Home Blog Page 517

กรมชลฯแนะอย่าเพิ่งทำนาปี รอฝนมาชัวร์ก่อน 3 เดือน

0

ปริมาณน้ำ 3 เขื่อน “ลำนางรอง-ลำแชะ-แม่กวง” น้ำยังน้อย  วอนประชาชนประหยัดน้ำ 

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือน ระหว่าง พ.ค.-ต.ค.2563 กรมชลประทานประเมินจะเกิดสถานการณ์ลานีญาอ่อน ๆ หรือปริมาณฝนตกชุกในบางพื้นที่ แม้กรมอุตุนิยมวิทยา จะประเมินปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั่วประเทศจะต่ำกว่าค่าปกติ 5% โดยคาดว่าตลอดฤดูฝนปีนี้จะมีปริมาณน้ำต้นทุนในวันที่ 1 พ.ย.2563 ปริมาณมากกว่าปีก่อนหน้า 3,500-5,000 ล้าน ลบ.ม.                                                 

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

คาดการณ์ฝนปี 2563 จะคล้ายปี 2538 ที่มีฝนตกทางตอนบนค่อนข้างมาก กรมชลประทานได้เตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำหากมีฝนตกในพื้นที่ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุฯ ดังนี้ คือ

  • เดือน พ.ค.ปริมาณฝนปกติ
  • เดือน มิ.ย.ภาคเหนือ ภาคตะวันออกและตะวันตก ปริมาณฝนปกติ ภาคอีสานและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ฝนต่ำกว่า ค่าปกติ ส่วนกรุงเทพ ฯ และปริมณฑล ฝนตกสูงกว่าค่าปกติ
  • เดือน ก.ค.ปริมาณฝนต่ำกว่าปกติและหลังจากนั้นปริมาณฝนก็ต่ำกว่าค่าปกติไปจนถึงสูงกว่าค่าปกติกระจายในทุกภาค

ทั้งนี้ 1 พ.ย. มีเขื่อนเก็บน้ำที่มีน้ำน้อย 31-50% จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนเก็บน้ำลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เขื่อนเก็บน้ำลำแชะ จังหวัดนครราชสีมาและเขื่อนเก็บน้ำแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีระดับน้ำต่ำว่าระดับควบคุมตอนบน (Upper Rule Curve) แต่คาดว่าเมื่อผ่านฤดูฝนนี้ไปเขื่อนอุบลรัตน์จะกลับมามีปริมาณน้ำกว่า 80% ของความจุเขื่อนฯ

“ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่าไทยจะประสบปัญหาภัยแล้งทั้งปีแต่ตอนนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว รวมถึงจากการคาดการณ์ของกรมอุตุฯ คาดว่าในช่วงเดือน ส.ค. ถึง ก.ย.จะมีปรากฏการณ์ลานีญา ซึ่งจะช่วยให้คลี่คลายภัยแล้ง  ได้ในระดับหนึ่งแต่ประชาชนยังต้องช่วยกันประหยัดน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยหาภาชนะมาเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง อาทิ ถังน้ำ และโอ่ง เป็นต้น”

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามกรมชลประทานขอความร่วมมือกับเกษตรกรที่เตรียมทำนาปี ให้รอกรมอุตุฯ ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการก่อนจึงค่อยทำการเพาะปลูก เพื่อการทำนาปี ประชาชนใช้น้ำฝน หรือน้ำที่อยู่ในแม่น้ำลำคลองมาใช้ให้มากที่สุดเพื่อเก็บน้ำฝนที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งต่อไป มีเพียงในเขตชลประทานในบางพื้นที่ ได้แก่เขตที่ใช้น้ำจากเขื่อนลำปาว เขื่อนน้ำอูน เขื่อนแม่กวง เขื่อนสิรินธร เป็นต้น ที่สามารถทำนาปีได้โดยไม่ต้องรอกรมอุตุฯ ประกาศเข้าฤดูฝน เพราะน้ำต้นทุนและฝนที่ตกลงมาเติมสามารถสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวได้เลย

สำหรับคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่าง ในช่วง 6 เดือนถึง 1 พ.ย.2563 กรมชลประทานคาดการณ์จากแบบจำลองสถานการณ์น้ำ 5 กรณีประกอบด้วย

  1. น้ำมากกว่าค่าปกติ หรือค่าเฉลี่ยจะมีปริมาตรน้ำอยู่ที่ 60,781 ล้าน ลบ.ม. หรือ 86% ของความจุ จะมีน้ำใช้การได้ 37,239 ล้าน ลบ.ม. หรือ 79% ของความจุ                                   
  2. น้ำใกล้เคียงค่าเฉลี่ยจะมีปริมาตรน้ำอยู่ที่ 52,452 ล้านลบ.ม.หรือ 74% ของความจุ จะมีน้ำใช้การได้ 28,910 ล้าน ลบ.ม. หรือ 61% ของความจุ
  3. น้ำน้อยจะมีปริมาตรน้ำอยู่ที่ 36,794 ล้าน ลบ.ม.หรือ 52% ของความจุ  จะมีน้ำใช้การได้ 13,252 ล้าน ลบ.ม. หรือ 28% ของความจุ
  4. กรณี Inflow 2538 ค่าเฉลี่ยจะมีปริมาตรน้ำอยู่ที่ 55,905 ล้าน ลบ.ม. หรือ 79% ของความจุ จะมีน้ำใช้การได้ 32,363 ล้าน ลบ.ม.หรือ 68% ของความจุ                      
  5. กรณีน้ำไหลเข้าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย (AVG)-5 ตามที่กรมอุตุฯ พยากรณ์ฝนทั้งปีไว้ว่าจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 5% จะมีปริมาตรน้ำอยู่ที่ 50,946 ล้าน ลบ.ม. หรือ 72% ของความจุ จะมีน้ำใช้การได้ 27,403 ล้าน ลบ.ม. หรือ 58% ของความจุ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานในแต่ละโครงการ กรมชลประทาน ได้ร่วมกับ 38 หน่วยงาน ภายใต้การกำกับดูแลของ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานประจำท้องถิ่นทั่วประเทศ และภาคประชาชน ซึ่งรูปแบบการทำงานของกรมชลประทานจะบูรณาการร่วมกันกับทุกหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง เพื่อดูแลได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ส่วนในเรื่องของความกังวลเรื่องน้ำประปาขาดแคลนเหมือนในอดีต เชื่อว่าในปัจจุบันจะไม่ประสบปัญหาดังกล่าวอีก เนื่องจากรัฐบาลได้กำหนดยุทธ์ศาสตร์น้ำขึ้นมาโดยมีหน่วยงานกลางที่เข้ามาดูแลในแต่ละภาคส่วนแล้ว

บุญรอดฯ ดีเดย์ “สิงห์อาสา สู้ไฟป่า” เร่งจ้างงาน สร้างอาชีพช่วยคนไทย

0

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด  ประกาศนโยบายเร่งด่วนในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยวางนโยบายช่วยเหลือทั้งในเรื่องปากท้องและการสร้างอาชีพเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ผ่าน 10 โครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ โดยโครงการที่จัดทำขึ้นช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้มีทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อความยั่งยืน   กำหนดดีเดย์ในต้นเดือนพฤษภาคม โดยเริ่มด้วยโครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า” ที่จังหวัดเชียงราย เป็นที่แรก

โดยเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ได้มีพิธีเปิดโครงการ “สิงห์อาสาสู้ไฟป่า” รุ่นที่ 1 ที่สถานีควบคุมไฟป่าลำน้ำกก จ.เชียงราย มีว่าที่ร้อยตรีณรงค์ โรจนโสทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย  คุณปรีชา ทองคำเอี่ยม ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า  คุณกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 คุณเพลินพิศ หาญเจริญวนะภูษิต ผู้จัดการทั่วไป  บริษัท สิงห์ปาร์คเชียงราย จำกัด ร่วมในงาน

