Home Blog Page 78

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยรายงานความยั่งยืนปี 2567 ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและโปร่งใส

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 อย่างเป็นทางการ โดยรายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นตาม กรอบการรายงานของ Global Reporting Initiative (GRI) สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) เพื่อสร้างคุณค่าร่วมอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

รายงานความยั่งยืนฉบับนี้ครอบคลุมผลการดำเนินงานในหลากหลายด้าน อาทิ

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมขององค์กร และการลงทุนอย่างยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การเสริมสร้างการเข้าถึง และความรู้ด้านการวางแผนการเงิน และการประกันชีวิต การส่งเสริมคุณภาพชีวิตพนักงาน การส่งเสริมความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของคนในสังคม
การกำกับดูแลกิจการที่ดี เช่น ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการระบุประเด็นสาระสำคัญ (Material Topics) ภายใต้กระบวนการจัดทำ Double Materiality โดยคำนึงทั้งผลกระทบต่อธุรกิจ (Financial Materiality) และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality) ผ่านการรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมทั้งเปิดเผยตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐาน GRI เพื่อให้ลูกค้า ประชาชน และผู้สนใจ สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “รายงานความยั่งยืนของเราในปีนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในด้าน ESG แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทในการเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างมีจริยธรรม พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก โดยเรายึดมั่นในการทำธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวทั้งต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม”

เมืองไทยประกันชีวิต ยังคงเดินหน้าพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย Net Zero scope 1 และ 2 ภายในปี 2030 นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นในการเสริมสร้างการเข้าถึง การประกันชีวิตและสุขภาพให้แก่คนในสังคม พร้อมมุ่งมั่นในการสร้างความรู้ความเข้าในด้านการวางแผนการเงินและการประกันชีวิตให้กับคนไทย และยังคงบริหารงานด้วยความโปร่งใส ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย #เมืองไทยประกันชีวิต #MuangThaiLife

สามารถดาวน์โหลดรายงานความยั่งยืนฉบับเต็มได้ที่ https://www.muangthai.co.th/reports/mtl-sr-2024/

สัตว์น้ำเถื่อน ขบวนการบั่นทอนความมั่นคงที่ต้องเร่งแก้

0
บทความ โดย อร่าม ทองพูล

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางการค้า ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตและส่งออกสัตว์น้ำกลับต้องเผชิญกับ “ขบวนการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย” ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ไม่ใช่แค่แอบขายของไม่เสียภาษี แต่เป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมเกษตร น้ำสะอาด สุขภาพคนไทย และชื่อเสียงของประเทศ

แม้ภาครัฐโดยเฉพาะกรมประมง จะพยายามปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการสกัดปลากะพงขาว 7 ตันที่ด่านสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส หรือ การบุกยึดหอยลายสดหลายร้อยกิโลกรัมที่ซุกซ่อนอยู่ในรถบรรทุกข้ามแดนในภาคตะวันออก แต่ดูเหมือนว่าขบวนการเหล่านี้กลับยิ่งเติบโตและปรับตัวได้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาใช้ช่องทางออนไลน์ ตลาดสด และแม้แต่แฝงมาในสินค้าถูกกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ การสำแดงเท็จที่ด่านก็เป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่บางส่วนก็ไม่ทันเกม

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสัตว์น้ำ “แปลก” และ “หายาก” อย่างปลาไหลแก้ว สายพันธุ์ยุโรป มูลค่ากว่า​ 40 ล้านบาท ที่ลักลอบนำเข้าทางเครื่องบิน หรือล่าสุด การลอบขนเต่าดาวอินเดียและปลามังกร มูลค่ากว่า 2 ล้าน ลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน สัตว์เหล่านี้แฝงเข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดปลาสวยงาม แม้จะดูไม่เป็นพิษเป็นภัยในสายตาคนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นพาหะของโรคสายพันธุ์รุนแรง เช่น TiLV หรือ VNN ที่ยังไม่เคยปรากฏในไทย หากเล็ดลอดเข้าสู่ระบบน้ำของประเทศได้ ก็อาจแพร่เชื้อไปยังฟาร์มเพาะเลี้ยงต่างๆ จนก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่ามหาศาล และยิ่งไปกว่านั้น ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาดโลกที่กำลังจับตามองมาตรฐานความปลอดภัยของไทยอย่างใกล้ชิด

