Home Blog Page 520

ซีพีเอฟ จับมือกองทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่คลองเตย มอบอาหารคุณภาพให้ชุมชน

0
ซีพีเอฟ

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 และ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เดินทางมามอบอาหารปลอดภัยให้แก่ชาวบ้านในชุมชนคลองเตย ตามโครงการ “กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน” ซึ่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด19 โดยมี นายชาติชาย กุละนำพล ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคลองเตย ร่วมงานด้วย

พลโทธรรมนูญ วิถี เปิดเผยว่า กองทัพและซีพีเอฟ ยินดีที่ได้ร่วมมือกันแบ่งปันความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ยากไร้ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังต้องการความสามัคคีและร่วมแรงร่วมใจกัน “โครงการกองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน” เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่กองทัพและซีพีเอฟได้ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารการกินของพี่น้องประชาชนในชุมชนคลองเตย ช่วยให้ทุกคนได้อิ่มท้องและรับมือวิกฤตไวรัสนี้ได้อีกทางหนึ่ง

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า ในวันนี้ได้ลงพื้นที่ชุมชนพัฒนาใหม่ (คั่วพริก) ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งของเขตคลองเตย และได้ส่งกำลังใจให้พี่น้องด้วยอาหารแกงถุงที่รับประทานง่าย เพียงอุ่นร้อนโดยต้มทั้งถุงแกงในหม้อน้ำเดือด 5-7 นาทีก็พร้อมรับประทานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไมโครเวฟ

การส่งมอบอาหารให้ชาวบ้างครั้งนี้ ประกอบด้วยชุมชนพัฒนาใหม่ (คั่วพริก) ชุมชนริมคลองไผ่สิงห์โต ชุมชนริมคลองสามัคคี ชุมชนตลาดปีนัง ชุมชนน้องใหม่ รวม 1,058 หลังคาเรือนในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการ “กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน” ซึ่งมอบอาหารแก่ประชากรทุกครัวเรือนในชุมชนแออัดเขตคลองเตยทั้ง 22 ชุมชน จำนวน 8,499 ครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ ประชาชน ให้ก้าวผ่านวิกฤตไวรัสโควิด19 ไปด้วยกัน ภายใต้หลักคิด Good Citizen Organization กล่าวคือเป็นบริษัทที่ร่วมสร้างและดูแลสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศ


ท่าเรือให้ชาวคลองเตยอยู่ฟรี อาคารพาณิชย์ลด 50% นาน 3 เดือน เยียวยาโควิด-19

0

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด19 และภาครัฐได้กำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพและรายได้ของประชาชนโดยเฉพาะ ในภาคแรงงาน รับจ้าง ตนได้สั่งการให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กำหนดมาตรการเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย-ผู้เช่าอาคารพาณิชย์ และ ประชาชนที่เช่าพื้นที่ของการท่าเรือเพื่อการอยู่อาศัย 

กทท.จึงได้ออกมาตรการลดค่าเช่าเพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

  • ผู้เช่าอาคารพาณิชย์และร้านค้ารายย่อย มีจำนวนรวม 1,628 ราย โดยการ กทท.จะลดค่าเช่าลง 50 % เป็นระยะเวลา 3 เดือน คิดเป็นจำนวนเงิน 31,941,441 บาท
  • ผู้เช่าที่พักอาศัยในพื้นที่โดยรอบของ กทท. มีจำนวน 466 ครัวเรือน โดยยกเว้นค่าเช่าเป็นระยะเวลา 3 เดือน คิดเป็นจำนวนเงิน 365,754 บาท ซึ่งความช่วยเหลือในครั้งนี้คิดเป็นจำนวนเงินรวม 32,307,196 บาท

ทั้งนี้ มาตราการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อให้พี่น้องประชาชนและครอบครัว สามารถผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้

ศธ. ย้ำเปิดเทอม 1 ก.ค.ทุกโรงเรียน

0
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

“ณัฏฐพล” ย้ำเปิดเรียน 1 ก.ค.ทุกโรงเรียน พร้อมพิจาณาอีกครั้ง หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ ร่วมกับผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทนานาชาติ ตนได้ชี้แจงเรื่อง การเลื่อนเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2563 แบบเต็มรูปแบบต้องเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เท่านั้น