“สิงห์อาสาสู้ไฟป่า” เป็นการอบรมให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องไฟป่า การป้องกันไฟป่า การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการดับไฟป่า แก่ชาวบ้านจาก 5 หมู่บ้านของ ตำบลแม่กรณ์ ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า คือ หมู่บ้านปางกอก หมู่บ้านปางริมกรณ์ หมู่บ้านปางป่าอ้อ หมู่บ้านหนองเขียว หมู่บ้านปางกลาง ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการฝึกปฏิบัติการดับไฟป่า เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชน เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการจัดการปัญหาไฟป่า ทำให้สามารถที่จะดูแลพื้นที่ หมู่บ้าน ชุมชน ของตนเองได้หากเกิดไฟป่าขึ้นและสามารถทำแนวป้องกันไฟป่าได้อย่างถูกวิธี

นอกจากนี้ยังช่วยสร้างรายได้ให้ผู้เข้าร่วมอบรม ผู้ที่เข้ารับการอบรมในโครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า ของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ครั้งนี้เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในแต่ละปีอีกทั้งยังเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19 โดยผู้เข้ารับการอบรมทุกคนจะได้รับเบี้ยเลี้ยงคนละ 200 บาท ต่อวัน พร้อมได้รับอาหารแห้งและข้าวตราพันดี เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาปากท้องเบื้องต้น
 

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย  เปิดเผยว่า ปีนี้ พื้นที่เชียงรายเกิดไฟป่าลดลงเหลือ 7,000 กว่า จุด ซึ่งถือว่าลดลงได้เกิน 60% แต่อย่างไรก็ตาม ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินมาตรฐาน 72   ซึ่งเกิดจากสภาพอากาศทั้งในพื้นที่จ.เชียงราย และเกิดหมอกควันข้ามแดนเข้ามา แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้โครงการ“สิงห์อาสาสู้ไฟป่า” ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ที่ได้ความรู้เรื่องของการดับไฟป่า อุปกรณ์ดับไฟป่า และมีรายได้ในช่วงวิกฤตโควิด

สำหรับการอบรม โครงการ”สิงห์อาสาสู้ไฟป่า” ของ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มีการจัดอบรมต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในหลายจังหวัดทั้งทางภาคเหนือและภาคตะวันออก โดยผู้เข้ารับการอบรมได้รับประกาศนียบัตรรับรองการผ่านการอบรบด้วย

พีทีที สเตชั่น ขายแอลกอฮอล์ล้างมือราคาพิเศษใน กทม.ครั้งที่สอง

0

พีทีที สเตชั่น จำหน่ายแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ ครั้งที่ 2 วันที่ 8 พฤษภาคม นี้ที่ปั๊มในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ยังคงร่วมดูแลคนไทยอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าการระบาดของโรคโควิด-19 จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่แอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดยังคงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับประชาชน พีทีที สเตชั่น จึงได้จัดหาแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70 % สำหรับทำความสะอาดมือโดยไม่ต้องล้างออกจากบริษัทผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานรับรองโดยสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อจำหน่ายให้ผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 ในราคาทุน เพื่อแบ่งเบาภาระผู้บริโภค และอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการนำมาจำหน่ายเพิ่มเติมจากที่ได้จำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศแล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้

· แอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือชนิดน้ำ บรรจุขวด (ขวดละ 1 ลิตร) จำหน่ายขวดละ 110 บาท โดยสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการในเขตกรุงเทพฯ วางจำหน่ายแห่งละ 200 ขวด และในเขตปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ) วางจำหน่ายแห่งละ 136 ขวด

· เจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ บรรจุถุง (ถุงละ 500 มิลลิลิตร) จำหน่ายถุงละ 40 บาท โดยสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการในเขตกรุงเทพฯ วางจำหน่ายแห่งละ 240 ถุง และในเขตปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ) วางจำหน่ายแห่งละ 144 ถุง