ตัวเลขการส่งออกปลาสวยงามของไทยปีหนึ่งๆ อยู่ที่ราว 1,000 ล้านบาท ขณะที่ไทยคือประเทศผู้ส่งออกปลาสวยงามอันดับ 5 ของโลก ด้วยสัดส่วนตลาดกว่า 7% แต่หากภายในประเทศยังปล่อยให้มีการนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมายแบบไร้การควบคุม วันหนึ่งการส่งออกที่ภาคภูมิใจก็อาจถูกระงับจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) จากประเทศคู่ค้า ด้วยข้อหาความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ

ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศ ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนจากมาตรฐาน GAP, GMP และ HACCP อย่างเต็มที่ ในขณะที่สินค้าลักลอบกลับสามารถขายได้ในราคาถูกกว่าหลายเท่า เพราะไม่ต้องผ่านการควบคุมใดๆ ความไม่เป็นธรรมนี้ กำลังทำลายทั้งห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยง ลูกพันธุ์ โรงงานอาหารสัตว์ ไปจนถึงตลาดปลายทาง

และถ้าคิดว่าสัตว์น้ำเถื่อนจะจบเพียงที่ “ฟาร์ม” หรือ “ตลาด” นั่นเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไป เพราะมีกรณีจริงที่สัตว์น้ำที่นำเข้าผิดกฎหมายถูกนำไปปล่อยลงแม่น้ำลำคลอง ซึ่งกลายพันธุ์หรือรุกรานชนิดพันธุ์ท้องถิ่น สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศในระยะยาวอย่างประเมินค่าไม่ได้

การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ปราบปราม” แต่ต้องเริ่มที่ “ปิดช่องโหว่” ทั้งด้านกฎหมาย กลไกการตรวจสอบ และที่สำคัญคือ “ทัศนคติของผู้บริโภค” ที่มักเลือกของถูกโดยไม่ใส่ใจที่มาหรือผลกระทบระยะยาว หากภาครัฐไม่เร่งทบทวนระบบควบคุมการนำเข้าสัตว์น้ำให้ทันยุค พร้อมเปิดช่องให้การนำเข้าสัตว์น้ำถูกกฎหมายมีความยืดหยุ่นขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริงบนพื้นฐานที่เท่าเทียม ปัญหานี้ก็จะเป็นระเบิดเวลา

ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องตระหนักว่า “สัตว์น้ำเถื่อน” ไม่ได้ถูกแค่ที่ราคา แต่มัน “แพง” ที่ผลกระทบซึ่งทั้งลึกและยาวไกลกว่าที่ใครคาดคิด

รางวัลเดียว เปลี่ยนชีวิต  ลุ้น 70 ล้าน กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี

0

โลกการลงทุนยุคปัจจุบัน แม้ว่าเครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนสมัยใหม่จะพัฒนาตามความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงใด แต่ต้องยอมรับว่า เรื่องความเสี่ยงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลงทุนในทุกยุคทุกสมัย ดังเช่นสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น การสู้รบรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อนานหลายปี, ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน  รวมถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ล้วนเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ล้วนส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ และการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ , ผลกระทบด้านการส่งออกสินค้า