แต่หากถึงเวลาดังกล่าวแล้วสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลายก็คงต้องพิจารณากันอีกครั้ง เพราะโรงเรียนจะเป็นสถานที่สุดท้ายที่รัฐบาลจะตัดสินใจปลดล็อก

ส่วนเรื่องจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ที่โรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่ถือว่ามีศักยภาพในการดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว ทุกโรงเรียนต้องเตรียมพร้อมเรื่องการสอนออนไลน์

กลุ่มโรงเรียนนานาชาติที่มีข้อจำกัดในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ที่มีจำนวน 17 โรงเรียนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ดำเนินการช่วยเหลือ พร้อมทั้งได้แนะนำให้โรงเรียนชาติที่มีความพร้อมสามารถเข้าช่วยในลักษณะสร้างความร่วมมือได้ด้วย

กำลังซื้อไข่ไก่ชะลอตัว สวนทางผลผลิตมาก ทำราคาลดฮวบ

0
ไข่ไก่

นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 2.60 บาทต่อฟอง ลดลงจาก 2.80 บาทเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา เป็นผลมาจากปริมาณผลผลิตไข่ไก่ส่วนเกินสะสมมากนานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว หลังจากสถานการณ์ไข่ขาดแคลนในช่วงก่อนนี้จากการเร่งกักตุนของประชาชนและพ่อค้าคนกลางคลี่คลายลง ขณะที่ผู้บริโภคต่างทยอยเคลียร์สต๊อกไข่ด้วยการบริโภคในครัวเรือนให้หมดก่อน บวกกับกำลังซื้อที่ลดลง ส่งผลให้ตลาดไข่ไก่ซบเซาเป็นอย่างมาก กระทบโดยตรงกับเกษตรกรที่ต้องขายไข่ไก่ในราคาต่ำลง ปัจจุบันเกษตรกรและผู้ประกอบการยังคงดำเนินการตามมาตรการของภาครัฐ ทั้งการยืดอายุการเลี้ยงแม่ไก่ไข่จากเดิม 80 สัปดาห์ออกไป  และการงดส่งออกไข่ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนศกนี้ ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่เพิ่มมากเกินความต้องการทุกวัน

สุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้

“ในห่วงโซ่การผลิตไข่ไก่นอกจากเกษตรกรในฐานะผู้ผลิตแล้ว ยังมีพ่อค้าคนกลางเป็นตัวแปรสำคัญในการปล่อยไข่ไก่ออกสู่ตลาด หรือเก็บกักไข่ในห้องเย็นเพื่อเก็งกำไร หรือเทขายหากคาดการณ์ว่าราคาไข่จะตกลง จึงอยากขอให้กรมการค้าภายในตรวจสอบกลุ่มพ่อค้าคนกลางหรือล้งไข่อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ นอกจากนี้เกษตรกรภาคใต้ยังกังวลกับปัญหาการส่งไข่ไก่มาดั๊มพ์ตลาดของพ่อค้าอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่เมื่อไข่ราคาถูกก็จะขนไข่ลงใต้จำนวนมากเกินความต้องการในพื้นที่ กระทบเกษตรกรใต้อย่างรุนแรง” นายสุเทพ กล่าว

ทั้งนี้ ไข่ไก่เป็นสินค้าอ่อนไหว เมื่อมีอะไรมากระทบมักเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าปัจจัยที่กระทบนั้นไม่ใช่วิถีปกติตามธรรมชาติ เช่นเกิดความตระหนกของประชาชน หรือการกักเก็บเพื่อทำกำไรของพ่อค้าคนกลาง หรือการแทรกแซงกลไกตลาดไข่ไก่ ล้วนก่อให้เกิดผลเสียต่อเกษตรกรผู้ผลิตไข่ไก่มากขึ้น การห้ามระบายผลผลิตส่วนเกินออกนอกประเทศ ทำให้เกิดภาวะไข่ล้นตลาด ทั้งที่การระบายไข่ไก่ไปขายต่างประเทศต้องขายในราคาขาดทุน เช่นในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ปีนี้ ไทยส่งออกไข่ลดลงไปกว่าครึ่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้วยราคาส่งออกเฉลี่ยฟองละ 2 บาท ยังไม่รวมต้นทุนค่าจัดการต่างๆ ถือเป็นการขายขาดทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ไม่ให้ตกต่ำจนเกษตรกรต้องเดือดร้อน

ทลายโกดังแถวปทุมฯ แหล่งพักของ พบหน้ากากอนามัย อุปกรณ์การแพทย์ กว่า 10 ล้านบาท

0

จับล็อตใหญ่ อย. ร่วมกับตำรวจ ทลายโกดังแหล่งพักสินค้าจำพวกหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ ทางการแพทย์ รวมของกลางกว่าแสนชิ้น มูลค่านับ 10 ล้านบาท พบเจ้าของเป็นชิปปิ้งชาวจีนนำมาพักสินค้าก่อนเร่งตัดวงจรก่อนกระจายไปรายย่อย ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกับพล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.    ชยุต มารยาทตร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี (ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี) , พ.ต.อ. วชิรา ยาวไทยสงค์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.ตร.มหด.904 สนธิกำลังตำรวจ บก.ปคบ. , บก. บก.ตร.มหด.904 , ตำรวจภูธรปทุมธานี  และกรมการค้าภายใน นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลอาญาเลขที่ ค 64/2563 ลงวันที่ 23 เมษายน 2563 เข้าตรวจค้นโกดังไม่มีเลขที่ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนรังสิต-ปทุมธานี ต.บางพูน อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี หลังสืบทราบว่าโกดังดังกล่าวเป็นแหล่งพักสินค้าจำพวกหน้ากากอนามัย และอุปกรณ์ทางการแพทย์

พบโกดังขนาดใหญ่ 5 ไร่ ตั้งอยู่ริมถนน จากการตรวจค้นพบหน้ากากอนามัย ไส้กรองหน้ากากอนามัย ชุดป้องกัน PPE เจลแอลกอฮอล์ ชุดตรวจเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ รวมของกลางมากกว่าแสนชิ้น นอกจากนี้ ยังพบแกลลอนเจลแอลกอฮอล์ขนาดใหญ่ ภายในบรรจุเจลแอลกอฮอล์กว่า 600 ลิตร จำนวน 3 แกลลอน อุปกรณ์การผลิต และบรรจุภัณฑ์ จำนวนมาก มูลค่าของกลางรวมกว่า 10 ล้านบาท

สืบเนื่องจาก ชุดสืบสวนแกะรอยจากเว็บไซต์ที่มีการลักลอบจำหน่ายสินค้านี้ จนพบว่ามีการใช้โกดังนี้เป็นที่พักของ ก่อนกระจายสินค้าให้ผู้ค้ารายย่อย จากการสอบสวนผู้ดูแล รับสารภาพว่า เจ้าของบริษัทซิปปิ้งเป็นชาวจีน มีหน้าที่รับสินค้าที่สั่งมาจากประเทศจีนมาเก็บไว้ที่โกดัง ก่อนจะทำการกระจายสินค้า อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนจากนี้ กรมการค้าภายใน และ อย. จะคัดแยกของกลางว่าจัดอยู่ในประเภทที่ได้คุณภาพหรือไม่ รวมทั้งอยู่ในการกำกับดูแลในส่วนของกรมการค้าภายในหรือไม่ จากนั้นในส่วนของการสืบสวนขยายผลทาง บก.ภ.จว.ปทุมธานี ได้ตั้งชุดพนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำที่มาที่ไป พร้อมดำเนินคดีในทุกความผิดที่พบ เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาตามความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ และพ.ร.บ.เครื่องสำอาง

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เปิเผยว่า อย. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันสอดส่องดูแลเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และหากพบเห็นการลักลอบผลิต/จำหน่าย ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ต้องสงสัย ขอให้แจ้งมาได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ ร้องเรียน ผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ม็อบคนพิการ บุกคลัง ยื่นหนังสือขอให้ช่วยเงินเยียวยา 5 พันบาท เป็นเวลา 3 เดือน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เช้าวันที่ 24 เม.ย. 2563 ผู้แทนสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และผู้แทนสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต แห่งประเทศไทย เดินทางมายื่นหนังสือต่อกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้คนพิการเข้าถึงมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะเงินชดเชยรายได้ 5,000 บาท 3 เดือน เนื่องจากคนพิการส่วนใหญ่จำนวนทั้งหมด 2 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการเงินเยียวยา 5,000 บาท

โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือ คือ

  • 1.ขอให้รัฐบาลปรับปรุงมาตรการชดเชยรายได้รายละ 5,000 บาท ปรับเปลี่ยนวิธีการที่คัดครองคนที่ไม่ควรได้รับความช่วยเหลืออออก เป็นการใช้วิธีที่จะทำให้ประชาชนทุกคนทุกกลุ่มเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญต้องสร้างหลักประกันให้คนพิการสามารถเข้าถึงมาตรการดังกล่าวได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป  ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ  โดยการจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้แก่ คนพิการทุกคนรายละ 5,000 บาทต่อเนื่อง 3 เดือน (คนพิการ 2 ล้านคน งบประมาณ 30,000 ล้านบาท)
  • 2. ขอให้รัฐบาลสร้างหลักว่า มาตรการดูแลและเยียวยาฯ ระยะที่ 3 รวมทั้งแผนงานและโครงการตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ของพ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับ จะต้องมีการวางแผนใช้งบประมาณให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด และโปร่งใสที่สุด โดยเฉพาะคมคนพิการจะต้องสามารถเข้าถึงได้อย่างถ้วนหน้าทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และต่อเนื่อง รวมทั้งให้องค์กรด้านคนพิการ มีส่วนร่วมออกแบบและติดตามมาตรการ แผนงาน และโครงการดังกล่าวด้วย
  • 3.ขอให้รัฐบาลอกมาตรการช่วยลดค่าไฟฟ้า 3 เดือนให้แก่คนพิการทุกครัวเรือน ทั้งกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีมิเตอร์ไฟขนาดไม่เกิน 5 แอมป์และเกิน 5 แอมป์ หากใช้ไม่เกิน 3,00 หน่วย ให้ใช้ไฟฟ้าฟรี
  • 4.ขอให้รัฐบาลออกมาตรการให้คนพิการสามารถรับเบี้ยความพิการล่วงหน้าได้จำนวน 10 เดือนตามความสมัครใจ 
  • 5.ขอให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เร่งปฏิบัติตามมติคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ โดยการโอนเงินจากกองทุนคนพิการให้คนพิการที่มีบัตรทุกคน คนละ 1,000 บาท โดยเร็ว

นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในส่วนของคนพิการนั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)​ สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ เพราะมีตัวตนอยู่ในระบบแล้ว  จึงได้ประสานให้พม.ไปพิจารณาช่วยเหลือกลุ่มบุคลคลพิการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  และกลุ่มคนเร่ร่อนที่อาซัยอยู่ตามที่สาธารณะ เช่น  สวนลุมพินี หัวลำโพง ด้วย

สำหรับคนพิการขายสลากกินแบ่ง เมื่อลงทะเบียนรับเงินเยียวยาแล้วไม่ได้รับเงิน ก็สามารถเข้า www.เราไม่ทิ้งกัน.com  เพื่อขอทบสวนสิทธิ์ได้  เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่เตรียมลงพื้นที่นัดหมายเพื่อดูสถานที่ประกอบการแล้ว​ ทั้งนี้หากได้รับผลกระทบจริง จะได้รับการดูแลทั้งหมด โดยกระทรวงการคลังจะเร่งตรวจสอบข้อมูล เพื่อเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้โดยเร็ว

มั่นใจเชียงใหม่มีน้ำกินน้ำใช้พอตลอดแล้ง วอนทุกฝ่ายร่วมกันประหยัดน้ำ

0
กรมชลประทาน
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

กรมชลประทาน ย้ำเมืองเชียงใหม่ มีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดแล้งนี้ พร้อมเดินหน้ามาตรการรับมือภัยแล้ง วอนหากทุกฝ่ายร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดน้ำที่สุด จะรอดพ้นวิกฤตขาดแคลนน้ำได้อย่างแน่นอน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า สืบเนื่องจากในช่วงฤดูฝนปี 2562 ที่ผ่านมา มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั้งจังหวัดเพียง 911 มิลลิเมตร น้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 22 %        (ฝนเฉลี่ย 1,168 มิลลิเมตร) ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมไปถึงแม่น้ำสายต่างๆ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย กระทบต่อปริมาณน้ำดิบที่จะใช้ในการผลิตประปาหลายแห่ง นั้น

กรมชลประทาน ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ โดยใช้น้ำต้นทุนจาก 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 46.56 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือ 18% ของความจุอ่าง และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 60.60 ล้าน ลบ.ม. หรือ 23% ของความจุอ่าง รวมทั้งใช้น้ำจากอ่างขนาดกลางอีก 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 22 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งได้มีการวางแผนจัดสรรน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภคในเขตชลประทานไว้อย่างเพียงพอไปจนถึงต้นฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ทุกฝ่ายต้องร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด

ด้านการรับมือภัยแล้ง ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติตามแผน อาทิ ขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนปฏิบัติตามมาตรการและแผนการใช้น้ำชลประทานอย่างเคร่งครัด, กำหนดให้ใช้น้ำในคลองส่งน้ำได้ตั้งแต่วันจันทร์ เวลา 09.00 น. ถึงวันศุกร์ เวลา 18.00 น. และหยุดใช้น้ำในวันเสาร์ถึงวันอาทิตย์ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าสามารถสูบน้ำได้ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ไม่เกินวันละ 10 ชั่วโมง และให้งดสูบน้ำในวันเสาร์และอาทิตย์ สถานีสูบน้ำของการประปาส่วนภูมิภาคและการประปาส่วนท้องถิ่น สามารถทำการสูบน้ำได้ตามปกติตามแผนที่ได้เสนอกรมชลประทานไว้แล้ว พร้อมกับขอความร่วมมือให้งดการเลี้ยงปลาในกระชังทั้งในแม่น้ำปิง คลองส่งน้ำ และเหมืองส่งน้ำ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 รวมทั้ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลอง หรือแหล่งน้ำต่างๆ เนื่องจากจะทำให้ต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อเจือจางน้ำเสีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่จะใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ตลอดฤดูแล้งนี้

ด้านการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติภัยแล้งของจังหวัดเชียงใหม่ มีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติภัยแล้งไปแล้ว 10 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ฝาง อ.เชียงดาว อ.แม่อาย อ.แม่แตง อ.สันป่าตอง อ.ฮอด อ.อมก๋อย อ.ดอยหล่อ  อ.กัลยาณิวัฒนา และ อ.ดอยเต่า พื้นที่ประสบภัย 18 ตำบล 216 หมู่บ้าน 67,608 ครัวเรือน  

กรมชลประทาน ได้สนับสนุนเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ เข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยรถบรรทุกน้ำ ได้มีการนำน้ำไปแจกจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค(ตั้งแต่ 1 – 22 เม.ย. 63) รวมปริมาณน้ำกว่า 746,000 ลิตร นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร(ไม้ผล ไม้ยืนต้น) รวมกว่า 5,000 ไร่ ปริมาณน้ำที่สูบสะสมรวมประมาณ 2,505,000 ลบ.ม. ทั้งนี้ จะดำเนินการช่วยเหลือไปจนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนหรือมีฝนตกชุกในพื้นที่สม่ำเสมอ

สาธารณสุข แจงตัดงบบัตรทอง มาเป็นเงินเดือนขรก.ใหม่รับมือโควิด-19

0

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตาม พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 46 (2) ครอบคลุม ถึงค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร รัฐบาลได้นำงบค่าใช้จ่ายรายหัวส่วนนี้มาใช้เป็นเงินเดือนค่าตอบแทนของข้าราชการบรรจุใหม่ 45,684 ตำแหน่ง เพื่อรับมือสถานการณ์โรคโควิด 19 นั้น ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรสาธารณสุขที่ร่วมต่อสู้โควิด-19

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

รัฐบาลได้สนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยจัดสรรงบกลางปี 63 ครั้งที่ 1 จำนวน 1,233 ล้านบาท และรอบ 2 จำนวน 5,488 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นของ สปสช. 3,260 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังสนับสนุนงบกลางเพื่อจัดหาหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 และชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) จำนวน 1,551 ล้านบาท เพื่อใช้ในสถานการณ์โควิด 19 และรัฐบาลยังได้เตรียมไว้สนับสนุนอีกกว่า 45,000 ล้านบาท ขอยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ ทำให้บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขมีขวัญกำลังใจมากขึ้น สามารถลดภาระเงินบำรุงของหน่วยบริการอีกด้วย และมีการจัดนวัตกรรมในการดูแลรักษาผู้ป่วย เช่น การส่งยาให้ผู้ป่วยที่บ้านผ่าน อสม. การขยายบริการปฐมภูมิ เพื่อประชาชนจะได้ประโยชน์จากการได้รับบริการจากโรงพยาบาลมากขึ้น 

นอกจากนี้ รัฐบาลให้การสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม ในการจัดบริการประชาชนให้กับกระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. อย่างต่อเนื่องในทุกปี เช่นปี 2561 สปสช. ได้รับการสนับสนุน 5,186 ล้านบาท ปี 2562 จำนวน 5,000 ล้านบาท ทำให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไม่มีปัญหาวิกฤตทางการเงินระดับ 7 ในไตรมาส 2 นี้ (มีนาคม 2563) หากงบประมาณที่ใช้ในการบริการประชาชนไม่เพียงพอ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีที่สุด

ทั้งนี้ การชี้แจงดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากมีการออกมาโพสเฟสบุคส่วนตัวของนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ถึงมติครม.ทีให้โอนงบประมาณ 2563 และตัดงบ “บัตรทอง” 2,400 ล้านบาท และงบของกระทรวงสาธารณสุข1,200 ล้านบาท รวมเป็น 3,600 ล้านบาท มาตั้งเป็นงบสำรองฉุกเฉิน แก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาผลกระทบ จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ว่า ที่ผ่านมา โรงพยาบาลต่างๆ แทบไม่เคยได้รับงบประมาณที่เป็นตัวเงินจากรัฐบาลเลย มีเพียงการส่งเป็นหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์เจล ชุด PPE เป็นต้น แต่ไม่มีงบเป็นตัวเงินมาเติมในกระเป๋าเงินบำรุงของโรงพยาบาล แต่ละโรงพยาบาลต้องใช้เงินบำรุงที่เก็บสะสมไว้เองมาเป็นเงินใช้จ่ายมากมายในช่วงน 3 เดือนที่ต่อสู้กับโควิด-19 และเกือบทุกที่ต้องเปิดรับเงินบริจาคจากประชาชน ซึ่งสามารถช่วยโรงพยาบาลได้อย่างมาก

การไม่สนับสนุนงบให่กระทรวงสาธารณสุขหรือ สปสช. เพิ่มนั้น ก็พอจะเข้าใจได้ เพราะรัฐบาลมีรายจ่ายสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจและดูแลประชาชนที่ยากลำบาก โรงพยาบาลต่างๆ จึงแทบไม่มีใครออกมาเรียกร้องว่า “เข้าเนื้อ ของบเพิ่ม” แต่การมาตัดงบของสายสุขภาพลงไป 3,600 ล้านบาทนั้น เข้าใจไม่ได้เลย และไม่เข้าใจเลยว่า “ทำไมรัฐบาลจึงเพี้ยนเช่นนี้”

กระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลเกือบ 1,000 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อีก 10,000 แห่ง ทุกแห่งทำงานเต็มที่สู้ศึกโควิด ทุกแห่งควรได้รับเงินสนับสนุนเพิ่ม แต่นี่ไม่เคยให้งบเราแล้วยังมาตัดงบเราอีก วิธีคิดแช่นนี้ “สอบตกโดยสิ้นเชิง”

เตรียมตั้งหน่วยงานตำรวจไซเบอร์ใหม่ จับตาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทั่วประเทศ

0

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมจัดตั้งหน่วยงาน เพื่อรับผิดชอบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีครอบคลุมทั่วประเทศ ว่า จากสภาพปัญหาการขยายตัวของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศในโลกยุคดิจิทัล ทำให้คดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทั้งคดีที่ส่งผลต่อความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง และคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ

รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงมีนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อปกป้องประชาชน เยาวชน สังคมและประเทศชาติให้มีความปลอดภัย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้มอบหมายให้ สำนักงานกำลังพล ศึกษาและพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง กองบัญชาการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตลอดจนมีวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันคดีอาชญากรรมจำนวนมากกระทำผ่านเครือข่าย ทางอินเตอร์เน็ต เช่น การฉ้อโกงหลอกขายสินค้าออนไลน์, การหลอกให้โอนเงิน, Fake News, Roman Scam, การเข้าถึง โจมตีหรือทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อเรียกค่าไถ่ เป็นต้น ซึ่งมีความซับซ้อน การสืบสวนสอบสวนต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน การเก็บพยานหลักฐาน การตรวจพิสูจน์ การวิเคราะห์แนวโน้มอาชญากรรม รวมถึงการพัฒนาระบบและบริหารจัดการองค์ความรู้ จำเป็นจะต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ร่วมปฏิบัติหรือสนับสนุนการปฏิบัติของหน่วยงานอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. ในปัจจุบัน มีขีดจำกัดในด้านกำลังพล ไม่สามารถรองรับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มจำนวนคดีที่เกิดขึ้นสูงขึ้นในอนาคตได้

ขณะนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมหารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานต่างๆ ที่มีภารกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ในการจัดตั้ง กองบัญชาการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยจะพิจารณาถึงขีดความสามารถในการอำนวยความยุติธรรมและการให้บริการประชาชนเป็นหลัก ขอยืนยันว่า ไม่ได้ดำเนินการเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนแต่อย่างใด แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมุ่งมั่นทุ่มเทและพัฒนาขีดความสามารถ เพื่อพิทักษ์ปกป้อง ประชาชน เยาวชน สังคม และประเทศชาติ ให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงเป็นหลักประกันความยุติธรรมในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่มีมาตรฐานสากล

เคาะ 3 มาตรการช่วยเหลือค่าไฟภาคเอกชน

0

ที่ประชุมพิจารณาช่วยเหลือค่าไฟภาคเอกชนที่มีรองนายกฯ สมคิด เป็นประธานประชุม เตรียมยกเว้นเก็บอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ (Minimum Charge) ให้เก็บตามจริงยาวถึงสิ้นปี 63 และพิจารณาแนวทางผ่อนผันชำระค่าไฟให้ผู้ประกอบการ กับคืนประกันการใช้ไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลางและใหญ่

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟฟ้าเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 เพิ่มเติมให้กับกลุ่มผู้ประกอบการภาคเอกชนพร้อมด้วย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีผู้แทนผู้ประกอบการจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 3 การไฟฟ้า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

นายสนธิรัตน์ รมว.กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เพื่อแก้ปัญหาภาระค่าไฟฟ้าของภาคเอกชนจึงได้เชิญภาคเอกชนมาหารือ ซึ่งเป็นมาตรการที่กระทรวงพลังงานดำเนินการต่อเนื่องหลังจากก่อนหน้าที่ได้ช่วยเหลือค่าไฟกับกลุ่มบ้านพักอาศัยไปแล้ว โดยการหารือครั้งนี้ภาคเอกชนได้ร้องขอมาตรการช่วยเหลือสำคัญคือการยกเว้นการเก็บอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ (Minimum Charge) ที่กำหนดในโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศ โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปดังนี้

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

1.การยกเว้นเก็บอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ ซึ่ง กกพ. ได้เตรียมมาตรการเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยจะยกเว้นการจัดเก็บดังกล่าว เป็นการจัดเก็บตามการใช้จริงเพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 3 (กิจการขนาดกลาง) ประเภทที่ 4 (กิจการขนาดใหญ่) ประเภทที่ 5 (กิจการเฉพาะอย่าง) ประเภทที่ 6 (องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร) ประเภทที่ 7 (สูบน้ำเพื่อการเกษตร) ซึ่งเดิม กกพ. ได้วางมาตรการช่วยเหลือตั้งแต่เดือน เม.ย.- มิ.ย.63 แต่อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการขอให้พิจารณาขยายต่อให้จากเดือนมิ.ย. จนถึงเดือน ธ.ค. 63 ซึ่ง กกพ. รับจะพิจารณาขยายต่อ

2.ผู้ประกอบการขอให้มีการผ่อนผันชำระค่าไฟฟ้าให้กับภาคธุรกิจด้านบริการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม โดย กกพ. ให้ผู้ประกอบการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งภาคบริการและภาคอื่นๆ เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

3.การคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลางและใหญ่ ซึ่ง กกพ. จะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

“การหารือในวันนี้ เรื่องที่ภาคเอกชนต้องการเรื่องผ่อนผันการเก็บอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ตามความต้องการแล้ว เพราะทางกระทรวงพลังงานโดย กกพ. ได้เตรียมวางมาตรการเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว จึงทำให้การประชุมวันนี้ที่มีท่านรองนายกฯสมคิดร่วมเป็นประธานได้ข้อสรุปในระยะเวลาสั้นมาก สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทุกฝ่าย ซึ่งกระทรวงพลังงานทราบถึงความเดือดร้อนที่ทุกภาคส่วนได้รับจากสถานการณ์โควิดเป็นอย่างดี และพยายามที่จะผลักดันมาตราการพลังงานต่างๆเพื่อบรรเทาและช่วยเหลือทุกกลุ่มให้มากที่สุด” นายสนธิรัตน์ กล่าว