· สามารถซื้อได้โดยไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมัน หรือใช้บริการใด ๆ โดยผู้ซื้อต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือใบขับขี่ หรือบัตรที่มีหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ซื้อ พร้อมเขียนชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์ในแบบฟอร์มการซื้อ

· ต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร และสวมหน้ากากอนามัยระหว่างการต่อแถวรอซื้อ ณ จุดจำหน่าย

· จำหน่าย ตั้งแต่เวลา 08:00 น. เป็นต้นไป จนกว่าของจะหมด บริเวณหน้าสำนักงาน หรือในร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสอบถามรายชื่อสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการ ได้ที่ 1365 Contact Center หรือ www.pttor.com

ทั้งนี้ นอกจากการจำหน่ายแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดในราคาทุน และกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอื่น ๆ แล้ว พีทีที สเตชั่น ยังได้ยกระดับมาตรฐานการรักษาความสะอาดบริเวณสถานีบริการฯ และห้องน้ำ รวมทั้งเพิ่มมาตรการในการปฏิบัติงานของพนักงานในทุกจุดบริการตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรคโควิท-19 ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือแอลกอฮอล์ ให้พนักงานทุกคนล้างมือและสวมหน้ากากอนามัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และจัดให้มีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัยและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค

คติธรรม สมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวันวิสาขบูชา 63

0

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2563 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 6 พ.ค. ความว่า

ดิถีวิสาขบูชา อันเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นวันสำคัญสากลของโลก มีกาลกำหนดขึ้นไว้เป็นนักขัตฤกษ์พิเศษ เพื่อให้พุทธบริษัทได้กระทำสักการบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยดวงจิตตั้งมั่นในความเชื่อและความเลื่อมใสต่อพระพุทธคุณ ซึ่งเป็นโอสถวิเศษ และเป็นเครื่องป้องกันสรรพพิบัติภัยทั้งปวง

ภัยใหญ่หลวงสำหรับทุกชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนามี 3 ประการ กล่าวคือ ความแก่ 1 ความเจ็บ 1 และความตาย 1 ไม่มีภัยอื่นใดที่ผู้คนหวาดหวั่นครั่มคร้ามไปมากกว่าภัยทั้งสามประการนี้อีกแล้ว พระพุทธองค์ผู้ทรงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ได้โปรดประทานหนทางดับภัยไว้แล้วแก่โลก กล่าวคือ “อริยมรรค” ซึ่งเป็นไปเพื่อละ เพื่อล่วงพ้นภัย ย่อมดับเหตุแห่งการเกิด ที่นำไปสู่ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ได้อย่างสิ้นเชิง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระปัจฉิมวาจาก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลความว่า “สังขารมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” จึงขอทุกท่านหันกลับมาพิจารณาชีวิตของตน ผู้ล้วนกำลังเผชิญภยันตรายกันอยู่ทั่วหน้า โดยไม่อาจทราบได้ว่าความเจ็บและความตายจะมาถึงเมื่อไร ขอจงเร่งสั่งสมอบรม “ความไม่ประมาท” ให้ถึงพร้อม ขอจงเร่งขวนขวายสั่งสมเพิ่มพูนกุศลธรรมให้เจริญงอกงามขึ้นในตน เพื่อผลคือ “สติ” และ “ปัญญา” อันสามารถช่วยให้ล่วงพ้นจากภัยได้ ในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ

ขอสาธุชนอย่าละเลยการบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา อันนับเป็น “ปฏิบัติบูชา” ที่พึงกระทำต่อพระรัตนตรัย เพื่อความดำรงคงมั่นแห่งพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประทีปส่องใจเวไนยนิกรทั้งปวงสืบไปตลอดกาลนาน เทอญ.

วัดบวรฯ เฟสบุ๊คไลฟ์จากพระอุโบสถ สวดมนต์ เวียนเทียน ฟังเทศน์ออนไลน์ วันวิสาขบูชา 63 รับ New Normal

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ช่่วงสัปดาห์วันวิสาขบูชา ของปีพ.ศ.2563 ทั้งทางวัด และพุทธศาสนิกชน จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด โดยทางภาครัฐเองก็พยายามรณรงค์ให้คนไทยอยู่กับบ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ จึงส่งผลให้การมีส่วนร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาในวันวิสาขบูชาปีนี้ แตกต่างไปจากปีที่ผ่านมา

ล่าสุด วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เผยแพร่ข่าวผ่านทางเพจเฟสบุ๊คของวัดถึงกิจกรรมวันวิสาขบูชาปีนี้ของวัด ว่า

“วันวิสาขบูชา ๒๕๖๓ อยู่บ้าน ก็ฟังธรรม เวียนเทียน และติดตามกิจกรรมวิสาขบูชาได้ถ่ายทอดสดจากพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
วันที่ ๕-๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ไลฟ์เทศน์ตั้งแต่วันที่ ๖ ถึงเช้าวันที่ ๗ ทั้งคืน!!!! “

โดยจะเฟสบุ๊คไลฟ์ จากพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สวดมนต์ เวียนเทียน ฟังธรรมโต้รุ่งกันที่บ้าน ทั้งนี้ จะเริ่มเฟสบุ๊คไลฟ์ต้งแต่เวลา หนึ่งทุ่ม ของวันที่ 5 พค. และฟังเทศน์ตลอดคืนวันที่ 6 พ.ค.

เวียนเทียนที่บ้านพร้อมพระสงฆ์ที่วัดเวลา 19.00 น. เทศนากัณฑ์แรก เริ่มเวลา 21.00 น. ต่อเนื่องจนถึงรุ่งเช้า

รายงานข่าว เปิดเผยอีกว่า ในโซเชียลมีเดีย ยังมีการประชาสัมพันธ์ให้ร่วมเวียนเทียนออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์เวียนเทียนออนไลน์ โดยสามารถเลือกวัด และคำอธิษฐาน และยังสามารถแชร์ภาพกิจกรรมเวียนเทียนออนไลน์ผ่านทางเฟสบุ็ค ไลน์ และทวิตเตอร์ ได้อีกด้วย

คลีนิกความงาม ยังเปิดบริการไม่ได้ มองเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค กลุ่มเดียวกับโรงหนัง สถานบันเทิง

0

นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เปิดเผยว่า สถานเสริมความงาม  ตามราชกิจจานุเบกษา ข้อกำหนดฉบับที่ 5 (6) ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2563 นั้น คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม เป็นหนึ่งในกิจการที่ต้องมีคำสั่งปิดสถานที่เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากอธิบดีกรมควบคุมโรคมีความเห็นว่า กิจการหรือกิจกรรมที่ทำในคลีนิกเสริมความงาม ใช้ระยะเวลานาน และถือว่ามีความจำเป็นน้อย จึงจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ โรงมหรสพ สถานบริการ ผับ บาร์ เป็นต้น ยืนยันว่ายังไม่สามารถให้กลับมาให้บริการได้

แนะคนขี่มอเตอร์ไซค์ สวมหมวกกันน็อค ใส่หน้ากากนิรภัย กันโควิด-19 สองชั้น

0

กรมควบคุมโรค แนะประชาชนเพิ่มมาตรการป้องกัน 2 ต่อ ทั้งอุบัติเหตุและโรคโควิด-19 ด้วยมาตรการ “ใส่หน้ากากอนามัย สวมหมวกนิรภัย ปลอดภัย ไร้โควิด”

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนในการเดินทางช่วงนี้ เพื่อให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุและโรคโควิด-19 โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ขอให้เพิ่มมาตรการป้องกัน 2 ต่อ ทั้งอุบัติเหตุและโรคโควิด-19 ด้วยมาตรการ “ใส่หน้ากากอนามัย สวมหมวกนิรภัย ปลอดภัย ไร้โควิด”

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอแนะนำมาตรการให้ประชาชนดำเนินการในช่วงนี้ร่วมกับการป้องกันโรคโควิด-19 โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์ คือ “ใส่หน้ากากอนามัย สวมหมวกนิรภัย ปลอดภัย ไร้โควิด” นอกจากต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเป็นปกติแล้ว ควรที่จะเพิ่มมาตรการป้องกันให้สูงขึ้น โดยการสวมหมวกนิรภัยควบคู่กับการใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่มีการใช้รถจักรยานยนต์ เพราะการสวมหมวกนิรภัยที่มีกระจกป้องกันลม จะทำหน้าที่เป็นหน้ากากพลาสติกคลุมหน้าคล้าย face shield ที่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งนอกจากจะป้องกันอุบัติเหตุเป็นหลักแล้ว ยังสามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 ที่อาจฟุ้งกระจายออกมาจากคนรอบข้างได้ ถือเป็นมาตรการป้องกัน 2 ต่อ กล่าวคือป้องกันได้ทั้งอุบัติเหตุและโรคโควิด-19 และหลังการสวมใส่หมวกนิรภัยทั้งของตัวผู้ขับขี่และคนซ้อนท้ายแล้ว ควรมีการเช็ดและทำความสะอาดหมวกนิรภัยด้วยแอลกอฮอล์หรือเช็ดด้วยน้ำสบู่/น้ำยาล้างมือ หรือนำหมวกนิรภัยไปผึ่งแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค และควรล้างมือหรือทำความสะอาดด้วยเจลแอลกอฮอล์ หลังใช้งานทุกครั้ง

กระทรวงสาธารณสุข ขอความร่วมมือประชาชนให้สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าและใส่หมวกนิรภัยทุกครั้งที่ใช้รถจักรยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถของเราเองหรือรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งหากมาตรการนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายอย่างจริงจังแล้ว คาดว่าประชาชนจะปลอดภัยจากโรคโควิด-19 และป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนอีกด้วย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

สั่งปิด 34 สถานที่เสี่ยง ฝ่าฝืนเจอคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท ตามพรก.ฉุกเฉิน

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.)​ได้ลงนามในประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 8)

ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอาจมีความผิดตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิด ตามมาตรา 18  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค จะถูกสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. – 31 พ.ค. หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง 

