Home Blog Page 79

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี และซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพง สู้ภัยปลาหมอคางดำ

0

สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรตำบลน้ำเค็ม อำเภอเขาย้อย จัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถมีปลานักล่าเพื่อจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงกึ่งธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงให้ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น คิกออฟสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจำนวน 5,000 ตัวแก่เกษตรกร 24 ราย

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความต้องการของพี่น้องเกษตรกรในการจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมงเพชรบุรีร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรตำบลเขาย้อย จัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” ช่วยให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขาย้อยมีเงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาปลานักล่า เริ่มต้นจากเกษตรกร 24 ราย และจะขยายผลไปให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป โดยมีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงเป็นทุนตั้งต้นสำหรับการเปิดตัวโครงการครั้งนี้

“กองทุนปลากะพง เกษตรกรรุ่นแรกนำปลานักล่าที่เลี้ยงเพื่อเป็นปลานักล่าในบ่อมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาต่อยอดเป็นกองทุนหมุนเวียน ใช้ซื้อปลานักล่าขนาดเล็กสำหรับนำไปปล่อยในบ่อของเกษตรกรรายอื่นๆ ในกลุ่มต่อไป เพื่อให้เกษตรกรได้มีผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดีขึ้น นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถฟื้นฟูอาชีพและรักษาสมดุลระบบนิเวศในพื้นที่อย่างยั่งยืน” นายประจวบกล่าว

ประมงเพชรบุรี ดำเนินโครงการ “กองทุนปลากะพง” เพื่อแก้ปัญหาปลาหมอคางดำแบบครบวงจร โดยดำเนินการควบคู่กับการควบคุมปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ กิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” การปล่อยปลานักล่า การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำปลาร้าหมอคางดำ การทำน้ำปลาหับเผย ที่ประมงเพชรบุรีตั้งเป้าผลักดันให้เป็นสินค้าประจำจังหวัดต่อไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เศรษฐกิจของชุมชน รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ

ด้าน นางกาญจนา โชติช่วง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตำบลบางเค็ม กล่าวว่า พันธุ์ปลากะพงขาวที่ได้รับการสนับสนุนจำนวน 5,000 ตัวจะแจกจ่ายให้เกษตรกรรายละประมาณ 200-220 ตัว สำหรับนำไปปล่อยในบ่อดินที่ใช้เลี้ยงกุ้งและปู เพื่อช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำ ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตที่ดี

ขณะที่ นายพล ป้านสุวรรณ เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ กล่าวว่า “ปลากะพงขาวจะถูกนำไปปล่อยในบ่อเลี้ยงกุ้ง ปลากะพงสามารถหากินเองได้ โดยจัดการลูกปลาหมอคางดำ ช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ของเกษตรกร และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำปลากะพงมาจำหน่ายอีกด้วย”

นอกจากนี้ กรมประมงยังเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรเกี่ยวกับแนวทางการจัดการปลาหมอคางดำ ควบคู่กับการพัฒนาเพาะพันธุ์ปลาหมอคางดำ 4n เพื่อกระจายไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผลักดันให้เกิดการใช้วิธีธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ

เทคโนโลยี “4n” ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

0

บทความโดย นิกร ประกอบดี

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างร่วมมือกัน เพื่อลดประชากรปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง เห็นได้จากมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐเป็นแกนกลางนำดำเนินการ เช่น กิจกรรมลงแขกลงคลองกำจัดปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ การอนุญาตให้ใช้เครื่องมือจับปลาบางชนิดที่ผิดกฎหมาย จากนั้นปล่อยปลานักล่าตามกำจัดลูกปลาหมอคางดำทันที ฯลฯ หลากหลายความพยายามที่เกิดขึ้น กำลังสร้างผลกระทบเชิงบวก นำไปสู่การผลลัพธ์ในการลดพื้นที่ระบาดของปลาหมอคางดำจาก 19 จังหวัด เหลือ 17 จังหวัดในปัจจุบัน

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญและจะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ คือการใช้เทคโนโลยีเหนี่ยวนำโครโมโซม เพื่อทำให้ปลาเป็นหมัน เป็นไปตามมาตรการที่ 6 จากทั้งหมด 7 มาตรการในการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วิธีนี้เป็นการนำหลักพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อการควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์ของมัน

เทคนิคนี้จะเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม จากเดิมที่มีจำนวนชุดโครโมโซมตามธรรมชาติ 2 ชุด หรือ 2n ให้เป็นปลาหมอคางดำที่มีชุดโครโมโซม 4 ชุด หรือ 4n โดยใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 40 °C เป็นระยะเวลา 5 นาที จากนั้นจะนำปลาหมอคางดำ 4n เพศผู้ ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำเพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำซึ่งมีชุดโครโมโซม 2n ในธรรมชาติ โดยลูกปลาหมอคางดำที่ได้จากการผสมในลักษณะนี้จะเป็นลูกปลา ที่มีชุดโครโมโซม 3 ชุด หรือ 3n และเป็นปลาที่มีลักษณะเป็นหมัน ไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานการจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เมื่ออธิบดีกรมประมงประกาศความสำเร็จเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2568 มันไม่ใช่แค่ข่าวดี แต่เป็นสัญญาณแห่งความหวังที่จับต้องได้

