Home Blog Page 518

นักเรียนดีใจ ศธ.ให้ไว้ผมยาวทั้งชายหญิง ขอไม่ดัด-ย้อมสี-ไว้หนวดเครา

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศเผยแพร่ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนพ.ศ. 2563 โดยที่เป็นการสมควรกำหนดข้อปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติในการไว้ทรงผมของนักเรียนเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการของสถานศึกษา มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบันและการปฏิบัติตนของนักเรียนเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวมทั้งเป็นการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงวางระเบียบไว้ โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า

นักเรียนต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผม โดยนักเรียนชายจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาวไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะต้องเหมาะสมและเรียบร้อย ส่วนนักเรียนหญิง จะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดข้อห้าม ไม่ให้นักเรียนปฏิบัติตามนี้ ได้แก่ ห้ามดัดผม, ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม, ไว้หนวดหรือเครา หรือการกระทำอื่นใดที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่น การตัดแต่งทรงผมเป็นรูปทรงสัญลักษณ์หรือลวดลาย

กรมชลฯ ปลื้มแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งสำเร็จ ขอบคุณคนไทยใช้น้ำประหยัด

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน กล่าวถึงผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ พบว่า วันที่ 30 เม.ย. 63 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดการส่งน้ำในช่วงฤดูแล้งของกรมชลประทาน มีการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งที่ผ่านมารวมทั้งสิ้นประมาณ 17,053  ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น   96% ของแผนจัดสรรน้ำ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งรวมทั้งสิ้นประมาณ 4,595 ล้าน ลบ.ม. หรือ 102% ของแผน ถือได้ว่าการใช้น้ำเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้งที่วางไว้

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำตลอดในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 อย่างรัดกุมที่สุด เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จำกัด และในช่วงฤดูฝนปี 62 มีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ส่งผลให้ปริมาณในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และแม่น้ำสายต่างๆ มีปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย จำเป็นต้องจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นหลัก และยังได้เข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง 61 จังหวัด ใช้รถบรรทุกน้ำ 69 คัน ปริมาณน้ำสะสมทั้งหมด 26 ล้านลิตร , การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 636 เครื่อง และเครื่องจักรกลอื่นๆอีก 334 หน่วย เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ การส่งน้ำในช่วงฤดูแล้งของกรมชลประทาน ที่เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. 62 – 30 เม.ย. 63 และจากนี้ไปจะเริ่มเข้าสู่การส่งน้ำในช่วงต้นฤดูฝน

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกรวมทั้งสิ้น 4.75 ล้านไร่(แผนวางไว้ 2.83 ล้านไร่) เก็บเกี่ยวแล้ว 1.88 ล้านไร่แยกเป็นข้าวนาปรัง 4.21 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 3 ล้านไร่และพืชไร่-พืชผัก 0.54 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 0.27 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน แต่จากการสำรวจพบว่ามีการทำนาปรังประมาณ 1.98 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 1.85 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองทำการเพาะปลูก

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอขอบคุณเกษตรกรและประชาชน  ทุกภาคส่วนที่ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด ทำให้การใช้น้ำเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้

คุณนายพารวย : เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้้!!

0

คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออม…รู้ใช้รู้ลงทุน” สู่ความมั่งคั่งนี้ เกิดขึ้นโดยความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุนแก่ประชาชนทั่วไป

ให้มีความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการบริหารจัดการการเงิน เพื่อการมีสุขภาพทางการเงินที่ดี เตรียมความพร้อมคนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า คนไทย 34.6% ไม่มีเงินออม ขณะที่ 85.8% ของคนที่มีเงินออม มีความเสี่ยงมีเงินไม่พอใช้ดำรงชีพในยามชราหลังเกษียณ เพราะออมน้อยเกินไป และไม่ได้นำเงินออมมาลงทุน

ดังนั้นคนไทยทุกคนจำเป็นต้องเริ่มต้นวางแผนทางการเงินตั้งแต่วันนี้!! โดยวางแผนการออมและการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เงินออมที่มีอยู่พอกพูน!!

ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินต่อเนื่องมาหลายปี และมีแนวโน้มต่ำต่อไปอีกนาน แต่คนส่วนใหญ่ยังคงทิ้งเงินออมไว้ในบัญชีธนาคาร ขณะที่ค่าของเงินลดลงเรื่อยๆตามอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในแต่ละปี หากไม่นำเงินออมออกมาลงทุนให้งอกเงย มูลค่าของเงินจึงหดหายไปเรื่อย

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ โดยจากสถิติข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์พบว่า หากนำเงินไปลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนหรือกำไรจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น (capital gain) มากกว่า เทียบจาก SET INDEX หรือดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ พบว่าลงทุนในตลาดหุ้นนาน 3 ปี (ปี59-61)ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 21.42 % ส่วนระยายาว 5 ปี(ปี57-61) ให้ผลตอบแทน 20.42% และระยะยาว 7 ปี(ปี55-61) ให้ผลตอบแทน 52.53 %

ยังไม่นับรวมผลตอบแทนจากเงินปันผล หากเลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียน ที่มีผลประกอบการดีมีกำไรและมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในอัตราที่ดี!!

โดยตลาดหุ้นไทยมีความโดดเด่น ในเรื่องการจ่ายเงินปันผลเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค จากสถิติ 10 ปี (ปี 53 – 62) พบว่า บริษัทในตลาดหุ้นจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นรวมกันสูงถึง 4.74 ล้านล้านบาท

ปี 62 บริษัทในตลาดหุ้น 548 บริษัท หรือ 3 ใน 4 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นรวม 610,768 ล้านบาท โดยจ่ายปันผลตั้งแต่ 3-4 % ไปจนถึงระดับ 10% ต่อปี สูงมากเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ขณะนี้อยู่ที่ 0.25-1.85% ต่อปี

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความรู้การลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรง สามารถนำเงินไปให้มืออาชีพหรือผู้จัดการกองทุนลงทุนให้ ผ่านการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ต่างๆ ที่มีการจัดตั้งกองทุนรวม เพื่อนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทให้เลือกมากมาย

ไม่เพียงแต่ลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น ยังลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า พื้นที่ให้เช่าในโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกอง REIT รวมทั้งลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งกองทุนที่ลงทุนในรถไฟฟ้า โทรคมนาคม โรงไฟฟ้า หรือจะเลือกลงทุนและออมเงินในทองคำก็สามารถทำได้

เหล่านี้ ถือเป็นการ “ใช้เงิน..ทำงาน” เพื่อให้เกิดดอกออกผลงอกเงยนั่นเอง!!

คุณนายพารวย

ที่มา จากคอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออม…รู้ใช้รู้ลงทุน” โดย แม่พารวย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โออาร์ เชิญชวนปันน้ำใจ สมทบทุนกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19

0
จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นในการดูแลรักษาผู้ป่วย โออาร์ มีความห่วงใยต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงได้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทั้งการบริจาคเงินเพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ การจัดหาเจลแอลกอฮอล์และแอลกอฮอล์น้ำให้แก่โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ อีกทั้งยังได้เพิ่มมาตรการด้านสุขอนามัยในทุกจุดบริการเพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และครั้งนี้ โออาร์ ขอเชิญชวนให้ร่วมแบ่งปันน้ำใจ และส่งต่อกำลังใจให้บุคลากรทางแพทย์ในการต่อสู้กับโรคโควิด 19 ผ่านกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่าง ๆ) โดยผ่านทาง 2 กิจกรรม ได้แก่

·      “1 แก้ว 1 กำลังใจ ร่วมสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่” ร่วมส่งต่อพลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 โดยทุกการซื้อเครื่องดื่มคาเฟ่ อเมซอน 1 แก้ว ทั้งการซื้อที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน กว่า 2,900 สาขาทั่วประเทศ หรือการสั่งซื้อผ่านเดลิเวอรี่แอปพลิเคชันทุกช่องทาง ระหว่างวันที่ 1 – 7 พฤษภาคม 2563 คาเฟ่ อเมซอน จะนำรายได้  1 บาท/แก้ว สมทบทุนกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่าง ๆ)

·       “สมัครสมาชิก Blue Card เป็นได้ทั้งผู้ให้และผู้รับ” เพียงสมัครสมาชิกบลูการ์ด (Blue Card) ผ่านทาง www.pttbluecard.com หรือที่สถานีบริการน้ำมัน  PTT Station หรือร้านค้าที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2563 โออาร์ จะบริจาค 10 บาท ต่อทุกการสมัครสมาชิก Blue Card ใหม่  1 ราย ให้แก่กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ)  อีกทั้งผู้สมัครจะได้รับคะแนนสะสม Blue Card ทันที 100 คะแนน

โดยผู้บริโภคสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 1365 Contact Center

ทั้งนี้ กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่าง ๆ) เป็นกองทุนภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนา ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขทั่วประเทศ ที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด 19 อีกทั้งยังมอบความช่วยเหลือให้กับชุมชนสังคม โดยจัดตั้งศูนย์พักอาศัย มูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดนครปฐม ฝึกสอนอาชีพเว็บไซต์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ถูกเลิกจ้างงานให้มีความรู้และสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ รวมถึงช่วยเหลือประชาชนในการกลับภูมิลำเนา เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19

โออาร์ ขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนคนไทยมาโดยตลอด และขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านชีวิตและความเป็นอยู่ให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จะผ่านพ้นไป

ชุมชนบางกอกน้อย-บางพลัด เตรียมรับแจกอาหารซีพีเอฟ เขตละ 10 วัน

0

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับบริษัท ซีพีเอฟ จัดทำ “โครงการอาหารปลอดภัยจากใจ…สู่ชุมชน” เพื่อส่งมอบอาหารที่มีดีมีคุณภาพ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในชุมชนแออัด ให้ได้รับการบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์ มีคุณภาพ ในช่วงวิกฤตโควิด-19

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะร่วมกับ CPF เป็นสื่อกลางที่จะส่งมอบสินค้าเกษตรและอาหารที่มีความปลอดภัยให้กับชุมชม โดยจะแจกจ่ายอาหารให้แก่ประชาชนในชุมชนแออัด ที่อาศัยในพื้นที่เขตในกรุงเทพมหานคร นำร่องใน เขตบางกอกน้อย และเขตบางพลัด ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป โดยจะทยอยดำเนินการแจกอาหารทั้ง 2 เขต เขตละ 10 วัน และหลังจากนั้นจะเริ่มขยายผลดำเนินการในลักษณะเดียวกันในภาคอื่น ๆ ได้แก่ ภาคเหนือ ที่จังหวัดพิจิตร และภาคใต้ที่จังหวัดตรัง ต่อไป

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า ซีพีเอฟตระหนักถึงผลกระทบจากการสถานการณ์โควิด19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเดือดร้อนของคนในชุมชนแออัด จึงได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ส่งมอบอาหารปลอดภัยให้แก่พี่น้องชาวบางกอกน้อยและบางพลัด

“เราขอใช้ความเชี่ยวชาญขององค์กรในด้านอาหาร มาร่วมบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน โดยจะใช้รถ Food Truck CP Freshmart นำอาหารไปอุ่นร้อนแจกจ่ายประชาชนในเขตบางกอกน้อยและบางพลัดเขตละ 10 วัน ให้พี่น้องประชาชนได้อิ่มท้องในช่วงเวลายากลำบากจากสถานการณ์โควิด19” นายประสิทธิ์กล่าว

การส่งมอบอาหารให้ประชาชนในครั้งนี้ เป็นอีกส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประเทศชาติ ประชาชน ให้ก้าวผ่านวิกฤตไวรัสโควิด19 ไปด้วยกัน ภายใต้หลักคิด Good Corporate Citizen กล่าวคือเป็นบริษัทที่ร่วมสร้างและดูแลสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศ โดยก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 ได้มอบอาหารให้แก่ชุมชนคลองเตยไปแล้ว 8,499 ครัวเรือน

กระทรวงวัฒนธรรมแง้มเงื่อนไขผ่อนปรนถ่ายหนังละครต่อ งดแอ็คชั่นและเลิฟซีน

0

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงได้เสนอแนวทางการเตรียมความพร้อม เปิดทำการสถานที่และอนุญาตประกอบกิจการตามาตรการผ่อนปรนของรัฐบาล หลังวันที่ 3พ.ค. ในส่วนภารกิจที่อยู่ใต้การดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม ต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019หรือ โควิด-19 (ศบค.) แล้ว ได้แก่ การเปิดอุทยานประวัติศาสตร์การจัดถนนสายวัฒนธรรม กองถ่ายละครและภาพยนตร์ ร้านหนังสือ

อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

โดยในส่วนของกองถ่ายละครนั้น  วธ.ได้เสนอเกณฑ์การดำเนินงานโดยให้จำกัดจำนวนคนอยู่ที่ไม่เกิน 50 คนต่อกองถ่าย ไม่ให้ถ่ายทำฉากที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดและเข้าถึงตัวกัน เช่น ฉากต่อสู้ ฉากแสดงความรัก โอบกอด จูบ และสัมผัสใกล้ชิด โดยให้ใช้เทคนิคพิเศษแทนในกรณีที่เลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ให้มีการแจ้ง และส่งรายละเอียดฉากที่จะถ่ายทำมายังวธ.หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่ต่างๆ ก่อน เพราะหากเกิดการติดเชื้อโควิด-19 ในกองถ่าย ต้องสามารถติดตามหาต้นตอของการแพร่ระบาดได้และผู้ประกอบกิจการจะต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานทั้งหมดด้วย

นายอิทธิพล กล่าวอีกว่า การถ่ายทำในสถานที่ใดๆ ก็ตาม ต้องขออนุญาตถ่ายทำกับผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่นั้นๆ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่หรือผู้แทนภาครัฐมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย ที่สำคัญเวลาถ่ายทำต้องไม่ให้เกินเวลาตามมาตรการเคอร์ฟิว ส่วนถ่ายทำในสตูดิโอมีข้อกำหนดให้มีการเว้นระยะห่าง ทั้งผู้ดำเนินรายการ ผู้ร่วมรายการผู้อยู่เบื้องหลังการผลิตต่างๆ รูปแบบกิจกรรมที่ถ่ายทำต้องไม่ให้มีความใกล้ชิดกัน และต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง ทั้งนี้ ผู้ประกอบกิจการสามารถเตรียมความพร้อมในการทำงานได้ ทั้งการเตรียมบท การกำหนดสถานที่ รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในกองถ่าย โดยยึดตามหลักของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้มีการคัดกรอง จัดหาเครื่องวัดอุณหภูมิ หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ

3 พ.ค. ผ่อนปรนให้เปิดกิจการความเสี่ยงต่ำ

0

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ (ศบค.) เปิดเผยประเภทกิจการและกิจกรรม ระยะที่ 1 (กิจการที่มีความเสี่ยงต่ำ) ตามมาตรการผ่อนปรนให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามปกติ เริ่มวันที่ 3 พ.ค.63 โดยแต่ละจังหวัดจะออกประกาศรายละเอียดอ้างอิงตามมาตรการนี้ ซึ่งอาจจะเข้มข้นกว่าที่ ศบค. กำหนด แต่ไม่สามารถใช้มาตรการที่อ่อนหรือเข้มข้นน้อยกว่าได้

โดยกิจการที่มีความเสี่ยงต่ำ 6 ประเภทกิจการ ดังนี้

  1. ตลาด ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดน้ำ ตลาดชุมชน ถนนคนเดิน แผงลอย
  2. ร้านจำหน่ายอาหาร ร้านอาหารทั่วไป ร้านเครื่องดื่ม ขนมหวาน ไอศรีม(นอกห้าง) ร้านอาหารริมทาง รถเข็น หาบเร่
  3. กิจการค้าปลีก-ส่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ บริเวณพื้นที่นั่ง-ยืนรับประทาน รถเร่หรือรถวิ่งขายสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านค้าปลีกขนาดย่อม ร้านค้าปลีกชุมขน ร้านขายปลีกธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม
  4. กีฬา สันทนาการ กิจกรรมในสวนสาธารณะ สนามกีฬากลางแจ้งที่เป็นการออกกำลังกายโดยไม่ได้เล่นเป็นทีมและเป็นการแข่งขัน
  5. ร้านตัดผม เสริมสวย เฉพาะตัด สระ ไดร์ผม
  6. ร้านตัดขนสัตว์ ร้านรับเลี้ยงฝากสัตว์

หลังจากผ่อนปรนให้เปิดกิจการและกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำแล้ว จะมีการติดตามประเมินผลในอีก 14 วันข้างหน้าว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นอย่างไร หากตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นอาจต้องพิจารณาปรับมาตรการต่อไป

เดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่ภัยแล้ง คาดหน้าฝนช่วยสถานการณ์ดีขึ้น

0

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน กล่าวว่า ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ ล่าสุด (30 เม.ย. 63) มีการใช้น้ำไปแล้ว 17,053 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 96% ของแผนจัดสรรน้ำ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้ว 4,595 ล้าน ลบ.ม. เกินแผนไป 2% ของแผนจัดสรรน้ำที่วางไว้ ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ล่าสุด มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกันประมาณ 33,830 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 48% ของความจุอ่างฯ และเป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 10,521 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,649 ล้าน ลบ.ม. หรือ 35% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 1,953 ล้าน ลบ.ม.

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

จากสถานการณ์ภัยแล้งตอนนี้ กรมชลประทาน ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 10 จังหวัด รวมเป็น 60 จังหวัด 205 อำเภอ 329 ตำบล 658 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ซึ่งมีพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำด้านการอุปโภคบริโภค 69 แห่ง และพื้นที่ขาดแคลนน้ำด้านการเกษตร 67 แห่ง โดยมีการสนับสนุนรถบรรทุกน้ำ 67 คัน (รวมปริมาณน้ำสะสมประมาณ 5 ล้านลิตร) เครื่องสูบน้ำ 392 เครื่อง (รวมปริมาณน้ำสะสมประมาณ 14 ล้าน ลบ.ม.) และเครื่องจักรสนับสนุนอื่นๆอีก 158 หน่วย นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการขุดลอกแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำดิบสำหรับผลิตประปาอีก 53 แห่งด้วย

อย่างไรก็ตาม อีกไม่กี่สัปดาห์จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่าฤดูฝนปีนี้ จะมีปริมาณฝนดีกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จะช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้ทุเลาเบาบางลงได้  และแม่น้ำสายหลัก ลำน้ำสาขา แหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงอ่างเก็บน้ำต่างๆ จะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ในส่วนของการเพาะปลูกนั้น คงต้องรอการประกาศเข้าสู่ฤดูฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยา ประกอบกับต้องมีปริมาณฝนตกอย่างสม่ำเสมอ และปริมาณน้ำเก็บกักในแหล่งน้ำธรรมชาติมากพอที่จะทำการเกษตรได้ หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการความช่วยเหลือเรื่องน้ำ สามารถประสานไปยังโครงการชลประทานใกล้บ้านได้ตลอดเวลา หรือโทร.สายด่วน   กรมชลประทาน 1460

คนว่างงานโปรดฟัง กรมชลฯ รับสมัคร 6 หมื่นคน เงินเดือน 8 พันบาท

0

รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและโควิด-19 ตามที่รัฐบาลอนุมัติงบ 4,497.59 ล้านบาท สำหรับการจ้างแรงงาน 88,838 คน โดยเปิดรับสมัครทั่วประเทศตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้จ้างแรงงานแล้ว 28,623 คน คิดเป็น 32% ของแผน

กรมชลประทาน ยังสามารถจ้างแรงงานได้อีก 60,000 คน โดยปรับหลักเกณฑ์ให้สามารถจ้างประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 จากเดิมที่ต้องเป็นเกษตรกรและสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่โครงการชลประทานที่ว่าจ้าง

ตำแหน่งแรงงานชลประทานที่เปิดรับสมัคร มีหน้าที่ซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน ก่อสร้างแหล่งน้ำ ระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำและโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เป็นต้น โดยได้รับค่าจ้างวันละ 377.85 บาท หรือประมาณเดือนละ 8,000 บาท ระยะเวลาการจ้างงาน 3-7 เดือน รวมรายได้ตลอดการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 24,000-56,000 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและระยะเวลา

สนใจสอบถามได้ที่ สำนักชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.1460

เปิดใจพนง.ออฟฟิศ นักพเนจร เที่ยวอุทยานแห่งชาติครบ 155 แห่ง

0

อธิบดีกรมอุทยานฯ แสดงความยินดีหนุ่มนักเดินทาง หลังท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติครบทั้ง 155 แห่ง​

นายอาทิตย์ ฉัตรตระกูลชัย หนุ่มนักเดินทาง บอกว่า เค้าเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ปัจจุบันอายุ 39 ปี ชื่นชอบในการเดินทาง และใช้เวลาในการเดินทางท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศจนครบทั้ง 155 แห่ง ภายในระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน

จุดเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยว เริ่มจากเพื่อนที่รู้จักได้เดินทางเที่ยวอุทยานแห่งชาติจนครบไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงเริ่มสนใจที่อยากจะออกเดินทางแบบเพื่อนดูบ้าง แต่ด้วยความที่ตนเป็นพนักงานออฟฟิศ ต้องทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ จึงต้องใช้เวลาในช่วงวันหยุดออกเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เดินทางโดยรถทัวร์และเช่ารถจักรยานยนต์ในพื้นที่​

ครั้งแรกที่ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติก็รู้สึกประทับใจพี่ๆเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลต้อนรับอย่างดี รวมทั้งแนะนำข้อปฏิบัติต่าง ๆ เวลาไปท่องเที่ยวตนจะเลือกเลือกพักในอุทยานแห่งชาติ มีทั้งนอนเต็นท์ หรือบ้านพัก และด้วยความเป็นกันเองของเจ้าหน้าที่ทำให้ตนรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเหมือนได้เที่ยวในบ้านของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมา รู้สึกประทับใจทุกอย่างที่เป็นอุทยาน ทั้งธรรมชาติที่สวยงาม​และความเป็นมิตรของเจ้าหน้าที่

อุทยานแห่งแรกที่ไปท่องเที่ยว และประทับตราในพาสปอร์ตท่องเที่ยว​ คือ อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร ไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2561 จากนั้นก็เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ จนครบ ทุกครั้งที่ไปก็จะประทับตราในพาสปอร์ตท่องเที่ยวเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก และที่สุดท้ายก่อนปิดเล่มที่ที่ไปก็คือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ไปมาเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา​ นอกจากนี้ ยังรู้สึกชื่นชอบในความสวยงามของน้ำตกก้อหลวง อุทยานแห่งชาติแม่ปิง​ น้ำตกปางสีดา น้ำตกเต่าดำในอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ซึ่งน้ำตกเต่าดำนี้เส้นทางอาจจะยากแต่รับรองว่าไปแล้วคุ้มค่าเหนื่อยมาก

ด้านนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า​ ชื่นชมในความมุ่งมั่น​ และขอแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวอุทยานจนครบทั้ง 155 อุทยานทั่วประเทศ​

ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการประกาศปิดอุทยานแห่งชาติทุกแห่งทั่วประเทศตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด 19 ถือเป็นการให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัว และในช่วงนี้เราได้เห็นสัตว์ป่าต่าง ๆ​ มากขึ้น ยิ่งอุทยานแห่งชาติทางทะเลเราได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติ เห็นฝูงปลาออกมาว่ายน้ำเป็นจำนวนมากทั้งฉลามหูดำ วาฬเพชรฆาต โลมา และอีกมากมาย ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ​ เส้นทาง​ รวมถึงการพัฒนาด้านอารยสถาปัตย์​ก็ดำเนินการในช่วงนี้อย่างต่อเนื่อง​ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวหลังสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ​ นอกจากนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ ฯ จะได้นำเสนอมาตรการตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้มีการสั่งการในเรื่องของการพิจารณาปิดอุทยานแห่งชาติเพื่อให้มีช่วงเวลาที่ให้ธรรมชาติได้มีการฟื้นฟู ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์สวยงามให้คงอยู่สืบต่อไป