ท่ามกลางสถานการณ์ที่การลงทุนมีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ การมองหาการลงทุน “รูปแบบการฝากเงิน” ที่ปลอดภัยและไร้ความกังวล จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุน จึงทำให้ “สลากออมสิน” ยังเป็นรูปแบบการออมและลงทุนที่ได้รับความนิยมมาตลอด โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยง  เพราะสลากออมสิน มีความเสี่ยงเป็นศูนย์  ทุนไม่หาย ผลตอบแทนไม่หด เพราะเงินต้นอยู่ครบ และได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย นอกจากนี้ ผู้ฝากสลากฯ ยังมีสิทธิได้ลุ้นรางวัลใหญ่ทุกเดือน และรางวัลพิเศษอีกด้วย

ล่าสุด ธนาคารออมสิน ได้ออก “สลากออมสินพิเศษ 1 ปี”  แบบใบสลากและดิจิทัล ให้ผู้ฝากสลากฯ ได้ลุ้นรางวัลใหญ่ แบบรางวัลเดียว เปลี่ยนชีวิต กันไปเลย  กับรางวัลพิเศษ  70 ล้านบาท   และยังได้ลุ้นรางวัลใหญ่ 10 ล้านบาทกันทุกเดือน นาน 12 เดือน อีกด้วย

ใครอยากเปลี่ยนชีวิต ลุ้นรางวัลพิเศษ 70 ล้านบาท ต้องรีบหน่อย เพราะ รางวัลพิเศษก้อนเดียวเปลี่ยนชีวิต มีกำหนดออกรางวัลในวันที่ 16 กรกฏาคม 2568 นี้แล้ว

ใครที่ชอบลงทุนและยังชอบลุ้นรางวัล ต้องไม่พลาด รีบฝาก “สลากออมสินพิเศษ 1 ปี” โดยสามารถฝากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี สำหรับแบบใบสลากเริ่มต้นฝากเพียงหน่วยละ 100 บาท และแบบดิจิทัล เริ่มต้นฝาก 1,000 บาท ฝากครบกำหนด 1 ปี จะได้รับดอกเบี้ย 0.20 บาทต่อหน่วย โดยทั้งดอกเบี้ยและรางวัลพิเศษ ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา หากมีการถอนก่อนครบกำหนด 6 เดือน จะถูกหักส่วนลดตามอัตราที่ธนาคารกำหนด

ฝาก “สลากออมสิน พิเศษ 1 ปี” แล้วมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ มูลค่า 70 ล้านบาทได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ทางแอปฯ MyMo by GSB  หรือ คลิก https://to.gsb.or.th/pExfarbZ และ ธนาคารออมสินทุกสาขา  

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook Fanpage : GSB Society

เริ่มต้นสร้างเครดิตอย่างมั่นใจด้วย “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” โดยธนาคารออมสิน ดอกเบี้ยเบาๆ หมื่นละ 60 บ./เดือน

0

เปิดขั้นตอน! สมัคร ‘สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส’ พร้อมให้คุณเริ่มต้นสร้างเครดิตอย่างมั่นใจ กู้ได้เลยบนมือถือผ่าน MyMo ดอกเบี้ยเบา หมื่นละ 60 บาท/เดือน
รายละเอียดเพิ่มเติม >https://to.gsb.or.th/7kc2mL

✨ สำหรับผู้ที่ไม่เคยกู้สินเชื่อกับสถาบันการเงินใดมาก่อนในระยะเวลา 2 ปี
✨ วงเงินอนุมัติสูงสุด 20,000 บาท
✨ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.60 ต่อเดือน (Flat Rate)**
✨ ปลอดชำระเงินต้น 3 งวดแรก***
✨ ผ่อนชำระ 12 เดือน
✨ ไม่มีหลักประกัน
ลงทะเบียนขอสินเชื่อด้วยตัวเองได้ที่ MyMo

📌 ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าจะครบวงเงินโครงการ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
**เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ร้อยละ 12.96 ต่อปี
***งวดที่ 4-12 ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย
⚠️ รู้ก่อนกู้ .. กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับการดูแลเด็กไทย ผ่านโครงการปรับปรุงศูนย์กุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ

0

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสังคม ผ่านโครงการปรับปรุงศูนย์กุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลสุขภาพเด็กไทยให้เท่าทันเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม ตามแนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของสังคมไทย

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า “การสนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงศูนย์กุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจในครั้งนี้  ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ เมืองไทยประกันชีวิตในการตอบแทนสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ผ่านการพัฒนาสภาพแวดล้อมในการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม ทันสมัย และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โครงการนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์หลากหลายด้าน อาทิ 

ด้านการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาล  การปรับปรุงศูนย์ฯ จะช่วยให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ มีเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น สามารถรองรับผู้ป่วยเด็กได้จำนวนมากขึ้น และให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาการรอคอย และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสำหรับเด็กที่เจ็บป่วยซับซ้อน

ด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นตัว  การออกแบบและปรับปรุงพื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นห้องตรวจ ห้องพักผู้ป่วย หรือพื้นที่สำหรับกิจกรรม จะช่วยลดความตึงเครียดและความหวาดกลัวของเด็กและผู้ปกครอง สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและอบอุ่น ซึ่งส่งผลดีต่อสภาพจิตใจและกระบวนการฟื้นตัวของเด็ก

ด้านการสนับสนุนการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์  ศูนย์กุมารเวชกรรมแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนและวิจัยของภาควิชากุมารเวชศาสตร์ การปรับปรุงจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ในสาขากุมารเวชศาสตร์ให้มีขีดความสามารถมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์ในระยะยาว

นอกจากนี้การสนับสนุนในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนในมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาล (ESG) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในมิติของสังคมซึ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างสุขภาวะที่ดี และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม  โครงการนี้จึงมิใช่เพียงแค่การปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังมีส่วนในการส่งเสริมให้โครงสร้างทางสังคมแข็งแรงขึ้น อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมส่งมอบโครงการปรับปรุงศูนย์กุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  ณ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ อาคาร สก. ชั้น 6 ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ  จากเมืองไทยประกันชีวิต จำนวน 19,200,000 บาท โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่  ปี พ.ศ. 2564  โดยได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ผศ.(พิเศษ) นพ.สมชาย ปรีชาวัฒน์ หัวหน้าศูนย์โรคหัวใจ  ศ.นพ.พรเทพ เลิศทรัพย์เจริญ อาจารย์พิเศษ  ศ.นพ.วิชัย เบญจชลมาศ อาจารย์พิเศษ และผศ.นพ.วิทวัส ลออคุณ หัวหน้าหน่วยกุมารโรคหัวใจ ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์  ให้การต้อนรับพร้อมนำเยี่ยมชม

“Legacy & Future: 50 Years of Thai Capital Market” งานสัมมนา 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองอดีต ถอดบทเรียน สร้างอนาคตตลาดทุนไทยที่ยั่งยืน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนา “Legacy & Future: 50 Years of Thai Capital Market” เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี เปิดมุมมองและวิสัยทัศน์ยกระดับบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทยสู่ความยั่งยืน ได้รับเกียรติจากคุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแนวทางพัฒนาตลาดทุนไทยในอนาคต เน้นย้ำบทบาทสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเป็นเสาหลักเศรษฐกิจไทย

รวมทั้ง เสวนา The Legacy: “มองอดีต สร้างอนาคต บรรษัทภิบาลไทย” โดยอดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล และประธานกรรมการคนปัจจุบัน ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ และThe Future: “SET NEXT 50” อนาคตตลาดทุนไทยในครึ่งศตวรรษหน้า โดย ดร. สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ดร. ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ นักวิชาการ ด้านการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคุณนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD

เมืองไทยสไมล์คลับ จัดกิจกรรม พอยท์น้อยก็ได้ลุ้นกับ “เมืองไทยสไมล์มอบโชค 2568 ครั้งที่ 1”