“มาตรการนี้จะช่วยลดจำนวนปลาชนิดนี้ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมประชากรของปลาชนิดนี้ในอนาคต” อธิบดีกรมประมงกล่าว ขณะปล่อยปลาหมอคางดำที่ได้รับการเหนี่ยวนำโครโมโซมให้เกิดลูกเป็นหมันลงในแหล่งน้ำ

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการสร้างปลา 4n จำนวนมากให้เพียงพอ และยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งคาดว่า โครงการนี้จะสัมฤทธิ์ผล ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำให้อยู่หมัดได้ภายใน 3 ปี

เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยในการควบคุมปลาหมอคางดำ แต่ยังมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ที่ต้องการควบคุมประชากรสัตว์น้ำที่ก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น การปล่อยปลา 4n ลงในแหล่งน้ำที่มีการระบาดอยู่ ถือเป็นการเดินหน้าอย่างมั่นคง ช่วยสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ และจะตามด้วยการปล่อยปลาพื้นถิ่นฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และหนึ่งในความร่วมมือที่น่าสนใจคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่ประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำในเฟส 2 จำนวน 600,000 กิโลกรัม โดยจะนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในสวนยางพารา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือตัวอย่างที่ดีในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ที่ทุก ๆ คนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหานี้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเกินจริง ขอเพียงอย่าให้เสียงจากคนบางกลุ่มที่พยายามสร้างกระแสสวนทาง มาบั่นทอนกำลังใจของคนทำงานได้เท่านั้นพอ.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ ICE ยักษ์ใหญ่ตลาดคาร์บอน ร่วมพัฒนาระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตไทย เดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว

0

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตครั้งนี้เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์หลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในเอเชียสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล รองรับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ที่กำหนดให้มีกลไกราคาคาร์บอน ประกอบด้วย ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิต และ ภาษีคาร์บอน ทั้งนี้ ด้วยประสบการณ์ของ ICE ซึ่งทำธุรกิจตลาดคาร์บอนในหลายประเทศและเป็นหนึ่งในตลาดคาร์บอนที่มีสภาพคล่องสูงสุดในโลกจะช่วยให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาดคาร์บอนเครดิตที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นายกอร์ดอน เบนเนตต์ หัวหน้าฝ่ายตลาดสิ่งแวดล้อมระดับโลก Intercontinental Exchange (ICE) กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญกว่า 2 ทศวรรษของ ICE ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเงินและโครงสร้างพื้นฐานตลาดคาร์บอน ICE จึงมีความพร้อมในการสนับสนุนประเทศไทยในการวางรากฐานการพัฒนาและยกระดับตลาดคาร์บอนของไทยให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ กับ ICE มีขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 นับเป็นพัฒนาการที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง ที่แสดงถึงมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยการศึกษากรอบการดำเนินงานและกลไกที่เหมาะสมที่สุด ร่วมกับพันธมิตร เช่น ICE เพื่อรองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตทั้งในตลาดภาคบังคับ (Compliance market) และภาคสมัครใจ (Voluntary market) โดยจะร่วมกันศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งไทยจะได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญระดับโลกและเทคโนโลยีล้ำสมัยของ ICE เพื่อการพัฒนาระบบนิเวศคาร์บอนสำหรับประเทศไทยที่แข็งแกร่งสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจและผู้ลงทุนไทย และขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution; NDC)

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมตลาดทุนให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ตลอดจนส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล ESG ของภาคธุรกิจ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2568 ได้เปิดระบบ SET Carbon เพื่อเป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลและคำนวณข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเผยแพร่ผ่านระบบ ESG Data Platform ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

Chef Cares แกะกล่อง 2 เมนูใหม่ ‘บักกุ๊ดเต๋-แกงเผ็ดเป็ดย่างและข้าว’ เสิร์ฟความอร่อย-อิ่มใจ ทุกกล่องตอบแทนสังคม 100%

0

เชฟแคร์ส (Chef Cares) เปิดตัว 2 เมนูใหม่ ได้แก่ ‘บักกุ๊ดเต๋’ และจับมือกับ เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต๊ปเป้ มารังสรรค์ ‘แกงเผ็ดเป็ดย่างและข้าว’ ด้วยความเชี่ยวชาญด้านอาหารไทย ทำให้พริกแกงมีความพิเศษ จนต้องลิ้มลอง โดยทั้ง 2 เมนูนี้ ได้ผ่านกระบวนการผลิต Fozen Food หรืออาหารแช่แข็งที่ได้มาตรฐาน เพื่อคงคุณค่าอาหารและรักษาความสดใหม่ได้นาน นอกจากได้ทั้งความอร่อยและคุณค่าโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพแล้ว กำไร 100% ร่วมตอบแทนสังคมผ่านเชฟแคร์สอีกด้วยแล้วที่ 7-Eleven ทุกสาขาทั่วไทย

