการ New Breed Capital Market Financial Professionals 2568 เป็นความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย บริษัท เลคชอร์ แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส จำกัด สิงห์ เวนเจอร์ส บมจ. สตอเรจ เอเชีย บมจ. โอสถสภา บมจ. เมพ คอร์ปอเรชั่น และบริษัท แพคริม เอ็ดดูเคชั่น จำกัด โดยปีนี้กิจกรรม Exclusive Financial Career Camp ได้เพิ่มการเรียนรู้เป็น 3 สายอาชีพ ซึ่งผู้เข้าร่วมสามารถเลือกตามความสนใจ ได้แก่ 1) สายการเงินของสถาบันการเงิน 2) สายการเงินของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งทั้งสองสายนี้จะได้เรียนรู้การทำงานจริงของมืออาชีพ พร้อมแสดงศักยภาพในการแข่งขันกรณีศึกษาด้านการเงิน ตลอดจนได้เพิ่มทักษะและพัฒนาตนเองให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทุนในยุคปัจจุบัน และ 3) สายเตรียมทักษะสู่เส้นทางอาชีพ เป็นสายอาชีพใหม่ ที่เน้นการเสริมสร้าง Soft Skills ที่จำเป็นผ่านหลักสูตร 7 อุปนิสัยสู่การเป็นผู้มีประสิทธิผลสูง (The 7 Habits of Highly Effective Teens) และหลักสูตรเตรียมพร้อมสู่การทำงาน (Career Readiness) เพื่อเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตและรู้จักตัวเองอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการก้าวสู่ความสำเร็จทางอาชีพด้านการเงินในอนาคต

ผู้สนใจวิชาชีพด้านการวิเคราะห์ทางการเงินและการลงทุน ดูข้อมูลหลักสูตร CISA เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/cisa

ใครมีสลากออมสิน ฟังทางนี้! เปลี่ยนสลากเป็นเงินกับ สินเชื่อชีวิตสุขสันต์ สมัครง่าย อนุมัติไว วงเงินสูงสุด 95% ของมูลค่าสลาก

0

แค่มีสลากออมสินก็อุ่นใจ หมดปัญหาเมื่อต้องการเงินก้อนฉุกเฉิน เปลี่ยนสลากออมสินเป็นเงินฉุกเฉินกับ สินเชื่อชีวิตสุขสันต์
👉สนใจติดต่อที่ธนาคารออมสินสาขาเจ้าของทะเบียนสลากหรือสาขาที่เปิดบัญชีเงินฝาก
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม > https://to.gsb.or.th/aAcGk4

🔺 **กู้ได้สูงสุด 95% ของมูลค่าสลากออมสิน หรือ จำนวนเงินฝากคงเหลือในบัญชีเงินฝากออมสิน
🔺 สมัครง่าย / อนุมัติไว
🔺 ได้รับดอกเบี้ยและได้ลุ้นรางวัลเหมือนเดิม

หมายเหตุ

  • เพียงมีสลากออมสินพิเศษ มูลค่าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป หรือบัญชีเงินฝากออมสิน เพื่อนำมาใช้เป็นหลักประกัน
  • *กิจกรรมส่งเสริมการขายสินเชื่อชีวิตสุขสันต์ที่ใช้สลากออมสินเป็นหลักประกัน เฉพราะกรณีเงินกู้ระยะยาว (LT) ที่เปิดบัญชีกู้สินเชื่อใหม่ภายในระยะเวลากิจกรรม ไม่รวมกรณีกู้หักกลบ

✨ วงเงินกู้ 500,000 บาท ถึง 999,999 บาท ได้รับ Gift Card Lotus’s มูลค่า 300 บาท ต่อราย (300 รายแรกตลอดระยะเวลากิจกรรม)
✨ วงเงินกู้ 1,000,000 บาทขึ้นไป ได้รับ Gift Card Lotus’s มูลค่า 500 บาท ต่อราย (500 รายแรกตลอดระยะเวลากิจกรรม)

  • อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อชีวิตสุขสันต์ (ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป)
    กรณีใช้สลากออมสินพิเศษเป็นหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี อยู่ระหว่าง 3.226% – 3.980% ต่อปี
    กรณีใช้สมุดฝากเงินออมสินเป็นหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี อยู่ระหว่าง 2.300% – 6.000% ต่อปี
  • เพียงมีสลากออมสินมูลค่าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป หรือสมุดฝากเงินออมสิน เพื่อนำมาใช้เป็นหลักประกัน
    •**กู้ได้สูงสุด 95% ของมูลค่าสลากออมสินพิเศษ หรือสมุดฝากเงินออมสิน
  • บัญชีสินเชื่อที่เป็นการกู้หักกลบ โดยการเปิดบัญชีสินเชื่อใหม่และโอนชำระปิดหนี้บัญชีเดิมภายในวันเดียวกัน โดยใช้หลักประกันเดิมไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายดังกล่าวได้
  • เงื่อนไขการได้รับของสมนาคุณ ผู้กู้ 1 ราย มีสิทธิ์ได้รับ 1 ของสมนาคุณที่มีมูลค่าสูงสุดเท่านั้น
  • ณ วันสิ้นสุดระยะเวลาจัดกิจกรรม สถานะบัญชีกู้สินเชื่อชีวิตสุขสันต์ที่มีสิทธิ์ได้รับของสมนาคุณ ต้องมีสถานะ Active ยังไม่ปิดบัญชีสินเชื่อของสมนาคุณ
  • ธนาคารจะดำเนินการส่งให้ลูกค้าที่ได้รับของสมนาคุณภายใน 60 วันทำการ นับจากวันสิ้นสุดระยะเวลาจัดกิจกรรม
  • เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

👉ระยะเวลากิจกรรมตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 68
⚠️เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
*รู้ก่อนกู้…กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band รับมือสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง

0

สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของภูมิภาคและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนจากการที่ยังขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว จนอาจส่งผลกระทบต่อภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ในวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2568 ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้มีมาตรการรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568 จึงมีมติอนุมัติปรับปรุงเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ดังต่อไปนี้เป็นการชั่วคราว ซึ่งสรุปได้ดังนี้

  1. ปรับ Ceiling & Floor สำหรับทั้ง SET, mai และ TFEX*
ตลาดProductCeiling & Floor
เดิมใหม่
SET, maiหุ้น / หน่วยทรัสต์+/- 30%+/-15%
Foreign share+/- 60%+/- 30%
TFEXIndex Futures / Options
Sector Futures
Single Stock Futures
+/- 30%+/-15%

หมายเหตุ *TFEX ได้ใช้อำนาจตามข้อบังคับของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในการปรับปรุง Daily Price Limit ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า SET50 Index Futures, SET50 Index Options, Single Stock Futures และ Sector Futures ให้สอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เป็นตลาดสินค้าอ้างอิง

  • ปรับกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band เป็นรายหลักทรัพย์ จากเดิม ±10% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น เป็น ±5% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น

สำหรับการปรับปรุงเกณฑ์ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band ดังกล่าวข้างต้น จะไม่ใช้บังคับกับการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีสินค้าอ้างอิงเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือดัชนีหลักทรัพย์ต่างประเทศ เช่น  DR, DW และ ETF เป็นต้น

ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าวมีผลเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2568 และไม่เกินวันที่ 27 มิถุนายน 2568  โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะติดตามภาวะตลาดต่อเนื่องทุกวัน และพร้อมจะกลับไปใช้เกณฑ์เดิมตามปกติ ก่อนวันสิ้นสุดมาตรการชั่วคราว (คือ วันที่ 27 มิถุนายน 2568) หากเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการชั่วคราวดังกล่าวแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่า มาตรการชั่วคราวดังกล่าวจะมีส่วนช่วยเสริมเสถียรภาพของตลาดและสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน

สมุทรสงครามโชว์ผลชัด ปลาหมอคางดำลดลงจริงจากโมเดลบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน

0

สมุทรสงครามชูผลสำเร็จปลาหมอคางดำในทุกลำคลองลดลงจริงอย่างเป็นรูปธรรม จากที่เคยสำรวจพบว่ามีความหนาแน่นถึง 100 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ล่าสุดจากการสำรวจของกรมประมงวันนี้เหลือเพียง 5–7 ตัวต่อ 100 ตารางเมตรเท่านั้น ความก้าวหน้าครั้งนี้เกิดจากพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน อย่าง ซีพีเอฟ องค์กรท้องถิ่น ชาวประมง เกษตรกร และคนในชุมชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางจัดการปลาหมอคางดำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชนในจังหวัดสมุทรสงคราม

นายวิรัตน์ สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า มาตรการการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำที่ดำเนินการอย่างจริงจังส่งผลให้ในรอบ 4 เดือนนี้ปลาหมอคางดำลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้ง “กิจกรรมลงแขกลงคลอง” ที่จัดขึ้นทุกเดือนครอบคลุมทุกพื้นที่ และการรวมพลังจากทุกภาคส่วนทั้งในพื้นที่ ชุมชน และภาคเอกชน อย่าง บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยปริมาณปลาหมอคางดำที่เคยจับได้ลดลงจากกว่า 3,000 กิโลกรัมในแต่ละครั้งที่จัดกิจกรรม ปัจจุบัน จับได้ครั้งละเพียงหลักร้อยกิโลกรัมเท่านั้น และที่สำคัญยังพบปลาพื้นถิ่นชนิดอื่นรวมอยู่ด้วย สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการวางระบบจัดการร่วมกัน สำหรับปีนี้
สมุทรสงครามตั้งเป้าจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อควบคุมประชากรปลาให้น้อยลง ปรากฏการณ์ปลาหมอคางดำลดลงอย่างชัดเจน จึงไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จของภาครัฐ แต่เป็นผลจากการรวมพลังทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชนในจังหวัดสมุทรสงคราม

“สิ่งที่เกิดขึ้นในสมุทรสงคราม คือ โมเดลความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ การบูรณาการความร่วมมือกัน เอาจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเสริมกัน ตั้งแต่การจับปลาต้องอาศัยกำลังคน ซึ่งประมงสมุทรสงครามได้รับความร่วมมือจาก เจ้าหน้าที่จิตอาสาจากตำรวจ ทหาร ศรชล ผู้ต้องขังจากเรือนจำกลางสมุทร และชุมชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังพบปลาที่ไหนจะรีบแจ้ง หรือจับปลาขึ้นมาทันที ขณะที่ภาคเอกชน อย่างซีพีเอฟมีศักยภาพในการจัดหาอุปกรณ์จับปลา อาหาร กากชา และลูกพันธุ์ปลาหมอคางดำ” นายวิรัตน์กล่าว

สำหรับปลาที่จับได้ยังนำมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้ปลามีมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นการหมักน้ำหมักชีวภาพ ผลิตปลาป่น ปลาร้า หรืออาหารแปรรูปที่ช่วยสร้างรายได้ในชุมชน ตอนนี้ยังโครงการน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำของการยางแห่งประเทศไทย ที่เปิดรับซื้อปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และจากบ่อเลี้ยงสัตว์ จังหวัดมีโควต้ารับซื้อรวม 750,000 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้จำหน่ายไปแล้วกว่า 400,000 กิโลกรัม เป็นอีกแนวทางที่กระตุ้นให้เกิดการจับปลาหมอคางดำมากขึ้น

หนึ่งในผลผลิตที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือ คือ “น้ำปลาจากปลาหมอคางดำ” ภายใต้แบรนด์ “หับเผยแม่กลอง” ซึ่งเตรียมเปิดตัว น้ำปลาขวดแรกในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังจากหมักมานาน 1 ปี โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมประมง กรมราชทัณฑ์ และซีพีเอฟที่เชื่อมโยงปราชญ์เกษตรกรมาช่วยสอนสูตรทำน้ำปลาที่เป็นสูตรเฉพาะสำหรับปลาชนิดนี้ นอกจากได้สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังเป็นเวทีฝึกอาชีพให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้และเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตภายหลังพ้นโทษ โมเดลนี้ได้ขยายผลไปจังหวัดอื่น ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ รวมถึง สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงครามที่นำโมเดลนี้มาสอนให้เจ้าหน้าที่และแม่บ้านนำปลาหมอคางดำมาหมักเป็นน้ำปลาไว้บริโภคในครัวเรือนและวางจำหน่ายต่อไป

ความร่วมมือยังขยายไปถึงการจัดการในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยประมงจังหวัดสนับสนุน “กองทุนกากชา” เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อ พร้อมกับโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรได้ลูกปลากะพงขาวที่ได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟไปเลี้ยงเป็นปลานักล่า ซึ่งเมื่อโตเต็มวัย นอกจากจะช่วยควบคุมปลาหมอคางดำในบ่อแล้ว ยังสามารถนำมาจำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งเกษตรกรบอกว่ากิจกรรมนี้ได้ผลดี และเกษตรกรที่ได้รับปลากะพงขาวกลุ่มแรกได้จับปลามาคืนจังหวัดเพื่อปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว

ปรากฏการณ์ปลาหมอคางดำลดลงอย่างชัดเจน จึงไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จของภาครัฐ แต่เป็นผลจากการรวมพลังทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชนในจังหวัดสมุทรสงคราม

ย้อนเวลาสู่เสน่ห์วันวานที่ “บ้านไม้กวาด 100 ปี” บางแม่หม้าย สุพรรณบุรี!

0

ใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยว Unseen ใกล้กรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและกลิ่นอายอดีต ต้องห้ามพลาดที่นี่เลย “บ้านไม้กวาด 100 ปี” ณ ชุมชนบางแม่หม้าย จังหวัดสุพรรณบุรี!

ที่นี่ไม่ใช่แค่บ้านเก่าธรรมดา ๆ แต่คือพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตคนโบราณผ่านสิ่งของเครื่องใช้ และที่สำคัญคือ “ไม้กวาด” ที่เป็นภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดกันมานับร้อยปี!

กิจกรรมน่าสนใจเมื่อมาเยือน:

สัมผัสเสน่ห์เรือนไทยโบราณ เดินชมความงดงามของบ้านเรือนไทยอายุร้อยกว่าปี พูดได้ว่า เป็นเรือนไทยที่ยังมีชีวิต เพราะมีการใช้งาน เป็นที่อยู่อาศัย กินอยู่หลับนอนของคนที่นี่ ซึ่งเราจะเห็นภาพนี้น้อยลงเรื่อยๆ เรือนไม้ที่อื่นอาจถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์บ้าง ร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ แต่เรือนไทยที่บ้านไม้กว้าดที่นี่ คือ บ้านที่มีคนอยู่อาศัยจริงๆ

ชมการสาธิตการทำไม้กวาด จะมีการสาธิตการทำไม้กวาดจากช่างฝีมือที่เป็นชาวบ้านที่นี่ ไม้กวาดใยมะพร้าว ถือเป็นสินค้าโอท๊อป รู่มั้ยว่า กว่าจะทำเสร็จแต่ละอัน ใช้เวลาเป็นวันๆ ขั้นตอนปราณีต ตั้งแต่แช่เปลือกมะพร้าวแล้วตากให้แห้ง นำกาบมะพร้าวแห้งมาทุบๆ เพื่อสางเป็นใยมะพร้าว หรือการใช้หวายมาถักเส้นใยมะพร้าวที่ปัดขุยออกเพื่อให้ติดกับด้ามไม้อย่างแน่นหนา มีผู้ใช้งานบางท่านบอกว่า ไม้กวาดใยมะพร้าวของชุมชนบางแม่หม้าย มีอายุใช้งานเป็นสิบๆ ปี จึงคุ้มค่ากับราคาไม้กวาดที่ตั้งไว้เป็นหลักร้อย

เลือกซื้อไม้กวาดเป็นของฝาก: อุดหนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพจากชุมชน ติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของที่ระลึก หรืนของใช้ในบ้านก็ได้ประโยชน์สุด ๆ

ถ่ายภาพสวย ๆ กับมุมย้อนยุค: มีมุมถ่ายรูปเก๋ ๆ มากมายที่รอให้คุณมาเก็บภาพความประทับใจราวกับย้อนไปในอดีต!

“บ้านไม้กวาด 100 ปี” เป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทำให้เราได้เข้าใจถึงคุณค่าของภูมิปัญญาไทย และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความสุข

การเดินทาง: ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาขับรถเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็จะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เงียบสงบและมีเสน่ห์แห่งนี้

มาสัมผัสอดีตอันงดงาม และสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นไปด้วยกันครับ!