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  โดยเมืองไทยสไมล์คลับ  เชิญชวนสมาชิกร่วมสนุกกับกิจกรรม “เมืองไทยสไมล์มอบโชค 2568 ครั้งที่ 1” เพียงใช้คะแนนสะสม Smile Point 2 คะแนน    แลกรับคูปองชิงโชค 1 ใบ เพื่อลุ้นรับ รถจักรยานยนต์ Honda Giorno+ มูลค่า 73,900 บาท จำนวน  3 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 220,000 บาท และสมาชิกฯ ที่อัปเดตข้อมูลส่วนตัวผ่าน MTL Click Application หรือผ่านระบบการแสดงตน (KYC) บนเว็บไซต์ของบริษัท จะได้รับคูปองชิงโชคเพิ่มอีก 2 ใบ ฟรีทันที!

โดยสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับสามารถแลกคะแนนสะสม Smile Point ได้ผ่านช่องทาง MTL Click Application  หรือ โทร 1766 กด 4  หรือศูนย์บริการลูกค้า เมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ ทุกสาขา ระยะเวลาร่วมแลกคะแนนลุ้นโชคได้ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2568 – 15 กรกฎาคม 2568  จับรางวัลวันที่ 20 สิงหาคม 2568        

ทั้งนี้ สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถติดตามกิจกรรมและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมสิทธิประโยชน์สุดพิเศษตลอดทั้งปี ได้ที่เว็บไซต์เมืองไทยประกันชีวิต www.muangthai.co.th  หรือดาวน์โหลด MTL Click  Application ได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1766 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ

AIS – สบส. เซ็น MOU ร่วมมือยกระดับสุขภาวะดิจิทัล อสม. ทั่วประเทศ

0

AIS ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ส่งเสริมความรู้ด้านภัยไซเบอร์และสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ด้วยการเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน “สมาร์ท อสม.” กับเครื่องมือ “เช็คภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์แบบรายบุคคล” หรือ Digital Health Check พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” บนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรณรงค์ให้ อสม. ตระหนักรู้ในเรื่องภัยไซเบอร์ และเป็นผู้นำในการสร้างสุขภาวะดิจิทัลให้กับคนในชุมชน

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า“AIS มุ่งมั่นผลักดันให้สังคมไทยก้าวสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์’ โดยที่ผ่านมา เราได้ดำเนินกิจกรรมรณรงค์ในสถานศึกษาต่างๆ เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ด้านสุขภาวะดิจิทัลให้กับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา และในปีนี้ เราเล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญของ อสม. ในฐานะกำลังหลักของระบบสาธารณสุข รวมถึงเป็นผู้นำทางความคิดในชุมชน จึงเป็นที่มาของการสานต่อความร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) โดยร่วมกันผลักดันการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเสริมศักยภาพให้แก่ อสม.ที่มีมากกว่า 1 ล้านคน ทั่วประเทศ ทั้งในด้านการปฏิบัติงาน และการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามออนไลน์ และสามารถนำความรู้ไปใช้ส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัลในระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ดร. นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า “กรมสนับสนุนบริการสุขภาพมีความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างศักยภาพ อสม. ให้สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัย ความร่วมมือกับเอไอเอสในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสุขภาวะดิจิทัลของ อสม. ผ่านเครื่องมือเช็คภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์แบบรายบุคคล และสื่อการเรียนรู้หลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ บนแอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนองค์ความรู้และทักษะในการรับมือภัยไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการทำงานของ อสม. ให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล เราหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมสุขภาวะดิจิทัลที่ยั่งยืนในทุกระดับชุมชน”

โดยความร่วมมือครั้งนี้ เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานของ อสม. ทั่วประเทศ ผ่านการเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน “สมาร์ท อสม.” กับเครื่องมือตรวจเช็กภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ Digital Health Check ของ AIS ซึ่งช่วยให้ อสม. สามารถตรวจสอบสุขภาวะดิจิทัลของตนเองได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” ที่ออกแบบมาเพื่อให้ อสม. เข้าถึงความรู้เรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเข้าใจแนวทางป้องกันตนเองได้อย่างง่ายดาย ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สะดวกต่อการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา

“การผนึกกำลังระหว่างเอไอเอส และ สบส. ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความปลอดภัยทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน การเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านไซเบอร์ให้กับ อสม. ไม่เพียงช่วยให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ แต่ยังขยายผลสู่การเป็นต้นแบบด้านสุขภาวะดิจิทัลให้กับคนในชุมชน ตอกย้ำภารกิจการขับเคลื่อน “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” และพันธกิจร่วมในการสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และยั่งยืนในทุกระดับอย่างแท้จริง” นางสายชล กล่าวสรุป

3 หลักฐานสำคัญ ต้องพิสูจน์ความจริง ‘ปลาหมอคางดำ’

0

บทความ โดย นรชาติ สรงอินทรีย์ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

กรณี “ปลาหมอคางดำ” เป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในประเทศไทย ในแวดวงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักวิชาการและนักกฎหมาย ที่ต่างออกมาเรียกร้องความชัดเจนเรื่องการนำเข้าสายพันธุ์ปลาชนิดนี้ โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อระบบนิเวศและความถูกต้องตามกฎหมาย แต่ท่ามกลางกระแสและแรงกดดันจากสังคม สิ่งที่ยัง ‘ขาดหายอย่างสิ้นเชิง’ คือ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้การรับรองจากหน่วยงานกลางที่ไม่มีใครนำมาตีแผ่ เช่น พันธุกรรมของพันธุ์ปลา การตรวจสอบความถูกต้องบริษัทผู้ส่งออกปลาหมอคางดำ ตลอดจนขบวนการลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่นต้องห้าม

3 ประเด็นสำคัญดังกล่าว ยังไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการพิสูจน์ และไม่มีใครรับผิดชอบ ขณะที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องค่าชดเชยดังกว่าหลักฐานที่จำเป็นต้องนำมาแสดง เพื่อพิสูจน์ของความบริสุทธิ์ของแต่ละฝ่าย จนถึงขณะนี้หลักฐานเดียวที่ค้นพบจากหน้าสื่อคือ เอกสารขออนุญาตนำเข้าสายพันธุ์ปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาของบริษัทเอกชน ที่ได้รับการอนุญาตจากกรมประมง จึงมีคำถามกลับว่า สังคมไทยกำลังยึดหลักวิทยาศาสตร์ หรือแค่ไหลไปตามความแรงของกระแส?

ใครก็ตามที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดและมองด้วยความเป็นธรรมทั้งด้านบวกและลบ จะพบว่ามี 3 ประเด็นสำคัญที่สังคมไทยควรตั้งคำถาม และเรียกร้องคำตอบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อค้นหา “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้” คือ

1. ปลาหมอคางดำที่พบในธรรมชาติ ยังไม่มีการพิสูจน์และรับรอง DNA ว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่บริษัทเอกชนนำเข้าถูกต้องจริงหรือไม่? เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีรายงานการวิเคราะห์ DNA จากนักพันธุกรรมผู้เชี่ยวชาญ หรือสถาบันกลางที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศหรือสากล ว่า “ปลาหมอคางดำ” ที่ขออนุญาตนำเข้ามาเพื่อการวิจัย กับปลาที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นสายพันธุ์เดียวกัน มาจากแหล่งเดียวกันกับที่บริษัทเอกชนได้รับอนุญาตให้นำเข้าอย่างถูกต้อง

การพูดรวมๆ เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นว่าปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดขณะนี้กับที่ได้รับอนุญาตนำเข้าเป็นสายพันธุ์เดียวกัน โดยไม่มีการเปรียบเทียบพันธุกรรมกับตัวอย่างอ้างอิงจากแหล่งต้นทาง เป็นการข้ามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ และขาดความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบทั้งหมด