เริ่มที่ ‘บักกุ๊ดเต๋’ อาหารยอดนิยมรับประทานในมาเลเซีย สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน รวมถึงประเทศไทย โดยได้อิทธิพลจากการอพยพของชาวจีนในอดีต เชฟแคร์สอยากให้เมนูนี้เข้าถึงคนทั่วไปให้มากที่สุด จึงรวบรวมสูตรความอร่อย มาดัดแปลง จนได้เป็น บักกุ๊ดเต๋ที่รสชาติดั้งเดิมและเข้มข้น จากการตุ๋นเคี่ยวน้ำและเครื่องเทศนานาชนิด ด้วยอุณหภูมิคงที่ เพื่อรสชาติและกลิ่นของยาจีนต่างๆ กระจายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ เสร็จแล้วกรองออก เพื่อให้ได้รสสัมผัสที่ดี จากนั้นใส่เนื้อหมูหั่นชิ้นพอดีคำ หมักกับเครื่องเทศ และลวกสุก ตามด้วยเห็ดหอม ฟองเต้าหู้ เห็ดเข็มทอง และผักชี ปราศจากการปรุงแต่งผงชูรส มั่นใจได้ว่า เมนูนี้อุดมไปด้วยสมุนไพร เสริมภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ให้แก่ร่างกาย ทั้งนี้ ตามความเชื่อชาวจีน เมื่อรับประทาน ‘บักกุ๊ดเต๋’ จะช่วยเสริมความสิริมงคล …ผลิตภัณฑ์มีจำนวนจำกัด จำหน่ายแล้วในราคา 55 บาท

ถัดมาที่ ‘แกงเผ็ดเป็ดย่างและข้าว’ แกงกะทิที่มีการผสมผสานระหว่างอาหารไทยและจีน ให้ได้รสชาติที่แตกต่างอย่างลงตัว แต่เดิมรับประทานเฉพาะในวัง มีความประณีตในการทำ แต่เชฟนูรอ โซ๊ะมณี ผู้โดดเด่นด้านอาหารไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพริกแกงต่างๆ มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในและต่างประเทศ ได้รังสรรค์เมนูนี้เป็นสูตรพิเศษ ด้วยการผัดเครื่องแกงกับกะทิ ให้หอมแตกมัน และเติมน้ำสต็อกลงไป พร้อมกับปรุงรสให้ได้รสชาติ เค็มเผ็ด เมื่อเติมผักผลไม้ (มะเขือเทศราชินีและสับปะรด) จะได้รสหวานเปรี้ยว เพื่อเพิ่มมิติให้น้ำแกง จากนั้นใส่เป็ดย่างชิ้นใหญ่ เนื้อนุ่ม มีรสชาติจากเครื่องเทศในตัว ไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ เป็นแหล่งโปรตีน จำหน่ายแล้วในราคา 69 บา

เชฟแคร์ส เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดยความร่วมมือกับเชฟแถวหน้าของประเทศไทย ผลิตอาหารพร้อมรับประทานที่ครบถ้วนด้านคุณค่าทางโภชนาการ และรสชาติอร่อย พร้อมนำกำไร 100% คืนสู่สังคม เพื่อสร้างโอกาสและมอบแนวทางการประกอบอาชีพในวงการอาหารแก่เด็ก รวมถึงเยาวชนผู้ห่างไกล ตลอดจนผู้ด้อยโอกาส ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านมูลนิธิเชฟแคร์ส .

Smart Farm เกษตรกรยุคใหม่ ได้ซีพีเอฟหนุนก้าวสู่เกษตรเทคโนโลยี Agri Tech

0

การมีอาชีพมั่นคง ถือเป็นหนึ่งในความฝันของหลายๆคน ​บัญชา​ สุขวิเศษ เป็นอีกคนที่มีความฝันไม่ต่างจากคนอื่นๆ หลังจากเรียนจบเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการเป็นพนักงานในบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เป็นเวลาถึง 10 ปี จากนั้นจึงได้รับการทาบทามจากเจ้าของฟาร์มสุกรที่เห็นฝีมือ และหยิบยื่นโอกาสในการรับเหมาก่อสร้างฟาร์มเลี้ยงสุกร เขาตัดสินใจลาออกจากบริษัทเพื่อมารับงานเอง จนกระทั่งได้รับโปรเจคใหม่ในการสร้างฟาร์มสุกรแม่พันธุ์ ในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อย หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ของซีพีเอฟ ในพื้นที่อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ทำให้บัญชาได้เห็นข้อมูลของโครงการฯโดยละเอียด และรู้สึกสนใจในรูปแบบของโครงการฯนี้ทันที

เมื่อเห็นโอกาสในอาชีพ และมองว่ารูปแบบฟาร์มแบบนี้น่าจะตอบโจทย์ของเราได้ จึงตัดใจสินใจเข้าร่วมโครงการฯตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้ชื่อ บจ.ฟาร์มดีพัฒนา 1 ที่นี่มีโรงเรือนเลี้ยงสุกรขุน 4 หลัง ความจุสุกรรวม 3,500 ตัว ทั้งหมดเลี้ยงภายใต้ฟาร์มระบบปิด ในโรงเรือน EVAP มีระบบดักกลิ่นป้องกันกลิ่นออกสู่ภายนอก มีการจัดทำระบบไบโอแก๊ส ติดตั้งเครื่องปั่นไฟ เปลี่ยนแก๊สชีวภาพเป็นไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม มีการติดตั้งเครื่องแยกกากตะกอนหลังออกจากระบบไบโอแก๊ส มีระบบบำบัดน้ำที่ได้มาตรฐาน จนได้น้ำปุ๋ยที่สามารถแบ่งปันให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง ในโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร เขาต่อท่อน้ำยาว 200 เมตร เพื่อให้เกษตรกรนำน้ำไปใช้ช่วยลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรจากปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี

“เรามุ่งเน้นรูปแบบการเลี้ยงแบบ Smart Farm ที่สอดรับกับเป้าหมายของซีพีเอฟ ซึ่งมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจสู่เกษตรเทคโนโลยี หรือ Agri Tech ที่ฟาร์มใช้ระบบอัตโนมัติควบคุมการเลี้ยง ติดตั้ง CCTV ระบบนี้ช่วยติดตามสภาพแวดล้อมในโรงเรือน การกินอาหาร กินน้ำ และสุขภาพสัตว์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และวางแผนนำอีกหลายระบบมาใช้ในอนาคต” บัญชา กล่าว

บัญชา​ สุขวิเศษ ถือเป็นตัวอย่างของเกษตรกรยุคใหม่ที่มุ่งสร้างอาชีพเลี้ยงสุกรให้เป็นอาชีพที่มั่นคง ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนการทำฟาร์มที่ทันสมัย โดยตระหนักถึงการอยู่ร่วมกับชุมชนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน .

คลิกชมคลิป >>
https://www.tiktok.com/@cpfoods.official/video/7465885131501227271?is_from_webapp=1&sender_device=pc&web_id=7416584634233243154

กระทรวงดิจิทัลฯ ดีเดย์ 1 ก.พ. 2568 ชื่อเจ้าของซิม กับ Mobile Banking ต้องตรงกัน หยุดวงจรบัญชีม้า-โจรออนไลน์

0

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นประธานแถลงข่าวมาตรการ “การยกระดับความปลอดภัยในการใช้ Mobile Banking” เปิดเผยว่า มาตรการนี้เป็นความร่วมมือของกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบรายชื่อเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์มือถือ และเจ้าของบัญชีธนาคาร Mobile Banking ให้ตรงกัน โดย กสทช. และ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ,สำนักงาน ปปง. , ธปท. และธนาคารพาณิชย์ได้ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์กว่า 120 ล้านหมายเลขแล้วเสร็จเมื่อสิ้นเดือน พฤศจิกายน 2567 จัดเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ลูกค้าที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แจ้งเป็น M คือ ชื่อเจ้าของซิม และ Mobile Banking ตรงกัน มีจำนวนประมาณ 75.8 ล้านหมายเลข คิดเป็นร้อยละ 63.02, กลุ่มที่ 2 ลูกค้าที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แจ้งเป็น N คือ ชื่อเจ้าของซิม และ Mobile Banking ไม่ตรงกัน มีจำนวนประมาณ 30.9 ล้านหมายเลข คิดเป็นร้อยละ 25.68 และ กลุ่มที่ 3 ลูกค้าที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แจ้งกลับมาเป็น P คือไม่พบชื่อเจ้าของซิม/ไม่มีข้อมูล มีจำนวน 13.5 ล้านหมายเลข คิดเป็นร้อยละ 11.29

โดยขั้นตอนดำเนินการต่อจากนี้ คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2568 เป็นต้นไป ธนาคารจะใช้รูปแบบแจ้งเตือน (Notification) ผู้ใช้บริการกลุ่ม N และกลุ่ม P ผ่านช่องทาง Mobile Banking ของแต่ละธนาคาร โดยผู้ที่ได้รับแจ้ง ต้องอัพเดตข้อมูลชื่อเจ้าของซิม กับชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ให้ตรงกัน ภายใน 90 วัน (ภายในวันที่ 30 เม.ย. 2568) หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ปปง. ธปท. และ กสทช. จะพิจารณาระงับการใช้งาน Mobile Banking เป็นการชั่วคราวต่อไป

สำหรับกลุ่ม N ซึ่งเป็นกลุ่มที่เจ้าของซิม และ Mobile Banking ไม่ตรงกัน , บัญชีต่างชาติ , กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เปิดบัญชีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และเปิดใช้งาน Mobile Banking ก่อนปี พ.ศ. 2566 ที่มีชื่อเจ้าของซิม กับชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ไม่ตรงกัน ผู้ใช้บริการที่อยู่ในกลุ่มนี้ จะต้องไปติดต่อศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปลี่ยนเจ้าของซิม หรือติดต่อธนาคารที่ใช้งาน Mobile Banking เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ผูกกับ Mobile Banking ของธนาคาร เพื่อดำเนินการให้ข้อมูลชื่อตรงกันภายในวันที่ 30 เมษายน 68 หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด บริการ Mobile Banking อาจถูกระงับการใช้งาน

ในส่วนของ กลุ่ม P ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับแจ้งว่าไม่พบชื่อเจ้าของซิม โดยเป็นกลุ่มที่เปิดบัญชีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และเปิดใช้งาน Mobile Banking ก่อนปี พ.ศ. 2566 ที่ตรวจสอบจากค่ายมือถือแล้ว แต่ไม่พบชื่อเจ้าของซิม (ดำเนินการพร้อมกัน 2.4 ล้านเลขหมาย) โดยกรณี หมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ใช้ลงทะเบียนกับธนาคารมีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ สามารถติดต่อศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือที่ใช้บริการด้วยตนเอง เพื่อลงทะเบียนชื่อเจ้าของซิมให้ตรงกับชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking หรือ ลงทะเบียนชื่อเจ้าของซิมเป็นชื่อตามที่ประสงค์ที่เข้าเกณฑ์การจดทะเบียนซิมได้ตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (ธนาคารไม่สามารถดำเนินการในส่วนนี้แทนได้) พร้อมบัตรประชาชน เพื่อดำเนินการให้ข้อมูลชื่อเจ้าของซิมตรงกับชื่อที่ใช้งานโมบายแบงก์กิ้ง ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด บริการ Mobile Banking อาจถูกระงับการใช้งาน