  • สำหรับสถานที่ยังคงปิดให้บริการเป็นการชั่วคราวดังนี้
  • 1.โรงมหรสพ (โรงภาพยนตร์ โรงละคร โรงมหรสพ) 
  • 2.สถานบริการ ผับ บาร์ สถานบันเทิง และสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ
  • 3.สวนน้ำ สวนสนุก 
  • 4.สนามเด็กเล่น เครื่องเล่นสำหรับเด็กใตลาด ตลาดน้ำ และตลาดนัด 
  • 5.สวนสัตว์ 
  • 6.สถานที่เล่นเสก็ต หรือโรลเลอร์เบรด หรือการเล่นอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน
  • 7.โต๊ะสนุกเกอร์ บิลเลียด
  • 8.สถานที่เล่นโบว์ลิ่งหรือตู้เกม
  • 9.ร้านเกม และร้านอินเทอร์เน็ต 
  • 10.สระว่ายน้ำสาธารณะ หรือกิจการอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 
  • 11.สนามชนไก่ และสนามซ้อมชนไก่ 
  • 12สถานที่ออกกำลังกายฟิตเนส 
  • 13.สถานที่จัดนิทรรศการ ศูนย์แสดงสินค้า และศูนย์ประชุม 
  • 14.พิพิธภัณฑ์ (พิพิธภัณฑสถาน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น)  
  • 15.ห้องสมุดสาธารณะ ห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดเอกชน 
  • 16.สถานที่รับเลี้ยงเด็ก
  • 17.สถานดูแลผู้สูงอายุ
  • 18.สนามมวย และโรงเรียนสอนมวย 
  • 19.โรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ (ยิม)
  • 20.สถานที่สักหรือเจาะผิวหนังหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
  • 21.สถาบันลีลาศหรือสอนลีลาศ 
  • 22.สนามม้า 
  • 23.สถานประกอบกิจการอาบน้ำ อบไอน้ำ อบสมุนไพร
  • 24.สถานประกอบกิจการอาบ อบ นวด
  • 25.ศูนย์พระเครื่อง พระบูชา และสนามพระเครื่อง
  • 26.สถานที่ให้บริการควบคุมน้ำหนัก คลินิกเสริมความงาม สถานเสริมความงาม
  • 27.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ร้านสปา ร้านนวดเพื่อสุขภาพ ร้านนวดเพื่อเสริมความงาม) สถานประกอบการนวดแผนไทย นวดฝ่าเท้า
  • 28.สนามแข่งขันทุกประเภท 
  • 29.สถานที่แสดงมหรสพ สถานที่มีการแสดงหรือกาละเล่นสาธารณะ 
  • 30.สถานที่ให้บริการห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง สถานที่จัดเลี้ยง รวมถึงสถานที่ลักษณะเดียวกัน
  • 31.ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ เปิดได้เฉพาะซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา สินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ร้านขายปลีกธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ธนาคาร และที่ทำการหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ส่วนแผนกร้านอาหารให้เปิดได้เฉพาะการนำกลับไปบริโภคที่อื่น
  • 32.ร้านเสริมสวย แต่งผมหรือตัดผม เปิดได้เฉพาะกิจกรรม สระ ตัด ซอย แต่งผม และต้องไม่มีผู้นั่งรอในร้าน 
  • 33.สนามกีฬา ให้เปิดได้เฉพาะกีฬาประเภทกลางแจ้งและต้องมีระยะห่างทางสังคม ไม่คลุกคลีกัน เช่น เทนนิส ขี่ม้า ยิงปืน ยิงธนู  
  • 34.สวนสาธารณะ ลาน พื้นที่กิจกรรมสาธารณะ สถานที่ออกกำลังกาย สนามกีฬา ลานกีฬา ให้เปิดได้เฉพาะพื้นที่โล่งแจ้ง เพื่อการเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน

 

สพฐ.ปรับปฎิทินรับนักเรียนใหม่ ระดับชั้นม.1 และ ม.4 ปีการศึกษา 2563

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ เรื่อง แนวทางการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563

โดยระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แจ้งแนวทางการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนำไปเป็นแนวปฏิบัติ ความละเอียดทราบแล้ว

ประกอบกับตามหนังสือที่อ้างถึง 2 การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เม.ย.253 มีมติเห็นชอบประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 1) ค่อไปอีก 1 เดือนจนถึงวันที่ 31 พ.ค.2563 นั้น

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงปรับปฏิทินการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2563 ให้สอดคล้องกับประกาศการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และเพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนร่วมกันกำหนดแนวทางการรับนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อสำคัญ เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2563 โดยให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

สำหรับปฏิทินการรับนักเรียน โดยจะจัดให้มีการสอบ/คัดเลือกในวันที่ 6-7 มิ.ย.นี้

งดพระราชพิธีสำคัญ 3 งานในเดือนพฤษภาคม

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะลิาส เลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหนังสือลงวันที่ 1 พ.ค. 2563 เรื่อง งดการพระราชพิธีในเดือนพฤษภาคม 2563 ความว่า

ถึงรัฐมนตรีทุกท่าน เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร และประกาศขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร มีผลตั้งแต่วันที่ 3-31 พฤษภาคม 2563

กองกิจการในพระองค์ 904 จึงงดการพระราชพิธีดังนี้

1.พระราชพิธีการพระราชกุศลทักษิณานุปทานและการพระราชพิธีเฉลิมราชสมบัติสิริรัชพรรษา วันที่ 2-4 พฤษภาคม 2563

2.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา วันที่ 6 และ7 พฤษภาคม  2563

3.พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ วันที่ 10 และ 11 พฤษภาคม 2563