2. เหตุใดจึงสอบสวนเพียง 6 จาก 11 บริษัทส่งออก ระหว่างปี 2556–2559 แต่ด่วนสรุปโดยไม่มีคนผิด? เพราะ

แม้กรมประมงจะชี้แจงว่าเป็นการกรอกเอกสารส่งออกผิดพลาด แต่ก็ยังไม่มีการเปิดเผยเอกสารการส่งออกตัวจริงทั้งหมด และไม่มีการตรวจสอบและสอบสวน “ครบทั้ง 11 บริษัท” แต่ตีขลุมอนุมานว่าเป็นความผิดลักษณะเดียวกันทั้งหมด ก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดข้อกังขาได้ และหากไม่มีอะไรต้องปิดบัง เหตุใดไม่เปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน?

3. ปลาต่างถิ่นต้องห้ามหลายชนิดยังพบในตลาด แต่ไร้การสอบสวน เช่น กรณีของปลาหมอบัตเตอร์ ปลาหมอมายัน ปลาช่อนอเมซอน ปลาซัคเกอร์ ซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นห้ามนำเข้า ยังคงพบการจำหน่ายและเลี้ยงในหลายพื้นที่ แต่กลับไม่มีการสอบสวนที่มาหรือการดำเนินคดีอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกัน จึงควรตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มอนุรักษ์ ว่าเหตุใดจึงยกประโยชน์ให้ปลาดังกล่าวได้

เมื่อ “บางกรณี” ถูกจับตาอย่างเข้มงวด แต่อีกหลายกรณีกลับถูกมองข้าม ย่อมสร้างคำถามว่า เราใช้ “มาตรฐานเดียวกัน” ในการคุ้มครองระบบนิเวศจริงหรือไม่? การตั้งคำถาม และการออกมาเรียกร้องจากภาคประชาชน และกลุ่มนักอนุรักษ์เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บน “หลักฐาน” ไม่ใช่ “ข้อกล่าวหาโดยไม่มีการพิสูจน์” อย่างโปรงใส

หากมีข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลการนำเข้า หรือพฤติกรรมการกระจายพันธุ์ของปลาที่กล่าวอ้าง ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมแนบผลตรวจทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้สังคมตัดสินจาก “ข้อเท็จจริง” ไม่ใช่ “ความรู้สึก”

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานนั้น ร้ายแรงไม่แพ้การลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้ข้อกล่าวหากลายเป็นความจริงโดยไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ และต้องยืนหยัดบนหลักวิทยาศาสตร์และความโปร่งใส เพื่อรักษาทั้งระบบนิเวศ และความยุติธรรมในสังคมไปพร้อมกัน.

อาหารแปรรูปไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป สามารถรับประทานได้ปลอดภัย

0

นักวิชาการเทคโนโลยีทางอาหาร ชี้ การบริโภคอาหารแปรรูปไม่ได้ทำให้เกิดโรคและสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย แนะผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อย่ากินอาหารแปรรูปซ้ำๆ ให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ควบคู่ดื่มน้ำสะอาด ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

รศ.ดร. ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล

รศ.ดร. ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีผู้บริโภคที่มีความกังวลและสงสัยในการรับประทานอาหารแปรรูปว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ โดยอาหารแปรรูป คืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางอาหารที่ทำให้วัตถุดิบมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพจากของสดกลายเป็นของสุก ให้รับประทานได้ เช่น การทอด การต้ม การฆ่าเชื้อด้วยความร้อน การลดขนาด การนึ่ง หรือ การขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นต้น

การแปรรูปอาหารมีวัตถุประสงค์ เพื่อทำให้อาหารปลอดภัยรับประทานได้ ย่อยได้ง่าย เกิดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์อาหาร สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานขึ้น และที่สำคัญคือปลอดภัยในแง่ของการลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ส่งผลให้อาหารเสื่อมเสียและเกิดโรค เพราะการแปรรูปส่วนใหญ่มักใช้ความร้อนเป็นกลไกของการฆ่าเชื้อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการถนอมอาหาร ซึ่งกระบวนการแปรรูปอาหารสามารถออกแบบให้อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการตามที่ผู้บริโภคต้องการได้

ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้ เสริมเติมแต่งสิ่งที่มีประโยชน์ เพิ่มสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย และยังสามารถนำมารวมกันสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ๆ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

นอกจากนี้การแปรรูปอาหาร ยังมีข้อดีหลายอย่าง ไม่เพียงแต่ทำให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษาอาหารไว้ได้นานขึ้น ยังช่วยลดการสูญเสียอาหาร และลดอาหารที่ถูกทิ้ง (Food Wastes) ทำให้อาหารมีเพียงพอกระจายสู่คนที่เข้าถึงแหล่งอาหารได้ยาก ไม่เป็นการเสียโอกาสสำหรับคนที่เข้าไม่ถึงอาหาร สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับโลก

สำหรับผู้บริโภคที่มีความกังวลเรื่องการปนเปื้อนอาหาร ไม่แน่ใจว่าร้านค้าจะปรุงสุกดี มีความสะอาด หรือ มีสุขอนามัยที่ดีหรือไม่ อาหารแปรรูปเป็นทางเลือกหนึ่งที่เชื่อมั่นได้ว่าปลอดภัย อย่างไรก็ตามต้องเลือกซื้อจากบริษัทผู้ผลิตและแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีการรับรองโดย อย. มีเลขสารระบบ อย. มีตรารับรองหรือองค์กรที่ควบคุมดูแลเรื่องของความปลอดภัยของผู้บริโภค

ทั้งนี้กระบวนการการผลิตอาหารภายในโรงงานมาตรฐาน มีการควบคุมมาตรฐานในแง่ของสุขลักษณะ ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงผลิตภัณฑ์อาหาร มีกระบวนตรวจสอบทุกขั้นตอน รวมไปถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงวัตถุดิบได้ว่ามาจากแหล่งไหน มีการปนเปื้อนหรือไม่ เชื่อมั่นได้ถึงความปลอดภัย

ผู้บริโภคที่กังวลเรื่องปริมาณโซเดียม เกลือ ไขมัน น้ำตาล สามารถเลือกสูตรไขมันน้อย น้ำตาลน้อย โซเดียมต่ำ เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถลดปริมาณ เกลือ ไขมันและน้ำตาล แต่ยังคงความอร่อย ผู้บริโภคสามารถอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารในการเลือกซื้อ

ทั้งนี้อาหารแปรรูปไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูด แต่สามารถอยู่ได้นาน ด้วยกระบวนการแปรรูปที่มีมาตรฐานที่ดี ขั้นตอนการให้ความร้อนอยู่ในระดับที่ทำลายเชื้อที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องการควบคุม แนะนำอย่าซื้อในปริมาณเยอะ ให้ซื้อในปริมาณที่เพียงพอต่อการรับประทาน ไม่จำเป็นต้องกักตุน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตใหม่

รศ.ดร. ชาลีดา กล่าวย้ำว่า หลักในการบริโภคที่สำคัญต้องมีความสมดุล รับประทานอาหารให้มีความหลากหลาย อย่ารับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว หรือซ้ำๆ กัน โรคต่างๆ ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่ม Non Communicable Disease (NCD) ไม่ได้เกิดจากการบริโภคอาหารแปรรูป แต่เกิดจากการรับประทานอาหารนั้นซ้ำๆ กัน ไม่เปลี่ยนเป็นระยะเวลานาน การได้สารอาหารที่ไม่เพียงพอ การใช้ชีวิตเร่งรีบ และความเครียด ดังนั้นควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ผักผลไม้ ใยอาหาร แบ่งสัดส่วนของสารอาหารตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เช่น ผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน โปรตีน 1 ส่วน เป็นต้น และสำคัญมาก คือดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ควบคู่การออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ.