Home Blog Page 519

มช. ลดค่าเทอม 4,500 ต่อคนต่อเทอม ลดค่าหอ แจกทุนเรียน ช่วยนศ. ช่วงโควิด-19

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า วันนี้ (29 เม.ย.) ที่ห้องประชุมสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ อาคาร TSC มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ศ.เกียรติคุณ นพ.นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะผู้บริหาร มช. ร่วมกันแถลงข่าวการลดค่าธรรมเนียมการเรียนของนักศึกษาในทุกระดับชั้น เพื่อให้รองรับสถานการณ์ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัศโควิด-19

ทั้งนี้ อธิการบดี มช. กล่าวว่า ภาวะวิกฤตโรคไวรัสดังกล่าวกระทบต่อสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะกับผู้ปกครองนักศึกษา และจากการสำรวจพบว่าจำนวนนักศึกษามาจากภาคเหนือกว่า 70% เมื่อแยกตามอาชีพผู้ปกครอง 1 ใน 3 เป็นข้าราชการของรัฐ ธุรกิจค้าขาย ลูกจ้าง พนักงานเอกชน เกษตร ประมง และอื่นๆ และ มีรายได้ไม่มากจะอยู่ใน 1 ใน 3 ของทั้งหมด เฉลี่ย 30%

ข้อสรุปของที่ประชุม จะลดค่าธรรมเนียมของภาคการศึกษาที่ 1 และที่ 2 ปี 2563 ลง 4,500 บาทต่อคนต่อภาคการศึกษา ส่วนภาคฤดูร้อนจะลด 2,250 บาทต่อคน และลดค่าธรรมเนียมหอพักให้ 10% ต่อภาค วงเงินรวม 315 ล้านบาท ส่วนกรณีที่พักหอด้านนอกในการช่วยอนุเคราะห์ลดค่าเช่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และกรณีที่นักศึกษาขาดแคลนทุนทรัพย์ มีการจัดสรรทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และคณะ ประมาณ 150 ล้านบาท แบบให้เปล่า

นอกจากนี้ ยังมีการให้ความสนับสนุนนักศึกษาจบแล้ว แต่ยังไม่มีงานทำ โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการหเอสเอ็มอี ให้เข้าฝึกงานเพื่อรอทำงานต่อไป และมีการหารือกับ อว. เพื่อดูแลฝึกอาชีพ รวมไปถึงการจัดการเรียนการสอนระบบ ZOOM ลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เตรียมคอมพิวเตอร์ไว้ให้นักศึกษายืมเรียน รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท เมื่อถึงวันเปิดการศึกษาในวันที่ 8 กรกฏาคมนี้ ทุกอย่างน่าจะคล่องตัวขึ้น จากการวางแผนที่เตรียมการไว้ทั้งหมด แต่การเข้าเรียนคงจะเป็นไปแบบเว้นระยะห่างไปก่อน

กรมชลฯ เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงน้ำน้อย ขอเกษตรกรรอเข้าหน้าฝน ค่อยทยอยเพาะปลูก

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 35,574 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 47% ของความจุอ่าง เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 11,891 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 23%  ของความจุน้ำใช้การร่วมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักฯ) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 8,684 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 35% ของความจุอ่าง เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 1,988 ล้าน ลบ.ม.  คิดเป็น 11% ของความจุน้ำใช้การได้รวมกัน 

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปีนี้จะมีฝนตกมากกว่าปี 62 แต่ก็อยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 5% กรมชลประทาน จึงได้กำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงน้ำน้อย โดยจะเน้นเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด พร้อมได้ประชาสัมพันธ์แนะนำให้เกษตรกรทยอยเพาะปลูกตามปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ หรือรอกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย นอกจากนี้ ยังได้ให้โครงการชลประทานทุกแห่ง พิจารณาการใช้น้ำจากแก้มลิงธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำเสริมจากบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่ มาช่วยเสริม และจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และเครื่องจักรเครื่องมือสนับสนุนอื่นๆ ที่สามารถออกปฏิบัติงานให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ด้านการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่ง ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และกำชับให้ตรวจสอบอาคารชลประทานทุกแห่งให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ กำจัดวัชพืชไม่ให้กีดขวางทางน้ำ ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการน้ำในอ่างฯให้เป็นไปตามเกณฑ์การเก็บกักที่ได้วางไว้ และบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-น้ำล้นตลิ่งให้ทราบโดยทั่วถึงกัน อีกทั้งยังได้จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือไว้ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ว สามารถออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา

ซีพีเอฟ สนับสนุน รพ.สต.-อสม. เฝ้าระวังโควิด 19 ในระดับชุมชน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สนับสนุนการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในระดับชุมชน มอบอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ต้องทำหน้าที่ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในชุมชน

นายสำเริง นพชำนาญ ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านคอกม้า ต.บางสน อ.ปะทิว จ.ชุมพร กล่าวว่า รพ.สต.บ้านคอกม้าประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์จำเป็นสำหรับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ อุปกรณ์ตรวจคัดกรองสุขภาพ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ปรับปรุงพันธุกรรมกุ้งปะทิว จ.ชุมพร ของซีพีเอฟ มอบแอลกอฮอล์ 95% เครื่องกดเจลชนิดเท้าเหยียบเพื่อลดการสัมผัสทางมือ สเปรย์แอลกอฮอล์ 70% แบบพกพา และ Face Shield ซึ่งทางรพ.สต.บ้านคอกม้า ได้นำแอลกอฮอล์ 95% มาผลิตเป็นสเปรย์ล้างมือและฉีดพ่นฆ่าเชื้อแจกจ่ายผ่านทาง อสม. เพื่อนำไปให้ประชาชนในพื้นที่รวม 527 ครัวเรือน รวมจำนวนประชากร 1,831 คน

นอกจากนี้ ศูนย์ปรับปรุงพันธุกรรมกุ้งปะทิว จ.ชุมพร ยังได้นำแอลกอฮอล์ 95% รวม 340 ลิตร เครื่องกดเจลชนิดเท้าเหยียบ 18 เครื่อง สเปรย์แอลกอฮอล์ 70% แบบพกพา 288 หลอด และ Face Shield 210 ชิ้น มอบให้ผู้แทนที่ว่าการอำเภอปะทิว เทศบาลตำบลบางสน เทศบาลตำบลปะทิว สถานีตำรวจภูธรอำเภอปะทิว รพ.ปะทิว รพ.สต.ตำบลชุมโค รพ.สต.ตำบลทะเลทรัพย์ รพ.สต.ตำบลสะพี โรงเรียนบ้านดอนตะเคียน และประมงจังหวัดด้วย

นางกมลพรรณ พรศรีรัตนรักษ์ ผู้อำนวยการ รพ.สต.ตำบลคลองใหญ่ จ.ตราด บอกว่า รพ.สต.ตำบลคลองใหญ่ ได้ร่วมกับ อบต.คลองใหญ่ และโรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก จ.ตราด ซีพีเอฟ จัดให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ให้กับอสม. ชาวบ้าน และกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง รวมทั้ง สอนให้ผู้สูงวัยในชุมชนทำหน้ากากผ้าไว้ใช้เอง ทำเจลแอลกอฮอล์ 70 % ผู้สูงอายุบางรายสามารถผลิตหน้ากากขายมีรายได้ โดยทางซีพีเอฟช่วยหาตลาดให้

โรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก จ.ตราด ซีพีเอฟ ยังได้มอบเครื่องกดเจลชนิดเท้าให้ รพ.สต.บ้านธรรมชาติล่าง รพ.สต.บ้านน้ำเชี่ยว รพ.สต.บางกระดาน รพ.สต. บางปิด รพ.สต.บ้านคลองใหญ่ และโรงพยาบาลแหลมงอบ รวมทั้งมอบหน้ากากผ้าให้กับ อสม. ชุมชนรอบฟาร์มในตำบลคลองใหญ่ และตำบลบางปิด รวม 600 ชิ้น

ด้าน นางกัลยา วราสินธุ์ ประธานอสม. ต.ดอนกระเบื้อง อ.บ้านโป่ง จ. ราชบุรี กล่าวว่า อุปกรณ์ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ จึงขอการสนับสนุนไปยังโรงงานผลิตอาหารสัตว์ราชบุรี ของซีพีเอฟ ทางบริษัทได้มอบเครื่องวัดอุณหภูมิให้อสม.ทั้ง 9 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 เครื่อง รวมทั้ง แอลกอฮอล์ หน้ากากผ้า ทำให้การทำงานของอสม. สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ ฟาร์มและโรงงานของซีพีเอฟทั่วประเทศ มีส่วนร่วมดูแลความปลอดภัยของชุมชนและสนับสนุนการทำงานของ รพ.สต. และอสม. โดยช่วยสนับสนุนอด้านอุปกรณ์ อาหาร เครื่องดื่ม ตามแต่ละพื้นที่

บุญรอดฯ ช่วยสร้างงาน ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ เตรียมงบเพิ่มเติม 50 ล.

0

บุญรอดบริวเวอรี่ ช่วยสร้างงานผ่านโครงการสิงห์อาสา ทั่วประเทศ สร้างรายได้ผ่านจิตอาสา เริ่มทันทีภายในเดือนพฤษภาคม 3 โครงการ สิงห์อาสาสู้ไฟป่า, สิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง และสิงห์อาสาป้องกันน้ำท่วม หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง เตรียมงบประมาณเพิ่มเติมทั้งปีอีก 50 ล้านบาท

ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

นายปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า นายวุฒา ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริษัทฯ และ นายสันติ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริหาร มอบนโยบายเร่งด่วนในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั้งในเรื่องของปากท้องและการสร้างอาชีพเพื่อสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ โดยจะเริ่มทำทันที ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อสร้างรายได้ผ่านการทำงานจิตอาสาดูแลท้องถิ่นของตน

การจ้างงาน ดำเนินการผ่าน 3 โครงการเร่งด่วน คือ

  • โครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า คลอบคลุม 10 จังหวัด ภาคเหนือ และภาคตะวันออก
  • โครงการสิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง คลอบคลุม 20 จังหวัดภาคอีสาน
  • โครงการสิงห์อาสาป้องกันน้ำท่วม คลอบคลุม 7 จังหวัดภาคกลาง ซึ่งอาสาสมัครที่เข้าร่วมในแต่ละโครงการจะได้รับเบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการอาหาร

นอกจากนี้ยังมีโครงการทางด้านการเกษตรอีกหลายโครงการ ที่จะทำร่วมกับศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้านสิงห์อาสา 4 จังหวัด (เชียงราย สิงห์บุรี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี) และพื้นที่ทางการเกษตรในจังหวัดเชียงราย น่าน และขอนแก่น รวมทั้งโครงการฝึกทักษะวิชาชีพ ที่จะทำร่วมกับสถาบันการศึกษาในหลายจังหวัด เปิดอบรมฟรีให้กับผู้สนใจ เพื่อพัฒนาสู่การสร้างอาชีพดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวต่อไป

ส่วนโครงการในระยะยาว สิงห์อาสา ได้จัดโครงการอบรมเสริมอาชีพ โดยร่วมกับ เครือข่ายของสิงห์อาสาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัย, สถาบันอาชีวศึกษา, ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมถึงบริษัทในเครือ นำองค์ความรู้มาอบรมสร้างอาชีพให้กับประชาชน เพื่อไปต่อยอดการประกอบอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองอย่างยั่งยืน เช่น ฝึกทักษะอาชีพช่างพื้นฐาน อาทิ ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างยนต์ ช่างก่อสร้าง ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ และทักษะการซ่อมแซมสิ่งพื้นฐานที่มีความจำเป็นภายในบ้าน การอบรมการทำอาหารครอบคลุมเครื่องดื่ม เบเกอร์รี่ ร่วมกับชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารในเครือสิงห์ฯทั่วประเทศ สอนการทำเมนูเด็ด 77 จังหวัด การอบรมร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน นำความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ไปประยุกต์ใช้ การอบรมเรียนรู้แนวคิดโรงเรียนเกษตรพอเพียงสร้างผลผลิตเลี้ยงตัวเองและจำหน่ายในชุมชน รวมถึงการอบรมการปลูกพืชพันธุ์ทางการเกษตร ในจังหวัดเชียงราย น่าน และขอนแก่น

ก่อนหน้านี้บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัทในเครือฯตลอดจนตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้จัดทำโครงการต่างๆเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังบุคคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเดือดร้อนคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท รวมทั้งบริษัทยังยืนยันการจ้างงานต่อกับพนักงานทุกคนทั้งในส่วนของ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และพนักงาน บริษัทในเครือ รวมทั้งคู่ค่าของบริษัทฯ ทั้งหมดกว่า 25,000 คนอีกด้วย

สำหรับการช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆถือเป็นปรัชญาการทำงานของบริษัทฯ ตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งบริษัทฯ “พระยาภิรมย์ภักดี” ซึ่งบริษัทฯได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป็นแนวปฏิบัติที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นยาวนานกว่า 87 ปี  “สิงห์อาสา” โดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ คลอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีภารกิจช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

กรมชลฯ ช่วยสร้างงานให้เกษตรกรภาคอีสาน ทะลุ 4,300 ราย

0

นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 เปิดเผยว่า กรมชลประทาน มีความห่วงใยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและการระบาดของโรค COVID-19 จึงมีมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนรายได้ของพี่น้องเกษตรกร ด้วยโครงการจ้างแรงงานเกษตรกรในปีงบประมาณ 2563 สำหรับปฏิบัติงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน ก่อสร้างแหล่งน้ำ ระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำและโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ

ศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 6 ทั้ง 5 จังหวัด (ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด) ได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับจ้างแรงงานเกษตรกรประมาณ 280 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 7,000 ราย ปัจจุบันทั้ง 5 จังหวัดได้จ้างแรงงานไปแล้วกว่า 4,300 ราย คิดเป็นร้อยละ 58 ของจำนวนแรงงานเกษตรกรที่จ้าง จังหวัดที่มีการจ้างแรงงานเกษตรกรมากที่สุดในขณะนี้คือจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งจ้างแรงงานเกษตรกรไปแล้วมากกว่าร้อยละ 95 ส่วนจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ เริ่มทยอยจ้างไปแล้วกว่าร้อยละ 50

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สมัครทำงานจะได้รับค่าจ้างวันละ 377.85 บาท หรือเดือนละประมาณ 8,000 บาท ระยะเวลาการจ้างงาน 3-7 เดือน รายได้ตลอดระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 24,000-56,000 บาท/คน ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและระยะเวลาที่ทำ โดยได้เริ่มดำเนินการจ้างแรงงานเกษตรกรมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 63 ที่ผ่านมา ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาการจ้างแรงงานคือต้องเป็นเกษตรกรในพื้นที่ เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้ใช้แรงงานทั่วไป และหากแรงงานในพื้นที่เป้าหมายมีไม่เพียงพอ ให้พิจารณาจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัส COVIC-19 ในระหว่างการทำงาน จึงได้กำชับให้ทุกโครงการปฏิบัติตามมาตรการ SOBOP ของกรมชลประทาน โดยการตรวจคัดกรองอุณหภูมิร่างกายก่อนทำงาน สวมหน้ากากอนามัย พร้อมจัด    เจลล้างมือไว้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังได้กำชับให้ทำความสะอาดฆ่าเชื้อที่เครื่องจักร เครื่องมือ รวมถึงควบคุมให้เว้นระยะห่างในระหว่างปฏิบัติงานตามความเหมาะสมของลักษณะงานแบบ Social Distancing อีกด้วย

นายจิรศักดิ์ มงคลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานร้อยเอ็ด กล่าวว่า ในพื้นที่จ.ร้อยเอ็ด ได้รับงบประมาณในการจ้างแรงงานเกษตรกรประมาณ 50 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 1,180 คน ปัจจุบันนี้ จ้างแรงงานไปแล้ว 1,160 คน เริ่มทำงานมาตั้งแต่มีนาคม 63 โดยลักษณะงานที่ทำเป็นการใช้แรงงาน เช่นงานก่อสร้างเสริมความมั่นคงแข็งแรงพนังกั้นลำน้ำยัง งานปรับปรุงประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันอุทกภัยในลำน้ำชี และงานขุดลอก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถาการณ์น้ำหลาก และช่วยบรรเทาอุทกภัยในจังหวัดร้อยเอ็ด ในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงนี้

นายนิรันดร์ ครูมนตรี และนายวัฒนา ปิตฝ่าย ประชาชนอำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด บอกว่า ทั้งสองต่างได้รับผลกระทบของโควิด-19 เพราะโรงงานที่ทำงานในกทม.เลิกจ้าง จึงต้องกลับมาทำการเกษตรอยู่ที่ร้อยเอ็ดบ้านเกิด รู้สึกดีใจและโชคดีมากที่ได้ทราบข่าวการจ้างแรงงานของกรมชลประทาน หลังจากที่ผ่านการกักตัวครบ 14 วันแล้ว จึงมาสมัครทำงานกับโครงการชลประทานร้อยเอ็ด ทำให้มีรายได้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายจุนเจือครอบครัวในช่วงที่ตกงาน    ขอขอบคุณกรมชลประทานสำหรับโครงการนี้ ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้ครอบครัวแล้ว ยังได้งานที่เป็นประโยชน์ ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวอีกด้วย

แอร์เอเชียพร้อมกลับมาบิน 1 พ.ค.

0

สายการบินไทยแอร์เอเชีย (เที่ยวบิน FD) พร้อมเริ่มกลับมาให้บริการบางเส้นทางภายในประเทศ ตั้งเเต่ 1 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

เว้นระยะห่างผู้โดยสารเเบบเว้นที่นั่ง การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อใช้บริการสายการบิน การงดจำหน่ายอาหารเเละเครื่องดื่ม ฯลฯ พร้อมมาตรการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดเครื่องบิน รถบัสรับส่งในทุกวัน และทุกเที่ยวบินเฝ้าระวัง เพื่อความมั่นใจของผู้โดยสารเเละพนักงานทุกคน

นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า สายการบินตัดสินใจเริ่มกลับมาให้บริการเส้นทางในประเทศอีกครั้ง ตั้งเเต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อรองรับผู้โดยสารที่มีความจำเป็นในการเดินทาง ทั้งการกลับบ้านหรือภาคธุรกิจ โดยสายการบินได้ประชุมร่วมกับสำนักงานกรมการบินพลเรือนเเห่งประเทศไทย เเละสายการบินต่างๆ เพื่อเริ่มบินบางเส้นทางภายในประเทศ อาทิ เส้นทางดอนเมืองสู่ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนเเก่น อุดรธานี อุบลราชธานี นครพนม ร้อยเอ็ด นครศรีธรรมราช ตรัง หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และเส้นทางข้ามภาค เชียงใหม่-หาดใหญ่ เป็นต้น ทั้งนี้สายการบินจะอัพเดตให้ทราบเส้นทางต่างๆ เพิ่มเติม ผ่านเฟซบุ๊กแอร์เอเชียต่อไป

ทั้งนี้ สายการบินแอร์เอเชีย ได้กำหนดมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันเเละลดโอกาสการเเพร่ระบาดของ COVID-19 ดังต่อไปนี้

  1. การเว้นระยะห่างผู้โดยสารบนเครื่อง เเบบที่นั่งเว้นที่นั่ง โดยสายการบินจะจำหน่ายเเละควบคุมปริมาณที่นั่งในการเดินทางที่เหมาะสมในทุกเที่ยวบินตามข้อกำหนด รวมทั้งการกำหนดจุดยืนเว้นระยะห่างในรถบัสรับส่ง เเละเคาน์เตอร์บริการต่างๆ
  2. การกำหนดให้ผู้โดยสารทุกคนที่เดินทาง จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อใช้บริการ
  3. การงดจำหน่าย รวมทั้งไม่อนุญาตให้รับประทานอาหารเเละเครื่องดื่มบนเครื่อง 
  4. การกำหนดมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่รัดกุมร่วมกับท่าอากาศยาน การตรวจวัดอุณหภูมิที่ประตูขึ้นเครื่อง ทั้งนี้ หากพบว่าผู้โดยสารมีอุณหภูมิร่างกายเกิน 37.3 องศาเซลเซียส มีอาการไอ จาม หรือเข้าข่ายผู้ต้องเฝ้าระวัง สายการบินอาจจำเป็นต้องปฏิเสธการเดินทางนั้น
  5. อนุญาตให้นำเฉพาะกระเป๋าถือหรือกระเป๋าคอมพิวเตอร์ น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัมขึ้นเครื่องได้ 1 ใบเท่านั้น โดยมีขนาดไม่เกิน สูง 40 ซม. X กว้าง 30 ซม. X ลึก 10 ซม. ส่วนสัมภาระอื่นที่มีน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม สามารถโหลดลงใต้ท้องเครื่องได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  6. แนะนำให้ผู้โดยสารทุกคนเช็คอินด้วยตนเองผ่านเว็บ โมบาย หรือคิออสเช็คอิน เพื่อลดโอกาสสัมผัส สำหรับผู้โดยสารกับพนักงานผู้ให้บริการ

นอกจากนี้ ลูกเรือที่ปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบิน รวมถึงพนักงาน จะได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายในทุกๆ ครั้ง ก่อนเเละหลังการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงจะสวมอุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่ หน้ากากอนามัย แว่นตา และถุงมือ ตลอดการให้บริการ

ทั้งนี้ สายการบินแอร์เอเชียยังคงกำหนดมาตรการทำความสะอาดเเละฆ่าเชื้อทั้งภายในเครื่องบิน รถบัสขนส่ง เคาน์เตอร์บริการเเละตู้คีออสเช็คอินตามมาตรฐานเป็นประจำทุกวัน การพ่นและอบสเปรย์ฆ่าเชื้อ รวมทั้งมั่นใจด้วยระบบกรองอากาศที่สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กได้มากกว่า 99.99% ด้วย HEPA FILTER ในเครื่องบินทุกลำ เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนเดินทางได้อย่างมั่นใจสูงสุดกับแอร์เอเชีย

สาธารณสุขห่วง ผลสำรวจ 4% คนไม่สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไข้และหวัด

0

เผยผลสำรวจพฤติกรรมการสวมหน้ากากป้องกันโรคของประชาชนในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 พบร้อยละ 4 ระบุไม่สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไข้ และหวัด เช่น ไอ จาม มีน้ำมูก

ชี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรกระทำเพราะเสี่ยงทั้งแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นและรับเชื้อเพิ่ม

นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ประชาชนเริ่มผ่อนคลายจากจำนวนผู้ป่วยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เริ่มมีการเดินทาง พบปะกันมากขึ้น ที่สำคัญ คือ ต้องเข้มงวดมาตรการป้องกันโรค การรักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร สวมใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ ไม่สัมผัสจมูก ปาก หรือขยี้ตา ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการสวมหน้ากากของประชาชนในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ต่อเนื่องจำนวน 5 ครั้ง โดยครั้งที่ 5 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเมื่อมีอาการไข้ และหวัด เช่น ไอ จาม มีน้ำมูก ประชาชนจะสวมหน้ากากป้องกันการแพร่เชื้อถึงร้อยละ 83 และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไม่ให้รับเชื้ออีกร้อยละ 12 แต่มีร้อยละ 4 ที่ตอบไม่สวมหน้ากากป้องกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงที่จะแพร่โรคให้คนอื่นได้

“ต้องขอกระตุ้นเตือนสังคม เมื่อคนกลับมาทำงาน พบปะกันมากขึ้น การสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเป็นเรื่องที่จำเป็น ต้องทำอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นปราการด่านสุดท้ายในการป้องกันเชื้อออกจากตัวผู้ป่วย รวมทั้งเป็นการป้องกันการรับเชื้อจากผู้อื่น”

นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อว่า สำหรับการออกปฏิบัติการค้นหาผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อเชิงรุก โดยตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของภาคเอกชนนั้น ขอความร่วมมือให้ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพราะเป้าหมายสำคัญของการคัดกรองค้นหาผู้ติดเชื้อ เพื่อนำตัวเข้าสู่ระบบการรักษา ป้องกันการแพร่เชื้อ รวมทั้งต้องติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดมาตรวจด้วย เพื่อความปลอดภัยของคนในประเทศ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน “ตู้ความดันลบสำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19” ให้รพ.16 แห่ง

0

มูลนิธิชัยพัฒนา ได้โพสภาพพร้อมเนื้อหาว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2563 ตู้อะคริลิคสำหรับตรวจเชื้อโควิด-19 พร้อมอุปกรณ์ หรือ “ตู้ความดันลบสำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19” พระราชทาน ได้เดินทางถึงโรงพยาบาลสมุทรสาคร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีนายเตชพล ฐิตยารักษ์ รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นผู้แทนส่งมอบ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทาน “ตู้ความดันลบสำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19” แก่โรงพยาบาล 16 แห่ง จำนวนรวม 23 ตู้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2563 ตู้อะคริลิคสำหรับตรวจเชื้อโควิด-19 พร้อมอุปกรณ์ หรือ “ตู้ความดันลบสำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19” พระราชทานเครื่องแรกได้เดินทางถึงโรงพยาบาลหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชกระแสให้ใช้งบประมาณจาก“กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 ฯ” จัดซื้อ“ตู้ความดันลบสำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19”

ตู้ดังกล่าวเป็นนวัตกรรมจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ใช้สำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงตามมาตรฐานของห้องความดันลบของโรงพยาบาล ช่วยป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อโรคในการเก็บสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกของผู้ป่วยเพื่อส่งตรวจ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งมอบได้ครบภายในเดือนเมษายน 2563 นี้ โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท เดอเบล จำกัด ในเครือกลุ่มธุรกิจ TCP เป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านการขนส่ง

มาเลเซียเฉียบขาด สั่งขังคุก 58 คนฝ่าฝืนคำสั่งให้อยู่บ้าน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า อิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ รัฐมนตรีอาวุโสมาเลเซีย เผยจำนวนตัวเลขของชาวมาเลเซียที่ถูกศาลตัดสินจำคุก มี 58 คน ในข้อหาละเมิดคำสั่งรัฐบาลที่ให้ประชาชนอยู่แต่ภายในที่พัก กำลังถูกคุมขังอยู่ในศูนย์กักขังชั่วคราว

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย ได้จัดตั้ง เรือนจำพิเศษ จำนวน 11 แห่ง เพื่อไว้คุมขังผู้ที่ละเมิดคำสั่งควบคุมการเคลื่อนไหวของรัฐบาล ตามคำพิพากษาของศาล เนื่องจาก กรมราชทัณฑ์ มาเลเซีย วิตกว่า เรือนจำที่มีอยู่เดิม อาจแออัดจนเกินไป จนทำให้เกิดการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 กลุ่มใหม่ขึ้นมาได้

รัฐบาลมาเลเซียได้กำหนดโทษปรับไว้สูงสุดที่ 1,000 ริงกิต และ จำคุกระยะสั้นสูงสุด 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับประชาชนที่ถูกจับ ตามจุดตรวจที่ตั้ง อยู่ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนออกจากบ้าน ในการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนที่ถูกจับกุม เนื่องจากละเมิดมาตรการของรัฐบาล ที่ห้ามประชาชนจับกลุ่มกัน ซึ่งในกลุ่มคนที่ถูกจับนี้ รวมถึง กลุ่มแรงงานต่างชาติด้วย

นายอิสมาอิล ระบุว่า เรือนจำพิเศษดังกล่าว เป็นการนำศูนย์ฝึกวิชาชีพของกรมราชทัณฑ์มาดัดแปลง และเริ่มดำเนินงานตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (23 เม.ย.)

ขณะนี้ มาเลเซียมียอดสะสมผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 5,742 คน รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 51 คน และเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย ทำให้มียอดสะสมผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 98 ราย

สุดเศร้า เจ้าของภัตตาคารไทยในอเมริกา ติดโควิด-19เสียชีวิต หมอไม่รับรักษาเพราะอายุเกิน

0

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว Tuang Untachai มีเนื้อหาว่า

ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา

เพื่อนของอดีตทูตอเมริกา เป็นสมาชิกวุฒิสภา รุ่นเดียวกับผม ส่งมาให้ผมเมื่อวานนี้ เป็นสำนวนภาษาของเขา ผมไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติมเลยครับ เล่าให้ฟังว่า

“…ปกติผมไม่เคยเชียร์ลุงตู่เลยครับ กลับมีความเห็น negative ด้วยซ้ำว่ารัฐบาลของลุงตู่บริหารเศรษฐกิจไม่ค่อยได้เรื่อง แต่พอเจอไวรัสโควิด-19 ระบาดใหญ่ในขณะนี้ ผมกลับคิดว่าพวกเราโชคดีที่อยู่เมืองไทยภายใต้รัฐบาลของลุงตู่

เหตุผลคือเพื่อนนักเรียนเก่า AC ของผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของภัตตาคารไทย ที่เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ภรรยาของเขาส่งไลน์มาแจ้งว่า พอรู้ตัวว่าป่วย เพื่อนผมก็รีบไปเข้าโรงพยาบาลในเมืองนั้น ผลตรวจออกมาว่า positive คือแกติดไวรัสโควิดแน่ๆ หมอก็ไม่รับรักษาเลย เพราะแกอายุ 71 ปีแล้ว (ถ้าอายุเกิน 70 ปีเขาไม่ยอมรักษา) หมออ้างว่าไม่มีเตียงที่โรงพยาบาล แล้วไล่ให้แกกลับไปตายที่บ้าน ซึ่งไม่ถึงสัปดาห์แกก็เสียชีวิตจริงๆ

ภรรยาแกโอดครวญว่า สามีเสีย tax จำนวนมากให้รัฐบาลสหรัฐฯ แต่เจ็บไข้ไม่ยอมเหลียวแล พอภรรยาแกโทรแจ้ง 911 เขาก็มารับศพแกไปเผาทันทีเพราะเป็นศพติดเชื้อ โดยไม่มีพิธีศพอะไรทั้งสิ้น แม้แต่เถ้ากระดูกก็เอาไปกลบฝังหมด ภรรยาแกบอกว่ารอให้โควิดซาลงก่อนถึงจะจัด memorial service ให้

เมื่อเทียบกับคนไทยที่หนีตายมาจากต่างประเทศ รัฐบาลจัดรถตู้/รถบัส รับไปอยู่โรงแรมชั้นหนึ่ง (โห รร.แอมบาสซาเดอร์จอมเทียน) มีคนส่งข้าวปลาอาหารให้ทานวันละ 3 มื้อ มีหมอ/พยาบาลมาตรวจรักษา มียาแก้ไข้มาให้กิน พอครบกำหนดกักตัว 14 วันก็มีรถส่งกลับภูมิลำเนา เพื่อนๆที่อยู่อเมริกาฟังแล้วอิจฉาพวกเราที่อยู่เมืองไทยครับ

ที่เยอรมันไม่มีการลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำในช่วงโควิด ไม่มีการคืนเงินค่ามิเตอร์ไฟฟ้า ไม่มีธนาคารไหนผ่อนผันชะลอเวลาการใช้หนี้ หรือ พักหนี้ให้ชั่วคราว

คนไทยยังไม่สำนึกในกะโหลก ว่ามีรัฐบาลที่ดี อยากให้คนพวกนี้ ที่ด่านายกทุกวันไปอยู่ต่างประเทศจัง ไม่ว่ายุโรป อเมริกา พวกระบบทุนนิยมสามานย์เหมือนกันหมด ถ้าอยู่ในประเทศพวกนี้แล้วอยู่ในกลุ่มคนจน มีแต่ตายห่าอย่างเดียว รัฐบาลมันไม่ช่วยอะไรทั้งสิ้น ที่อเมริกาตายเป็นเบือน่ะ คนจนและคนไร้บ้านทั้งนั้น รัฐบาลมันปล่อยให้ตาย คงขอบใจโควิดมากที่มาล้างบางให้ !!”