รู้เก็บรู้ออม : ช็อปสินค้าลดภาษีเพื่อสังคม

0

เผลอแป๊บเดียว เดือนแรกของปีใหม่กำลังจะผ่านพ้นไป วันเวลาไม่เคยรอใคร หากเราใช้เวลาหมดไปอย่างไม่มีประโยชน์ก็น่าเสียดายเวลา เพราะไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจหรือวางแผนไว้เสียที

ที่กล่าวมาข้างบน เพราะ “คุณนายพารวย” อยากขอทวงสัญญาที่เรามีไว้ให้กันว่า ปีใหม่ปีนี้เราจะเริ่มต้นจัดการวางแผนการเงินการลงทุน ตั้งเป้าหมายแล้วลงมือทำให้ได้ การวางแผนภาษีก็เป็นส่วนหนึ่ง ประจวบกับช่วงเวลาตั้งแต่ 16 ม.ค. ถึง 28 ก.พ. ปี 68 ภาครัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Easy E-Receipt 2.0 เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการซื้อสินค้าหรือบริการ เพียงแค่มีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หรือใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์

ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าซื้อสินค้าและบริการมาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 50,000 บาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก ค่าสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30,000 บาท และส่วนที่สอง เป็นค่าสินค้า OTOP, ค่าซื้อสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม ไม่เกิน 20,000 บาท

หรือหากเราอยากจะซื้อสินค้าหรือบริการของ OTOP, วิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อลดหย่อน 50,000 บาทอย่างเดียวก็สามารถทำได้ เพราะอยู่ในเงื่อนไขโครงการเช่นกัน โดยเฉพาะกับวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) นอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ยังช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ” จึงชวนคนไทยใช้สิทธิ Easy E-Receipt 2.0 สนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ในเครือข่าย SET Social Impact ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SE ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดให้ความรู้การเป็นผู้ประกอบการและสร้างโอกาสทางธุรกิจ ทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมขยายการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสินค้าและบริการของ SE ที่เข้าร่วมมาตรการ ได้แก่ 1.สินค้าชุมชนออร์แกนิก บ.เซฟ ไลฟ์ โปรดักส์ (ไร่รื่นรมย์) โทร.09–7087–0085, 2.ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ สารสกัดจากธรรมชาติ บ.เด็กพิเศษ วิสาหกิจเพื่อสังคม (Avautis) โทร.06–1663–6445, 3.วิกผมแท้ทอมือ งานพรีเมียม พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก บ.จิตอาสา วิสาหกิจเพื่อสังคม โทร. 06–6085–6716, 4.อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการและผู้สูงอายุ บ.สยาม เอเบิ้ล อินโนเวชั่น (วิสาหกิจเพื่อสังคม) โทร.09–8516–5112 และ 5.สินค้าแฟชั่น สินค้าท้องถิ่น อาหารและเครื่องดื่ม บ.เลิร์นดู วิสาหกิจเพื่อสังคม โทร.09–2505–4994

ผู้สนใจสั่งซื้อสินค้าและสอบถามเกี่ยวกับการออก E-Receipt ได้โดยตรงกับ SE แต่ละรายที่เข้าร่วมมาตรการ ตามเบอร์โทร.ที่ให้ไว้ได้เลย!!

ช็อปสินค้าบริการของ SE แบบนี้ดีต่อใจ ได้ทั้งสิทธิลดหย่อนภาษี 50,000 บาท และมีส่วนร่วมสนับสนุนการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน.

คุณนายพารวย

AIS ชวนลูกค้าอัปเดตชื่อจดทะเบียนซิมให้ตรงกับบัญชีโมบายแบงก์กิ้ง หนุนม.ป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของภาครัฐ

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เดินหน้าสนับสนุนภาครัฐตามมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการใช้งานโมบายแบงก์กิ้ง สำหรับผู้ที่ได้รับการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันธนาคาร ต้องรีบอัปเดตชื่อจดทะเบียนซิมให้ตรงกับบัญชีโมบายแบงก์กิ้ง ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดบริการโมบายแบงก์กิ้งอาจถูกระงับการใช้งาน

  • โดย AIS พร้อมอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่มีชื่อจดทะเบียนซิมการ์ดไม่ตรงกับชื่อบัญชีโมบายแบงก์กิ้ง ตามที่ได้รับการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันของธนาคาร สามารถดำเนินการอัปเดตข้อมูลได้ฟรี! ที่ AIS Shop, AIS Telewiz, AIS Buddy หรือ ตัวแทนจำหน่าย AIS ทั่วประเทศ ทั้ง 2,400 จุด โดยไม่มีค่าดำเนินการ
  • สำหรับกรณีท่านที่ต้องการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ให้ตรงกับชื่อบัญชีโมบายแบงก์กิ้ง สามารถติดต่อธนาคารที่ให้บริการได้โดยตรง
  • ทั้งนี้ กลุ่มที่ได้รับการอนุโลมให้ชื่อจดทะเบียนซิมไม่ต้องตรงกับบัญชีโมบายแบงก์กิ้ง ได้แก่ ชื่อคนในครอบครัว, ผู้ที่ต้องได้รับความดูแลตามกฎหมาย และนิติบุคคล โดยต้องนำเอกสารหลักฐานเฉพาะกลุ่มที่กำหนดไว้ มายืนยันตนที่ธนาคาร ภายใน 30 เมษายน 2568

สามารถดูรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.ais.th/consumers/help-and-support/cyber-threat-alerts/mobile-banking

โดย นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “AIS พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างปีแห่งความปลอดภัยไซเบอร์ให้กับประเทศไทย พร้อมสนับสนุนให้ทุกการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลของคนไทยปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน จึงขอให้ลูกค้าที่ได้รับการแจ้งเตือนจากแอปธนาคารรีบดำเนินการปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยเอไอเอสพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนอย่างเต็มที่”

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ขยับแล้ว เปิดม.เข้มปราบบริษัทผี หลังพบชาวบ้านถูกใช้ที่อยู่บ้านสวมรอยจดตั้งบริษัท

0

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) แถลงมาตรการป้องกันบริษัทผีหลอกลวงประชาชน โดยเปิดเผยว่า DBD ได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มอบหมายให้นายจิตรกร ว่างเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นหัวหน้าทีม

นอกจากนี้ DBD ได้ออก 6 มาตรการ ป้องกัน ‘นิติบุคคลผี’ หรือ ’บริษัทม้า‘ ประกอบด้วย 1.ยกร่างคำสั่งนายทะเบียนกลาง เพื่อเรียกเอกสารเพิ่มเติม กรณีที่มาจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล หรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งสำนักงาน เช่น สัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นที่ตั้งนิติบุคคลจากเจ้าบ้าน จะเร่งเปิดประชาพิจารณ์ คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

2.จัดทำระบบการตรวจเช็กสถานที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคล เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า บ้าน หรือที่อยู่ของตน ถูกนำมาใช้เป็นที่ตั้งของนิติบุคคลหรือไม่ คาดว่าจะเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ หรือเร็วกว่า

3.บูรณาการความร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อตรวจสอบสถานที่ตั้งนิติบุคคลตามที่ผู้ขอจดทะเบียนได้แจ้งไว้ และปักหมุดพร้อมแสดงภาพถ่ายแผนที่ Google Map เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาตรวจสอบข้อมูล สามารถเช็กและเห็นภาพสถานที่ตั้งนิติบุคคลที่แจ้งจดทะเบียน

4.หากพบว่านิติบุคคลมีที่ตั้งไม่ตรงกับที่แจ้งจดทะเบียน จะดำเนินการป้องปรามภายใต้อำนาจหน้าที่ที่กรมฯ สามารถทำได้ ทั้งในส่วนการระบุหมายเหตุในหน้าหนังสือรับรองนิติบุคคลว่า “ไม่มีสถานที่ตั้งจริง” เพื่อเตือนผู้ที่จะทำธุรกิจด้วย และส่งเรื่องดำเนินคดีตามกฎหมาย

5.หากมีบุคคลที่อยู่ในรายชื่อบัญชี HR-03 มาขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล หรือแจ้งชื่อเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วน หรือกรรมการบริษัทจำกัด จะเรียกให้บุคคลดังกล่าวมาแสดงตนต่อหน้านายทะเบียน และส่งข้อมูลให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) เพื่อติดตามขยายผล หากไม่มาแสดงตน จะไม่รับจดทะเบียน

6.ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งโทษการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังชี้แจงถึงขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล คือ จัดทำคำขอพร้อมเอกสารประกอบมายื่นต่อนายทะเบียน จากนั้นนายทะเบียนตรวจสอบความถูกต้อง หากถูกต้องครบถ้วนก็รับจดทะเบียนฯ แต่หลักเกณฑ์การจดทะเบียนในปัจจุบัน ยอมรับว่า “ไม่มีการลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่ตั้งก่อนการรับจดทะเบียน อีกทั้ง กฎหมายไม่ได้ห้ามกรณีที่หลายนิติบุคคล จะมีสถานที่ตั้งเดียวกัน

สำหรับการยื่นจดทะเบียนออนไลน์ ต้องมีการยืนยันตัวตนของกรรมการ และผู้ที่ยื่นขอจดทะเบียนนิติบุคคล ผ่านระบบ e-KYC หรือ Thai ID ส่วนของการตรวจสอบสถานที่ตั้ง ทางกรมฯ อยู่ระหว่างพัฒนาระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล หรือ Intelligence Business Analytic System (IBAS) ซึ่งจะใช้ดูว่ามีพฤติกรรมต้องสงสัยหรือไม่กรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า เพียงแค่กรอกเลขที่บ้าน และรหัสประจำบ้าน ก็สามารถระบุที่ตั้งบริษัทได้เลยนั้น และอาจจะจำเป็นต้องใช้เอกสารอื่นเพิ่มเติม จึงจะต้องยกร่างคำสั่งนายทะเบียนกลาง เพื่อเรียกเอกสารเพิ่มเติม สำหรับการกำหนดข้อจำกัดให้การจดทะเบียนบริษัท โดยใช้ที่อยู่เดียวกันเป็นจำนวนมากๆ นั้น ขณะนี้ทางกรมฯรับทราบแล้ว ว่ามิจฉาชีพใช้รูปแบบนี้จัดตั้งบริษัท ซึ่งมองว่ามาตรการที่ได้แถลงไปจะช่วยป้องปรามได้ ทั้ง การประสานกับไปรษณีย์ไทยปักหมุด ทำ Google Maps เพื่อให้เห็นภาพที่ตั้ง และการพัฒนาระบบ IBas เป็นต้น ส่วนบริษัทที่มีการจดทะเบียนไปแล้วนั้น ขณะนี้ได้มอบให้ทีมเฉพาะกิจไปดำเนินการเข้าไปตรวจสอบไล่ดูข้อมูล ซึ่งอาจจะประสานงานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย

ส่วนกรณีที่มีบริษัทผีหลายแห่งใช้ที่อยู่เดียวกันนั้น ต้องขอเข้าไปตรวจสอบก่อน พร้อมอธิบายว่า มีบางกรณีที่มีสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานกฎหมาย ให้คำปรึกษาแก่ประชาชน ที่ต้องการจัดตั้งบริษัท แล้วใช้ที่อยู่ของเขา เป็นที่อยู่ของบริษัทเพื่อความสะดวกในการส่งเอกสาร ในการติดต่อบริษัท แต่หากพบว่าเป็นที่ตั้งที่น่าสงสัย ก็จะมีการประสานร่วมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการส่งต่อข้อมูล สำหรับกรณีที่เปิดบริษัทโดยมีชื่อต่างด้าวมาเป็นกรรมการ ถ้ามาตามขั้นตอนที่ถูกต้องก็สามารถดำเนินการได้ เพราะก็ไม่ได้กีดกันการลงทุนจากต่างชาติ แต่หากมาแบบผิดกฎหมายหรือใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินี ก็จะมีการตรวจสอบ และมีการติดตามผลของการดำเนินคดีหรือเอาผิด

“กรมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับกรณีดังกล่าวและได้เร่งตรวจสอบบริษัทตามที่เป็นข่าว ซึ่งในกรณีนี้ถือว่านิติบุคคลดังกล่าวได้กระทำความผิดภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 1148 ที่กำหนดให้บริษัทจำกัดต้องมีสำนักงานที่ตั้งและแจ้งต่อนายทะเบียนของกรมฯ เมื่อดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งสำนักงาน หากไม่กระทำตามจะต้องได้รับโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท นอกจากนี้ ยังอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามมาตรา 137 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับในส่วนของการฉ้อโกงผู้เสียหายเป็นอำนาจของตำรวจที่จะได้ดำเนินการสืบสวนนิติบุคคลรายนั้นในเชิงลึกต่อไป ซึ่งกรมฯ ยินดีที่จะให้ข้อมูลทางทะเบียนของนิติบุคคลดังกล่าวเพื่อนำไปประกอบการสืบสวนว่าเข้าข่ายเป็นบัญชีม้านิติบุคคลหรือไม่และสามารถดำเนินการจับกุมภายใต้อำนาจหน้าที่ของตำรวจต่อไป”

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณา คำขอจดทะเบียนจะมีการตรวจสอบเลขรหัสประจำบ้านกับฐานข้อมูลของกรมการปกครองว่าเป็นข้อมูลที่ตรงกันกับบ้านเลขที่ดังกล่าวจริง โดยในส่วนว่าเจ้าของบ้านจะทราบและยินยอมให้ใช้เป็นที่ตั้งนิติบุคคลหรือไม่นั้น ผู้ขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลจะเป็นผู้ยืนยันและรับผิดชอบข้อเท็จจริงดังกล่าวเอง หากเป็นการแจ้งเท็จก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งจากปัญหาการใช้บัญชีม้านิติบุคคลและสถานที่ตั้งอันเป็นเท็จในการหลอกลวงประชาชนดังกล่าว กรมฯ เตรียมเพิ่มมาตรการเพื่อตรวจสอบสถานที่ตั้งและเรียกเอกสารยินยอมจากเจ้าของสถานที่ตั้งนิติบุคคล เพื่อปิดช่องว่างการที่มิจฉาชีพนำที่อยู่ของผู้อื่นมาสวมทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล” อธิบดี DSD กล่าว

AIS จัดเต็มโปรเด็ด ช้อปคืนภาษีสุดคุ้ม บุกงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2025 ยกทัพสมาร์ทโฟน 5G เครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา ลดสูงสุดถึง 50%

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ฉายภาพความสำเร็จ ตอกย้ำผู้ให้บริการเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co ด้วยศักยภาพโครงข่ายสื่อสารอัจฉริยะ 5G และเน็ตบ้าน จัดทัพสุดยอดนวัตกรรม สมาร์ทโฟน และดีไวซ์ โดนใจทุกสาย ตอบทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัล มอบความพิเศษให้ลูกค้า AIS แบบเอ็กซ์คลูซีฟในมหกรรมมือถือที่ใหญ่ที่สุด ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2025 ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568 ณ บูธ PL10 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ช่วยกระตุ้นมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 คึกคักรับศักราชใหม่

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและผู้ให้บริการดิจิทัล ที่วันนี้ AIS ได้รับการยืนยันให้เป็นเครือข่ายอันดับ 1 ทั้งมือถือและเน็ตบ้านที่ดีที่สุดในไทย การันตีด้วยรางวัลจาก Ookla Speed Test โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AIS 5G ที่ได้รับการประเมินจากผู้บริโภคให้เป็นอันดับ 1 ในทุกหมวด ทั้งความเร็วแรง และความเสถียร ครอบคลุมแล้วกว่า 95% ของพื้นที่ประชากรไทย และโครงข่ายเน็ตบ้านความเร็วสูงที่เข้าถึงกว่า 20 ล้านครัวเรือน นอกจากนี้ เรายังได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลาย เพื่อนำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันสุดล้ำมาให้ลูกค้าได้สัมผัสการใช้งานบนโครงข่าย 5G และเน็ตบ้านอัจฉริยะ”

โดยในงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2025 AIS มอบความพิเศษให้ลูกค้าและคนไทย จัดเต็มทัพนวัตกรรม สมาร์ทโฟน แกดเจ็ต และดีไวซ์สุดล้ำ ที่จะมาตอบโจทย์ทุกความ ต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสายทำงาน สายเรียน สายเกม สายเที่ยว สายความบันเทิง สายช้อป และสายมู พร้อมโปรโมชันส่วนลดสุดพิเศษ

  • วัยเรียน – ทำงาน พกพาสะดวก ใช้งานง่ายได้ทุกที่ ครั้งแรกกับ AIS Cloud PC แอปคอมบนคลาวด์ เปลี่ยนแท็บเล็ตให้เป็นคอมพิวเตอร์พกพาสามารถใช้งาน Windows ได้ โดยรองรับอุปกรณ์ทั้ง Mac OS / iOS และ Android ประหยัดไม่ต้องซื้อคอมใหม่ ที่สำคัญข้อมูลปลอดภัยบนคลาวด์ เริ่มต้นเพียงเดือนละ 299 บาทเท่านั้น
  • เอาใจสายเกมเมอร์ เปิดจำหน่ายเกมมิ่งสมาร์ทโฟนสเปคขั้นเทพที่แรกในไทย ASUS ROG Phone 9 Series ที่ทรงพลังครบเครื่องที่สุด ด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8 Elite พิเศษ! ดีลคุ้มลดสูงสุด 8,400 บาท และรับฟรีของแถมมูลค่ารวมสูงสุด 7,760 บาท
  • สายท่องเที่ยวต้องมี กับโดรนพับได้ตัวท็อปHOVERAir X1 Pro Max รูปลักษณ์สวยงาม ขนาดเท่าฝ่ามือ เป็นกล้องบินได้ความคมชัดสูงสุด 8K น้ำหนักเบา พกพาง่าย ความเร็วสูงสุด 47 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว เอาใจสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์ พร้อมแถมอุปกรณ์เสริมครบชุด พิเศษเฉพาะที่บูธ AIS ในงาน
    โมบาย เอ็กซ์โป 2025 เท่านั้น
  • เติมเต็มทุกความบันเทิงภายในบ้าน ครั้งแรกของการเปิดตัว SMART WIRELESS MICROPHONE ไมโครโฟนไร้สายอัจฉริยะ ใช้งานคู่กับลำโพงอัจฉริยะ SMART SOUNDBAR พร้อมระบบเสียง Dolby ATMOS และระบบ THX ให้การร้องคาราโอเกะเพลงโปรดสนุกยิ่งขึ้น สมาร์ทยิ่งกว่า ด้วยฟังก์ชันพิเศษ Karaoke Quality, เสียงธรรมดา และ โหมดเสียงพิเศษ เช่น เสียงชิปมังก์ เสียงเด็ก อัปเกรดความบันเทิงให้ลูกค้าเน็ตบ้านแบบ All in One ในราคาเพียง 1,900 บาท รับไมโครโฟน 1 คู่ ที่ AIS Online Store, AIS และ 3BB Shop
  • ช้อปจุใจ จัดเต็มดีลสุดคุ้ม พร้อมลดหย่อนภาษี นาทีทอง AIS จัด Super Sale ครั้งใหญ่ ขนสมาร์ทโฟน แกดเจ็ต และอุปกรณ์เสริมหลากหลายรุ่น มาให้เลือกช้อปในราคาสุดคุ้ม อาทิ สมาร์ทโฟน 5G เครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา ลดสูงสุดถึง 50% หรือใช้ AIS Points 10 คะแนน แลกรับส่วนลดสูงสุด 12,200 บาท พร้อมใช้สิทธิ์ Easy E-Receipt ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท
  • สายมูเสริมความปัง รับพลังจากซิมเป็นหนึ่ง เบอร์เสริมธุรกิจ เลขพิชิตรวยสำหรับพ่อค้าแม่ขายออนไลน์ คัดสรรโดยซินแสเป็นหนึ่ง วงษ์ภูดร ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ตัวเลข ส่งเสริมโชคลาภและดวงการเงินด้วยพลังแห่งตัวเลข เสริมความเฮงตลอดปีมะเส็ง